ตอนที่ 2

บนโต๊ะของแต่ละคนวางสุราหนึ่งกาและจอกเหล้าเซรามิคที่สุกใสแวววาวหนึ่งใบ มีไป่ฟูจ่างค่ายที่สี่นั่งคั่นกลางระหว่างผู่อันหลี่กับข้า ผู่อันหลี่มองข้าด้วยสายตาโกรธเคืองตลอดเวลา คาดว่ายังเคืองเรื่องหญิงสาวคนเมื่อวานไม่หาย

แต่นี่คืองานเลี้ยงของท่านอู่โหว ไม่ว่าเขาจะกล้าดีอย่างไรย่อมไม่กล้าหาเรื่องข้าในงานนี้

เมื่อเช้านี้ฉี่เลี่ยบอกกับข้าว่า คืนนี้ท่านอู่โหวจะจัดงานเลี้ยงฉลองชัยชนะให้กับเหล่าไป่ฟูจ่างทั้งยี่สิบนายของทัพหน้า แต่การฆ่าตัวตายของหญิงสาวนางนั้นยังทำให้ใจข้าสงบลงไม่ได้จนถึงตอนนี้ ในยามบ่ายข้าหลับเพลิน กว่าข้าจะเร่งฝีเท้าไปถึงหน้างานเลี้ยงก็เห็นว่าตัวเองเป็นคนสุดท้ายที่มาถึง แต่ท่านอู่โหวมิได้กล่าวโทษแต่อย่างใด ท่านคงคิดว่าข้าไปเข้าร่วมการฆ่าล้างเมืองเพื่อขจัดความใจอ่อนที่อยู่ในใจ จะให้รู้ได้อย่างไรว่าอาการใจอ่อนของข้ากำเริบอีกแล้ว หากท่านรู้ว่าข้าใช้ดาบที่ท่านมอบให้ไปแย่งชิงหญิงสาวกับผู่อันหลี่ล่ะก็ เกรงว่าจะโกรธยิ่งกว่านี้

เมื่อพวกข้าเข้าประจำที่กันเรียบร้อยแล้ว ท่านอู่โหวตบมือดึงความสนใจแล้ว กล่าว “ในค่ายไร้ความรื่นเริงมานาน ข้ามีเพียงสุราหนึ่งจอก ขอดื่มคารวะขุนพลทุกท่าน ขอให้ทุกท่านโปรดอภัยด้วย”

ในบรรดาไป่ฟูจ่างยี่สิบนาย มีเจ็ดนายเพิ่งเลื่อนขั้นจากเสินจ่าง (นายสิบ) ขึ้นมาแทนหัวหน้าของตนที่รบเสียชีวิตไป ท่านอู่โหวคงจะถือโอกาสนี้ผูกมัดจิตใจพวกเขากระมัง ตำแหน่งไป่ฟูจ่างในทัพหน้าแม้จะไม่ได้ใหญ่โต แต่กลับเป็นทหารฝีมือดีที่ท่านอู่โหวภาคภูมิใจที่สุด สร้างคุณงามความดีก็ง่าย หลังสิ้นสุดศึกนี้ ต้องมีทหารเกินกว่าครึ่งได้รับการเลื่อนยศ งานในครั้งนี้เกรงว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายที่พวกเรามาร่วมฉลองในฐานะไป่ฟูจ่าง

พ่อครัวในงานนี้เป็นพ่อครัวที่ท่านอู่โหวพามาจากเมืองหลวง ท่านอู่โหวโปรดปรานอยู่สามสิ่ง ได้แก่ สุราชั้นยอด ดาบหายาก และม้าพันธุ์ดี ท่านกลับไม่ให้ความสำคัญกับสตรีที่บรรดาผู้ชายชื่นชอบเป็นอย่างยิ่ง นางรำที่อยู่ข้างหลังตัวท่านก็เป็นคณะชั่วคราว เสียงดนตรีอันไพเราะนั้นมิอาจลบเลือนคราบน้ำตาบนใบหน้าของพวกนาง

ตอนที่ท่านชูแก้วขึ้น พวกเราก็ชูแก้วด้วย พร้อมอวยพรท่านอู่โหวว่า “ขอให้ท่านอู่โหวทรงเกษมสำราญ” ข้าสังเกตเห็นว่าองครักษ์ติดตามสองนายของท่านอู่โหว มีเพียงหนึ่งนายที่ยืนอยู่หลังท่าน อีกหนึ่งนายไม่ปรากฏตัวให้เห็น

กำลังจะดื่มสุราจอกนี้ เสียงดนตรีอันไพเราะเกิดเสียงสะดุดขึ้นมา เหมือนดั่งภูเขาหมื่นยอดแล้วมีเพียงหนึ่งเดียวที่ตั้งตระหง่านอยู่สูงกว่าใครๆ ข้าไม่ได้ชื่นชอบดนตรีเป็นพิเศษ แต่เพลง “เยว่อิ้งชุนเจียง” (แสงจันทร์สะท้อนในแม่น้ำเจียง) นั้นข้าได้ยินมาตั้งแต่เด็ก ด้วยเหตุนี้ข้าจึงมองไปที่คณะนางรำเหล่านั้น

คนที่ทำให้เสียงเกิดเสียงสะดุดเป็นหญิงดีดผีผาคนที่สี่จากซ้ายมือ สีหน้านางเหมือนปกติ ถึงเสียงจะสะดุดแต่นางก็บรรเลงต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เดิมทีเสียงนี้ควรจะเป็นเสียงกง แต่กลับเปลี่ยนเป็นเสียงซาง ฟังดูแล้วเหมือนมีการสะดุดของเสียงแต่กลับสามารถบรรเลงต่อไปได้อย่างไร้ที่ติราวกับว่าควรเป็นเสียงนี้ตั้งแต่แรก ข้ามองไปที่ท่านอู่โหว ท่านดูเป็นปกติ คิดว่าคงฟังไม่ออกกระมัง

หญิงสาวผู้นั้นใบหน้างดงามดั่งหยกขาว สวมชุดผ้าแพรสีเหลืองอ่อน นางรำคณะนั้นล้วนงามหมดจด นางนั้นงามโดดเด่นกว่าทุกคน เพียงแต่ใบหน้านางไร้ความรู้สึก สีหน้าประดุจโดนสะกดเอาไว้ บางทีนางอาจจะกำลังคิดถึงบ้านเกิดที่ถูกไฟเผาวอด หรือพ่อแม่พี่น้องที่ถูกฆ่าอย่างทารุณกระมัง

ข้านิ่งไปครู่ใหญ่ จากนั้นก็กระดกสุราหมดจอกในคราเดียว รสชาติของสุราทั้งเปรี้ยวทั้งฝาด เดิมทีเป็นถึงยอดสุรา แต่บัดนี้ดื่มแล้วกลับคล้ายสุราพิษ

ในตอนนี้เอง องครักษ์ติดตามอีกนายก็รีบวิ่งเข้ามาจากทางด้านหลัง เข้าไปกระซิบข้างหูท่านอู่โหว อู่โหวได้ยิน ถึงกับตบโต๊ะดังสนั่นแล้วกล่าวว่า “นี่เป็นความจริงรึ?”

ความแรงในการตบโต๊ะนั้น ขนาดจอกสุราที่ตั้งอยู่ยังกระดอนลอยขึ้นจากโต๊ะ

ท่านอู่โหวเดือดดาลขึ้นมาทันที ข้าเองก็เห็นไม่บ่อยนัก แต่ทุกครั้งที่ท่านเกิดอาการเช่นนี้จะต้องมีการหลั่งเลือด ศพตายเกลื่อนกลาด ข้าสังเกตเห็นว่า แม้แต่องครักษ์ติดตามทั้งสองนายนั้นก็มีอาการหน้าถอดสีออกมาให้เห็น

พวกเราทั้งยี่สิบนายก็อดไม่ได้ที่จะตะลึงงัน ไม่รู้ว่าเกิดเหตุใดขึ้น

ท่านอู่โหวกล่าวขึ้นมาว่า “เจ้าลองบอกข่าวนี้ให้เหล่าผู้กล้าของทัพหน้ารับทราบ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น”

เขาเดินมาข้างหน้า ประกาศเสียงดังฟังชัดว่า “ลู่จิงอวีผู้บัญชาการทัพซ้าย รับหน้าที่รักษาการณ์ประตูเมืองด้านตะวันออก บัญชาการพกพร่อง เปิดประตูเมืองโดยพลการ เป็นเหตุให้ชังเยว่กงหัวหน้ากลุ่มกบฏและทหารอีกสองพันนายหนีรอดไปได้”

ผู้ที่อยู่ในงานตะลึงลานไปหมด ลู่จิงอวีเป็นถึงขุนพลเอกของท่านอู่โหว เป็นศิษย์พี่ข้าที่จบจากโรงเรียนทหารก่อนข้ายี่สิบปีและเป็นอาจารย์สอนวิชาตำราพิชัยสงครามให้แก่ข้า ได้ยินมาว่าปีที่เขาจบจากโรงเรียนทหาร ในบรรดานักเรียนทหารพันกว่านาย คะแนนของเขาสูงเป็นอันดับหนึ่ง ได้รับรางวัลพระราชทานจากจักรพรรดิองค์ก่อน เมื่อสิบกว่าปีก่อนเคยมีโจรเถื่อนเผ่าฮั่นหลัวนับแสนจากทางภาคเหนือมารุกรานชายแดน จักรพรรดิองค์ก่อนรับสั่งให้ท่านอู่โหวยกทัพไปปราบ ในตอนนั้นเขาเป็นผู้บัญชาการทัพหน้า การปราบโจรในช่วงต้นสถานการณ์ไม่สู้ดีนัก ต่อมาทหารทัพหน้าบุกโจมตีอย่างต่อเนื่องและกำชัยถึงสิบเจ็ดครั้ง พลิกสถานการณ์กลับมาได้ จากนั้นบุกโจมตีออกไปอีกเจ็ดร้อยลี้ สังหารโจรเถื่อนได้สองหมื่นนาย ขับไล่โจรเถื่อนฮั่นหลัวไปจนถึงดินแดนขั้วโลกเหนือ ตอนที่กองทัพอู่โหวโหมโจมตีได้ทำลายเมืองน้ำแข็งของเผ่าฮั่นหลัวถึงสิบแห่ง ในการฆ่าล้างเผ่าฮั่นหลัวครั้งนั้น เขามีความดีความชอบมากที่สุด ถูกยกย่องว่าเป็นมังกรแห่งทะเลน้ำแข็ง ได้รับการแต่งตั้งเป็นอิงหยางป๋อ ชื่อเสียงเกรียงไกร หาตัวจับได้ยาก

เขาเปรียบเสมือนแขนทั้งสองข้างของอู่โหว อยู่ในค่ายก็ขึ้นชื่อทั้งในการปกครองทหารและความมีน้ำใจต่อผู้คน มีคนพูดว่า เพราะว่าเขาฐานะยากจนตั้งแต่เด็ก และท่านอู่โหวเป็นคนเลี้ยงเขามากับมือ บุญคุณของการช่วยเหลือและชุบเลี้ยงส่งผลให้เขาซื่อสัตย์ต่อท่านเสมอ มิฉะนั้น เขาคงขึ้นมาแทนตำแหน่งของท่านอู่โหวไปแล้ว ต่อมา แม้ว่าบ้านเมืองจะสงบ นักรบจะไร้ความหมาย แต่การยกทัพมาปราบครั้งนี้ ทัพซ้ายของเขาเป็นทัพแรกที่เคลื่อนพลมาถึงประตูเมืองก่อนใคร และสูญเสียกำลังทหารน้อยที่สุด ชื่อเสียงของเขาสมคำร่ำลือเสียจริง หากจะกล่าวหาว่าเขาบัญชาการบกพร่องนั้นช่างตลกสิ้นดี

ข้ากำลังคิดไปเรื่อยเปื่อย ผู่อันหลี่ได้ลุกออกจากที่นั่งแล้วคุกเข่าต่อหน้าท่านอู่โหว ทูลว่า “ท่านอู่โหว ขุนพลลู่ไม่ใช่คนแบบนั้นแน่ เรื่องนี้เกรงว่าจะเป็นเพียงข่าวลือ”

แม้ว่าข้ากับผู่อันหลี่จะไม่ลงรอยกันนัก แต่คำพูดของเขากินใจข้าเสียจริง

ท่านอู่โหวกล่าวว่า “ขุนพลผู่ไม่ต้องพูดอีก เรื่องนี้มีที่มาที่ไปแน่นอน ตอนกลางวันข้าได้ยินข่าว ทีแรกยังไม่เชื่อ แต่บัดนี้ข้าชักแน่ใจแล้ว ฉู่ซิวหงไป่ฟูจ่างค่ายที่ห้าของทัพหน้า รับคำสั่ง”

ข้าตกตะลึง ลุกออกจากที่นั่งแล้วคุกเข่าลงต่อหน้าท่านอู่โหว ตอบรับว่า “ท่านอู่โหว ข้าน้อยพร้อมรับคำสั่ง”

ท่านอู่โหวโยนป้ายคำสั่งทางทหารออกมา สั่งว่า “ข้าขอสั่งให้เจ้ารีบไปนำตัวลู่จิงอวีมาให้ข้า หากมีผู้ใดขัดขืน ประหารผู้นั้นเสีย”

เขาโยนป้ายออกมาอย่างรุนแรง ป้ายคำสั่งที่ทำจากเหล็กทั้งอันกระแทกลงพื้นจนเกิดเป็นหลุมเล็กๆ ข้าหยิบป้ายคำสั่งขึ้นมาแล้วตอบไปว่า “ข้าน้อยน้อมรับคำสั่ง”

ตอนข้าลุกขึ้นยืน กลับเห็นผู่อันหลี่จ้องข้าอย่างเคียดแค้น ตอนอยู่ที่โรงเรียนทหาร เขาและพวกอยู่ในสังกัดของลู่จิงอวี ทำให้พวกเขาทระนงตัววางมาด ท่านอู่โหวก็คงคำนึงถึงความเป็นศิษย์อาจารย์ของพวกเขา ถึงได้มอบหมายให้ข้าไปจับตัวลู่จิงอวีมากระมัง หากจะให้จับตัวผู้อื่น ข้าคงยินดีเป็นอย่างยิ่ง แต่ตอนนี้ข้ากลับอยากให้ผู่อันหลี่แย่งหน้าที่นี้ไป

แต่ว่าผู่อันหลี่กลับเข้าที่ไปแล้ว มีไป่ฟูจ่างถึงสี่นายที่อยู่ร่วมสังกัดเดียวกับเขา แต่ละคนล้วนจ้องมาที่ข้า ราวกับข้าเป็นคนคาบข่าวมาบอกท่านอู่โหวเสียเอง

ข้าถือป้ายคำสั่งเดินออกจากกระโจมของท่านอู่โหว ฉีเลี่ยกับเสินจ่างหลายนายรอข้าอยู่หน้ากระโจม ที่ท่านอู่โหวจัดงานเลี้ยงฉลองไม่ใช่เรื่องเล็ก พวกเขาเองต้องยืนรออยู่ด้านนอก ฉีเลี่ยเห็นข้าออกมาแบบรีบร้อนจึงกล่าวถามข้าว่า “ท่านขุนพล เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ?”

“ท่านอู่โหวมีคำสั่งสั่งให้ข้าไปจับตัวอิงหยางป๋อ ลู่จิงอวี”

“อะไรนะ”

ฉีเลี่ยตกใจ ชื่อของลู่จิงอวีแทบจะเป็นตำนานของกองทัพ ชื่อเสียงเรียงนามเกือบจะแซงหน้าท่านอู่โหว ถึงแม้ว่าท่านอู่โหวจะอารมณ์แปรปรวน แต่บัดนี้ลู่จิงอวีเป็นถึงผู้บัญชาการทัพซ้าย ให้ข้าไปจับตัวเขาตอนนี้ หากผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาเกิดต่อต้านขึ้นมา เกรงว่าชีวิตของข้าคงจะหาไม่

ข้ารู้สึกงุนงงเล็กน้อย ได้แต่บอกพวกเขาว่า “ไปกันเถอะ”

ข้าพาฉีเลี่ยและพวกเสินจ่างอีกสิบนายรุดหน้าไปทางประตูตะวันออก ยังไม่ทันถึงก็ได้กลิ่นเหม็นไหม้ กองทัพของลู่จิงอวีเป็นรองเพียงทัพหลวงของท่านอู่โหวที่บุกเข้าเมืองไปก่อน กองทัพพันธมิตรป้องกันแน่นหนาที่ประตูเมืองด้านตะวันออก คงคาดไม่ถึงว่าทัพหลวงของท่านอู่โหวจะอ้อมไปทางประตูเมืองทางทิศใต้ มิฉะนั้นต้องเป็นลู่จิงอวีที่บุกเข้าเมืองไปคนแรกเป็นแน่

ทหารสองหมื่นนายของลู่จิงอวีเฝ้าประจำการอยู่ข้างประตูเมือง ตั้งกระโจมเป็นระเบียบเรียบร้อยไม่ด้อยไปกว่าทัพหลวงของท่านอู่โหว ตรงกันข้าม พวกเราเป็นทหารค่ายทัพหน้า อยู่ในสังกัดท่านอู่โหวโดยตรง มีความทระนงตัวอยู่บ้าง ถึงแม้ว่ากระโจมจะจัดเป็นระเบียบเรียบร้อยเพียงใด แต่พวกเรามักจะทำเรื่องวุ่นวายเล็กๆน้อยๆ กลายเป็นว่าทัพซ้ายนั้นมีความเคร่งครัดทางวินัยที่สุด

ข้าเดินมาถึงหน้ากระโจม มีนายทหารนายหนึ่งเดินเข้ามาถาม “พวกเจ้าเป็นใครกัน”

ฟ้าก็มืดลงไปแล้ว ภายใต้แสงคบเพลิง เห็นเพียงว่าคนๆนั้นมีสีหน้าเคร่งครัด รูปร่างไม่ใหญ่มาก มองดูแล้วกลับให้ความรู้สึกน่าเกรงขาม

เขาน่าจะเป็นเหอจง จงจวินกวน(ตำแหน่งผู้รักษาการ) นายทหารคนสนิทของลู่จิงอวี

ข้าชูป้ายคำสั่งแล้วกล่าวว่า “ข้าคือฉู่ซิวหงไป่ฟูจ่างค่ายที่ห้าของทัพหน้า รับคำสั่งจากท่านอู่โหวมาเรียนเชิญท่านขุนพลลู่ไปหารือที่ค่าย ท่านคือ…”

นายทหารตอบกลับมาว่า “ข้าน้อยเหอจง จงจวินกวนของทัพซ้าย ได้ยินมาว่าขุนพลฉู่กล้าหาญไร้เทียมทาน ข้าน้อยเลื่อมใสท่านนัก”

เหอจงรับป้ายคำสั่งเพื่อตรวจดูให้แน่ใจแล้วคืนให้ข้าอย่างนอบน้อม แจ้งว่า “นายท่านอยู่บนกำแพงเมือง ข้าจะนำทางให้ พวกท่านเชิญทางนี้”

ทหารในสังกัดของลู่จิงอวีนั้นสมคำร่ำลือจริงๆ ทหารเหล่านั้นหลีกทางให้โดยไม่มีการส่งเสียงใดๆ ข้าตามเหอจงขึ้นบันไดไป ศึกที่ผ่านมา การบุกโจมตีทางประตูตะวันออกถือว่าดุเดือดที่สุด แม้ว่าลู่จิงอวีจะมีความเชี่ยวชาญทางการทหารเพียงใด แต่ทหารกล้าของกองทัพพันธมิตรเกือบทั้งหมดได้รวมตัวอยู่ที่ประตูแห่งนี้ ทำให้กองทัพจักรพรรดิเสียไพร่พลไปพันกว่านาย ในจำนวนนั้นมีครึ่งหนึ่งเป็นทหารจากทัพซ้าย บนขั้นบันไดเต็มไปด้วยคราบเลือดที่แห้งเหือด บนผนังกำแพงมีแต่รอยแตกร้าว ข้าคิดไม่ตกจริงๆ ลู่จิงอวีจัดระเบียบกองทัพได้รอบคอบเช่นนี้กลับปล่อยให้ชังเยว่กงและทหารกว่าสองพันนายหนีรอดออกไปได้อย่างไร หรือว่าผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาหลับกันหมดแล้ว?

ขึ้นไปถึงบนกำแพงเมือง เห็นมีคนหนึ่งนั่งอยู่บนสันกำแพง ทอดสายตาไปทางทิศเหนือ เหอจงเดินเข้าไปหา แล้วกล่าวเสียงแผ่วเบาว่า “นายท่าน ท่านอู่โหวส่งคนมาตามท่าน ซึ่งคนนั้นตามข้ามาแล้ว”

นายท่านลุกขึ้นยืน หันมากล่าวว่า “ พี่เหอลงไปก่อนเถอะ ข้าจะไปกับพวกเขาเอง”

เหอจงไม่พูดอะไร เดินลงบันไดไป พอเหอจงไปแล้ว ลูกน้องข้าก็ทำท่าจะเข้าไปจับตัวเขาไว้ ข้ารีบห้ามปรามแล้วกล่าวว่า “ท่านขุนพลลู่ ท่านอู่โหวรับสั่งให้ข้ามาพาท่านไปหารือที่ค่ายสักครู่”

ลู่จิงอวีเงยหน้าขึ้นมามองข้า กล่าวถามว่า “ท่านคือ…”

ข้าคำนับก่อนแล้วตอบว่า “ข้าน้อยฉู่ซิวหงไป่ฟูจ่างค่ายที่ห้าของทัพหน้า คารวะท่านขุนพล”

ลู่จิงอวีพูดขึ้นมาว่า “ที่แท้เป็นท่านขุนพลฉู่ที่บุกเข้าไปในเมืองเป็นคนแรกนี่เอง กองทัพนับแสนต่างเล่าลือถึงเกียรติศักดิ์ของท่าน”

ในใจข้าอดไม่ได้ที่จะหลงดีใจเล็กน้อย โค้งคำนับแล้วพูดต่อไปว่า “ข้าน้อยมิกล้ารับ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะท่านอู่โหวบัญชาการได้ยอดเยี่ยม ถึงได้กำจัดกองทัพกบฏจนสิ้นซาก”

ลู่จิงอวีหัวเราะแล้วกล่าวว่า “บัญชาการได้ยอดเยี่ยมงั้นหรือ เหอะๆ ก็แค่ฆ่าคนได้ยอดเยี่ยมกระมัง”

คำพูดของเขาแฝงแววเสียดสีไว้ แต่ข้าไม่ได้ตอบโต้อะไร เพียงกล่าวว่า “กลุ่มกบฏทั้งหลาย ผู้ใดก็มีสิทธิ์ฆ่าได้ทั้งนั้น”

ถึงตอนนี้ ข้าถึงมองเห็นใบหน้าของเขาได้อย่างชัดเจน ตอนอยู่ในโรงเรียนทหาร เขาไม่ค่อยสวมชุดทหาร ใส่แต่ชุดทั่วๆไป แต่ตอนนี้เขาสวมใส่ชุดเกราะเต็มยศ หมวกเหล็กวางอยู่ข้างๆ บนเกราะทองแดงยังมีคราบเลือดติดอยู่ ภายใต้แสงของคบเพลิงที่อยู่ด้านล่างของเมือง เสื้อเกราะได้สะท้อนแสงสีที่แตกต่างออกมา

“ขุนพลฉู่ นั่งลงเถอะ” ลู่จิงอวีเดินไปยังกำแพงที่อยู่ด้านใน ใช้มือปัดเศษหินที่อยู่บนสันกำแพง ยังไม่มีทีท่าว่าจะไปกับข้า

ข้านั่งอยู่ข้างกายเขา ในใจสับสนยิ่งนัก คำสั่งของท่านอู่โหวนั้นขัดไม่ได้ แต่ถ้าเขาไม่ยอมไปกับข้า จะให้ข้าฆ่าคนที่ไร้อาวุธป้องกันตัวเลยได้อย่างไรกัน ข้าลงมือไม่ได้จริงๆ

นั่งบนกำแพงเมือง มองลงไปด้านล่าง สิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นซากปรักหักพัง และที่ลานกว้างของเมืองเกาจิ้ว ทหารกำลังก่อไฟเพื่อเผาทำลายซากศพ มองออกไปไกลโพ้น ก็เห็นแต่ซากศพตายเกลื่อนกลาด หลายๆ แห่งในเมืองยังมีเสียงร้องไห้เบาบางออกมาให้ได้ยิน ฟังเสียงดังกล่าวท่ามกลางแสงสายัณห์ ดั่งน้ำที่เย็นยะเยือกรดลงมาที่กลางใจ อาจจะเป็นเสียงของการตรวจพบชาวบ้านที่หลงเหลืออยู่ของเมืองเกาจิ้วกระมัง เมืองเกาจิ้วผ่านคราวเคราะห์นี้ไปแล้ว เกรงว่าจะไม่มีวันกลับมาเฟื่องฟูอีกเป็นแน่

ลู่จิงอวีมองลงไปที่ด้านล่างของเมือง กล่าวช้าๆว่า “ท่านอู่โหวคงสั่งให้ท่านมาจับตัวข้ากระมัง”

ข้าถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่นั่งอยู่อย่างนั้น มือคลำไปที่ก้อนอิฐบนกำแพง ที่แคว้นจักรพรรดิมีเมืองแกร่งอยู่สองแห่ง ได้แก่ เมืองอู้อวิน และเมืองเสินเวย และเมืองเกาจิ้วแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่ไม่มีวันล่มสลาย เป็นรองเพียงสองเมืองที่กล่าวมา กำแพงเมืองแม้จะไม่สูงเท่าทั้งสองเมือง แต่ก็สร้างขึ้นมาจากก้อนหินชนิดพิเศษของทางแดนใต้ทั้งนั้น ได้ยินมาว่าชังเยว่กงรุ่นแรกที่สร้าง ใช้แรงงานถึงสองสามแสน ใช้เวลาสร้างสองปีจึงแล้วเสร็จ บัดนี้ ก้อนอิฐบนกำแพงเต็มไปด้วยรอยแตกหักของการถูกทำลาย สันกำแพงแตกหักไปซะส่วนใหญ่ เมื่อมือข้าลงไปสัมผัสก็รู้สึกเจ็บที่ผ่ามือ

เขามองไปที่คูเมือง กล่าวเสียงค่อยว่า “ล้อมเมืองมาเป็นเวลาสามเดือน ข้าเห็นประชาชนภายในเมืองทำทุกวิถีทางเพียงต้องการที่จะหนีออกไปให้ได้ ท่านอู่โหวรับสั่งไว้ว่า ผู้ใดหนีออกไปให้ประหารผู้นั้นเสีย ข้าเป็นคนรับคำสั่งนี้มา ก็ต้องรับผิดชอบกับผลที่จะเกิดขึ้นตามมาภายหลัง เพียงแต่จักรพรรดิองค์แรกได้ตั้งกฎไว้ว่า ห้ามฆ่าเชลยที่ยอมจำนน แล้วนับประสาอะไรกับประชาชนผู้บริสุทธิ์เหล่านั้น

“กว่าจะเคลื่อนทัพออกจากเมืองหลวงตอนเดือนสิบ เมืองแห่งนี้ก็โดนล้อมมาแล้วสามเดือน ก่อนยกทัพมา ท่านเหวินโหวได้เตือนว่าเมืองเกาจิ้วแข็งแกร่งเหมาะแก่การป้องกัน ยังสอนวิธีการรบให้กับท่านอู่โหวพร้อมด้วยแผนต้อนศัตรูให้จนมุม ซึ่งก็คือการต้อนพวกทหารหลงเหลือและผู้ลี้ภัยให้มารวมอยู่ที่เมืองเกาจิ้ว ชังเยว่กงคงไม่คาดคิดมาก่อนว่า ในเมืองของเขามีคนเพิ่มขึ้นมาอย่างกะทันหัน เสบียงที่เพียงพอต่อการต้านทัพได้เป็นแรมปีนั้นหมดลงไปในพริบตา มิฉะนั้น ด้วยความแข็งแกร่งของเมืองเกาจิ้ว เกรงว่าแผนล้อมเมืองทั้งสี่ทิศของท่านอู่โหวคงยากที่จะเอาชนะได้ เพราะว่าเสบียงในเมืองเกาจิ้วยังไม่ทันหมด เสบียงของพวกเราคงหมดไปเสียก่อน”

ข้านั่งนิ่งต่อไป เพราะความเมตตาของเขาแท้ๆที่นำภัยมาสู่ตัวเขาเอง เขาลุกขึ้นหัวเราะแล้วกล่าวว่า “ขุนพลฉู่ พวกเรารีบไปกันเถอะ ป่านนี้ท่านอู่โหวคงรอแย่แล้ว”

ฉีเลี่ยเดินขึ้นหน้าหมายจะใช้เชือกมัดตัวเขา ข้าตวาดใส่ฉีเลี่ยไปว่า “ถอยไป อย่าได้เสียมารยาทกับท่านขุนพลลู่”

ฉีเลี่ยกลับไม่ยอมถอยแล้วกล่าวว่า “ท่านขุนพลฉู่ ท่านอู่โหวสั่งให้พวกเรามาจับตัวขุนพลลู่ หากไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ เกรงว่าท่านจะมีปัญหากับท่านอู่โหวได้”

ลู่จิงอวีหันมามองข้าแล้วกล่าวว่า “ท่านขุนพลฉู่ นายทหารคนสนิทของท่านกล่าวถูกแล้ว คำสั่งทหารศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก หากมีผู้ใดได้รับการยกเว้น เกรงว่าจะถูกผู้คนครหาเอาได้”

เขายื่นมือออกมาให้ฉีเลี่ยผูกมัด ข้าได้แต่ยืนดู เมื่อฉีเลี่ยมัดเสร็จแล้ว ลู่จิงอวีกล่าวขึ้นมาว่า “ขุนพลฉู่ ไปกันเถอะ”

ข้ามองไปที่เขา รู้สึกสงสารขึ้นมาทันที ข้าได้แต่กล่าวออกมาว่า “ท่านขุนพลลู่ ข้ายินดีที่จะใช้ลาภยศบรรดาศักดิ์ของข้าเพื่อไถ่ชีวิตให้กับท่าน”

ในค่ายทัพหน้า ข้าอาจจะไม่กินเส้นกับพวกของผู่อันหลี่ แต่ไป่ฟูจ่างอีกห้าถึงหกนายเป็นสหายร่วมเป็นร่วมตายของข้า หากพวกเขารู้ว่าข้ากระทำเช่นนี้ ต้องอยู่เคียงบ่าเคียงไหล่ข้าแน่

ลู่จิงอวีพูดว่า “ท่านขุนพลฉู่ ข้าซาบซึ้งในน้ำใจของท่านนัก แต่ด้วยวินัยทหารอันเข้มงวดของท่านอู่โหว ท่านกระทำเช่นนี้ก็เปล่าประโยชน์ วางใจเถอะ ด้วยคุณงามความดีที่ข้าสั่งสมมาก่อน ท่านอู่โหวคงไม่ประหารข้าแน่”

ขณะนี้ ด้านล่างของกำแพงเมืองเกิดแสงสว่างขึ้นด้วยคบเพลิงมากจนนับไม่ถ้วน ข้าตกใจมาก ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เห็นเพียงเหอจงวิ่งขึ้นมาด้วยความรีบร้อนแล้วกล่าวว่า “นายท่าน...”

สีหน้าของลู่จิงอวีขรึมลงทันทีแล้วกล่าวว่า “พี่เหอ พี่ทำอะไรลงไป?”

เหอจงตอบว่า “นายท่าน พี่น้องของเราทั้งหนึ่งหมื่นแปดพันสองร้อยสามนาย พร้อมฆ่าตัวตายไปกับท่าน”

สีหน้าของข้าเริ่มถอดสี คำพูดของเหอจงดูเหมือนน่าเห็นใจ แต่แฝงความหมายข่มขู่ข้าในทางอ้อม เห็นที งานนี้ไม่ง่ายเสียแล้ว

ลู่จิงอวีเสียงดังขึ้นมาว่า “เหลวไหล พี่เหอ ท่านอู่โหวเปรียบเสมือนพ่อของข้า พวกพี่จะพูดเช่นนี้ให้ท่านลำบากใจได้อย่างไรกัน รีบถอยไปเสียเถอะ”

เหอจงกลับไม่ยอมถอยแล้วกล่าวว่า “นายท่าน ท่านไปครั้งนี้คงรอดกลับมาได้ยาก นายท่านมีบุญคุณต่อข้ามากนัก ข้ายังไม่ทันได้ทดแทนบุญคุณ รู้สึกละอายใจนัก ขอให้ข้าได้ฆ่าตัวตายเพื่อท่านก็แล้วกัน”

ลู่จิงอวีสีหน้าเงียบขรึม กล่าวว่า “เหลวไหลสิ้นดี ข้าขอสั่งให้เจ้ารวบรวมกำลังพล รอฟังคำสั่งจากท่านอู่โหว ห้ามทำการอื่นใดนอกเหนือคำสั่ง”

แม้ตัวเขาจะถูกมัดอยู่ แต่คำพูดคำจายังคงมีอนุภาพสมกับเป็นผู้บัญชาการของเหล่าทหาร เหอจงทำท่าจะพูดขึ้นมาอีก แต่ลู่จิงอวีตัดบทไปว่า “ขุนพลฉู่ เราไปกันเถอะ”

เขาเดินลงไปทางด้านล่าง ซึ่งด้านล่างผู้คุมทหารทัพซ้ายมาถึงแล้ว เห็นลู่จิงอวีเดินลงมา รีบคุกเข่ากันจ้าละหวั่น ท่ามกลางแสงจากคบเพลิง ข้าเห็นนัยน์ตาของลู่จิงอวีมีน้ำตาแห่งการอาลัยอาวรณ์หลั่งออกมา

ข้าไม่เอ่ยอะไร เดินตามลู่จิงอวีไป

พอเข้าไปในกระโจมของท่านอู่โหว ไป่ฟูจ่างที่เหลือยังอยู่กันครบ นางรำถอยออกไปก่อนหน้านี้แล้ว ทุกคนกำลังรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ ลู่จิงอวีคุกเข่าอยู่ต่อหน้าที่ประทับของท่านอู่โหว กล่าวว่า “ข้าน้อยลู่จิงอวี คารวะท่านอู่โหว”

บนใบหน้าของท่านอู่โหวไร้อารมณ์แต่อย่างใด ท่านกล่าวช้าๆว่า “ ขุนพลลู่ เมื่อวานมีทหารหลงเหลือของพันธมิตรสองพันนายเศษหนีออกทางประตูเมืองด้านตะวันออกที่ท่านเฝ้าประจำการอยู่ เรื่องนี้เป็นความจริงหรือไม่”

ลู่จิงอวีก้มหน้ากล่าวว่า “เป็นความจริงขอรับ เพียงแต่ขณะนั้นข้าเห็นว่าในบรรดาสองพันคน ส่วนใหญ่เป็นเด็กและสตรี จึงเกิดใจอ่อนขึ้นมาชั่วขณะ”

ท่านอู่โหวใช้ฝ่ามือตบไปที่โต๊ะด้วยความรุนแรงแล้วขึ้นเสียงใส่ว่า “ท่านรู้หรือไม่ว่าชังเยว่กงหัวหน้ากบฏก็ปะปนอยู่กับคนเหล่านี้แล้วหนีออกจากเมืองไปได้ หากศึกนี้มิอาจปราบกบฏจนสิ้นซาก ท่านยากที่จะพ้นผิดไปได้”

หนังสือแนะนำ