ตอนที่ 2 (ต่อหน้า 3)

ข้าใช้ปลายดาบแตะเมือกมาเล็กน้อย เมือกนั้นมีกลิ่นเหม็นคาว น่าจะเป็นน้ำลายของพวกหนอนแมลงมากกว่า ข้ากล่าวขึ้นมาว่า “คนนั้นต้องยังอยู่ในห้องแน่ๆ ทุกคนระวังตัวกันด้วย”

พวกเราไม่กล้าแตกแถว ค้นห้องไปด้วยกัน บ้านหลังนี้น่าจะเป็นครอบครัวใหญ่ นับรวมๆแล้วมีสิบกว่าคน แต่ทั้งหมดเสียชีวิตไปแล้ว และไม่มีศพไหนที่มีสภาพสมบูรณ์เลย

ค้นเสร็จไปแล้วรอบหนึ่ง พวกเรามารวมตัวกันที่ห้องโถง ฉีเลี่ยถามว่า “ท่านขุนพล ทำอย่างไรกันดีขอรับ”

ขณะนี้ความเมาในตัวข้าถูกขับออกมาเป็นเหงื่อไหลอาบลงแผ่นหลัง ข้าบอกไปว่า “เผาซากศพเหล่านั้นเสียเถอะ ระวังอย่าให้เผาโดนส่วนอื่นๆ”

ฉีเลี่ยพยักหน้า พวกเขาหาไม้ขนาดยาว นำเศษซากศพเหล่านั้นมากองไว้ที่ห้องโถง ศพที่อยู่บนเตียงก็ใช้ผ้าห่มหรือผ้าปูเตียงห่อเอาไว้ สิบกว่าซากนั้นกองกันเหมือนภูเขาขนาดเล็ก ข้าหยิบเชื้อไฟขนาดพกพาออกมา จุดไฟบนกองซากศพเหล่านั้น

ไม่ว่าศพเหล่านั้นจะเป็นผู้ใด จะเป็นเจ้านายหรือคนรับใช้ บัดนี้ก็ต้องกลายเป็นเถ้าถ่านเหมือนกัน ไม่สามารถแยกแยะได้อีกต่อไป

ข้าหยิบไม้มาท่อนหนึ่ง คอยเขี่ยชิ้นส่วนซากศพที่ล้นออกมาให้เข้าไปในกองไฟ

ไฟกำลังเผาซากศพอยู่ ทันใดนั้นได้ยินเสียงประหลาดจากด้านบน คล้ายเสียงหายใจรุนแรง ตามมาด้วยเสียงร้องของฉีเลี่ยว่า “ท่านขุนพล ระวัง”

มีเสียงลมพุ่งเข้ามาจากด้านบน

มือซ้ายของข้าถือไม้เขี่ยกระดูกอยู่ แรงลมนั้นพุ่งมาหาอย่างกระชั้นชิด ข้าไม่กล้าเงยหน้ามอง กลัวว่ามองแล้วจะหลบไม่ทัน

แรงจากมือซ้ายแม้จะน้อยกว่ามือขวา แต่แรงเท่านี้ก็เพียงพอที่จะส่งให้ข้ากลิ้งไปข้างหน้า ได้ยินเสียงดัง ปั้ง หอกเล่มหนึ่งแทงลงมาโดนตำแหน่งที่ข้ายืนอยู่เมื่อสักครู่ พื้นกระเบื้องแตกละเอียดไปทั้งแผ่น ความแรงนั้นส่งผลให้เศษเถ้าถ่านกระเด็นไปบางส่วน ถ้าข้าช้าไปเพียงก้าว หอกนี้อันตรายพอที่จะแทงทะลุตัวข้า

ข้าบังเกิดโทสะขึ้นมาทันที มือซ้ายดันตัวเองขึ้นมา มือขวากำดาบไป่ปี้เตรียมประจัญบาน ข้าคิดไว้แล้ว หอกนี้ทรงอนุภาพเช่นนี้ คนร้ายย่อมต้องกระโดดตามลงมา ที่ข้าฟันลงไปเหมือนเตรียมจังหวะไว้แล้ว มันต้องหนีไม่พ้นดาบของข้าแน่

ใครจะรู้ว่าจังหวะที่ฟันลงไป ดันฟันโดนด้ามหอกดัง เคร้ง สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งแขนข้า หอกนั้นก็ถูกดึงกลับขึ้นไปบนขื่อ คนร้ายกลับไม่ได้กระโดดลงมาสู่พื้น ซึ่งทำให้ข้าอดที่จะตกใจไม่ได้ หอกนั้นเป็นหอกชนิดสั้น ระยะห่างจากหลังคาสูงราวหนึ่งจ้างกว่า มือของคนร้ายคงไม่ยาวขนาดนั้นแน่ หรือว่าเขาพุ่งหอกลงมางั้นหรือ แต่ตอนที่ข้ากลิ้งตัวไปข้างหน้า หางตาเห็นมือของเขาจับหอกไว้อยู่

ข้าลุกขึ้นมา เห็นฉีเลี่ยกับเสินจ่างกำลังยืนอึ้ง ไม่ขยับตัว ข้าตวาดเสียงใส่พวกฉีเลี่ยว่า “มัวยืนอึ้งทำอะไร รีบลงมือสิ” คนร้ายเดิมทีอยู่บนขื่อ พอพวกเราเผาซากศพ ควันไฟนั้นพุ่งขึ้นไปข้างบน เขาคงทนควันไฟไม่ไหว ตอนนี้เกรงว่าจะหาที่ซ่อนใหม่แล้วเตรียมจู่โจมพวกเราอีกเป็นแน่

ใครจะคาดว่าที่ข้าตวาดเสียงไปนั้น พวกฉีเลี่ยยังคงยืนอึ้งกันต่อไป ข้าจึงตวาดไปอีกครั้งว่า “ตื่นได้แล้ว หลับกันหมดแล้วหรืออย่างไร”

ตวาดไปรอบนี้ฉีเลี่ยถึงได้สติกลับคืนมา เขามองมาที่ข้าแล้วพูดเสียงสั่นว่า “ผี ต้องเป็นผีแน่เลย”

คำพูดของฉีเลี่ยทำเอาข้าสับสนไปหมด ฉีเลี่ยไม่ใช่เพิ่งออกศึกครั้งแรก ทำไมถึงหวาดกลัวเช่นนี้ ข้าตบหน้าฉีเลี่ยไปหนึ่งฉาดพลางกล่าวว่า “อย่าพูดเหลวไหล อย่าให้มันหนีรอดไปได้ เฝ้าทางเข้าออกให้ดี”

ข้ากำลังสั่งการอยู่ แต่ยังไม่ละความสนใจจากด้านบน ในตอนนี้ข้าเล็งเห็นเงาของคนร้ายบริเวณขื่อ แสงไฟลุกไหม้อยู่ใต้ขื่ออย่างสว่างไสว ส่องแสงวูบๆเดี๋ยวสว่างเดี๋ยวมืด ข้ามองอะไรไม่ชัดเจนเอาเสียเลย ในขณะนี้เอง คนร้ายได้พุ่งหอกออกมาอีกครั้ง

ซึ่งข้าได้เตรียมการป้องกันไว้แล้ว เห็นคนร้ายกระโดดลงมาจากขื่อ พุ่งดิ่งลงมาทางด้านบนของข้า ต่อให้คราวนี้คนร้ายเอาขาผูกเชือกไว้กับขื่อก็คงกลับขึ้นไปไม่ง่าย ข้าเฝ้ารอจนหอกเข้ามาประชิดตัว ข้าใช้ดาบผลักหอกออกไป หอกนั้นแทงดิ่งลงมาตามจังหวะ คมดาบขูดกับด้ามหอก เกิดเสียงครูดชวนเสียวฟัน

ตอนนี้ข้าสวนหน้ากับคนร้ายเข้าให้แล้ว

ข้าเห็นหน้าของคนร้ายอย่างชัดเจนจึงเข้าใจว่าทำไมพวกพญามารที่ฆ่าคนไม่กระพริบตาอย่างพวกฉีเลี่ยรู้สึกหวาดกลัวนัก

นั่นมันไม่ใช่มนุษย์ แม้มีรูปหน้าคล้ายคน แต่กลับมองไม่เห็นลูกตา บนหน้ามีเกล็ดติดอยู่บ้างและไม่มีริมฝีปาก จมูกก็มีเพียงสองรูบนใบหน้า

นี่ยังไม่เท่าไร ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ ท่อนล่างของมันไม่ใช่ขา แต่กลับเป็นร่างงูที่พันอยู่บนขื่อ

แม้เป็นข้าก็กลัวจนตัวสั่นเช่นกัน ไม่กล้ามองหน้ามันอีก กระโดดถอยห่างออกมา ในมือกำดาบไว้แน่น ตะโกนถามออกไปว่า “เจ้าเป็นใครกัน”

สัตว์ประหลาดนั่นห้อยตัวอยู่บนขื่อ ใช้หอกเขี่ยกองไฟ คิดว่าคงจะเขี่ยเพื่อเบาไฟกระมัง แต่กลับเขี่ยจนสะเก็ดไฟบินว่อนไปทั่ว มันคำรามออกมาแล้วหดเข้าไปบนขื่อ ทะลุขึ้นหลังคาไป

มันคงทนไอร้อนไม่ไหวจึงคิดหนี

ข้าสั่งลูกน้องไปว่า “ถอยออกไป เฝ้าหน้าประตูไว้”

พวกเราออกจากประตูใหญ่ เห็นสัตว์ประหลาดนั้นเลื้อยออกจากหลังคาพอดี มันขดตัวอยู่ข้างบน ที่แท้เมื่อครู่มันโผล่มาครึ่งตัวจึงทำให้พวกเราเข้าใจผิดว่าเป็นของประดับที่อยู่ตามหลังคาบ้าน ตอนนี้มันขดตัวอยู่บนหลังคา เห็นได้ว่ารูปร่างของมันใหญ่พอสมควร มันเลื้อยไปด้านข้างของหลังคา พวกเราวิ่งตามมันอยู่ข้างล่างเหนื่อยเอาการเลยทีเดียว

ข้ากล่าวออกไปว่า “เร็วเข้า หนุนตัวข้าขึ้นไป”

ฉีเลี่ยกับเสินจ่างนายหนึ่งเอามือประสานกัน ข้าขึ้นเหยียบที่มือของพวกเขา พวกเขาทั้งสองออกแรงหนุนข้าขึ้นไป ข้ากระโดดขึ้นไปอยู่บนหลังคา

หลังคาทำจากกระเบื้องแผ่นหนา แต่เหยียบแล้วรู้สึกลื่นเล็กน้อย สัตว์ประหลาดอยู่ด้านหน้าพอดี มันกำลังมุ่งคลานไปข้างหน้า ข้าตะโกนบอกไปว่า “จะหนีไปไหน”

มันหันหัวกลับมา ลูกตาทั้งสองข้างมีแสงสีเหลืองขุ่น บนใบหน้าไร้อารมณ์ ท่อนบนของมันมีแขนงอกออกมาคล้ายมนุษย์ ท่อนล่างกลับเป็นร่างงูทั้งตัว มันถือหอกไว้ จ้องมาที่ตัวข้า ข้าอดไม่ได้ที่จะตื่นตระหนกขึ้นมาทันที

ทันใดนั้น มันโค้งท่อนบนขึ้นมา พุ่งตัวเข้าหาข้าด้วยความเร็ว กำลังในการใช้หอกของมันดูมั่นคง ดูไม่ด้อยไปกว่าทหารกล้าในกองทัพ ข้ารู้ดีว่าใต้ฝ่าเท้านั้นลื่น ไม่สามารถยื้อกับมันได้นาน ด้วยเหตุนี้ข้าจึงเล็งไปที่ปลายหอกของมันให้แม่น ใช้ดาบไป่ปี้ฟันเข้าไปที่บริเวณปลายหอกดัง เคร้ง ตอนที่ข้ารู้สึกว่าดาบบนมือมีความรู้สึกหน่วง ข้าอาศัยแรงนั้นดีดตัวกระโดดขึ้นไป ซึ่งข้ากระโดดได้สูงกว่าตัวมันเสียอีก

สัตว์ประหลาดคงคิดไม่ถึงว่าข้าจะใช้ไม้นี้ แขนทั้งสองข้างของมันยื่นออกไปเต็มที่ แต่กลับแทงพลาด ดาบของข้าฟันลงไปดัง ฉับ ฟันแขนทั้งสองข้างของมันขาดสะบั้นลง หอกของมันก็กลิ้งหล่นตกจากหลังคาทันที

มันเจ็บจนดิ้นไปทั้งตัว ข้ากำลังหลงระเริง เตรียมสงเคราะห์ให้อีกสักแผล แต่รู้สึกมีลมหนาวโชยมาจากด้านหลัง ท่อนล่างของมันยกตัวขึ้น ม้วนเข้าหาลำตัวของข้าเหมือนมัดด้วยเชือก แม้ว่าดาบจะอยู่ที่มือ แต่กลับไม่สามารถขยับดาบได้เลย

มันรัดตัวข้าไว้แล้ว

พลังของสัตว์ประหลาดตัวนี้เยอะจนน่าตกใจ ตอนที่มันรัดตัวข้าไว้ ข้ารู้สึกว่ามีอาการหน้ามืด เริ่มหายใจไม่ออก ข้าได้แต่สะบัดดาบไปมั่วๆ ตั้งแต่ช่วงหัวไหล่ลงมาถูกรัดไว้จนหมดสิ้น มือทั้งสองได้แต่ขยับไปมาอยู่ข้างกาย ทำยังไงก็ไม่โดนตัวมันเลยสักนิด ตอนนี้มันขดตัวเข้ามาหาข้าพร้อมอ้าปากออก

ในปากของมันมีฟันสีขาวเรียงรายเป็นแถว ซึ่งต่างกับฟันของมนุษย์ ฟันเหล่านี้แหลมคมเป็นอย่างมาก คล้ายมีดขนาดเล็กสองแถว ข้านึกถึงพวกซากศพเหล่านั้นที่อยู่ภายในบ้าน พวกนั้นน่าจะเป็นอาหารของมันมาแล้วกระมัง

ในปากของมันส่งกลิ่นเหม็นเน่าออกมารุนแรง ท่อนล่างรัดตัวข้าไว้ คล้ายกับว่าจะส่งข้าเข้าไปในปากของมัน ข้าพยายามดิ้นรน แต่ร่างงูของมันเหมือนทำมาจากโลหะ ทำให้ข้าไม่สามารถดิ้นหลุดได้เลย

หมดกัน

ตอนนี้ข้าถึงรู้สึกว่าความตายได้มาเยือนข้าแล้ว คิดไม่ถึงจริงๆว่าข้าจะจากไปเช่นนี้ มันทำให้ข้ารู้สึกว่าตลกสิ้นดี อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์เช่นนี้ข้าหัวเราะไม่ออกจริงๆ

มีลูกศรพุ่งเขามาพร้อมเสียงดัง ฟิ้ว ปักเข้าที่ตาข้างซ้ายของสัตว์ประหลาด มันคงคิดไม่ถึงว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ท่อนล่างที่รัดตัวข้าค่อยๆคลายออก ข้าหล่นลงมาอยู่บนหลังคา รู้สึกเหมือนกระดูกแหลกไปหมด เจ็บปวดไปทั้งตัว

ขณะนี้ก็มีลูกศรพุ่งเข้ามาอีก ซึ่งผู้ที่ยิงนั้นคือถานชิง วิชาธนูของเขาขึ้นชื่อในค่ายทัพหน้า แม้ว่าระยะจะค่อนข้างไกล แต่ก็ไม่เคยพลาดเป้า ถ้าหากให้ข้าเป็นคนยิง แม้จะสามารถยิงโดนเป้าหมายเช่นกัน แต่ตอนนั้นระยะห่างระหว่างตัวข้ากับสัตว์ประหลาดนั้นใกล้ขนาดนี้ หากยิงไม่ดูตาม้าตาเรือ เกรงว่าลูกศรลูกนี้คงจะยิงโดนศีรษะข้าก่อน

ลูกศรดอกหลังยิงไม่โดนตัวมัน พอมันสะบัดหัวหลบ ลูกศรก็ผ่านด้านข้างออกไป แต่การขยับตัวของมันครั้งนี้ หน้าอกกลับเปิดช่องโหว่ ตอนที่ข้าหล่นลงมา ข้าอยู่ข้างตัวมันพอดี โอกาสนี้หาได้ยากนัก ข้าใช้ดาบแทงไปที่หน้าอกของมัน และรู้สึกขาเกิดลื่นขึ้นมา บนหลังคาเดิมทีก็ลาดชันอยู่แล้ว ตอนข้าปกติก็ทรงตัวลำบากอยู่แล้ว ตอนนี้ข้าปวดไปทั้งตัว ยิ่งทรงตัวยากเป็นทวีคูณ

พอดาบนี้แทงโดนหน้าอกของมันข้าก็ลื่นไถลลงมา ตกลงไปด้านล่าง บนหลังคาดังโครมครามชั่วครู่

ข้ากำลังกังวลว่าหากตกลงไปเช่นนี้ต้องบาดเจ็บสาหัสแน่ๆ รู้สึกว่าหลังของข้ามีอะไรมารั้งเอาไว้ ที่แท้คือฉีเลี่ยกับเสินจ่างอีกสองนายรับตัวข้าไว้ ตอนนี้พวกเรามองไม่เห็นเหตุการณ์บนหลังคา แต่ได้ยินเสียงโครมคราม ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ขณะกำลังสงสัยอยู่นั้น มีเสียงดังโครมขึ้นมาทันที สัตว์ประหลาดนั้นหล่นทะลุหลังคาลงมา

ดาบข้าที่แทงเข้าบริเวณหน้าอกของสัตว์ประหลาดถึงกับผ่าท้องของมันออกมาเป็นทางยาว มันต้องทนความเจ็บปวด ดิ้นทุรนทุรายอยู่บนหลังคา ซึ่งหลังคานั้นรับน้ำหนักมันไม่ไหว กระเบื้องหลังคาแตกเป็นวงกว้าง มันจึงหล่นร่วงลงมา

ประตูใหญ่เปิดอ้าไว้อยู่ สัตว์ประหลาดชนนู้นชนนี่อยู่บนขื่อ แล้วก็มีเสียงดัง ปัง มันหล่นลงไปอยู่ในกองไฟที่กำลังลุกไหม้พอดิบพอดี ไฟลุกไหม้ลามไปทั้งตัวของมัน

ตอนนี้ ข้างหลังข้ามีเสียงเท้าเดิน พวกเราหันไปมอง ที่แท้เป็นพวกถานชิงที่เฝ้าอยู่ด้านนอก

สัตว์ประหลาดลุกไหม้อยู่ในกองไฟ พอโดนข้าผ่าท้องเป็นแนวยาว อวัยวะภายในก็ไหลออกมาด้วย ข้างในยังมีเด็กที่ครบสมบูรณ์อยู่หนึ่งคน น่าจะเป็นเด็กที่เจ้าสัตว์ประหลาดกลืนเข้าไปก่อนหน้านี้แล้วยังไม่ถูกย่อย เดิมทีไฟก็ลุกไหมรุนแรงอยู่แล้ว มันยิ่งดิ้นรนไปมีแต่จะทำให้ไฟลุกไหม้แรงกว่าเดิม ผ่านไปสักพักก็แน่นิ่งไป มันถูกเผาจนเหลือแต่เถ้าถ่าน

พวกถานชิงยังคงงงงันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พวกมันถามข้าว่า “ท่านขุนพล นั่นมันคืออะไรกัน?”

ข้าไม่รู้ว่าจะอธิบายเช่นไร ได้แต่ทำท่าทางหดหู่

ข้าเงยหน้ามองไปยังท้องฟ้า แสงจันทร์กลับกลายเป็นสีแดงสด

หนังสือแนะนำ