เคล็ดวิชาลากถ่วง

สุดท้ายหยางหลิงให้การตามที่พบเห็นมา ยืนยันว่าหม่าอังไมได้ลงมือต่อหวังเหลาป่านอย่างรุนแรง แต่ลูกหลานตระกูลหวังคุกเข่าร่ำไห้คร่ำครวญว่าบิดามันมีร่างกายแข็งแรง เป็นหม่าอังทำร้ายคนถึงแก่ชีวิต ก่อกวนจนมินเสี้ยนหลิ่งที่ไต่เต้าจากพลทหารศีรษะพองโตขึ้นมา

ที่โต๊ะเตี้ยด้านข้างนั่งไว้ด้วยหวงเสี้ยนเฉิง ตำแหน่งเสี้ยนเฉิงเป็นผู้ช่วยนายอำเภอ ตามกฎแล้วไม่มีสิทธิ์มีเสียง ไม่ว่าเรื่องใดก็ไม่อาจแสดงท่าที คล้ายรูปปั้นในศาลเจ้ารูปหนึ่ง

หวงเสี้ยนเฉิงผู้นี้เป็นขุนนางบุ๋น ยุคสมัยนั้นขุนนางบุ๋นได้รับการยกย่อง ขุนนางบู๊ถูกมองว่าต่ำต้อย จึงนึกดูแคลนมินเสี้ยนหลิ่งที่มาจากนายทหาร มินเสี้ยนหลิ่งก็ถือว่ามันไม่ได้ดำรงคงอยู่ หาสอบถามความเห็นของมันไม่

ขณะที่มินเสี้ยนหลิ่งดึงหนวดเครานึกอับจนปัญญา เจ้าหน้าที่กรมเมืองผู้หนึ่งก็ยื่นหน้ามากระซิบที่ข้างหูมัน มินเสี้ยนหลิ่งจึงประกาศว่า “คุมขังหม่าอังไว้ก่อน ซากศพมอบให้สัปเหร่อดูแล ที่เหลือกลับไปก่อน หลังจากชันสูตรศพ เราค่อยตัดสินคดี”

ดังนั้นหม่าอังถูกส่งตัวเข้าคุก ทั้งหมดแจ้งชื่อแซ่ ทิ้งตำบลที่อยู่ไว้แล้วจากมา หยางหลิงก็ผุดลุกขึ้นกล่าวคำอำลามินเสี้ยนหลิ่งออกจากห้องไต่สวน คุณหนูหม่าเร่งฝีเท้าตามมา ย่อกายคารวะกล่าวว่า “ขอบคุณหยางซิ่วไฉ (คำเรียกบัณฑิตแซ่หยาง) ให้การด้วยคุณธรรมให้กับเกอเกอเรา”

หยางหลิงได้ยินนางเรียกตนเองเป็นซิ่วไฉ อดนึกโยงไปถึงหนอนตำราคร่ำครึมิได้ จึงกล่าว “เราเพียงบอกกล่าวตามตรง เมื่อครู่อยู่บนท้องถนน เห็นคุณหนูมีรูปลักษณะของวีรสตรี ไยต้องเรียกซิ่วไฉอันใด ยังคงเรียกชื่อเราตรงๆ เถอะ”

คุณหนูหม่าฝืนแย้มยิ้มกล่าวว่า “อย่างนั้นขอขอบคุณคุณชายหยาง รอให้ไต่สวนใหม่ ยังต้องรบกวนคุณชายหยางเป็นพยานอีกครั้ง”

เอ่ยถึงตอนนี้ ปรากฏขุนนางไว้เคราดำสามแฉก มีอายุห้าสิบเศษผู้หนึ่งรีบรุดมา มินเสี้ยนหลิ่งพอเหลือบแลเห็นมัน ก็เข้ามารับหน้า กล่าวว่า "“ต้เท้าหม่า ท่านมาได้พอดี เรื่องนี้สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าแก่ผู้น้อง ท่านเห็นควรทำอย่างไร?”

มันกล่าวอย่างเปิดเผยตรงๆ เป็นหม่าเจ๋อเฉิง (ขุนนางเจ๋อเฉิงแซ่หม่า) มีไหวพริบปราดเปรียว เห็นในบริเวณนอกจากมินเสี้ยนหลิ่งกับบุตรีแล้ว ยังมีชายหนุ่มอีกคนหนึ่ง จึงไม่กล้าเอ่ยถึงเรื่องคดี เพียงโบกมือต่อมินเสี้ยนหลิ่ง กล่าวถามหยางหลิงว่า “ท่านนี้คือ...”

คุณหนูหม่ารีบกล่าวว่า “ท่านพ่อ ซิ่วไฉท่านนี้เรียกว่าหยางหลิง ข้าพเจ้ากับเกอเกอออกไปซื้อสิ่งของ เถ้าแก่นั้นฮุบไข่มุกข้าพเจ้า ถูกเกอเกอตำหนิดุด่า สร้างความอับอายคลั่งแค้นจนตาย ดีที่คุณชายหยางให้การด้วยคุณธรรม จึงไม่ถูกกำหนดโทษตามคำกล่าวหาของลูกหลานผู้ตาย”

หม่าเจ๋อเฉิงรีบประสานมือกล่าวขอบคุณ มินเสี้ยนหลิ่งใจร้อนวู่วาม อดกล่าวมิได้ว่า “ใต้เท้าหม่า มิใช่ผู้น้องไม่คิดช่วยเหลือท่าน แต่ตระกูลหวังมีคนมาก ทุกคนกล่าวเป็นเสียงเดียว ถึงแม้มีหยางซิ่วไฉเป็นพยานบุคคล แต่เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงชีวิตหนึ่ง ผู้น้องไม่กล้าปล่อยคนตามอำเภอใจ”

หยางหลิงเห็นนายอำเภอท่านนี้ปากไวใจตรงถึงเพียงนี้ ต้องหัวร่ออกมา เห็นว่าตนเองไม่สะดวกกับการรับฟัง จึงประสานมือกล่าวคำอำลา คุณหนูหม่าเฉลียวฉลาดหลักแหลม เห็นมันสั่นศีรษะหัวร่อออกมา คล้ายมีแผนเป็นมั่นเหมาะ จึงเร่งฝีเท้าเดินตามมา กล่าวเสียงเจื้อยแจ้วว่า “คุณชายหยาง ดูจากสีหน้าท่าทีของท่าน ใช่มีวิธีช่วยเหลือเกอเกอเราหรือไม่?”

มินเสี้ยนหลิ่งกับหม่าเจ๋อเฉิงพอฟังล้วนคึกคักอักโข กวาดตามองมา สร้างความแตกตื่นแก่หยางหลิงจนโบกมือโบกมือกล่าวว่า “หามิได้ ข้าพเจ้าเพียงเป็นพยานคนหนึ่ง ไหนเลยกล้าคิดอ่านแทนใต้เท้าเสี้ยนหลิ่ง?”

คุณหนูหม่าไม่ยอมปล่อยปละละเว้น รุกเร้าว่า “เช่นนี้เป็นว่าคุณชายหยางมิใช่ไม่มีวิธีการเพียงติดขัดที่ศักดิ์ฐานะ ไม่สะดวกกับการก้าวล่วงกระมัง?”

หยางหลิงคิดบอกว่าตนเองไม่มีหนทาง ก็สามารถจากไป พอถูกนางกล่าวกระตุ้น ต้องร้องโพล่งว่า “ถูกแล้ว ข้าพเจ้าเพียงอยู่ในฐานะพยาน หากกล่าวชี้นำ ถือว่าก้าวล่วงแล้ว”

คุณหนูหม่าพลันคุกเข่าต่อมัน กล่าวว่า “คุณชายหยาง เกอเกอเราแม้วู่วามไปบ้าง แต่มิใช่คนชั่วร้าย เถ้าแก่ร้านรวงนั้นเห็นทรัพย์สินลืมคุณธรรม เป็นเหตุให้เสียชีวิต กลับต้องให้เกอเกอเราชดใช้ชีวิต ไยมิใช่เกินเลยไป คุณชายหยางเมื่อล่วงรู้ตัวบทกฎหมาย ไหนเลยเห็นการตายดดยไม่ช่วยเหลือ ปราชญ์เมธีบอกว่าผู้คนท่องตำรับตำรา เพียงเพื่อ ‘แบกรับภาระ’ เมื่อเกิดเรื่องราว ขอเพียงไม่ละอายต่อมโนธรรม ไม่คำนึงถึงคราเคราะห์ หากเป็นเรื่องราวไม่ถูกต้อง กลับหาข้ออ้างไม่รักษาความยุติธรรม ถือว่าไม่มีหิริโอตตัปปะ ไม่ทราบคุณชายหยางคิดเห็นอย่างไร?”

หยางหลิงคิดไม่ถึงว่าคุณหนูนางนี้ปากคอร้ายถึงเพียงนี้ รู้สึกอับอายขายหน้าอยู่บ้าง ทางหนึ่งนึกหาวิธีการ ทางหนึ่งประคองนางขึ้นมา ปากกล่าวว่า “คุณหนูหม่ารีบลุกขึ้น ในความเห็นข้าพเจ้า เจ้าของร้านนั้นคงมีโรคที่ไม่แสดงอาการ เกอเกอท่านเพียงผลักดันมัน ต้องไม่ทำร้ายมันถึงแก่ชีวิต แต่คนของตระกูลหวังกล่าวเป็นเสียงเดียวกัน คนก็เสียชีวิตแล้ว ต่อให้ข้าพเจ้ามีความคิดอ่าน ก็ไม่แน่ว่าจะช่วยเหลือเกอเกอท่านได้”

ยุคสมัยนั้นบุรุษสตรีไม่อาจถูกเนื้อต้องตัว ต่อให้ไม่ต้องการรับความเคารพจากนาง คิดประคองนางขึ้นมา ก็ได้แต่ยื่นมือทำท่าประคองในระยะห่างหนึ่งเชียะ หยางหลิงแม้ล่วงรู้กฎเหล่านี้ แต่ยังติดความเคยชินในยุคปัจจุบัน กลับตรงเข้าไปประคองนางขึ้นมา ช้อนแขนอันนุ่มนิ่มของนางไว้ เห็นใบหน้าอันงดงามอยู่ตรงหน้า ทั้งยังสูดได้กลิ่นกายหอมจรุงดุจกล้วยไม้คล้ายชะมดเชียง ยังเข้มข้นกว่าตอนที่นางควบม้าเฉียดผ่านข้างกายไปอีก

คุณหนูหม่าบังเกิดความเอียงอายขึ้นมา หม่าเจ๋อเฉิงก็เห็นว่ามันวู่วามไปบ้าง แต่ตอนนี้คิดช่วยเหลือบุตรชายออกจากคุกสำคัญกว่า ได้แต่แสร้งเป็นมองไม่เห็น สะอึกเข้ามากล่าวว่า “ขอบอกต่อคุณชายหยางตามตรง มินเสี้ยนหลิ่งกับเราล้วนเป็นทหาร ไม่ล่วงรู้ตัวบทกฎหมาย...คุณชายหยางมีความคิดใดลองบอกมา ไม่ว่ามีประโยชน์หรือไม่ เราล้วนน้อมรับบุญคุณของท่านไว้”

เมื่อเป็นเช่นนี้ หยางหลิงเฉกเช่นขี่บนหลังเสือ ต้องกวาดมองมินเสี้ยนหลิ่งแวบหนึ่ง มินเสี้ยนหลิ่งก็โบกมือกล่าวว่า “ใช่แล้ว พวกท่านเหล่านักศึกษามีความคิดอ่าน มีวิธีใดล้วนบอกออกมา เรื่องที่เราปวดเศียรเวียนเกล้าที่สุด เป็นตอนนั่งบัลลังก์ไต่สวนคดี ไม่ทราบยกอ้างเหตุผลอย่างไรดี”

หยางหลิงกล่าวว่า “มีคำกล่าวว่ารู้เขารู้เรา ค่อยรบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง ข้าพเจ้าเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด กลับไม่ต้องบรรยายอีก แต่รูปคดีอยู่ที่หวังเหล่าป่านถูกทุบตีจนตาย หรือว่าตายเพราะโรคชรา ทั้งหมดนี้ต้องดูสภาพร่างกายของมัน จากนั้นค้นหาช่องว่าง ค่อยผลักความรับผิดชอบออกไป ทั้งยังปิดปากพวกมัน จนไม่อาจโต้แย้งได้”

มินเสี้ยนหลิ่งปรบมือโห่ร้องชมเชย หม่าเจ๋อเฉิงก็ถูมือด้วยความยินดี กล่าวว่า “คุณชายหยางยอดเยี่ยมจริงๆ ใต้เท้ามิน เรื่องนี้ต้องรบกวนท่านส่งคนไปทำความเข้าใจให้ดี”

มินเสี้ยนหลิ่งรับคำติดต่อกัน หยางหลิงกลับลอบร้องคำละอายในใจ มันเพียงใช้เคล็ดวิชาลากถ่วงเมื่อตอนชดใช้ผู้ประกันชีวิต ชนชาวโลกล้วนทราบว่า ธุรกิจประกันชีวิตของจีนทำประกันง่ายชดใช้ลำบาก เนื่องเพราะเขียนกฎระเบียบข้อบังคับวกวนจนครจบปริญญาเอกยังกลายเป็นคนไม่รู้จักหนังสือ ทั้งเรียกเอกสารหลักฐานหยุมหยิมจนผู้คนแทบเสียสติ ตอนนี้เพียงแสดงความสามารถเล็กน้อย กลับแลกมาซึ่งสายตาอันชื่นชม สร้างความอิ่มเอมใจแก่หยางหลิงยิ่ง

ขระที่เดินกลับบ้าน ท้องฟ้าปรากฏเกล็ดหิมะปลิวโปรย อากาศกลับอบอุ่นขึ้นมา เพียงแต่เกล็ดหิมะตกใส่ร่าง ให้ความรู้สึกที่เหนียวเหนอะ

หานโย่วเหนียงกลับบ้านมาแล้ว กำลังชะเง้อคอมองดูที่หน้าประตู หยางหลิงพอพบเห็นนางต้องบังเกิดความอบอุ่นใจ ทั้งลอบละอายใจ เช้าวันนี้โย่วเหนียงออกไปทำงาน ตนเองยังบอกว่าจะอยู่บ้านอ่านหนังสือ สุดท้ายถูกนางจับผิดคาหนังคาเขา

มิคาดหานโย่วเหนียงไม่เอ่ยถึงแม้สักคำเดียว ทั้งยังรับมันเข้าประตู ปัดเกล็ดหิมะตามร่างกายมัน กล่าวเสียงนุ่มนวลว่า “เซี่ยงกง ท่านกลับมาแล้ว ข้าพเจ้าหุงข้าวแล้วเสร็จ ยังไม่ทราบจะไปตามหาท่านที่ใด?”

หยางหลิงกล่าวอย่างกระดากว่า “ข้าพเจ้าความจริงคิดอยู่บ้านอ่านหนังสือ แต่แล้ว...นึกออกว่ามีคนรุ่นเดียวกันอยู่ที่นี้ จึงไปเยี่ยมเยียนมัน”

หานโย่วเหนียงเม้มปากหัวร่อกล่าวว่า “เซี่ยงกงเป็นบุรุษ ย่อมต้องคบค้าสมาคม ใช่แล้ว วันนี้โย่วเหนียงไปทำงานที่ร้านเสื้อผ้า เพียงครึ่งเช้าก็ปะชุนชุดยาวสิบตัว ได้ค่าแรงสิบเหรียญ ร้านเสื้อผ้านี้รับงานของแผนกม้าพาหนะที่ทำการเจ๋อเฉิง ที่นั้นมีเจ้าหน้าที่รับส่งเอกสารนับร้อย เสื้อผ้าเสียดสีจนเปื่อยขาด มีงานปะชุนไม่ขาดสาย”

หยางหลิงเห็นนางยิ้มแย้มแจ่มใส ยินดีจนหน้าแดงเปล่งปลั่ง ต้องหยิกแก้มนางคราหนึ่ง สร้างความอับอานแก่หานโย่วเหนียงจนก้มศีรษะลง หยางหลิงพานโอบกอดนางไว้ ลูบคลำผมเผ้านุ่มสลวยของนาง นี่เป็นครั้งแรกที่หานโย่วเหนียงใกล้ชิดสนิทสนมกับมันถึงเพียงนี้ ต้องฟุบหน้ากับหน้าอกมัน ในใจทั้งปีติทั้งเป็นสุข

ชั่วครู่ให้หลัง หานโย่วเหนียงค่อยผลักไสมันออกเบาๆ กล่าวว่า “เซี่ยงกง ข้าวปลาอาหารยังร้อนอยู่ ท่านรีบนั่งลง ข้าพเจ้าจะตักข้าวให้กับท่าน”

ข้าวปลาอาหารแม้จำกัด แต่ยังดีกว่าบนเขา บวกกับเถ้าแก่ร้านค้าน้ำมันยกกากน้ำมันมาให้ผัดผัก ถึงแม้ยังไม่คุ้นชิน แต่หยางหลิงยังรับประทานมากกว่าเดิม

หานโย่วเหนียงเห็นมันเจริญอาหาร จึงเบิกบานใจยิ่งกว่าสิ่งใด หลังอาหารหานโย่วเหนียงเก็บชามตะเกียบออกไป คาดผ้ากันเปื้อนล้างชาม หยางหลิงคิดเข้าไปช่วยเหลือ หานโย่วเหนียงกลับดุว่า “ไหนเลยมีบุรุษทำงานเช่นนี้ เซี่ยงกง ท่านนั่งดูเถอะ”

หยางหลิงลูบจมูก กลับมานั่งที่เก้าอี้ พลันนึกถึงเหตุการณ์ในวันนี้ จึงรื้อหีบหนังสือของตนเอง พบเห็นหนังสือต้าหมิงลวี่ (ประมวลกฎหมายต้าหมิง) เล่มหนาเตอะ จึงล้วงหยิบขึ้นมาพลิกอ่านดู

ขณะพลิกดูข้อบังคับเกี่ยวกับการฟ้องร้อง หานโย่วเหนียงก็ยกน้ำชาร้อนกรุ่นมาถ้วยหนึ่ง หยางหลิงต้องครุ่นคิด ‘บุรุษในสังคมศักดินาช่างเสพสุขนัก ในสัมคมปัจจุบันไหนเลยได้รับการปฏิบัติเช่นนี้?’

ยุคสมัยนั้นร้านค้าทั่วไปไม่กำหนดเวลาทำงานเช่นปัจจุบัน ช่วงพักกลางวันก็ยาวนาน ประมาณสิบสี่นาฬิกาค่อยทำงานต่อ ดังนั้นหยางหลิงจิบน้ำชาดูหนังสือ หานโย่วเหนียงก็นั่งปะชุนเสื้อผ้าบนคั่งที่นอน

หยางหลิงพลิกดูหนังสือกฎหมายอยู่ครู่หนึ่ง กลับไม่พบว่ามีข้อบังคับใดที่เอื้อประโยชน์ต่อหม่าอัง ดูท่ายังคงพึ่งพาเคล็ดวิชาหมัดไท้เก๊ก* ซึ่งตนเองเรียนรู้จากอาชีพขายประกันชีวิตประเสริฐกว่า

* เป็นคำแสลง หมายถึงการประวิงเวลาหาข้ออ้าง

มันเงยหน้าขึ้นระบายลมจากปากคำหนึ่ง พอดีเห็นหานโย่วเหนียงยลชุดยาวขึ้นกับมุมปาก ใช้หัดกัดเส้นด้ายขาด แต่สายตากลับจ้องจับที่ตนเอง พอประสานสบตากับนางก็รีบเบือนสายตาไป

หยางหลิงความจริงตั้งใจว่าจะยึดถือนางเป็นเสี่ยวเม่ยเม่ย (น้องสาวคนเล็ก) คนหนึ่ง พอเห็นเช่นนั้นยังอดวาบหวามใจมิได้ นับตั้งแต่มันเวียนว่ายเกิดใหม่เก้าชาติภพ ยังไม่เคยเกิดความรู้สึกอันซาบซึ้งเช่นนี้ ตนเองมิใช่ต้องการภรรยาที่นุ่มนวลเอาใจ มีจังหวะชีวิตที่แช่มช้าเนิบนาบเช่นนี้หรอกหรือ?

หานโย่วเหนียงก้มหน้าก้มตาปะชุนเสื้อผ้า พบว่าบุรุษของนางมองดูตลอดเวลา อดประหม่ามิได้ ปลายเข็มจึงแทงถูกนิ้วมือตัวเอง ต้องร้องโอยออกมา หยางหลิงรีบวางหนังสือต้าหมิงลวี่ลง รุดไปกุมมือน้อยๆ ของนางไว้ เห็นนิ้วชี้ของนางมีโลหิตไหลซึมออกมาหยดหนึ่ง

หยางหลิงกวาดตามองรอบข้าง ค่อยเข้าใจว่าคนโบราณพอถูกเข็มทิ่มแทงนิ้วมือ จึงใช้ปากดูดโลหิต มิใช่เพราะว่าพวกมันทราบว่าน้ำลายสามารถฆ่าเชื้อ หากแต่ไม่มีสิ่งใดเช็ดคราบเลือดได้ จึงเลียนแบบด้วยการอมนิ้วมือหานโย่วเหนียงไว้ ใช้ปากดูดเบาๆ ปลายลิ้นดูดนิ้วมือนางเอาไว้ หานโย่วเหนียงพลันพลันร่างสั่นสะท้าน ใบหน้าแดงสดใสขึ้นมา

หยางหลิงดุว่า “ดูท่านช่วงเช้าทำงานข้างนอก กลับบ้านมายังไม่พักผ่อน ยังทำอะไรอีก?”

หานโย่วเหนียงหรุบตาลง กล่าวอย่างขวยเขินว่า “ใกล้ปีใหม่แล้ว ท่านยังไม่มีชุดยาวที่ดูได้สักชุด ข้าพเจ้าจึงเร่งตัดเย็บชุดใหม่ให้กับท่าน”

หยางหลิงทอดถอนใจคำหนึ่ง ยิ่งอยู่ร่วมกัน ยิ่งรู้สึกว่าตนเองติดค้างนางมากมาย หญิงสาวอายุสิบห้าปี สมควรอยู่ในวัยศึกษา แต่นางกลับเป็นภรรยาผู้คนแล้ว นี่เป็นผลพวงจากสังคมเก่าอย่างแท้จริง

กฎหมายต้าหมิงกำหนดให้สตรีอายุสิบหกต้องออกเรือน แต่ในระดับชาวบ้านน้อยคนที่ปฏิบัติตาม ความจริงแล้วกฎหมายของต้าหมิงตราไว้อย่างเคร่งครัด มีโทษถึงประหารชีวิตมากมาย แต่ทางการกลับผ่อนผันต่อกฎข้อนี้ แสร้งเป็นลืมตาข้างหลับตาข้าง

หยางหลิงคาดเดาว่าโลหิตหยุดไหลแล้ว จึงคลายนิ้วออก กล่าวว่า “ดีขึ้นแล้ว ยังเจ็บหรือไม่?”

หานโย่วเหนียงตอบว่าไม่เจ็บ หยางหลิงค่อยพบว่าแม้หรุบตาลง มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มน้อยๆ ใบหน้าอันอ่อนเยาว์ฉายแววนุ่มนวล มีแต่สตรีที่เติบโตเต็มสาวจึงแสดงท่าทีเช่นนี้ต่อบุรุษที่นางรัก

ที่นอกบ้านปรากฏเกล็ดหิมะปลิวโปรย แต่หานโย่วเหนียงเกิดความรู้สึกอันหนักแน่นมั่นคงขึ้น พริบตานี้ ความหวาดหวั่นวิตกที่รุมเร้า นางมาครึ่งปีคล้ายหลีกลี้จากนางไปไกลแสนไกล

หยางหลิงก็เหม่อมองนางจนซึมเซา เฝ้ามองกันและกันอยู่ครู่หนึ่ง บรรยากาศที่สงบเป็นสุขพลันถูกเสียวร่ำร้องที่เบื้องนอกทำลายไป ได้ยินสุ้มเสียงบุรุษเสียงหนึ่งดังว่า “หยางหลิงคุณชายหยางพักอยู่ที่นี้หรือไม่?”

หานโย่วเหนียงอุทานดังอา สะท้านตื่นจากความเคลิบเคลิ้ม รีบชักดึงมือกลับไป หยางหลิงก็ยิ้มเล็กน้อย หมุนตัวเดินไปเปิดประตุแง้มออก เห็นเกล้ดหิมะพัดพลิ้วมาตามลม เพียงชั่วระยะเวลากลับมารับประทานอาหารที่เบื้องนอกกลายเป็นขาวโพลน

หยางหลิงเพ่งตามอง เห็นเจ้าหน้าที่กรมเมืองสองนายเลื่อนมือจับดาบยืนอยู่หน้าประตู บนร่างคลุมไว้ด้วยหิมะชั้นหนึ่ง ที่ด้านหลังยังมีหญิงสาวนางหนึ่ง คลุมเสื้อคลุมสีขาวตัวหนึ่ง มือถือร่มกระดาษน้ำมันสีเหลือง เหนือเสื้อคลุมยังใช้ผ้าพันคอที่ทำจากหนังสุนัขจิ้งจอก พันรอบคอไว้ เพียงเผยเห็นวงพักตร์ดุจดอกบัวพ้นน้ำ ท่ามกลางหิมะปลิวโปรยเต็มฟ้า คนคล้ายเทพธิดาลงมาเยือนสู่หล้า

เจ้าหน้าที่กรมเมืองทั้งสองเป็นคนที่คุมตัวหม่าอังไปยังที่ทำการกรมเมือง จึงจดจำหยางหลิงออก พอเห็นเป็นมัน ก็ประสานมือกล่าวว่า “เป็นหยางซิ่วไฉจริงๆ ผู้น้อยได้รับคำสั่งมินเสี้ยนหลิ่ง คุ้มครองส่งคุณหนูหม่ามาพบท่าน”

หยางหลิงรีบเปิดประตูออก เชิญแขกเข้ามา คุณหนูหม่าเผยอยิ้ม เผยเห็นรอยลักยิ้มอีกครา ใช้สองมือกระชับทั้งสองค่อยติดตามก่อน เจ้าหน้าที่กรมเมืองทั้งสองค่อยติดตามเข้าห้อง พร้อมทั้งปิดประตูลง

บ้านเล็กๆ หลังนี้พอชุมนุมด้วยผู้คนห้าคนจึงคับแคบไปถนัดตา คุณหนูหม่ากระตุกสายรัดที่ปลายคาง ถอดเสื้อคลุมสีขาวออก พอกลอกตาตลบหนึ่ง พบเห็นหานโย่วเหนียง จึงยิ้มอย่างอ่อนหวาน กล่าวว่า “แม่นางท่านนี้...พี่หยาง เป็นเม่ยจื่อ (น้องสาว) ของท่านหรือ?”

หานโย่วเหนียงเห็นผู้มาเป็นหญิงงามปานบุปผา ตากลมโตทอแววระแวดระวัง ทั้งเห็นนางยึดถือตัวเองเป็นเม่ยจื่อของฟูจวินก็ยิ่งขุ่นข้องใจ แต่ไม่สะดวกกับการเอ่ยปาก

หยางหลิงยิ้มอย่างกระดาก บอกกล่าวว่า “นางเป็น...ไน่จื่อ (คำเรียกภรรยา)”

ดวงตาหานโย่วเหนียงทอแววกระหยิ่มยิ้มย่อง จากนั้นย่อกายคารวะต่อนาง ปากถามว่า “เซี่ยงกง คุณหนูท่านนี้คือ...”

หยางหลิงรีบกล่าวว่า “คุณหนูหม่าท่านนี้เป็นบุตรีของใต้เท้าหม่าเจ๋อเฉิง นางกับชาต้าเกอ* ทั้งสองมาหาข้าพเจ้ามีเรื่องราวคิดหารือ”

* พี่เจ้าหน้าที่

คุณหนูหม่ารู้สึกเหนือความคาดหมายอยู่บ้าง กล่าวว่า “ที่แท้พี่หยางมีครอบครัวแล้ว หม่าเหลียนเอ๋อขอคารวะฮูหยิน”

หานโย่วเหนียงรีบกล่าวว่า “คุณหนูไม่ต้องเกรงใจ เชิญนั่ง ชาต้าเกอทั้งสองเชิญนั่ง”

ภายในห้องมีเก้าอี้เพียงสองตัว เจ้าหน้าที่กรมเมืองทั้งสองได้แต่นั่งบนคั่งที่นอน หยางหลิงเพิ่งย้ายเข้ามา บวกกับอัตคัดขัดสนตอนดื่มชายังใช้ชามใหญ่ หานโย่วเหนียงจึงขนชามสี่ใบออกมารินน้ำชาต้อนรับแขกเหรื่อ

มินเสี้ยนหลิ่งสั่งคนตรวจสอบเรื่องของเถ้าแก่ร้านดนตรีแล้ว หม่าเจ๋อเฉิงเป็นห่วงบุตรชาย ถึงแม้ได้รับการดูแลจากใต้เท้ามิน แต่เนื่องจากเป็นฤดูหนาว กลัวว่าอยู่ในคุกคุมขังมีความไม่สะดวกอันใด หม่าเหลียนเอ๋อคุณหนูหม่าก็ห่วงใยเกอเกอ จึงร้องขอให้มินเสี้ยนหลิ่งจัดเจ้าหน้าที่กรมเมืองทั้งสองมาที่บ้านตระกูลหยาง

หยางหลิงรับฟังเจ้าหน้าที่กรมเมืองทั้งสองบอกเล่ารายงานการตรวจสอบเที่ยวหนึ่ง จากนั้นใคร่ครวญดูโดยละเอียด เห็นว่าไม่อาจนึกหาช่องโหว่จากกฎหมายต้าหมิงช่วยให้หม่าอังพ้นผิด ได้แต่ใช้เคล็ดวิชา “ลากถ่วง” ของธุรกิจประกันชีวิต เพียงไม่ทราบใช้ได้ผลหรือไม่ จึงบอกความคิดของตนเองออกไป

หม่าเหลียนเอ๋อหันมาทางเจ้าหน้าที่กรมเมืองทั้งสอง เจ้าหน้าที่กรมเมืองผู้หนึ่งเรียกว่าต้าหลี่ มีฟันเหลืองทั่วทั้งปาก พอฟังก็ตบต้นขาฉาดหนึ่ง ชมเชยว่า “วิเศษแท้ นี่เรียกว่าใช้ดาบทื่อแล่เนื้อทีละชิ้น ใต้เท้าเสี่ยนหลิ่งตัดสินคดีอย่างยุติธรรม ตระกูลหวังจับผิดไม่ได้ หากยังคิดค้าคดีความต่อไป สุดท้ายต้องหมดเนื้อหมดตัว”

เจ้าหน้าที่กรมเมืองอีกผู้หนึ่งมีอายุมากกว่า มันก็ยิ้มเล็กน้อยกล่าวว่า “คุณชายหยางอายุยังเยาว์ กลับรู้ตัวบทกฎหมาย ต่อให้เป็นซ่งซือ* ชั้นแนวหน้า ก็นึกแผนนี้ไม่ออก หากดำเนินการตามนี้ เจ้าทุกข์คงชิงถอนฟ้องยุติคดีแน่นอน”

* ทนายความ

หยางหลิงได้รับคำชมจากเจ้าหน้าที่กรมเมืองทั้งสอง ก็คึกคักอักโข พลอยคิดอ่านสมองแล่น กล่าวช้าๆ ว่า “แผนการนี้แม้ลากถ่วงจนตระกูลหวังถอนฟ้องเอง แต่หากตระกูลหวังไม่ยอมกล้ำกลืนโทสะ อาจลากต่อไปสักหกเดือนหนึ่งปี ดังนั้นข้าพเจ้ายังมีอีกแผนหนึ่ง...”

พลางยกมือป้องปาก ยื่นหน้าเข้าไปกระซิบบอกต่อหม่าเหลียนเอ๋อหลายคำ หม่าเหลียนเอ๋อรับฟัง ต้องชม้ายมองมันแวบหนึ่ง กล่าวเสียงอ่อนหวานว่า “สมกับเป็นนักศึกษา เป็นแผนอันประเสริฐจริงๆ”

สายตาของนางครั้งนี้หยาดเยิ้มปานจะหยด หานโย่วเหนียงชมดูจนเกิดความหึงหวงขึ้นมา

หนังสือแนะนำ