ตอนที่ 3 (ต่อหน้า 2)

ช่วงฤดูใบไม้ร่วงถึงฤดูหนาวของทุกปี ในเมืองเกาจิ้วมีจำนวนผลผลิตมู่จู๋จื่อมากมายก่ายกอง ชาวพื้นเมืองถึงขนาดนำมากินแทนข้าว ต่อมา ไม่ทราบว่ามันเริ่มคิดค้นขึ้นในปีไหน ก็มีคนทดลองนำผลไม้นี้มาหมักเป็นสุรา สุราที่หมักออกมา ตามคำบันทึกในหนังสือ “หวางอวี่โจวสิงจี้” ของท่านนักพรตเทียนจีได้เขียนไว้ว่า สุรามีสีดั่งทองคำ ใสสะอาดเหมือนวารี กลิ่นหอมเย้ายวน บ้านไหนหมักสุรานี้ คนเดินผ่านไปมาย่อมเกิดความรู้สึกเคลิ้มไปกับกลิ่นสุรา แน่นอนว่าสุรามู่จู๋จื่อนี้ก็เป็นเครื่องบรรณาการที่องค์จักรพรรดิรับสั่งไว้เช่นกัน สุรานี้นับว่าขายดิบขายดีในเมืองอู้หวิน เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการจัดงานเลี้ยงของบรรดาขุนนางชั้นสูง มีคนจากแดนใต้จำนวนไม่น้อยที่ร่ำรวยจากการขนสุราชนิดนี้มาขาย ตอนที่เมืองเกาจิ้วรุ่งเรืองสุดขีด ภายในเมืองมีโรงกลั่นถึงสามสิบแห่ง ซึ่งในจำนวนนั้นมีโรงกลั่นขนาดใหญ่ถึงสิบเก้าแห่งตั้งอยู่ที่เมืองด้านตะวันตก ตอนที่ท่านนักพรตเทียนจีติดตามองค์รัชทายาทมาถึงที่แห่งนี้ เคยกล่าวไว้ว่า “เมื่อต้นฤดูฝนได้กลิ่นสุรามู่จู๋ ประชากรค่อนเมืองกำลังเคลิ้มไปกับฤทธิ์สุรา” คืนที่ท่านอู่โหวจัดงานดื่มฉลอง สุราที่ใช้ในงานต้องเป็นมู่จู๋จื่อแน่ แม้แต่ช่างฝีมือที่กวาดต้อนมาได้ก็มีเกือบครึ่งที่มาจากโรงกลั่นเหล้า

พวกเรากระโดดลงจากม้า ลู่กงสิงเห็นเหตุการณ์วุ่นวายเช่นนี้ ได้ดึงทหารนายหนึ่งที่เดินเซไปเซมาแล้วถามว่า “ข้าคือผู้คุมทัพหน้าลู่กงสิง อยากทราบว่าท่านผู้คุมของจงอี้ป๋ออยู่ที่ใด?”

ทหารนายนั้นดื่มจนพูดจาไม่เลอะเลือน ตอบด้วยอาการมึนเมาว่า “เจ้าถามหาใต้เท้าเสิ่นหรือ? ตอนนี้ท่านไม่ขอรับแขก”

ข้ามองไปยังรอบๆ ในค่ายทัพขวาช่างวุ่นวายเสียจริง ทุกคนดื่มจนเมามายเต็มที่ ทหารสองหมื่นนายนี้คงจะดื่มสุราจากโรงกลั่นจนเกลี้ยงแล้ว ยังมีจำนวนไม่น้อยที่โอบผู้หญิงไว้ในอ้อมกอด อีกมือยังจับน้ำเต้าที่ใช้ใส่สุรา ดื่มไปด้วยเล่นการพนันไปด้วย การเสพสุขเช่นนี้คงมีเพียงทัพขวาจึงจะมีโอกาสได้ลิ้มลอง ทหารในส่วนอื่นๆต่อให้พวกเขาอยากดื่มสุรา ก็คงดื่มได้ไม่มากขนาดนี้

ลู่กงสิงเก็บอารมณ์แล้วถามว่า “งั้นผู้คุมการทหารอยู่หรือไม่?”

ทหารตอบว่า “เจ้าพูดถึงขุนพลเถียนหรือ อยู่ทางนั้นแหนะ”

ทหารชี้ไปที่กระโจมที่อยู่ไม่ไกล ตรงนั้นมีนายทหารอยู่จำนวนหนึ่ง บนร่างกายยังสวมชุดเกราะอยู่ พวกมันกำลังล้อมวงเล่นการพนัน และทุกคนก็โอบผู้หญิงไว้และอีกมือถือน้ำเต้าเช่นกัน

ลู่กงสิงกับข้าผูกม้าไว้กับก้อนหิน เดินไปหานายทหารกลุ่มนั้น เมื่อเดินมาถึงข้างหน้า พวกนั้นกลับไม่มีใครเงยหน้าขึ้นมามอง ลู่กงสิงถามว่า “ไม่ทราบว่าขุนพลเถียนอยู่หรือไม่?”

มีคนไว้หนวดไว้เคราเต็มไปหมดเงยหน้าขึ้นมาตอบว่า “ข้าเอง เจ้าเป็นใครกัน?”

ลู่กงสิงกล่าวว่า “ข้าคือลู่กงสิง ผู้คุมทัพหน้าและไป่ฟูจ่างค่ายที่หนึ่ง ท่านนี้คือฉู่ซิวหง ไป่ฟูจ่างค่ายที่ห้า”

เมื่อคนผู้นั้นได้ยินชื่อของข้า รีบผลักผู้หญิงออกจากอ้อมกอดแล้วลุกขึ้นกล่าวว่า “เป็นท่านขุนพลฉู่นี่เอง ฮ่าๆ ข้าน้อยเถียนเวย เป็นผู้คุมการทหารของทัพขวา ชื่อเสียงของท่านตอนนี้กระจายไปทั่วกองทัพ หากแต่ดูหน้าตาไม่ค่อยน่าเกรงขามสักเท่าไร”

ข้าสังเกตเห็นว่าลู่กงสิงมีสีหน้าไม่สบอารมณ์ คำพูดของเถียนเวยดูไม่ค่อยให้เกียรติข้า ข้ากล่าวไปว่า “ขุนพลเถียน พวกเรามีธุระมาหาท่านขุนพลเสิ่น ไม่ทราบว่าจะเจอตัวท่านได้อย่างไร?”

เถียนเวยหัวร่อแล้วกล่าวว่า “ใต้เท้าท่านไม่ขอรับแขก นอกเสียจากพวกท่านมีป้ายคำสั่งจากท่านอู่โหว”

ข้ากับลู่กงสิงสบตากัน พวกข้าแค่อยากจะมาสอบถามเล็กน้อย จะมีป้ายคำสั่งใดกัน จะไปขอป้ายคำสั่งเพื่อเรื่องแค่นี้ เกรงว่าจะโดนท่านอู่โหวต่อว่ากลับมา

 

ตอนนี้ นายทหารคนหนึ่งที่นั่งข้างเถียนเวยพูดด้วยอาการหัวเสียว่า “เจ้าหนวดเถียน ถึงคราเจ้าแล้ว หากเจ้าไม่ทอยลูกเต๋าอีกจะถือว่าเจ้าแพ้แล้วนะ”

เถียนเวยรีบตอบไปว่า “มาแล้ว มาแล้ว” เขาไม่สนใจใยดีพวกเราอีก ยื่นมือไปโอบกอดหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างๆ อีกมือหนึ่งกำลูกเต๋าไว้

การพนันที่พวกเขาเล่นอยู่คือการเล่นทอยลูกเต๋าสามลูก ซึ่งเป็นที่นิยมที่สุดในแคว้นจักรพรรดิ การพนันรูปแบบนี้แพร่หลายมานานแล้ว แต่ละหน้าของลูกเต๋าสลักหลุมเล็กๆตั้งแต่หนึ่งไปจนถึงหก หน้าที่มีหลุมเดียวให้แต้มสีแดงไว้ โยนลูกเต๋าทั้งสามลูกลงไปในชาม หากลูกเต๋าทั้งสามลูกออกหน้าเหมือนกัน เรียกว่า ตอง ตองหกถือว่าใหญ่ที่สุด รองลงมามีชื่อเรียกแต้มลูกเต๋าอีกมากมายและซับซ้อน นอกจากคนที่คลุกคลีอยู่ในวงการพนันแล้ว คนทั่วไปคงจำกันไม่ได้ การพนันรูปแบบนี้เป็นที่นิยมในค่ายทหาร เพราะว่ามันเล่นง่าย อุปกรณ์ก็พกพาสะดวก ลูกเต๋าที่พวกเขาใช้ทำมาจากกระดูก น่าจะเพิ่งทำลูกเต๋าขึ้นมาใหม่ เพราะสียังขาวสะอาดอยู่

ลู่กงสิงกำลังจะพูดต่ออีก เถียนเวยก็ยื่นมือไปทอยลูกเต๋าลงไปในชามแบบไม่สนใจ ปากก็พึมพำไปว่า “ตองหก ตองหก”

ลูกเต๋าทั้งสามลูกกลิ้งอยู่ในชามสักพัก ตัวเลขที่ออกมานั้นแตกต่างกันไป แม้ว่าข้าจะไม่รู้ว่าแต้มมันใหญ่แค่ไหน แต่ดูจากเสียงหัวเราะชอบใจของนายทหารที่อยู่ร่วมวง ก็รู้ได้ว่าต้องเล็กมากแน่ๆ สงสัยจะต้องจ่ายรอบวง

นายทหารคนหนึ่งพูดทั้งหัวเราะว่า “เจ้าหนวดเถียน มือเจ้าไม่ขึ้นเอาเสียเลย”

เถียนเวยตอบกลับไปว่า “เออว่ะ สงสัยต้องปรับเปลี่ยนอะไรสักหน่อย”

เขาเอามือของหญิงสาวที่กอดอยู่ในอ้อมกอดกดลงไปที่โต๊ะ ชักดาบออกมาอย่างว่องไว ข้ายังไม่ทันอุทานออกมา ดาบก็ฟันลงไปแล้ว ดาบตัดมือข้างซ้ายของนางขาดออกจากกัน หญิงสาวคนนั้นส่งเสียงร้องอย่างน่าเวทนานัก เลือดพุ่งเต็มหน้าเถียนเวย เขาเอามือปาดเลือดที่ติดบนหน้า ผลักนางล้มลง ยื่นมือไปหยิบมือที่ขาดแล้วโยนให้ทหารที่อยู่ข้างๆ กล่าวกับทหารว่า “เซวียกงเจิ้ง ทำลูกเต๋าขึ้นมาใหม่อีกสามลูก”

ลูกเต๋าที่พวกเขาทอย อันที่จริงทำมาจากกระดูกมนุษย์หรือนี่?

ข้าชักทนดูไม่ได้ ตวาดเสียงออกไปว่า “ขุนพลเถียน”

เถียนเวยมองมาที่ข้า พูดเชิงเยาะเย้ยว่า “ขุนพลฉู่มีอะไรจะชี้แนะหรือ?”

ข้าไม่ทันเห็นลู่กงสิงทำสีหน้าเชิงห้ามปรามข้า ข้าได้ด่าออกไปว่า “ไอ้เดรัจฉาน”

เถียนเวยลุกขึ้นมา กล่าวว่า “ฉู่ซิวหง อย่าคิดว่าเจ้าเป็นคนโปรดของท่านอู่โหวแล้วพวกเราจะกลัวเจ้า ในสนามรบ ข้าเจอมานักต่อนักแล้ว เจ้าก็แค่ไอ้เด็กเมื่อวานซืน”

ข้ารู้สึกว่าเลือดพล่านไปทั้งตัว กล่าวต่อไปว่า “เถียนเวย เจ้ายังถือว่าเป็นคนอยู่อีกหรือ? ต่อให้เป็นสัตว์เดรัจฉาน ก็คงไม่ทำเรื่องไร้ยางอายเช่นนี้หรอก”

เถียนเวยเริ่มมีอาการโกรธเล็กน้อย กล่าวว่า “ไอ้คนแซ่ฉู่ หากเจ้ายังด่าว่าส่งเดชอีก ข้าจะไม่เกรงใจกับเจ้าแล้ว ทัพหน้าดูเก่งกาจ แต่พวกเราก็ไม่ใช่กระจอกหรอกนะ”

ลู่กงสิงดึงข้าไว้แล้วกล่าวว่า “ขุนพลฉู่ อย่าวู่วาม”

ข้าสะบัดมือทิ้งแล้วกล่าวต่อว่า “ท่านผู้คุมลู่ ต่อให้ต้องถูกท่านอู่โหวลงโทษ ข้าก็ไม่สน”

ข้ามองไปที่หญิงสาวเคราะห์ร้าย หญิงสาวที่ถูกกวาดต้อนมา หากงามสะคราญน่าจะลงเอยได้ดีหน่อย หน้าตาของนางก็ดูไม่เลว แต่บัดนี้นางขาดมือไปข้างหนึ่ง เกรงว่านางคงหมดค่าไปแล้ว นางกองอยู่กับพื้น อีกมือหนึ่งกุมข้อมือที่ถูกตัดขาด ไม่ขยับเขยื้อน ราวกับว่าไม่เกี่ยวข้องกับตัวเอง ข้าคลำที่อกเสื้อ ซึ่งไม่ได้พกผ้ามาด้วย ได้แต่ชักมีดออกมาตัดชายเสื้อของตัวเองออกมาแล้วเดินเข้าไปพันแผลให้นาง

หากไม่พันแผลไว้นางคงต้องตายเพราะเสียเลือดมาก แต่ข้าทำเช่นนี้แล้ว เถียนเวยคงไม่รู้ว่าจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด แต่ข้าไม่อยากคำนึงถึงสิ่งเหล่านั้น ข้ากระทำไปเพราะความจำเป็น

คล้ายกับว่าทำแบบนี้แล้วข้าจะสบายใจขึ้นมาบ้างกระมัง

เมื่อข้าพันแผลให้นางเสร็จ กำลังลุกขึ้นยืน ก็เหมือนกับว่ามีแสงสะท้อนจากดาบแวบผ่าน

ดาบนี้ไวนัก ข้าไม่ทันได้ตั้งตัว ยื่นมือจะไปชักดาบไป่ปี้ออกมาจากเอว มือเพิ่งจะสัมผัสกับด้ามจับ แสงสะท้อนนั้นก็หายแวบไป หัวของนางก็ร่วงหล่นถึงพื้น

ข้าหันกลับมา เถียนเวยกำลังเป่าเลือดที่ติดอยู่บนคมดาบ เลือดหยดนั้นเกาะอยู่บนคมดาบอันเงาวับ กลิ้งเหมือนลูกปัด ในแววตาของเขาเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน

ข้ากดดาบเอาไว้แล้วกล่าวว่า “ขุนพลเถียน โปรดเตรียมตัวให้ดี”

ข้าโมโหสุดขีด แต่น้ำเสียงกลับนิ่งเหมือนปกติ

เถียนเวยหัวร่อแล้วกล่าวว่า “ได้สิ เพื่อความสบายใจ เรามาลงนามในใบยินยอมกันก่อน”

ข้าตวาดตอบรับว่า “ลงก็ลง”

คนรอบข้างเริ่มมีเสียงโห้ร้องดังขึ้นมา มีคนมุงดูมากมาย ลู่กงสิงคงคาดไม่ถึงว่าเรื่องราวจะบานปลายถึงขนาดนี้ ปรามข้าว่า “ขุนพลฉู่ ท่านอย่าวู่วามไป”

ข้าตอบไปว่า “ท่านผู้คุมลู่ เชิญท่านเป็นพยานให้ข้าด้วยเถอะ”

สีหน้าของลู่กงสิงมีแววโกรธเคืองเล็กน้อย ตวาดใส่ข้าว่า “ขุนพลฉู่ ท่านทำเกินไปแล้ว”

เขาไม่เคยพูดจาเคร่งขรึมและรุนแรงเช่นนี้มาก่อน ทำเอาข้าหยุดชะงักไปและจ้องมองลู่กงสิง ลู่กงสิงพูดกับเถียนเวยว่า “ขุนพลเถียน ขุนพลฉู่นั้นเสียมารยาท ขอให้ท่านโปรดอภัยให้ด้วย” เขาหันมาหาข้าแล้วกล่าวว่า “ฉู่ซิวหงไป่ฟูจ่างค่ายที่ห้าของทัพหน้า ขอโทษขุนพลเถียนเดี๋ยวนี้”

เขาขานตำแหน่งของข้าตรงๆ นั่นเป็นการเอายศตำแหน่งมากดขี่ข้า ต่อให้ในใจข้าจะไม่เต็มใจก็ตาม แต่ข้าก็ต้องเดินขึ้นหน้าไปหนึ่งก้าว เอามือกุมขึ้นมาแล้วกล่าวว่า “ขุนพลเถียน ขอให้ท่านโปรดให้อภัย ข้าผิดไปแล้ว”

ข้าไม่ได้มีคนหนุนอยู่เบื้องหลังเช่นผู่อันหลี่ จึงไม่เคยกล้าล่วงเกินผู้ที่มียศตำแหน่งสูงกว่า

สีหน้าของเถียนเวยมีรอยยิ้มปริออกมาแล้วกล่าวว่า “ขุนพลฉู่อย่าใส่ใจไปเลย ผู้หญิงเดิมทีก็แค่ของเล่น อย่าไปสนใจพวกนางให้มาก ท่านผู้คุมลู่ พวกท่านจะมาสนุกด้วยกันหรือไม่?”

ลู่กงสิงตอบว่า “ไม่ล่ะ ขุนพลเถียน พวกเรามาที่นี้ก็แค่ต้องการจะถามว่าพวกท่านเคยเจอสัตว์ประหลาดที่ท่อนบนเหมือนมนุษย์ ท่อนล่างเหมือนงูหรือไม่”

นี่คือจุดประสงค์ที่พวกเรามาหา รอจนถึงวินาทีนี้ถึงถามออกมา เจ้าเถียนเวยกลับพูดจาดูมีมารยาทขึ้นมาว่า “ท่านผู้คุม พวกท่านก็เคยเห็นหรือ?”

พวกเราล้วนตกใจ ถามเกือบจะพร้อมกันว่า “แล้วพวกท่านล่ะ?”

เถียนเวยตอบว่า “มันก็ไม่มีอะไรหรอก เมื่อวานเห็นมีคนหนึ่งจะหนีออกนอกเมือง พวกเราไล่ตามมันไปไม่ทัน คิดว่าคงเป็นสัตว์ประหลาดที่คนในเมืองนี้เลี้ยงไว้กระมัง คนแดนใต้พิลึกนัก”

คำพูดของเขาดูเหมือนไม่มีอะไรน่ากังวล แต่ในใจของพวกเรานั้นหนักหน่วงถึงขีดสุด

คิดๆดูแล้วเจ้ามนุษย์งูที่อยู่ในเมืองต้องมีจำนวนไม่น้อย สัตว์ประหลาดเหล่านั้นไม่ธรรมดาอย่างที่คิด พวกมันเริ่มใช้อาวุธเป็น เกือบจะนับว่าเป็นมนุษย์เต็มตัวแล้ว

ตอนเดินกลับออกมา ข้ายังรู้สึกโกรธเคืองอยู่เล็กน้อย ลู่กงสิงถามข้าว่า “ขุนพลฉู่ ท่านยังเคืองข้าอยู่อีกหรือ”

ข้าตอบไปว่า “ท่านผู้คุม ท่านมีตำแหน่งสูงกว่าข้า ข้ามิกล้าเถียงอะไรท่าน แต่ว่าตอนที่จักรพรรดิองค์แรกได้แผ่นดินมาครอง ได้ออกกฎว่าห้ามฆ่าเชลย ตอนนี้พวกเราไม่เห็นพวกนั้นเป็นคนเช่นพวกเรา แล้วจะได้ใจเหล่าประชาได้อย่างไร? กบฏครั้งนี้ถูกกวาดล้างไปเรียบร้อย วันหน้าหากมีการก่อกบฏขึ้นมาอีก เกรงว่าผู้คนคงยากที่จะยอมจำนนต่อพวกเราอีกเป็นแน่”

ลู่กงสิงถอนหายใจหนักหน่วงแล้วกล่าวว่า “เรื่องนั้นข้าก็ทราบดี แต่ว่า ท่านอู่โหวย่อมมีหลักการของเขา ตอนนี้ในแคว้นมีข่าวลือหนาหู หากใจอ่อนไป จะปกครองผู้อื่นได้อย่างไรกัน ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว ตอนที่จักรพรรดิองค์แรกออกกฎนี้มา เพราะเพิ่งตั้งแคว้นได้ไม่นาน จำต้องใช้เมตตาธรรมในการสยบเหล่าประชา ตอนนี้บ้านเมืองสงบสุขมานาน ยุคสมัยนี้ มีเพียงผู้ที่แกร่งกว่าจึงจะได้รับความเคารพ ขุนพลฉู่ ตอนท่านอยู่ในสนามรบนั้นกล้าหาญชาญชัย แต่หากพูดกันตามตรง หลังจบศึก นิสัยของท่านกลับดูอ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด”

ข้าพูดอะไรไม่ออก คำพูดของลู่กงสิงเหมือนกับคำพูดของท่านอู่โหวที่ใช้ตำหนิข้าไม่มีผิด บางที ในธาตุแท้ของข้าอาจจะมีความอ่อนแออยู่จริงก็เป็นได้ แม้ว่าอยู่ในสนามรบจะลืมความเป็นความตาย แต่ยามสงบแล้วกลับปรากฏความอ่อนแอออกมาอย่างชัดเจน

บางที สิ่งนี้อาจเป็นอุปสรรคที่ทำให้ข้าไม่สามารถกลายเป็นแม่ทัพกระมัง ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ลู่จิงอวีก็เป็นตัวอย่างให้เห็นแล้ว

ลู่กงสิงกล่าวว่า “ท่านกลับก่อนเถอะ ข้าจะไปรายงานเรื่องมนุษย์งูให้ท่านอู่โหวทราบ หวังว่าท่านจะรับไว้พิจารณา”

ข้ามองไปที่ท้องฟ้าแล้วกล่าวว่า “ยังเช้าอยู่ ข้าไปเป็นเพื่อนท่านก็แล้วกัน ข้าจะรอท่านอยู่ข้างนอก”

ลู่กงสิงบอกว่า “ก็ดี ข้ารู้สึกว่าพวกมนุษย์งูเหล่านั้นคงไม่ใช่แค่สัตว์ประหลาดที่ไร้พิษสงแน่นอน”

ข้ากล่าวว่า “มนุษย์งูแม้จะร้ายกาจ แต่ไม่น่าจะมีพิษมีภัยมากนัก ท่านกลัวว่าทหารพันธมิตรจะฝึกพวกมนุษย์งูนี้ไว้หรือ?”

ลู่กงสิงตอบว่า“ใช่สิ มนุษย์งูที่อยู่ในเมืองไม่ใช่มีแค่ตัวเดียวหรือสองตัว พวกมันยังใช้อาวุธได้อีกด้วย หากอยู่ในหุบเขาบางแห่ง พวกทหารพันธมิตรฝึกกองกำลังมนุษย์งูขึ้นมา ข้าคิดไม่ออกเลยจริงๆว่าจะให้รับมือกับมันอย่างไร”

ข้าหัวเราะแล้วกล่าวว่า “ต่อให้พวกมันฝึกให้เชื่อง คิดว่าคงสำเร็จได้ยาก อย่างน้อยตอนที่พวกเราบุกโจมตีเมืองอยู่ มนุษย์งูพวกนั้นไม่ได้ออกมาช่วยรบ และที่สำคัญคือมนุษย์งูเหล่านั้นดุร้ายมาก เกรงว่าคงไม่มีใครฝึกพวกมันให้เชื่องได้”

ตอนนี้พวกเรามาอยู่หน้ากระโจมของท่านอู่โหว ลู่กงสิงกระโดดลงจากม้าแล้วกล่าวว่า “ขุนพลฉู่ ท่านโปรดรอข้าสักครู่”

คำสั่งทางทหารของท่านอู่โหวเคร่งครัดนัก นายทหารชั้นล่างหากไม่ได้ถูกเรียกให้มาเข้าพบ ห้ามเข้าไปในกระโจมเด็ดขาด เมื่อวานข้ารีบร้อนไปชั่วขณะ ไปเข้าพบท่านอู่โหว ท่านอู่โหวอาจจะมีอาการเมาอยู่จึงไม่ได้เอาผิดข้า หากตอนนี้ข้าเข้าไปเพราะเรื่องนี้อีก เกรงว่าท่านอู่โหวจะโกรธเคืองข้าไม่น้อย

ผ่านไปครู่หนึ่ง ลู่กงสิงเดินออกมาด้วยสีหน้าซึมเศร้า ข้าถามไปว่า “เป็นอย่างไรบ้าง?”

ลู่กงสิงตอบว่า “ท่านอู่โหวดื่มสุราอยู่ พอข้าเข้าไปรายงานเรื่องนี้ ท่านเห็นว่าเป็นเพียงเรื่องตลก”

ข้าจึงกล่าวว่า “ท่านผู้คุมหาว่าข้าอ่อนแอ ข้ายอมรับ แต่ข้าก็อยากจะบอกกับท่านว่า ท่านก็คิดมากไปหน่อย ฮ่าๆ”

ปกติลู่กงสิงก็เป็นคนไม่วางมาด แม้ว่าเขาจะเป็นผู้คุมทัพหน้า แต่ยามอยู่กับพวกเรา เขาเห็นตัวเองเป็นเพียงไป่ฟูจ่างมาโดยตลอด พวกเรามักจะหยอกล้อกับเขาเป็นประจำ แต่ตอนนี้เขากลับถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “หวังว่าข้าคงคิดมากไปจริงๆ”

ข้ามองไปบนฟ้า ดวงอาทิตย์อยู่กลางท้องฟ้าพอดี นี่เป็นเวลาเที่ยงตรง ตั้งแต่เมื่อคืนเป็นต้นมา ข้ายังไม่ได้พักผ่อนเลย ข้าเกิดง่วงขึ้นมาจึงกล่าวไปว่า “ข้าเหนื่อยจะแย่แล้ว ขุนพลลู่ ท่านไม่พักผ่อนบ้างหรือ?”

เขาก็ง่วงเช่นกัน กล่าวว่า “อืมม์ เมื่อคืนดื่มไปเต็มท้อง จนถึงตอนนี้ข้าก็ยังไม่ได้หลับเสียที ถึงเวลานอนพักแล้วล่ะ”

ถึงกระโจมของลู่กงสิง เขากล่าวกับข้าว่า “ข้าขอตัวก่อน ท่านจะกลับไปที่ห้องนั้นอีกหรือ?”

ข้ากล่าวว่า “ใช่สิ”

ลู่กงสิงหาวอีกครั้งแล้วกล่าวว่า “ท่านช่างทนต่อความเหงาได้ดีจริงๆ ห้องแบบนั้นท่านก็อยู่ได้ด้วย?”

ข้ากล่าวว่า “ไม่ว่าท่านจะว่าเช่นไร ข้าก็รู้สึกว่าที่นี้มันหนวกหู”

คืนม้าให้กับลู่กงสิง ข้าเดินกลับห้องไปเพียงลำพัง ตอนนี้เป็นยามบ่าย รอบๆถือว่ามีความสงบอยู่บ้าง ต่อให้ทหารของจักรพรรดิเป็นยอดมนุษย์ เมื่อฆ่าล้างเมืองแบบไม่หยุดหย่อนถึงวันที่สาม ย่อมมีคนจำนวนมากเหนื่อยเช่นกัน ตอนนี้ได้ยินเพียงเสียงร้องไห้จากแดนไกล เดี๋ยวมีเดี๋ยวหาย

ไม่รู้ว่าหลับไปนานเพียงไร ตื่นขึ้นมาอีกทีก็รู้สึกว่าหิวจนแสบท้อง ข้าเอื้อมมือไปหยิบเปี๊ยะทอดในถุงเสบียงแล้วหยิบน้ำเต้าที่ใช้ใส่น้ำดื่มออกมา ด้านนอกของหน้าต่าง ท้องฟ้าได้มืดลงไปแล้ว ผ่านพ้นไปอีกหนึ่งวัน

ฆ่าล้างเมืองมาห้าวัน ยังเหลืออีกสองวัน สิ่งแรกที่ข้านึกขึ้นมาได้กลับเป็นสิ่งนี้ อาจจะเป็นเพราะข้าเบื่อหน่ายกับการเข่นฆ่ากระมัง ข้าไม่อาจยับยั้งการฆ่าล้างเมือง ทำได้เพียงรอคอยเวลาที่จะสิ้นสุดลง

ข้าเดินออกมาจากห้อง ตะวันยามสายัณห์จากด้านนอกนั้นร้อนเหลือเกิน ทางแดนใต้ท้องฟ้าจะมืดช้ากว่า ไม่เหมือนที่เมืองหลวงที่ตกเย็นก็มืดเลย เพียงครู่เดียวตะวันก็ลับฟ้าไปทางตะวันตก เมฆที่เป็นชั้นๆก็ถูกย้อมจนมีสีแดงจ้า ภายใต้แสงตะวันยามสายัณห์ สันกำแพงที่แตกหักบนหัวเมือง มองไปมีเพียงเงาที่หลงเหลืออยู่ น่าสลดใจยิ่งนัก

ข้าบิดตัวไปมา เดินขึ้นไปบนหัวเมือง กัดเปียะทอดไปหลายคำ ทรัพย์สินเงินทองที่กวาดค้นมาได้กองเท่าภูเขา แต่เสบียงน้อยจนน่าสงสาร ปกติก็ได้แต่กินเสบียงกรังเพื่อประทังชีวิตไป ข้าชักนับถือเหล่าทหารพันธมิตรที่ป้องกันเมืองอยู่ก่อนหน้านี้ ภายใต้สถานการณ์อันเลวร้ายเช่นนั้น ยังสามารถป้องกันเมืองได้หลายวัน

ประตูเมืองทางทิศใต้เป็นที่ประจำการของทัพหลวง ข้าเหยียบเศษกระเบื้องที่ร่วงหล่นมาเต็มพื้น เดินขึ้นไปบนหัวเมือง มองลงไปด้านล่าง ที่ข้างประตูเมือง ค่ายทหารถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย กองทัพที่จะมาเทียบเรื่องวินัยทางทหารกับทัพหลวงเห็นทีมีเพียงทัพซ้ายของลู่จิงอวีเท่านั้น ข้าเลือกสันกำแพงที่ค่อนข้างสะอาดแล้วขึ้นไปนั่งข้างบน ดื่มน้ำเข้าไปเพื่อทำให้เปียะทอดที่ทั้งแห้งและแข็งเคี้ยวง่ายขึ้น แม้รสชาติจะออกเค็มเล็กน้อย แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้รู้สึกอิ่มท้อง ข้าค่อยๆกัดกินเปียะทอดทีละน้อย มองตะวันที่ค่อยๆลับฟ้าไป

หนังสือแนะนำ