ตอนที่ 1 (ต่อหน้า 3)

ผู่อันหลีหันตัวกลับมา ตบไปที่มีดที่บริเวณเอว กล่าวว่า “ฉู่ซิวหง เจ้าอยากได้หน้า ข้าก็ให้ไปแล้ว หากยังจะขัดขวางข้า อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ”

ทันใดนั้น ความโกรธเคืองในใจของข้าก็ปะทุขึ้นดั่งภูเขาไฟระเบิด ข้าชักมีดออกมา กล่าวว่า “ขุนพลผู่ เรื่องอื่นข้ายอมท่านได้ แต่กับนางข้ายอมท่านไม่ได้”

ผู่อันหลีหันมาจ้องข้าแล้วพูดช้าๆว่า “ขุนพลฉู่ ท่านอยากจะประลองกับข้าจริงหรือ?”

ตามกฎของแคว้นจักรพรรดิ การประลองฝีมือขอเพียงยินยอมทั้งสองฝ่าย ก็ไม่ถือว่าผิดกฎ ยามที่บ้านเมืองสงบก็มักจะได้ยินข่าวการเสียชีวิตจากการประลองฝีมือกัน แต่ในค่ายทหารเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก เพราะท่านอู่โหวเกรงว่าการประลองจะส่งผลเสียต่อวินัยทหาร จึงมีคำสั่งว่า หากมีผู้ใดประลองกัน ไม่ว่าเพราะสาเหตุใด ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บรวมถึงลูกน้องจะต้องถูกลดยศหนึ่งขั้น การลงโทษเช่นนี้แม้จะไร้ความปราณี แต่กลับทำให้คนได้คิดทบทวนก่อนทำการประลอง เพราะว่าหากคนๆหนึ่งคิดจะประลอง ผลเสียที่ตามมานั้นไม่ใช่แค่ชื่อเสียงและตำแหน่งของตัวเองเท่านั้น

ข้าวู่วามไปชั่วขณะ ถึงกับชักดาบออกมา ซึ่งนั่นหมายถึงการท้าประลองกัน แต่ถ้าให้ข้าเก็บดาบตอนนี้ ข้าคงทำไม่ได้ ข้าจึงกล่าวขึ้นมาว่า “ท่านขุนพลผู่ ข้าไม่อยากมีเรื่องกับท่าน หวังแค่ท่านไว้หน้าข้าด้วย”

เขาแสยะยิ้มแล้วกล่าวว่า “ข้าก็ให้ท่านไปแล้ว หากข้าไม่ประลองกับท่านในตอนนี้ ลูกน้องข้าจะหาว่าข้ากลัวท่าน แล้วข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน พี่น้องทั้งหลาย จัดเตรียมสถานที่ เอาชุดเกราะให้ท่านขุนพลฉู่หน่อย ดูสิ ช่างคล้ายบัณฑิตกระจอกงอกง่อยเสียจริง”

พวกลูกน้องของผู่อันหลี่หัวเราะขึ้นมา มีทหารนายหนึ่งถอนชุดเกราะบนตัวออกมาแล้วยื่นให้ข้า ข้ารู้สึกตกใจเล็กน้อย กล่าวว่า “ท่านขุนพลผู่ ท่านจะประลองกับข้าให้ได้เชียวหรือ?”

ผู่อันหลี่กล่าวว่า “ไม่ใช่ข้าที่อยากจะประลองกับท่าน ท่านต่างหากที่อยากประลองกับข้า อย่ามัวเสียเวลาเลย รีบใส่ชุดเกราะเถอะ”

ลูกน้องของผู่อันหลี่กระจายออกไปสองข้าง ตรงกลางมีพื้นที่โล่ง แต่นางถูกทหารสองนายจับตัวไว้แน่นยืนอยู่ข้างกำแพงบนหัวเมือง มองมาที่เราสองคน สองมือของข้ากุมดาบไว้พูดน้ำเสียงเชิงขอร้องว่า “ท่านขุนพลผู่…”

เขาสวนกลับมาว่า “อย่าลีลาให้มันมากนัก หากท่านยังไม่ใส่ชุดเกราะอีก ข้าก็จะลงมือแล้วนะ”

ข้ารู้ดีว่าสถานการณ์ในตอนนี้เสมือนดั่งลูกธนูที่พร้อมจะพุ่งออกจากเกาทัณฑ์ เกินจะเยียวยาได้ ข้าวางมีดลงกับพื้นแล้วค่อยๆสวมชุดเกราะ

ร่างกายของเขาและข้าห่างกันไม่มาก เพียงแต่ข้าผอมกว่าเล็กน้อย แต่ชุดเกราะนี้รู้สึกว่ามันคับไป รอจนข้ารัดเชือกชุดเกราะเสร็จ ข้าก็กล่าวขึ้นมาว่า “ท่านขุนพลผู่ ต้องขออภัยด้วย”

ในโรงเรียนทหาร วิชาศิลปะการต่อสู้แบ่งออกเป็นสามประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ ตำราพิชัยสงคราม การใช้อาวุธยุทโธปกรณ์และวิชาหมัดมวย อาวุธยุทโธปกรณ์ หลักๆมีสองประเภท คือการใช้หอกบนหลังม้ากับการใช้ดาบบนพื้นดิน การประลองก็แบ่งเป็นบนหลังม้ากับบนพื้นดิน ฝีมือบนหลังม้าของข้านั้นไม่ได้แกร่งมาก อยู่ในโรงเรียนทหารห้าปี ทุกๆปีจะมีการทดสอบประจำปี ในบรรดาเพื่อนทหารร่วมรุ่น เพลงหอกของข้าอยู่ประมาณอันดับที่ยี่สิบมาตลอด แต่เพลงดาบเคยได้อันดับสองถึงสองสมัย ส่วนผู่อันหลีนั้นตรงข้ามกับข้าพอดี เพลงหอกของเขาอยู่ที่สิบอันดับแรก แต่เพลงดาบกลับไม่อยู่ในสิบอันดับแรก ตอนอยู่ในโรงเรียนทหาร ข้าก็เคยประลองเพลงดาบกับเขามาแล้วถึงสามครั้ง เขาไม่เคยชนะข้า เพลงดาบของเขานั้นใช้แต่กำลัง แม้ว่ากระบวนท่าจะไวแต่ขาดความคล่องตัว เขาไม่เลือกวิธีการประลองที่เขาถนัด มีจุดประสงค์อะไรกันแน่

ข้าก็ไม่อยากคิดอะไรมากในตอนนี้ ผู่อันหลีตะโกนเสียงลั่นพร้อมกับกระโจนเข้ามาหาข้า ข้าเล็งไปที่ดาบในมือของเขา รอให้เขาวิ่งเข้ามาแล้วใช้ดาบตัวเองต้านทานไว้

เสียงดังเคร้งคมของดาบปะทะกันจนเกิดสะเก็ดไฟขึ้นมา ถึงแม้ว่าดาบของเขาจะไม่ได้เยี่ยมเท่าดาบไป่ปี้ แต่ก็ต้านดาบของข้าได้เช่นกัน ข้าเพียงรู้สึกชาที่แขนและสะเทือนไปทั้งร่างกาย

พละกำลังของเขามีมากขนาดนี้เชียว

ข้าเริ่มรู้สึกกังวลเล็กน้อย ถึงแม้ว่าข้าจะรู้ว่าผู่อันหลีเป็นคนที่มีพละกำลังเหนือใครในค่ายทหาร ทีแรกก็คิดว่าน่าจะเอาอยู่ แต่นึกไม่ถึงว่าพละกำลังของเขากลับมีมากขนาดนี้ หรือว่าไปฝึกพลังเหล่านี้จากการฆ่าคน แม้ว่าข้าจะฝึกวิชาอยู่เป็นประจำ แต่หากเทียบกับเขาแล้วก็สามารถเห็นถึงความแตกต่าง

เขาใช้กำลังกดดาบลงมาที่ตัวข้า ข้ากระโดดถอยออกไป ถอยออกไปถึงสามสี่ก้าว ในใจเกิดความกังวลขึ้นมา

เขาหัวเราะ ฮ่าๆ แล้วเดินเข้ามาหาข้า ท่าเดินของเขาดั่งคลื่นพายุที่พร้อมจะถล่มเข้าใส่ข้า ข้าวิตกจนหายใจไม่ทั่วท้อง

เขาต้องมีจุดอ่อนแน่ๆ

ข้าพยายามหาจุดอ่อนในตัวเขา หากข้าแพ้ในวันนี้ นอกจากต้องสูญเสียตำแหน่งของข้าแล้ว พวกฉีเลี่ยก็ต้องถูกลดยศไปพร้อมกับข้า ฉะนั้นข้าจึงแพ้ไม่ได้ ต้องสู้เพื่อพี่น้องทั้งแปดสิบกว่าชีวิตของข้า

ผู่อันหลี่กำลังเดินเข้ามา ข้ากัดฟันแน่ รีบพุ่งเข้าหา ไม่รอให้เขาตั้งตัวได้

เมื่อกี้เขาเป็นฝ่ายจู่โจมก่อน ตอนนี้ถึงทีข้าล่ะ

ข้าวิ่งเข้าถึงตัวเขาอย่างรวดเร็ว เขาเหมือนไม่ได้ระวังตัวแต่อย่างใด ไม่ขยับเขยื้อน ดาบของข้าจะฟันเข้าที่อกเขาอยู่แล้ว แต่กลับมืออ่อน ทันใดนั้นเขาก็ใช้ดาบต้านดาบข้า เมื่อดาบกระทบดาบกัน เขาพยายามใช้ตัวดันดาบให้มาประชิดตัวข้า ข้ารู้สึกมีพลังมหาศาลกำลังพุ่งเข้ามาที่ตัวข้า ดาบข้าแทบจะหลุดออกจากมืออยู่แล้ว เขาไม่รอให้ข้าได้เปลี่ยนท่า พลิกดาบของข้าแล้วไล่ตามคมดาบลงมา

หากข้าไม่ทิ้งดาบไป นิ้วของข้าคงเสร็จแน่

ข้ากัดฟันสู้ ใช้ความคล่องตัวของมือ มือขวานั้นปล่อยดาบไปแล้วชักออกมาทันที ดาบของเขากำลังกดลงมาหาตัวข้า บริเวณอกของเขาเกิดช่องว่างขึ้นมาทันที มือขวาข้านั้นกำหมัดแน่แล้วต่อยเข้าไปเต็มกำลัง

หมัดนี้ถือว่าไม่เสียแรง ดาบของเขานั้นกำลังฟันลงมาหาข้า ถ้าข้าออกหมัดช้ากว่านี้คงไม่โดนตัวเขาแน่ ความเร็วของเขานั้นย่อมสู้ข้าไม่ได้ หมัดนี้ถึงแม้ว่าจะไม่ได้หนักมาก แต่บนตัวเขามีเพียงชุดเกราะเท่านั้น เสียงดัง “ตุบ” หมัดนี้ต่อยโดนหน้าอกเต็มๆ เขาโซเซจนถอยไปด้านหลัง ดาบของเขาสะบัดไปบริเวณหน้าอกหมายจะฟันแขนของข้า ข้าดึงมือกลับมาแล้วรีบยื่นออกไปรับดาบไป่ปี้ของข้าซึ่งดาบนั้นร่วงลงไปเพียงฝ่ามือเดียว

หมัดนี้ไวมากจริงๆ คิดว่านอกจากผู่อันหลี่แล้ว คนรอบข้างน่าจะมองไม่ทัน ลูกน้องของเขาได้แต่เปล่งเสียงออกมาพร้อมกันว่า “เสียดาย” บางทีพวกเขาอาจจะคิดว่าผู่อันหลีฟันพลาดไป ข้าจึงรอดตัวมาได้ แน่นอนว่าพวกเขาย่อมไม่ได้หมายถึง “เสียดาย” ที่ข้าไม่ได้ต่อยผู่อันหลีจนร่วงลงไป

ไม่ทันสิ้นเสียงของพวกเขา มือขวาของข้าก็ดึงดาบไป่ปี้คืนมาแล้วใช้ปลายดาบแทงไปที่หน้าอกของเขา เขาร้องด้วยความตกใจ ถอยหลังไปหนึ่งก้าว เสียงของเขานั้นสะเทือนไปถึงแก้วหูข้า แต่ดาบของข้ายังคงมุ่งเข้าใส่

ผู่อันหลีคงนึกไม่ถึงว่าดาบของข้าจะเหมือนเงาตามตัว สีหน้าถึงกลับถอดสี เขาได้ถอยไปด้านหลังอีก ดาบในมือก็สะบัดไปมั่วเพื่อสกัดการจู่โจมของข้า จังหวะนั้นข้าได้ละมือขวาออกจากด้ามจับแล้วกำหมัดต่อยเขาที่หน้าอกของเขาอีกครั้ง

หมัดนี้ซ้ำลงไปที่เดิมพอดิบพอดี เขาไม่สามารถทำเป็นทองไม่รู้ร้อนได้อีกต่อไป ความเร็วในการเปลี่ยนกระบวนท่าของเขาสามารถต้านทานข้าได้อยู่หมัด บัดนี้ข้าชักมือขวากลับมากุมที่ด้ามจับ และเล็งไปที่ยอดอก เกิดเสียงดัง เคร้งดาบของเขาดันลงมาที่ดาบของข้า

ลูกน้องของเขายืนเชียร์อยู่ข้างๆว่า “เยี่ยมไปเลย” ข้าไม่รอให้เขาหลงดีใจหรือสิ้นเสียงเชียร์ มือขวาละด้ามจับอีกครั้งแล้วต่อยเข้าที่อกเขาดัง “ตุบ” ทั้งสามหมัดเข้าที่ตำแหน่งเดียวกันพอดี

เจอหมัดนี้เข้าไป เขาถึงกับทรุดตัวลง แม้พลังของข้าจะสู้เขาไม่ได้ แต่เขาก็เป็นมนุษย์ทั่วไป โดนไปสามหมัดในเวลาอันสั้นถึงกับต้องถอยตัวออกไป ข้าก็ยืนมือขวาไปชักดาบกลับมา เสียงเชียร์ของลูกน้องทั้งหลายเงียบลงทันที

ข้าใช้มือทั้งสองกุมดาบอยู่เหนืออกตัวเอง กล่าวว่า “ท่านขุนพลผู่ฝีมือล้ำเลิศจริงๆ พวกเราไม่มีใครแพ้ชนะ พอกันแค่นี้เถอะ แต่ข้ายังจะขอให้ท่านขุนพลช่วยยกหญิงสาวคนนี้ให้กับข้าด้วย”

สีหน้าของผู่อันหลี่ไม่สู้ดีนัก แต่ยังไม่วายหน้าด้านเลียนคำพูดข้าที่ว่าไม่มีใครแพ้ชนะ แต่ถ้าหากเขายอมรับความพ่ายแพ้ในครั้งนี้ แล้วข้าไปรายงานต่อท่านอู่โหว รับรองว่าเขาจะต้องได้รับโทษหนักแน่ๆ ผ่านไปชั่วครู่ เขาจึงกล่าวขึ้นมาว่า “ฝีมือท่านขุนพลฉู่ก็เยี่ยมไม่แพ้กัน เฮ้ย พวกเรา หญิงคนนี้ยกให้ท่านขุนพลก็แล้วกัน”

ข้าหันหน้าไปที่นาง เมื่อครู่นางมองพวกเราตลอดเวลา ตอนนี้ทหารสองนายนั้นจากไปแล้ว นางพิงกำแพงไว้ไม่ขยับตัว เวลานี้เป็นช่วงพลบค่ำ แสงแดดอ่อนๆ สาดส่องมาที่ตัวนาง หน้าตาของนางนั้นสวยสะดุดใจคน มิน่าเล่า ฉีเลี่ยถึงส่งนางมาให้ข้า ใจข้าอดไม่ได้ที่จะหวั่นไหว ข้าเก็บดาบเข้าฝัก เดินไปหานางพร้อมยื่นมือออกไปพูดว่า “มา ไปกับข้า”

นางกล่าวออกมาอย่างกับเห็นผีว่า “อย่ามาแตะต้องตัวข้า”

ข้าตะลึงไปชั่วขณะ ดูเหมือนว่าหญิงสาวจะหยิ่งศักดิ์ศรีในตัวเอง ข้ากล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “ไม่ต้องกลัวหรอก ตอนนี้เจ้าเป็นคนของข้าแล้ว”

มือทั้งสองของนางจับที่ขอบกำแพงแล้วดันตัวเองขึ้นไปนั่ง นางสวมชุดคลุมยาวของทหารจักรพรรดิ ทำให้นางดูสะดุดตายิ่งขึ้น ข้ากำลังคิดอยู่ว่าจะปลอบใจนาง นางกลับลุกขึ้นยืนบนขอบกำแพงแล้วเปล่งเสียงดังออกมาว่า “ไม่ ข้าไม่ใช่ของเจ้า ข้าต้องเป็นอิสระ”

นางตะโกนออกไป ตัวก็กระโดดไปข้างหน้า เหมือนนกที่กำลังถลาบิน ข้ากล่าวด้วยความตกใจว่า “อย่าทำเรื่องโง่ๆนะ” นางกระโดดออกไปแล้ว จะจับตัวนางทันได้อย่างไร

ท่ามกลางเสียงตกใจของผู้คน นางเสมือนนกที่โดนหักปีกตัวหนึ่ง หล่นจากบนกำแพงเมืองสูงประมาณสิบกว่าตึ๋ง(ราว 30 – 40 เมตร) บนเรือนร่างนางยังคงเต็มไปด้วยแสงของตะวันยามสายัณห์

หนังสือแนะนำ