ตอนที่ 3

ท่านอู่โหวเห็นซากไหม้เกรียมที่พวกข้าลากมาไว้หน้ากระโจม ยืนคิดอยู่ชั่วครู่แล้วกล่าวอย่างกะทันหันว่า “ต้าอิง เจ้าไปตามท่านเกาที่ปรึกษาทางการทหารมาดูหน่อยสิ”

องครักษ์ติดตามที่อยู่ด้านหลังของท่านอู่โหวขานรับว่า “ขอรับ”

ท่านเกาผู้นี้มีนามว่า เกาเถี่ยชง เดิมเป็นบัณฑิต ต่อมาสมัครเข้าร่วมกองทัพ เป็นจอมวางแผนอันดับหนึ่งในจวนของท่านอู่โหว ได้ยินมาว่าเขาพิการ ไม่สามารถถูกแสงอาทิตย์ จึงออกงานน้อยมาก นี่คือสิ่งที่ทำให้ผู้อื่นรู้สึกถึงความลึกลับเกี่ยวกับท่านเกาผู้นี้ ในการรบครั้งนี้ แผนการใช้สี่ขุนพลล้อมเมืองทั้งสี่ทิศ เขาเป็นคนแรกที่เสนอออกมา

สักครู่หนึ่ง ภายในกระโจมเล็กๆที่อยู่ทางด้านซ้ายของกระโจมของท่านอู่โหว ทหารเข็นรถเข็นออกมา มีคนใส่หมวกใบใหญ่นั่งอยู่บนเก้าอี้ ด้านหน้าของหมวกยังมีผ้าแพรสีเขียวบังเอาไว้ ทำให้พวกข้ามองเห็นใบหน้าของท่านเกาผู้นั้นไม่ชัดเจน

คนผู้นั้นมาอยู่ด้านหน้าของท่านอู่โหว กล่าวว่า “นายท่าน ข้าน้อยเกาเถี่ยชง นายท่านมีอะไรจะรับสั่งต่อข้าน้อย”

ท่านอู่โหวบอกว่า “ท่านเกา ท่านดูสิ่งนี้สิ”

ซากไหม้เกรียมถูกไฟเผาจนจำหน้าตาไม่ได้แล้ว แต่ยังส่งกลิ่นเหม็นเน่าเป็นระยะๆ เกาเถี่ยจงออกแรงลุกขึ้นจากรถเข็น ทหารคนสนิทของเขาเข้าไปพยุงตัว เดินไปที่หน้าซากไหม้เกรียม เขาย่อตัวนั่งลงข้างๆแล้วกล่าวว่า “ส่งดาบมาให้ข้าสิ” ทหารคนสนิทชักดาบออกมาแล้วส่งให้ท่านเกา เขาใช้มือซ้ายเปิดผ้าที่ใช้คลุมซากเหล่านั้นออก มือขวาใช้ดาบเขี่ยดู เขาผ่าปากของซากออกมาดูแล้วกล่าวว่า “ โอ้ สวรรค์ นี่มันมนุษย์งู!”

มนุษย์งู ข้ารู้สึกแปลกใจไม่น้อย ท่านอู่โหวถามไปว่า “ท่านเกา ท่านแน่ใจหรือ”

เกาเถี่ยชงตอบว่า “เรียนนายท่าน ไม่ผิดแน่นอน หนังสือที่ท่านนักพรตเทียนจีทิ้งไว้ให้ มีรูปภาพของมนุษย์งู ลิ้นของมันต้องเป็นแฉก ซึ่งซากไหม้เกรียมนี้เหมือนกับรูปภาพที่อยู่ในหนังสือไม่มีผิด”

ท่านเกาลุกขึ้นยืน ทหารคนสนิทหยิบผ้าสีขาวให้หนึ่งผืน เขานำมาเช็ดมือแล้วกล่าวว่า “เมื่อห้าสิบปีก่อน ตอนที่จักรพรรดิองค์ก่อนยังเป็นรัชทายาทเคยท่องเที่ยวไปใต้หล้า เมื่อไปถึงแดนใต้ได้จับตัวสัตว์ประหลาดที่มีรูปร่างครึ่งมนุษย์ครึ่งงูมาตัวหนึ่ง ตอนนั้นท่านนักพรตเทียนจีเป็นองครักษ์ส่วนพระองค์ขององค์รัชทายาทได้ติดตามเดินทางไปด้วย เมื่อกลับมาจึงเขียนหนังสือ “หวังอวี่โจวสิงจี้” (บันทึกการเดินทางของฮ่องเต้) ข้างในมีรูปภาพมนุษย์งู ตามคำบอกเล่าของชังเยว่กงคนก่อนที่ติดตามจักรพรรดิองค์ก่อนนั้นกล่าวไว้ว่า ตัวประหลาดนี้สามารถพบเจอได้ในป่าลึกเป็นบางครั้งบางคราว สามารถกลืนกินสัตว์น้อยใหญ่ คิดว่าต้องเป็นทายาทของพวกสัตว์ประหลาดหายาก”

ท่านอู่โหวกล่าวว่า “ช่างเป็นเศษสวะเสียจริง มาสร้างความวุ่นวายในยามนี้ ฮ่าๆ ดันมาเจอกับขุนพลฉู่ของค่ายทัพหน้าที่กล้าหาญชาญชัย ถือว่าเจ้ามนุษย์งูนี้โชคร้ายยิ่งนัก”

ได้รับคำชมจากท่านอู่โหว ในใจข้าย่อมมีความรู้สึกยินดีปรีดา ข้าคุกเข่าลงแล้วกล่าวว่า “ท่านอู่โหวชมเกินไปแล้ว”

แม้ว่าในใจข้าจะไม่ได้รู้สึกสบายเหมือนกับท่านอู่โหว เพราะเจ้ามนุษย์งูนั้นไม่เหมือนสัตว์ป่าทั่วไป มันสามารถจู่โจมข้าได้ นอกจากนั้นยังใช้หอกยาวได้ มันเหมือนมนุษย์เป็นอย่างยิ่ง หากมีแค่ตัวหรือสองตัวย่อมไม่เป็นที่น่ากังวล แต่หากมาสิบกว่าตัวในคราเดียว เกรงว่าไม่ใช่กองทัพเดียวที่จะสามารถรับมือมันได้

เมื่อกราบลาท่านอู่โหวแล้ว ข้ายังรู้สึกจิตใจไม่สงบ ฉีเลี่ยที่รออยู่ข้างนอก เห็นข้าเดินออกมา จึงเข้ามาถามข้าว่า “ท่านอู่โหวว่าอย่างไรบ้างขอรับ?”

ข้าตอบไปว่า “ท่านอู่โหวไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก เอาเถอะ นี่ก็ดึกแล้ว ทุกคนกลับไปพักผ่อนกันเถอะ”

ฉีเลี่ยหัวร่อแล้วกล่าวว่า “ใช่สิ คืนนี้เป็นคืนแห่งความสุขของท่านขุนพลฉู่ เมื่อครู่มัวแต่เสียเวลากับเจ้านั่นมาค่อนคืน พวกเรากลับกันเถอะ”

ทุกคนหัวเราะขึ้นมาทันที ข้าปกครองทหารไม่ได้เข้มงวดเท่าท่านอู่โหว ก็เพราะว่าข้าอายุยังน้อย มีเสินจ่างหลายนายอายุเกินเลขสามมาแล้ว ข้าก็เกรงใจพวกเขาไม่กล้าเข้มงวดเกินเหตุ ในสนามรบ พวกเขาย่อมไม่กล้าเสียมารยาทต่อข้า แต่ยามปกติพวกเขาไม่ค่อยเห็นข้าเป็นไป่ฟูจ่างสักเท่าไร แต่ว่าหญิงสาวนางนั้น…

พอนึกถึงหญิงสาวนางนั้น ในใจข้าเกิดงงงวยขึ้นมา ข้าเลยกล่าวออกไปว่า “กลับไปนอนกันได้แล้ว และพรุ่งนี้ไม่ต้องไปฆ่าล้างเมืองอีก”

ฉีเลี่ยตะลึงงันไปแล้วรีบตอบว่า “นั่นสิ พรุ่งนี้พักกันให้เต็มที่ ฆ่าล้างเมืองมาแล้วสามวัน ทุกคนต่างเหนื่อยกันแล้วสินะ ”

ถานชิงกล่าวขึ้นมาว่า “ประชาชนในเมืองเกาจิ้วช่างกล้าหาญเสียจริง หิวจนแทบยืนไม่รอดยังกล้าต่อกรกับพวกเราอีก เมื่อวานข้าพาพี่น้องเก้าคนบุกเข้าไปในครอบครัวหนึ่ง ในนั้นเหลือเพียงชายห้าหญิงสอง แต่กลับยื้อเวลากับพวกเราถึงครึ่งชั่วยาม แม้แต่ผู้หญิงก็ไม่ยอมจำนน เฮ้อ เสียดาย หนึ่งในหญิงสองนางนั้น มีคนหนึ่งเป็นดรุณีน้อย หน้าตาสะสวย แต่กลับถูกข้ายิงทะลุคอหอย”

มันทำท่าจะเล่าต่อไปไม่เลิก ข้าจึงตวาดไปทันทีว่า “พอได้แล้ว!”

พวกมันล้วนตะลึงงันไปหมด มองข้าด้วยความอึ้ง ข้าไม่พูดอะไรอีกและไม่รู้จะพูดอะไร สำหรับทหารที่อยู่ในกองทัพ การฆ่าล้างเมืองหลังได้รับชัยชนะนั้นถือเป็นรางวัลรูปแบบหนึ่ง ก่อนหน้านี้ ตอนที่ข้าติดตามท่านอู่โหวบุกตีเมืองหลายแห่งแตก ก็พาพวกเขาไปฆ่าล้างเมือง แต่บัดนี้ข้าเบื่อหน่ายกับการหลั่งเลือด ถึงกระทั่งรู้สึกละอายใจกับกลิ่นคาวเลือดที่ติดมือข้ามาตลอด

คำพูดเหล่านั้นจะพูดกับพวกเขาได้หรือ?

ข้ากระโดดขึ้นม้า เดินทางต่อไปโดยไม่เอ่ยอะไรทั้งสิ้น ฟ้าใกล้สางแล้ว บนท้องฟ้าด้านทิศตะวันออกมีแสงอรุณค่อยๆสว่างขึ้น แต่ว่าช่วงเวลาก่อนอรุณรุ่งกลับเป็นช่วงที่ท้องฟ้ามืดมิดที่สุด

เมื่อถึงที่พักแล้ว พวกเขาก็กลับค่ายกันไปหมด ข้าพักอยู่นอกค่ายคนเดียว อยู่ในห้องเพียงลำพัง ข้าจุดตะเกียงน้ำมันขึ้นมา มองไปยังห้องที่สะอาดหมดจดห้องนั้น ทันใดนั้น ในใจข้ารู้สึกวังเวงขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เจ้าของห้องคนก่อน ข้าคาดว่าคงกลายเป็นซากศพและถูกเผาเป็นเถ้าธุลีที่ลานกว้างกั๋วหมิงไปแล้วกระมัง ชีวิตคนเราช่างบอบบางเหลือเกิน

นั่งไปสักพัก ข้าไม่รู้สึกง่วงแต่อย่างใดจึงเดินออกมาข้างนอก ฝั่งค่ายทหารแสงไฟสว่างไสว ผู้คนส่งเสียงดังอึกทึกเป็นระลอก การที่คนจากค่ายทัพหน้าฆ่าล้างเมืองไม่หลับไม่นอนเป็นเวลาสามวันสามคืน กลางวันไล่ฆ่า กลางคืนเคล้านารี เล่นการพนัน แทบจะกลายเป็นธรรมเนียมหลังจากที่บุกตีเมืองสำเร็จ

ข้าเดินออกจากห้องแล้วมุ่งหน้าไปยังค่ายทหาร

วันนี้ถึงคิวของค่ายที่หนึ่งเป็นยามเฝ้าประจำการ ลู่กงสิงไป่ฟูจ่างค่ายที่หนึ่งปีนี้อายุยี่สิบเจ็ดปี เป็นรุ่นพี่ข้าตอนอยู่ที่โรงเรียนทหาร เขายังพ่วงตำแหน่งผู้คุ้มค่ายทัพหน้าอีกด้วย การจัดสรรตำแหน่งของค่ายทัพหน้าเป็นเช่นนี้มาโดยตลอด ผู้ที่เป็นผู้คุมมักจะเป็นไป่ฟูจ่างของค่ายที่หนึ่งเสมอ ซึ่งนั่นเป็นกฎเกณฑ์ที่ท่านอู่โหวกำหนดไว้ ท่านอู่โหวเคยรับสั่งไว้ ในสนามรบ นายทหารที่มีตำแหน่งต่างๆไม่ควรยืนอยู่ข้างหลัง แม้แต่ทัพหลวงของท่านเองก็วิ่งเข้าไปประจัญบานกับศัตรูอยู่ด้านหน้า

ลู่กงสิงเป็นบุตรชายของลู่หยาง มีตำแหน่งเป็นหู่เวยป๋อ นับว่าเป็นลูกคนมีฐานะ แต่ว่าเขาไม่ได้คบหาอยู่กับพวกผู่อันหลี่และเข้ากันได้ดีกับนายทหารสามัญชนอย่างพวกข้า นับว่าเป็นผู้นำของพวกเป็นกลางในค่ายทัพหน้า ผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาสองนายเฝ้าประจำการอยู่หน้าค่าย เห็นข้าเดินเข้ามาก็ยืนตัวตรงทำความเคารพต่อข้าพร้อมกล่าวว่า “ท่านขุนพลฉู่”

ข้าทำความเคารพตอบแล้วถามว่า “นายของพวกเจ้าหลับแล้วหรือ”

ทหารนายหนึ่งตอบว่า “ยังขอรับ กำลังหารือกับท่านเต๋อหยางอยู่”

ข้าเดินเข้าไปในค่าย รอบๆมีเสียงร้องห่มร้องไห้ของผู้หญิงและเสียงหัวเราะชอบใจของผู้ชาย หลังฆ่าล้างเมืองเสร็จ ตามกฎแล้วทหารทัพหลวงจะส่งคนมาคัดเลือกหญิงงามที่กวาดต้อนมาได้เพื่อรับเข้าทัพหลวง ที่เหลือล้วนแจกจ่ายให้กับทหารทุกฝ่าย ท่านอู่โหวไม่ค่อยใฝ่กามา เพียงแต่จักรพรรดิเคยรับสั่งไว้ว่า เมื่อยกทัพกลับเมืองต้องนำหญิงงามพร้อมแก้วแหวนเงินทองมาถวาย คณะนางรำที่ใช้ต้อนรับพวกข้าก็น่าจะจัดเตรียมไว้เพื่อจักรพรรดิกระมัง

ไม่รู้เหตุใด ข้ากลับคิดถึงหญิงที่ดีดผีผาและสีหน้าที่ไร้อารมณ์ของนางขึ้นมา

นางรอดจากคราวเคราะห์ครั้งนี้ เข้าวังไปไม่น่าจะดีไปกว่าตอนนี้หรอก

ใจของข้าเกิดอาการปวดแปลบ

ความรู้สึกแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ข้าส่ายหน้า ไม่อยากเชื่อในความรู้สึกนี้

ข้างหน้าเป็นกระโจมของลู่กงสิง เขาไม่ชอบสันโดษเหมือนข้า มักจะพักรวมกับลูกน้อง ข้าตะโกนถามอยู่หน้ากระโจมว่า “ท่านผู้คุมอยู่หรือไม่?”

ลู่กงสิงเดินออกมา พอเห็นเป็นข้าก็ยิ้มให้ กล่าวว่า “ท่านขุนพลฉู่ ท่านช่างคอแข็งนัก ตอนนี้ข้ายังรู้สึกมึนหัวเล็กน้อย ท่านกลับไม่เป็นอะไร ฮ่าๆ มา เข้ามานั่งข้างใน”

ข้าจำต้องฝืนยิ้มตอบ ความสามารถในการดื่มสุราของข้าจะเทียบกับเขาได้อย่างไรกัน เพียงแต่ต่อให้ใครเจอสัตว์ประหลาดตัวนั้นเข้า มึนเมาอย่างไรล้วนตกใจจนหายเป็นปลิดทิ้ง

ข้างในกระโจม ท่านเต๋อหยางกำลังถือจอกสุรา นั่งดื่มจนใบหน้าเริ่มแดง มีหญิงสาวหน้าตางดงามคนหนึ่งยืนปรนนิบัติอยู่ข้างๆ คิดว่าคงเป็นผลพลอยได้จากการฆ่าล้างเมืองของเขากระมัง ข้าขมวดคิ้วอยู่ลับๆ ท่านเต๋อหยางก็กล่าวขึ้นมาว่า “ท่านขุนพลฉู่ ท่านก็มาด้วยหรือ มา ดื่มสุรากัน”

ข้านั่งลงไป หญิงสาวนางนั้นถือสุรามาให้ข้าหนึ่งจอก ลู่กงสิงกล่าวว่า “ลมอะไรพาท่านขุนพลมาถึงที่นี่กันเล่า?”

ข้าวางจอกสุราไว้บนโต๊ะ ตอบไปว่า “ผู้คุมลู่ ท่านรู้จักสัตว์ประหลาดที่เรียกกันว่ามนุษย์งูหรือไม่?”

คำพูดนี้เพิ่งพูดจบ ท่านเต๋อหยางก็เบิกตากว้างแล้วกล่าวว่า “ใช่มนุษย์ที่มีรูปร่างคล้ายงูหรือไม่?”

ข้าตอบท่านเต๋อหยางว่า “ใช่แล้ว”

ลู่กงสิงกล่าวขึ้นมาว่า “ขุนพลฉู่รู้จักด้วยหรือ ข้ากับท่านเต๋อหยางกำลังพูดถึงเรื่องนี้กันอยู่”

ข้ารู้สึกตกใจ กล่าวว่า “พวกท่านก็ทราบเรื่องนี้ด้วยหรือ?”

ลู่กงสิงตอบว่า “เมื่อตอนกลางวัน พี่น้องในสังกัดของข้าไปเจอเข้าหนึ่งตัว สิบกว่าคนล้อมมันไว้ แต่ก็ปล่อยมันหนีไปจนได้ แถมทำร้ายคนของข้าจนได้รับบาดเจ็บไปสองนาย”

ข้าถามไปว่า “พวกท่านไปเจอมันที่ไหนกัน?”

ลู่กงสิงตอบว่า “ทางด้านตะวันตกของเมือง”

เขตตะวันตกของเมืองอยู่ในการดูแลของเสิ่นซีผิง มีตำแหน่งเป็นจงอี้ป๋อ เสิ่นซีผิงกับลู่จิงอวีมีชื่อเสียงทัดเทียมกัน ทั้งคู่ได้สมญานามร่วมกันว่า สองมหากาฬแห่งกองทัพ ทุกคนต่างยกย่องว่าเป็นสองขุนพลกล้าของท่านอู่โหว ลู่จิงอวีเพียบพร้อมไปด้วยสติปัญญาและความกล้าหาญ เสิ่นซีผิงกลับดุดันดั่งเพลิงอัคคีจนได้ฉายา “พยัคฆ์ไฟ” เขาไม่สันทัดในการบุกโจมตีเมือง แต่การรบในสมรภูมินั้นไร้คู่ต่อกร ท่านเหวินโหวเคยพูดถึงทั้งสองคนนี้ไว้ว่า หากเป็นการโจมตีลู่ไม่อาจเทียบเสิ่นได้ หากเป็นการตั้งรับเสิ่นย่อมสู้ลู่ไม่ได้ ถ้านำทหารคนละร้อยนายไปสู้รบ ความสามารถในการบุกโจมตีของเสิ่นผิงซี เป็นหนึ่งไม่เป็นสองรองใคร การล้อมเมืองด้วยสี่ขุนพลครั้งนี้ เสิ่นซีผิงนำทัพขวาไปบุกโจมตีประตูเมืองด้านตะวันตก อู่โหวเองก็กลัวว่าเสิ่นซีผิงจะไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งทหาร ได้ย้ำอีกครั้งว่าห้ามทำการอื่นใดโดยพลการ ทำได้เพียงป้องกันอย่างกวดขันอยู่นอกเมืองเพราะเหตุนี้ทัพขวาของเขาจึงออกรบน้อยที่สุด คิดว่าเหล่าทหารของเขาคงจะเก็บกดมานาน พอเข้าเมืองมาได้ ทหารของเขาจึงฆ่าล้างเมืองโหดเหี้ยมที่สุด

ลู่กงสิงกล่าวว่า “ขุนพลฉู่ ท่านไปเจอเจ้ามนุษย์งูได้อย่างไรกัน?”

ข้าเล่าเรื่องที่ไปเจอเจ้ามนุษย์งูให้พวกเขาฟัง เมื่อเล่าจบก็เห็นลู่กงสิงสีหน้าหนักแน่น ข้าจึงบอกไปว่า “ข้าได้รายงานต่อท่านอู่โหวแล้ว แต่เห็นว่าท่านไม่ค่อยใส่ใจเท่าไร”

ลู่กงสิงคิดทบทวนสักครู่หนึ่ง หันกลับมากล้าวว่า “ท่านเต๋อหยาง ท่านนั่งคนเดียวสักครู่ ข้าและขุนพลฉู่จะไปตรวจดูบริเวณตะวันตกของเมือง”

เดินออกจากกระโจม ลู่กงสิงให้ลูกน้องเตรียมม้าสองตัว พวกเรามุ่งหน้าไปทางประตูเมืองด้านตะวันตก ฟ้าค่อยๆสว่างขึ้น แถบบริเวณนี้นอกจากผู้หญิงกับช่างฝีมือที่กวาดต้อนมาได้ ก็ไม่มีประชาชนหลงเหลืออีกแล้ว ได้ยินเสียงอึกทึกจากทหารทัพหน้าแต่ละค่าย ข้าถามลู่กงสิงว่า “ขุนพลลู่ เรื่องราวของมนุษย์งูมันน่าเกรงขามขนาดนั้นเชียวหรือ?”

ลู่กงสิงมองไปที่ท้องฟ้า ด้านตะวันออกมีแสงอรุณฉายออกมา พระจันทร์เสี้ยวยังคงเห็นอยู่ที่ปลายฟ้า ดวงดาวทั้งหลายเลือนรางลับตา เขามองท้องฟ้าแล้วกล่าวว่า “สมัยก่อน บรรพชนของข้าเคยคบหากับท่านนักพรตเทียนจี ก่อนที่ท่านนักพรตจะมรณภาพได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งไว้ที่บ้านของข้า ข้าเคยเห็นเมื่อตอนเด็กๆ เนื้อหาภายในส่วนใหญ่จะเป็นบันทึกเรื่องราวที่ท่านไปประสบพบเจอ อ่านแล้วสามารถเพิ่มพูนความรู้ได้”

ข้าไม่รู้ว่าลู่กงสิงพูดถึงสิ่งเหล่านั้นเพื่ออะไร ข้าอ่านหนังสือมาน้อย วิธีการผลิตกระดาษเพื่อใช้ทำหนังสือได้หายสาบสูญไปแล้ว หนังสือในปัจจุบันเกินกว่าครึ่งทำมาจากหนังสัตว์ เป็นการนำหนังของวัวและแพะมาทุบแล้วรีดจนมีสีซีด หนังสือที่หนาหน่อยต้องใช้หนังแพะถึงห้าหกตัว ต้นทุนพอๆกับค่าใช้จ่ายทั้งเดือนของครอบครัวที่มีสมาชิกสามคน เพราะฉะนั้นจึงมีคนจำนวนมากที่ไม่เคยเห็นหนังสือมาก่อน การที่ลู่กงสิงพูดทำนองนี้ ย่อมไม่ใช่ต้องการโอ้อวดว่าเขามีหนังสือมากมายก่ายกอง แต่ข้าก็ยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง

เขากล่าวอีกว่า “หนังสือเล่มนั้นของท่านนักพรตเทียนจีบันทึกเกี่ยวกับมนุษย์งูไว้อย่างละเอียด ข้างหลังยังเขียนต่อไปว่า ขณะนั้นเขาติดตามองค์รัชทายาทไปท่องเที่ยวทั่วหล้า ตอนที่ไปจับมนุษย์งูที่แดนใต้ ได้ใช้ทหารองครักษ์ถึงสองร้อยนายและทหารของชังเยว่กงอีกหนึ่งร้อยนาย ต่อให้ใช้กำลังมากเช่นนี้ก็ยังทำอะไรมันไม่ได้ เพราะพลังของมนุษย์งูนั้นมากจนน่าตกใจ กว่าจะจับมันได้ทหารก็บาดเจ็บไปสิบกว่านาย ท่านนักพรตเทียนจีเคยทูลเสนอต่อองค์รัชทายาทไว้ว่า หากสามารถฝึกกองกำลังมนุษย์งูให้เชื่องได้ น่าจะไร้เทียมทานในใต้หล้า เพียงแต่ในขณะนั้นบ้านเมืองสงบและมนุษย์งูก็พบเจอได้ยาก จักรพรรดิองค์ก่อนจึงไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก”

ข้าแทรกไปว่า “มันก็ไม่น่าจะทำได้กระมัง มนุษย์งูดุร้ายปานนี้ จะฝึกให้เชื่องเกรงว่าจะเสียเวลาเสียเปล่า ไหนจะเรื่องจำนวนที่มีน้อยขนาดนี้ จะฝึกกองกำลังมนุษย์งูนับหมื่น เกรงว่าจะยากกว่าเข็นครกขึ้นภูเขาเสียอีก”

ลู่กงสิงกล่าวว่า “อย่างไรก็ตาม ข้าได้ยินมาว่าตอนที่ท่านเต๋อหยางเข้าเมืองมา เคยเห็นมีเงาคนโผล่อยู่บนหลังคาบ้าน ไม่รู้ว่าทำไมจึงนึกถึงมนุษย์งูขึ้นมา ตอนนี้ในเมืองก็มีร่องรอยของมนุษย์งูอยู่จริง ฟังจากที่ท่านว่าน่าจะมีมากกว่าหนึ่งตัว ถ้าเป็นเช่นนั้น ในกลางป่าเขาต้องมีจำนวนมากเป็นแน่”

ข้าบอกไปว่า “มีมากเป็นอย่างไร? อย่างไรกองทัพก็จะยกทัพกลับแคว้นอยู่แล้ว ไม่น่ามีอะไรร้ายแรง”

ลู่กงสิงกล่าวเพียงว่า “เตรียมการป้องกันไว้จะดีกว่า” เขากระตุกสายบังเหียน ม้าเร่งฝีเท้าเร็วขึ้นเพื่อมุ่งไปข้างหน้า

รอบๆล้วนเป็นบ้านพักที่ชำรุดทรุดโทรม กำแพงผุพัง เต็มไปด้วยเศษกระเบื้องกับรอยคราบเลือด เจอเศษซากศพที่เน่าเปื่อยเป็นครั้งคราว น่าจะหลงเหลือจากการฆ่าล้างเมืองแล้วไม่ได้เก็บไปเผาทำลาย แถบบริเวณค่ายทหารยังถือว่าจัดการกับซากศพได้อย่างสะอาดเรียบร้อย ที่นี่ห่างจากค่ายมาค่อนข้างไกล คนของกรมพลาธิการจึงขี้เกียจมากวาดล้างทำความสะอาด ข้ามองตามลู่กงสิงที่รุดหน้าไปก่อน ไม่รู้เพราะเหตุใด ข้าเกิดรู้สึกว้าเหว่อย่างบอกไม่ถูก ผู้คุมทัพหน้าที่ร่วมรบกันมาถึงสองปีกลับรู้สึกเหมือนห่างเหินไปเป็นคนละคน

ข้าก็กระตุกบังเหียนม้าวิ่งตามไป

หากบอกว่าลู่จิงอวีเป็นดั่งน้ำแข็งที่ไม่มีวันละลาย ยามเดินเข้าไปในเขตป้องกันของเขาแล้ว จะต้องรู้สึกถึงคามเข้มงวดกวดขันทางวินัยทหาร งั้นเสิ่นซีผิงก็เป็นดั่งเพลิงอัคคีที่พร้อมจะแผดเผาไปทั้งทุ่ง กองทหารทัพขวาของเขามีกฎระเบียบที่เข้มงวดมาก ทุกห้านายจะมีอู๋จ่างรับผิดชอบดูแล หากมีคนไหนหนีจากสนามรบต้องถูกประหารทั้งกลุ่ม ด้วยเหตุนี้ ในการบุกโจมตีหลายครั้งที่ผ่านมา ทหารทัพขวาทุกนายล้วนบุกโจมตีแบบทะลุทะลวง แต่ว่าหลังเสร็จสิ้นสงคราม วินัยทางทหารของเขากลับย่ำแย่ถึงขีดสุด ปกติฆ่าล้างเมืองกันแค่ห้าวัน แต่วันที่หกยังเห็นมีทหารทัพขวาไล่ฆ่าคนไปทั่ว

พวกเรามาถึงเมืองด้านตะวันตกใกล้ๆกับค่ายที่พักของทัพขวา ได้ยินเสียงผู้คนดังลั่น ครึกครื้นกว่าตลาดสดเสียอีก หน้าประตูค่ายก็ไม่มีทหารเฝ้าประจำการ ค่ายทัพหน้าถือว่ามีวินัยทางทหารหย่อนยานแล้ว นี่ที่กลับแย่กว่าเสียอีก

พอเข้าไปในค่าย เห็นแต่ทหารที่ดื่มจนเมามายเต็มไปหมด เดิมทีเมืองเกาจิ้วมีขื่อเสียงด้านการผลิตสุราที่เรียกกันว่า สุรามู่จู๋จื่อ ผลมู่จู๋จื่อเป็นผลไม้ที่ปลูกเฉพาะทางใต้ของแคว้นจักรพรรดิ รูปร่างคล้ายผลผีผาแต่มีขนาดใหญ่กว่า ออกผลในช่วงฤดูใบไม้ร่วงถึงฤดูหนาว มีรสชาติหอมหวานกว่าผีผา แต่อายุของผลไม้นั้นสั้นนัก สามวันให้หลังก็จะเน่าเสีย องค์จักรพรรดิเคยสั่งให้ชังเยว่กงถวายผลไม้ชนิดนี้เป็นจำนวนร้อยชั่งในช่วงเวลาออกผลของทุกปี ผลไม้นี้เก็บไว้ได้ไม่นาน ทุกๆปีชังเยว่กงต้องจัดส่งมาอย่างด่วนที่สุด ผลมู่จู๋จื่อยามอยู่ในแดนใต้เป็นนับว่าเป็นเพียงผลไม้ทั่วไป ราคาไม่แพง แต่พอขนส่งไปถึงเมืองอู้หวิน ราคาของผลมู่จู๋จื่อหนึ่งชั่งแพงพอๆกับทองคำหนึ่งชั่ง ซึ่งนี่ก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ชังเยว่กงต้องก่อกบฏ

หนังสือแนะนำ