ตอนที่ 2 (ต่อหน้า 2)

ลู่จิงอวียังคงกล่าวอย่างนิ่งสงบว่า “การขัดขืนคำสั่งนั้นต้องโทษประหาร ข้าน้อยมิกล้าแก้ตัวแต่อย่างใด เชิญท่านลงอาญาเถอะขอรับ”

ข้ากำลังจะคุกเข่าขอร้องท่านอู่โหว แต่พวกของผู่อันหลี่ทั้งสี่นายชิงตัดหน้าคุกเข่าลงก่อน แล้วกล่าวว่า “ท่านอู่โหว ถึงแม้ท่านขุนพลลู่มีความผิดจริง แต่ขอให้เห็นแก่ความดีความชอบที่แล้วมาของท่าน ได้โปรดลงโทษสถานเบาด้วยเถอะ”

ในตอนนี้ ข้ากับไป่ฟูจ่างที่เหลือคุกเข่าลงพร้อมกันแล้วกล่าวว่า “ขอให้ท่านอู่โหวได้โปรดพิจารณาด้วย”

อาการโกรธของท่านอู่โหวค่อยๆลดลงจนเป็นปกติ แต่แล้วท่านกลับกล่าวขึ้นมาว่า “ลู่จิงอวี หากทุกคนใช้ความดีความชอบที่แล้วมาเป็นข้ออ้างในการเอาตัวรอด แล้วกฎของกองทัพจะมีไว้ทำไม ท่านอยู่ในกองทัพมานาน เหตุผลแค่นี้ท่านน่าจะทราบดี”

ลู่จิงอวีตอบว่า “ข้าน้อยทราบดีขอรับ ขอให้ท่านอู่โหวลงอาญาตามเห็นสมควร ข้าน้อยไม่โกรธเคืองท่านแต่อย่างใด”

อารมณ์ของท่านมีแนวโน้มว่าจะสงบลง พูดกับลู่จิงอวีว่า “ลู่จิงอวี การเป็นถึงแม่ทัพ คำสั่งทางทหารถือว่าสิ้นสุด หากขัดคำสั่ง แล้วจะปกครองเหล่าทหารได้อย่างไร ความผิดของเจ้าในครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก แต่เห็นแก่ความดีความชอบของเจ้าที่ผ่านมา ละโทษไว้ก่อน ข้าขอสั่งให้เจ้านำทหารม้าหนึ่งพันนายของทัพซ้ายพร้อมกับมอบทหารทัพหน้าของข้าให้เจ้าเอาไปบัญชาการ ภายในสิบวัน หากไม่สามารถตัดหัวของชังเยว่กงมาให้ข้า เจ้าจงนำหัวของตัวเองมาให้ข้าก็แล้วกัน”

การทำคุณไถ่โทษเช่นนี้ดูเหมือนเข้มงวดเกินควร แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่สำเร็จ ทหารที่เหลือของชังเยว่กงไร้กำลังใจในการทำศึก บวกกับมีประชาชนตามกันไปเป็นจำนวนมาก การจะคว้าชัยกลับมาช่างง่ายดายเหลือเกิน แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าภายในสิบวันจะต้องตามหาตัวชังเยว่กงให้เจอ นี่ค่อนข้างเป็นปัญหา

ลู่จิงอวีพูดว่า “ขอบพระคุณท่านอู่โหว ข้าน้อยจะรีบไปจัดการ เหล่าขุนพลจากทัพหน้ากรำศึกต่อเนื่องมาหลายวัน ข้าน้อยมิกล้ารบกวน ขอใช้แค่ทหารม้าของข้าก็แล้วกัน”

ในใจข้าเกิดความคิดผุดขึ้นมาว่า ลู่จิงอวีไม่ต้องการให้พวกเราติดตามไปด้วย อาจจะมีความคิดที่จะหนีเอาตัวรอด ข้อเรียกร้องเช่นนี้เกรงว่าท่านอู่โหวจะไม่เห็นด้วย

ใครจะคาดว่าท่านอู่โหวคิดทบทวนแล้วกล่าวขึ้นมาว่า “ก็ได้ เจ้ารีบออกเดินทาง สิบวันให้หลัง จะเป็นหัวของชังเยว่กงหรือว่าเป็นหัวของเจ้า เจ้าเลือกเอาเองก็แล้วกัน ทหาร แก้มัดให้ท่านขุนพล”

องครักษ์ติดตามของท่านอู่โหวเข้ามาแก้มัดให้ ลู่จิงอวียืนขึ้น คารวะท่านอู่โหวอย่างนอบน้อมแล้วกล่าวว่า “ขอบพระคุณท่านอู่โหว ข้าน้อยขอตัว” เขาทำท่าเอามือกุมกำปั้นให้กับพวกข้าแล้วกล่าวว่า “ขุนพลทั้งหลาย ข้าขอบใจทุกท่านเป็นอย่างสูง”

มองเขาเดินจากไป ในใจของข้าเกิดความว้าเหว่ขึ้นมาเล็กน้อย เกรงว่าจากนี้ไปจะไม่ได้ยินชื่อของขุนศึกเจ้าของฉายามังกรแห่งทะเลน้ำแข็งในค่ายทหารอีกต่อไปแล้ว

ในตอนนี้ ท่านอู่โหวประทับอยู่บนที่นั่งแล้วกล่าวว่า “ขุนพลทุกท่านเชิญนั่งตามสบาย ดื่มฉลองกันให้เต็มที่”

นางรำเหล่านั้นออกมาอีกครั้ง หญิงสาวที่สวมชุดผ้าแพรทั้งหกคนบรรเลงบทเพลงอันไพเราะขึ้นมา นั่นคือเพลงโบราณที่ชื่อว่า “จั้วชุนเฟิง” (รับลมในฤดูใบไม้ผลิ) เป็นเพลงโบราณที่แต่งโดยนักดนตรีที่มีชื่อเสียงเมื่อสองร้อยกว่าปีก่อน ตามสถานบันเทิงต่างๆ ผู้คนมักเลือกบรรเลงเพลงนี้กันมาก การที่ท่านอู่โหวเลือกให้นางรำบรรเลงเพลงนี้ เพราะต้องการลดความตึงเครียดของบรรยากาศเมื่อสักครู่ที่ผ่านมา

ข้ายกจอกสุราขึ้นมา สุรานี้เป็นสุราชั้นยอดที่ท่านอู่โหวสั่งให้หมักขึ้นเป็นพิเศษ วิธีการหมักก็เอามาจากเนื้อหาบนหนังสือโบราณ ได้ยินมาว่า สุรารสเลิศที่สุดสามารถจุดไฟติดได้ แม้ว่าบรรดาช่างเทคนิคในโรงกลั่นจะทำทุกวิถีทาง หมักสุราตามคำบันทึกบนหนังสือโบราณที่ไม่สมบูรณ์ เมื่อหมักแล้วกลับจุดไฟไม่ติดเลยสักนิด คิดไม่ออกจริงๆว่าคนสมัยก่อนหมักสุราแบบนั้นได้อย่างไรกัน

สุราเหล่านี้บรรจุไว้ในกาเหล้า ด้านล่างของกามีเตาถ่านเล็กๆ ทำให้สุราอุ่นตลอดเพื่อรักษารสชาติ ข้ารินมาหนึ่งจอก กระดกหมดในคราเดียว หญิงสาวสองคนที่สวมชุดแพรสีเหลืองกับสีแดงกำลังเต้นรำอยู่ บรรยากาศภายในกระโจมเปี่ยมล้นไปด้วยความสำราญ แต่ว่าในส่วนลึกของจิตใจข้ากลับรู้สึกแย่ มองไปที่หญิงสาวชุดเหลืองที่ดีดผีผาเป็นบางคราว สีหน้านางยังคงไร้ความรู้สึก แต่มือนางบรรเลงคล่องนัก บรรเลงเสียงเพลงออกมาต่อเนื่อง จังหวะของเพลงให้ความรู้สึกดั่งสายธารที่จับตัวกันเป็นธารน้ำแข็ง ไร้ความหมายของความเป็นฤดูใบไม้ผลิที่แสนจะอบอุ่น เหมือนกับว่าเป็นความหนาวในต้นฤดูใบไม้ผลิ ฝนตกในยามราตรี บรรยากาศช่างน่าเศร้าสลดใจนัก

พวกเราดื่มกันไปคนละประมาณครึ่งไหกระมัง ไป่ฟูจ่างหลายนายที่คออ่อนเริ่มมีอาการมึนเมาแต่มิกล้าลาขอกลับก่อน เห็นพวกเขาเหล่านั้นไม่อาจเสพสุขกับการดื่มได้อีก ข้าเป็นคนคอแข็งแต่ก็มีอาการมึนเล็กน้อย สายตามองไปข้างๆ เห็นผู่อันหลี่ยังนิ่ง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก สุราไม่ใช่สิ่งที่ประชาชนคนธรรมดาจะมีปัญญาหามาดื่มกัน มีแต่พวกคนมีฐานะเช่นผู่อันหลี่จึงจะมีโอกาสดื่มตั้งแต่เยาว์วัย ซึ่งนั่นไม่ทำให้พวกเขาถึงกับเมามายจนไม่รู้สึกตัว

ท่านอู่โหวก็มีอาการเมาเล็กน้อย เกิดหัวเราะขึ้นมาแล้วกล่าวว่า “กวาดล้างกลุ่มโจรกบฏ ขุนพลทุกท่านล้วนมีความดีความชอบ อีกไม่กี่วันเราก็จะยกทัพกลับเมืองหลวง วันนี้ขอให้ทุกท่านทำตัวตามสบาย ทหาร เอาสุรามาอีก”

ท่านอู่โหวกล่าวเช่นนี้ พวกนักดื่มตัวยงก็ดีอกดีใจ ส่วนพวกคออ่อนนั้นสีหน้าอมทุกข์ ข้ามุ่งความสนใจไปที่คำพูดของท่านอู่โหวประโยคนั้น ท่านกล่าวว่าอีกไม่กี่วันก็จะยกทัพกลับเมืองหลวง หากเป็นเช่นนั้น ก็หมายความว่าท่านอนุญาตให้ลู่จิงอวีหนีไปโดยปริยาย แต่ด้วยคนประเภทไร้ความปรานีอย่างท่านอู่โหว ภายในใจก็อาจมีอารมณ์ความรู้สึกเช่นคนธรรมดาเหมือนกัน

ไม่รู้ว่างานเริ่มมานานแค่ไหนแล้ว ข้าก็เริ่มรู้สึกปวดหัวเล็กน้อย จนงานเลี้ยงเลิก พวกเราทั้งยี่สิบนายต่างเดินออกจากกระโจมในสภาพเมามาย นายทหารคนสนิทกับเสินจ่างต่างพากันเดินเข้ามาเพื่อพยุงนายของตน อากาศทางใต้อบอุ่น แต่ก็ยังอยู่ในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ อากาศหนาวเล็กน้อยในยามราตรี โดนลมเย็นจากข้างนอกพัดเข้ากลับรู้สึกสบายตัวขึ้น ฉีเลี่ยเข้ามาถามว่า “ท่านขุนพลฉู่ ท่านพอจะขี่ม้าไหวไหม?”

ข้ากล่าวเชิงหยอกเล่นว่า “เจ้าชักดูถูกข้าเกินไปแล้ว”

แม้มีอาการเมาเล็กน้อย แต่การขี่ม้ายังไม่เป็นอุปสรรค ข้าเหวี่ยงตัวขึ้นอานม้า มือกลับลื่นเกือบตกลงมา ฉีเลี่ยคอยดันตัวข้าจากด้านล่าง กล่าวว่า “ท่านขุนพลฉู่ หากท่านขี่ม้าไม่ไหว ข้าว่าข้าไปยืมรถจากท่านเต๋อหยางมาจะดีกว่า”

ข้าส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “เกรงว่าป่านนี้ท่านเต๋อหยางคงเข้านอนไปแล้ว เจ้าอย่าไปรบกวนจะดีกว่า”

นั่งอยู่บนหลังม้ากลับไปยังกระโจมของตัวเอง กองทัพนับแสน แบ่งกันไปประจำการที่ประตูเมืองทั้งสี่ทิศ ทิศละสองหมื่นนาย พวกเราเป็นนักรบของท่านอู่โหวโดยตรงทำให้ได้ประจำการอยู่ใจกลางเมือง การฆ่าล้างเมืองในสองวันที่ผ่านมา ไล่ฆ่าตั้งแต่ทางใต้ไปยังทางเหนือ ในยามค่ำคืนยังได้ยินเสียงร้องไห้ของผู้หญิงและเสียงกรีดร้องของเด็ก ข้าเงยหน้าขึ้นมองฟ้า ไม่รู้ว่าตัวข้าเกิดอยู่ในยุคไหนกันแน่

บนท้องฟ้า ดาวและเดือนระยิบระยับ ก้อนเมฆบางเบาล่องลอยอยู่บนท้องฟ้าสีคราม แต่เพราะภายในเมืองยังมีเปลวเพลิงที่ลุกไหม้จากทั่วสารทิศ ทำให้ท้องฟ้าแดงจ้าไปหมดทั้งผืน

การฆ่าล้างเมืองยังต้องดำเนินต่อไปอีกสองวันกระมัง สองวันหลังจากนั้น พวกเราจะบรรทุกแก้วแหวนเงินทอง ผู้หญิง รวมถึงพวกช่างฝีมือกลับแคว้น

ก่อนฆ่าล้างเมืองแต่ละครั้ง แม้จะบอกว่าไม่ฆ่าผู้หญิงที่อายุยังน้อยกับช่างฝีมือต่างๆ แต่พอเอาเข้าจริงใครจะไปมัวคำนึงอยู่ ทหารสองนายแย่งหญิงสาวคนเดียวกัน ต่างคนต่างไม่ยอม ถึงกับฟันนางให้กลายเป็นสองซีกแล้วแบ่งกันไป การกระทำที่ไร้ประโยชน์เช่นนี้บางครั้งก็ได้ยินมาเหมือนกัน ส่วนช่างฝีมือยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง

ไม่รู้เป็นอะไร ข้ามักจะนึกถึงหญิงสาวนางนั้น นางกระโดดลงจากบนกำแพงเมือง บนเรือนร่างยังมีแสงยามสายัณห์สาดส่องต้องตัวนาง ภาพของเหตุการณ์นั้นข้ายากจะลืมมันไปได้ ยังคงปรากฏออกมาให้เห็นอยู่ร่ำไป

ฉีเลี่ยกับเสินจ่างสิบนายตามอยู่ข้างหลังข้า ระยะห่างพอดิบพอดี พวกมันก็ดื่มไปหลายจอก ต่างกำลังเพลิดเพลินไปกับอาการเมาเล็กๆน้อยๆ มีเสินจ่างนายหนึ่งร้องเพลงขึ้นมาทันที ข้าไม่รู้ว่าพวกมันร้องเพลงอะไรกัน แต่เสียงที่ปะปนมากับเสียงร้องไห้เหล่านั้น ทำให้ใจคนรู้สึกถึงความเย็นยะเยือก

กำลังนั่งบนหลังม้าด้วยอาการมึนเมา เสินจ่างสองนายที่อยู่ด้านหลังเกิดทะเลาะขึ้นมากะหันทัน เสียงนั้นดังขึ้นเรื่อยๆ คล้ายกับว่ากำลังเถียงกันว่าสิ่งที่ประดับอยู่บนหลังคาบ้านคืออะไร นายหนึ่งบอกว่ามังกร อีกนายกลับบอกว่าเป็นพยัคฆ์

ข้าหันหน้าไปถามว่า “พวกเจ้าเถียงอะไรกัน?”

เสินจ่างตอบว่า “ท่านมองตรงนั้นดูขอรับ”

ท่ามกลางแสงสายัณห์ บนหลังคาบ้านหลังหนึ่งมีเงาดำยื่นยาวออกมา เห็นไม่ชัดว่าคือสิ่งได รูปร่างคล้ายคนแต่ไม่น่าเป็นไปได้ ข้าจึงหัวร่อแล้วกล่าวว่า “เถียงกันไปทำไมเล่า เข้าไปดูใกล้ๆก็จะรู้เอง”

เสินจ่างตอบว่า “มืดเกินไป จะเห็นชัดเจนได้อย่างไรกัน”

ข้าเอ่ยขึ้นมาว่า “ฉีเลี่ย คันธนูก้วนยื่อของข้า เจ้าได้นำมาด้วยหรือไม่?”

คันธนูนั้นเป็นอาวุธวิเศษของข้า คันธนูทั่วไปยิงไกลแค่ประมาณสองร้อยก้าว คันธนูที่ดีที่สุดอย่างมากก็ยิงได้ถึงสี่ร้อยก้าว แต่คันธนูของข้านี้ได้ยินมาว่าหากแผลงศรเต็มที่สามารถยิงได้ไกลถึงแปดร้อยก้าว แต่พละกำลังของข้าแผลงศรออกไปอย่างมากก็แค่ประมาณห้าร้อยก้าว ระยะของสิ่งปริศนานั้นถึงตรงจุดนี้ห่างกันไม่เกินร้อยก้าว จะยิงให้โดนสิ่งนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องยาก

ฉีเลี่ยกล่าวอย่างเสียดายว่า “เสียดายนัก วันนี้ไม่ได้นำมาเสียด้วย” มีเสินจ่างนายหนึ่งเป็นนักแม่นธนูนามว่าถานชิงกล่าวขึ้นมาว่า “ท่านขุนพล ข้ามีคันธนูติดมาด้วยขอรับ”

เขาหยิบคันธนูให้ข้า ข้าลองดึงสายธนูดู แม้จะด้อยกว่าคันธนูก้วนยื่อของข้า แต่ก็ยังพอใช้ได้ ถานชิงได้ชื่อว่าเป็นยอดพลธนูในระยะร้อยก้าว ความแม่นเหนือกว่าข้า แต่กำลังในการแผลงศรกลับเทียบข้าไม่ติด

ข้ากล่าวว่า “ให้นำคบเพลิงผูกติดกับลูกศร รอข้ายิงออกไปให้พวกเจ้าได้เห็นชัดๆ”

ผู้คนต่างร้องเชียร์ด้วยความตื่นเต้น ที่แถบนี้โดนเข่นฆ่าไปแล้วสองรอบ ไม่น่าจะมีผู้ใดหลงเหลืออยู่อีก ค่ายทหารก็ห่างไกลจากที่นี้ บริเวณรอบๆก็โดนทำลายไปจนราบเป็นหน้ากลอง ต่อให้เกิดไฟไหม้ขึ้นมาก็ลามไปไม่ถึง ข้านำลูกศรที่ผูกติดคบเพลิงมาวางบนสายธนู ออกแรงเต็มที่ เห็นแค่มีแสงไฟแวบๆไวดั่งสายฟ้าแลบท่ามกลางค่ำคืนอันมืดมิด ศรนั้นพุ่งไปยังที่หมายแล้ว

ฉีเลี่ยและพวกต่างพากันตบมือส่งเสียงโห่ร้อง ขณะที่ศรกำลังจะยิงโดน สิ่งปริศนานั้นกลับเคลื่อนไหวกะทันหัน เกิดเสียงดัง ปั้บ ศรถูกปัดไปทางอื่น ไม่รู้ว่าพุ่งไปตกที่แห่งใดแล้ว

เสียงโห่ร้องเหล่านั้นเงียบลงทันที ชั่วพริบตาเดียวที่คบเพลิงส่องผ่าน พวกเราต่างได้เห็นสิ่งปริศนานั้น มันเป็นคนรูปหน้าประหลาด บนตัวสวมชุดเกล็ดสีเขียวแวววาว เมื่อสักครู่ที่เห็น ใบหน้านั้นน่าสยดสยองมาก เป็นหน้าที่ไม่น่าจะมีอยู่บนโลกนี้

ข้ารู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว กล่าวว่า “พวกเจ้าเห็นชัดเจนหรือไม่ว่านั่นคืออะไร?”

พวกเขาต่างมองหน้ากันไปมา จะบอกว่าเป็นมนุษย์ แล้วจะขึ้นไปอยู่บนหลังคาได้อย่างไร? และรูปร่างมันก็เตี้ยไปสักหน่อย สูงราวครึ่งตัวคน ฉีเลี่ยกล่าวออกมาทันทีว่า “ข้ารู้แล้ว นั่นเป็นพวกทหารหลงเหลือของพันธมิตร ปกติชอบซ่อนตัวอยู่ระหว่างใต้หลังคากับบนหลังคา มันเปิดช่องลมไว้บนหลังคา โผล่ออกมาครึ่งตัวเพื่อสอดแนม จึงถูกพวกเราเห็นเข้าพอดี”

คำพูดนี้ก็พอมีเหตุผลอยู่บ้าง ใจข้านั้นก่อเกิดจิตวิญญาณแห่งนักรบขึ้น สั่งออกไปว่า “เร็วเข้า จับตัวไว้ อย่าให้มันหนีไปได้”

ถ้าเป็นที่ผ่านมา แม้แต่การฆ่าล้างเมืองข้าก็ไม่อยากเข้าร่วมด้วย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการไปค้นจับกุมพวกทหารหลงเหลือของพันธมิตรในยามวิกาลแบบนี้ แต่ตอนนี้ข้ากึ่งเมากึ่งรู้สึกตัว รู้สึกเกิดความกระหายเลือดไปทั่วทั้งร่างกาย เคียดแค้นที่ไม่สามารถหาสักคนสองคนมาลองคมดาบของข้า ณ บัดนี้

ความกระหายเลือดในตัวพวกเขาถูกข้าปลุกระดมขึ้นมา ถานชิงกล่าวว่า “เขาไหวตัวแล้ว พวกเราปิดล้อมทางออกทุกจุด อย่าให้มันหนีไปได้”

บ้านไม่กี่หลังนี้ตั้งโดดเดี่ยวอยู่ท่ามกลางที่โล่งแจ้ง หากล้อมไว้ทั้งสี่ทิศ สิ่งใดที่วิ่งออกมาจากข้างในล้วนมองเห็นได้ทันควัน คนที่อยู่บนหลังคากำลังจะมุดตัวกลับเข้าไปจริงๆ ข้าสั่งไปว่า “ถานชิง ข่งไคผิง เซินถูอี้ หวังตง พวกเจ้าทั้งสี่คนเฝ้าอยู่ด้านนอก คนอื่นๆตามข้าเข้าไปค้น”

ข้ากระโดดลงจากม้า รู้สึกว่าสุราที่ดื่มไปเมื่อครู่ร้อนระอุไปทั่วร่างกาย

เหยียบย่ำอยู่บนเศษอิฐเศษกระเบื้อง ข้ากำดาบไป่ปี้ไว้ในมือ พาทหารเจ็ดนายบุกเข้าไปในบ้านหลังนั้น ข้าคิดว่าบ้านย่านนี้ต้องเป็นที่อยู่อาศัยของคนรวยมาก่อน และเป็นที่ที่ถูกฆ่าล้างก่อนใคร แต่เนื่องจากบ้านนั้นใหญ่โตทนทาน หลายๆที่ยังคงสมบูรณ์เหมือนเคย มือซ้ายข้าถือคบเพลิงไว้ วนหาบ้านหลังนั้นที่เห็นจากภายนอก ฉีเลี่ยวิ่งเข้ามา บอกว่า “ท่านขุนพล บ้านหลังนั้นขอรับ”

พวกเราวิ่งไปที่นั่น เห็นเพียงประตูใหญ่ของบ้านหลังนั้นถูกปิดไว้แน่น ประตูแบบนั้นต้องเป็นแบบเปิดออกนอก ข้างในต้องใส่กลอนไว้แน่นอน ฉีเลี่ยเดินขึ้นไปเพื่อเปิดประตู แต่เปิดอย่างไรก็เปิดไม่ออก นี่ช่างเป็นเรื่องแปลกหลังผ่านการฆ่าล้างเมืองมาแล้ว ข้ากล่าวว่า “หลีกไป”

ข้าเดินขึ้นหน้า ยื่นดาบไป่ปี้ออกมา เสียบเข้าไปที่ช่องประตูแล้วกรีดลงไป ดาบสัมผัสกับกลอนประตู ซึ่งกลอนชนิดนี้สามารถใส่กุญแจได้ทั้งสองด้าน ถ้าหากใส่กุญแจ เห็นทีจะต้องพังประตูเพื่อเข้าไปข้างใน ข้าลองขยับดาบดู รู้สึกว่ากลอนไม่ได้ใส่กุญแจไว้ ข้าออกแรงขยับกลอน กลอนถูกปลดออกแล้ว ข้าบอกฉีเลี่ยว่า “ดึงประตูออก”

ฉีเลี่ยเข้าไปดึงประตูออก

ประตูถูกเปิดออก รู้สึกได้ว่ามีกลิ่นเหม็นคาวเลือดโชยเข้ามาเหมือนฝันร้ายเลยทีเดียว มีคนคล้ายโคลงกระดูกมนุษย์พุ่งเข้ามาใส่ตัวข้า

ข้าตกใจเป็นอย่างมาก คิดไม่ถึงว่าเวลานี้ยังมีคนกล้าลอบโจมตีข้าอีก ข้ากระโดดถอยหลังออกไปพร้อมสะบัดดาบไป่ปี้เข้าให้ แทบไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย คมดาบนั้นช่างไร้เทียมทาน สะบัดดาบออกไปทีเดียว ศีรษะของคนที่พุ่งเข้าใส่ข้าก็หลุดออกมาเสียแล้ว

หากเป็นคนปกติจะต้องมีเลือดพุ่งออกมาจากลำคอ แต่ข้าฟันศีรษะของเขาหลุดออกมา กลับไม่เห็นเลือดแม้แต่หยดเดียว ร่างนั้นล้มลงมาข้างหน้า ศีรษะก็กลิ้งตามมา ในตอนนี้เองพวกเราถึงรู้ว่า ที่จริงคนผู้นั้นเสียชีวิตมานานแล้ว ข้างหลังมีแผลฉกรรจ์ขนาดใหญ่ ศพน่าจะเกาะอยู่ที่ประตู คิดว่าเขาคงอยากจะหนีออกมา ขณะที่กำลังจะผลักประตูออกกลับถูกคนฆ่าตายจากทางด้านหลัง

ฉีเลี่ยเข้าไปตรวจดูแล้วกล่าวว่า “ตายได้สักพักแล้วล่ะ เนื้อหนังบนตัวของเขาเกือบจะเน่าเปื่อยไปหมดแล้ว น่าจะเสียชีวิตก่อนที่เมืองจะถูกตีแตก”

ล้อมเมืองมาสามเดือน ตอนที่เสบียงในเมืองขาดนั้น อยู่ต่อไปอีกสิบกว่าวันก็เคยเห็นชายฉกรรจ์นำผู้หญิงมาเชือดและล้างอวัยวะบนกำแพงเมืองเพื่อทำเป็นซุปเนื้อมนุษย์ ภาพนั้นขนาดข้าอยู่ใต้กำแพงเมืองยังทนดูไม่ได้ คิดว่าคนๆนี้ก็คงเสียชีวิตในลักษณะเดียวกันกระมัง แค่เสื้อผ้าของเขานั้นยังอยู่ครบสมบูรณ์ ไม่เหมือนเคยถูกแล่เอาเนื้อไป

ฉีเลี่ยกล่าวขึ้นมาว่า “ท่านขุนพล ท่านได้ยินเสียงอะไรบ้างไหม”

ข้าเอี้ยวหูฟังตาม กลับไม่ได้ยินอะไรเลย คนที่เห็นเมื่อสักครู่นี้เกรงว่ายังหลบอยู่ในบ้าน ข้าส่องดูแล้ว ห้องนี้เป็นห้องรับแขก ไม่มีฝ้าเพดาน มองขึ้นไปเห็นแต่ขื่อ ข้าจึงบอกต่อลูกน้องว่า “ไปดูข้างในกันเถอะ”

พวกเราแยกเป็นสองทีมเข้าไปดูห้องนอนที่อยู่ซ้ายขวา ข้าเดินไปทางซ้าย เพิ่งเข้าห้องนอนไปส่องได้ครู่เดียว เสินจ่างนายหนึ่งถึงกับทำท่าเอามือปิดปากและอาเจียนออกมา

ข้างในห้องนอนมีซากศพผู้หญิงอยู่ไม่กี่ศพ แม้จะบอกว่ามีไม่มาก อันที่จริงคือแยกแยะจำนวนไม่ถูก เห็นมีแขนขาดตกอยู่หลายข้าง มีอวัยวะภายในกึ่งเน่าเปื่อยของคนกองอยู่บนเตียง ยังมีกระดูกที่ดูเหมือนจะถูกแทะมาแล้วจำนวนหนึ่ง คล้ายกับว่าเคยมีสัตว์ร้ายผ่านมาและเลือกกินเฉพาะส่วนที่อ่อนนุ่มเท่านั้น ที่เหลือก็โยนกองเอาไว้ข้างๆ แม้ว่าพวกเราจะผ่านศึกมานักต่อนัก แต่ละคนฆ่าคนมาแล้วไม่ต่ำกว่าสิบศพ แต่ภาพอันน่าสยดสยองเช่นนี้ เพิ่งจะเคยเจอเป็นครั้งแรก

ฉีเลี่ยยืนอยู่ข้างตัวข้า กล่าวว่า “ท่านขุนพล นี่มันอะไรกัน”

ข้าเอามือกำดาบไว้แน่น ใช้คบเพลิงที่อยู่ในมือซ้ายส่องลงไปที่ซากเหล่านั้น เตือนทุกคนด้วยเสียงเบาๆว่า “บอกพี่น้องให้ระวังตัวกันด้วย”

เตือนยังไม่ทันขาดคำ ห้องนอนที่อยู่ทางด้านขวามีคนส่งเสียงร้องประหลาดขึ้นมา ข้ากับพวกรีบตามไปหา พอเข้าไปในห้องนอนด้านขวา เห็นเสินจ่างสามนายยืนตัวสั่นกันเป็นแถว

ในห้องนั้น มีชายหนึ่งศพหญิงหนึ่งศพนอนตายอยู่ ท่อนบนนอนอยู่บนเตียง ท่อนล่างห้อยออกมานอกเตียง แม้ศพอยู่ครบทุกส่วน แต่ใบหน้าเขียวคล้ำ กระดูกทิ่มทะลุเนื้อหนังออกมา สีหน้าของศพนั้นมีอาการหวาดกลัวสุดขีดปรากฏออกมา มองดูแล้วคล้ายกับว่าถูกผ้าพับใหญ่ๆรัดตัวจนตายไป ซึ่งมันทำให้กระดูกเหล่านั้นแตกหักหมด และบริเวณขาของทั้งสองเหลือแต่กระดูก มีเศษเนื้อติดอยู่บ้าง เหมือนกับว่าถูกแล่เอาเนื้อไป

ฉีเลี่ยกล่าวเสียงเบาว่า “ช่างโหดเหี้ยมเสียจริง ทำไมต้องทำกันขนาดนี้ด้วยเล่า”

ข้ามองหน้าฉีเลี่ยแล้วไม่กล้าวิจารณ์อะไรทั้งนั้น กองทัพจักรพรรดิแทบจะไม่มีสิทธ์ที่จะกล่าวหาผู้อื่นว่าโหดเหี้ยม แต่การฆ่าคนด้วยวิธีการนี้ มันไม่เหมือนเป็นการฆ่าให้ตาย แต่เป็นการทรมานคนเพื่อความสนุกมากกว่า

ข้ามองไปรอบๆ ที่ตัวศพทั้งสองยังมีน้ำเมือกติดอยู่ ข้าเข้าไปดูใกล้ๆ ฉีเลี่ยบอกกับข้าว่า “ท่านขุนพล ระวังตัวด้วย”

หนังสือแนะนำ