ตอนที่ 1 (ต่อหน้า 2)

มีทหารมาเบียดข้างหลังข้ามากขึ้น พวกทหารพันธมิตรอาจจะรู้ว่ายังไงก็หนีไม่รอด ที่หัวหน้าคนนั้นตะโกนออกมา แค่ทำให้ทหารจักรพรรดิล้อมเป็นวงกว้างขึ้น แต่ว่า เพียงแค่พวกศัตรูขยับดาบเพียงเล็กน้อยก็สามารถสังหารทหารที่อยู่ในหลุมได้ ดังนั้นทหารจักรพรรดิจึงไม่กล้าวู่วาม

ขณะนี้ มีคนที่อยู่ข้างหลังตะโกนออกมาว่า “ท่านอู่โหวอยู่นี่แล้ว รีบถอยออกไปด่วน”

เป็นเสียงของหนึ่งในองครักษ์ติดตามของท่านอู่โหว ท่านอู่โหวมาแล้ว ทุกคนรีบให้ทาง ข้าก็ถอยออกข้างไป เห็นท่านอู่โหวขี่ม้าอยู่ไม่ไกลกันนัก

ท่านอู่โหวมองดูรอบๆ สีหน้าเคร่งขรึม กล่าวว่า “ลงมือสิ ในมือพวกเจ้าไม่มีดาบหรืออย่างไร?”

มีคนหนึ่งกล่าวขึ้นมาว่า “เรียนท่านอู่โหว พวกเขาจับพี่น้องเราไว้หลายคน”

ท่านอู่โหวมองที่คนพูดแล้วสั่งการว่า “เป็นตายแล้วแต่ฟ้าลิขิต ยิงธนูได้”

ในกองทัพ คำสั่งของท่านถือว่าเด็ดขาด เดิมทีทหารที่อยู่รอบๆ ล้อมเข้ามา บางคนอยู่ในตัวบ้าน บางคนอยู่บนกำแพง ได้ยินหัวหน้าคนนั้นกล่าวขึ้นว่า “พวกเจ้า…”

เขายังไม่ทันได้พูดจบ ก็เกิดเสียงร้องอันน่าเวทนา

รอจนลานบ้านเงียบสงบลง ท่านอู่โหวมองไปยังซากศพที่กองอยู่กลางลานบ้าน กล่าวว่า “พี่น้องที่ถูกจับเป็นอย่างไรบ้าง?”

มีคนแบกศพที่ชุ่มไปด้วยเลือด เดินมาแล้วตอบว่า “เรียนท่านอู่โหว เหล่าพี่น้องที่ถูกจับทั้งหมดห้านาย ตายไปแล้วสี่นาย อีกหนึ่งนายยังมีลมหายใจอยู่”

“พาคนเจ็บไปที่ค่ายเพื่อรักษา คนตายให้บันทึกไว้ว่ารบตาย”

ท่านอู่โหวกล่าวจบก็ควบม้าจากไปอย่างรวดเร็ว องครักษ์ติดตามของเขาก็ตามไปด้วย

ข้ายืนอยู่ในฝูงคน ท่านอู่โหวอาจจะไม่ได้สังเกตเห็นข้า ข้าเหลียวมองภาพด้านหลังของท่านจนหายลับไป สิ่งเหล่านั้นทำให้ข้ารู้สึกเย็นจับใจ

ในลานบ้าน ซากศพกองกันระเนระนาด แต่ละศพมีลูกธนูปักอยู่เจ็ดแปดสิบดอก หากทหารพันธมิตรเหล่านั้นรบตายในสนามรบ พวกเขาอาจจะไม่โดนลูกธนูเยอะขนาดนี้ก็ได้

เป็นครั้งแรกที่ข้ารู้สึกว่าการได้เป็นเยี่ยงท่านอู่โหวไม่ใช่ความใฝ่ฝันของข้า

การฆ่าล้างเมืองต้องดำเนินต่อไปอีกหลายวัน ในหลายวันนี้ กองทัพจักรพรรดิที่อยู่ในเมืองเกาจิ้วสามารถทำตามใจชอบได้ การทำตามใจชอบนั้นจะหมายถึงอะไรได้อีก คงไม่ต้องให้บรรยายออกมา ในทุกๆแห่งเต็มไปด้วยไฟสงคราม เลือดไหลดั่งสายน้ำ มากพอที่จะทำให้เศษซากไม้ชิ้นเล็กลอยขึ้นมาได้

ทำไมคนเราถึงอยากจะทำลายล้างมากกว่าที่จะสร้างสิ่งใหม่ๆขึ้นมา

ฟ้ามืดแล้ว แต่ว่าความปรารถนาที่จะเข่นฆ่ายังไม่ลดหย่อนลง มีเมฆดำมาปกคลุมเมืองนี้ มองไปไกลๆ เหมือนมีมังกรดำปรากฏขึ้นที่หัวเมือง

ข้าล้มตัวนอนอยู่ในห้องเล็กๆห้องหนึ่ง เจ้าของห้องเดิมต้องเป็นชนชั้นปัญญาชนแน่ๆ เพราะในห้องนี้ ข้าพบหนังสือที่ตกทอดมาตั้งแต่สมัยโบราณ หนังสือเหล่านี้ต้องใช้วัสดุพิเศษที่ทั้งแข็งแกร่งและเหนียวแน่นในการสร้างเป็นเล่มขึ้นมา ตามการบันทึกของบรรพบุรุษได้กล่าวไว้ว่า ในยุคดึกดำบรรพ์ บรรพบุรุษของพวกเราเป็นครึ่งมนุษย์ครึ่งเทพ สามารถใช้อุปกรณ์ช่วยเพื่อบินบนท้องฟ้าและวิ่งบนพื้นได้เร็วกว่าม้าเสียอีก ต่อมาถูกสวรรค์ลงโทษ ทุกคนแทบจะฆ่ากันในภัยพิบัติครั้งนั้นจนหมดสิ้น คนที่เหลืออยู่ก็จำวิชาเหล่านั้นของบรรพบุรุษไม่ได้ หลังผ่านการแพร่ขยายของมนุษย์เป็นเวลากว่าสองพันปี จึงกลายเป็นโลกที่เห็นอยู่ ณ ทุกวันนี้

ตำนานนี้ถูกยืนยันด้วยหนังสือเหล่านั้น บรรดานายช่างใหญ่ของแคว้นจักรพรรดิ ต่อให้พวกเขาอ่านตัวอักษรที่ปรากฏบนหนังสือออกมาได้ แต่กลับไม่สามารถไขปริศนาที่ซ่อนอยู่ในตัวเล่ม บางที ปริศนานี้คงต้องผ่านอีกหลายสิบปีจึงจะมีคนไขออกมาได้

ข้าหยิบจับหนังสือดู หนังสือสองเล่มนี้น่าจะมีประวัติความเป็นมากว่าสองพันปี จับดูแล้วยังคงลื่นมือดีนัก เพียงแต่เนื้อหาในหนังสือไม่น่าสนใจ ก็แค่บรรยายถึงคนๆหนึ่งที่ผ่านเรื่องราวมามามาย ข้ามองแค่ผ่านๆ ก็เจอคำศัพท์ที่ยากจะทำความเข้าใจอยู่มากมาย

เมื่อปิดหนังสือแล้วก็อดคิดไม่ได้ พวกเรามัวแต่ฆ่าฟันกันจนลืมเรื่องราวที่มีคุณค่าไปมากมายนัก

ในตอนนี้ หน้าประตูเกิดเสียงดังอึกทึกครึกโครม ข้าขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ข้าไม่ชอบพักอยู่ในบริเวณที่มีศพอยู่ล้อมรอบ ด้วยเหตุนี้ รอบๆบริเวณที่ข้าอาศัยอยู่จึงถูกรื้อถอนจนเป็นที่โล่งเกือบหมด ใครกันจะมาที่นี้ได้

มีคนพยายามเคาะประตูอย่างสุดชีวิต

ข้าถือดาบไป่ปี้ที่ท่านอู่โหวมอบให้ เดินไปหน้าประตู หัวหน้าพลาธิการรู้ว่าข้าพักอยู่ที่นี้ แต่ตอนนี้เขาน่าจะยุ่งจนปลีกตัวไปไหนไม่ได้ ไม่น่าจะใช่เขา

ข้าตะโกนถามว่า “นั่นใคร?”

นอกประตูเป็นเสียงของฉีเลี่ย “ท่านขุนพลขอรับ ข้าเอง”

ข้าเปิดประตูออก ฉีเลี่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงดีใจว่า “ท่านขุนพล พวกเราเอาสิ่งนี้มาฝากท่าน”

ข้าขมวดคิ้วเล็กน้อย อันที่จริงข้าไม่ได้ชอบของรางวัลที่ติดคาวเลือดพวกนั้น จำได้ว่ามีครั้งหนึ่ง ข้าเห็นทหารจักรพรรดิยื้อแย่งกำไรทองบนข้อมือของหญิงสาว เพราะถอดออกมายากเลยใช้มีดฟันไปที่แขนข้างนั้น มันทำให้ข้ามักจะฝันถึงแขนเปื้อนเลือดข้างนั้นอยู่เสมอ

“พวกเจ้าเอาไปแบ่งกันเถอะ”

ฉีเลี่ยมองไปที่พวกพ้อง หัวเราะพลางกล่าวว่า “ของแบบนี้แบ่งกันไม่ได้ขอรับ พวกเจ้า ขนมาให้ท่านขุนพลหน่อย”

ทหารสองนายไม่พูดพร่ำทำเพลง แบกกระสอบใบหนึ่งเข้ามาวางไว้บนเตียงอย่างระมัดระวัง ข้าตกใจมาก ถึงแม้ว่าข้างนอกตัวกระสอบจะดูสะอาดสะอ้าน แต่ไม่แน่ว่าในกระสอบนั้นอาจเป็นจำพวกเงินทองที่เปื้อนเลือดอยู่ก็เป็นได้

ข้ารีบกล่าวขึ้นมาว่า “พวกเจ้ารู้ได้อย่างไร

ว่าข้าอยู่ที่นี้”

ฉีเลี่ยขยี้ตาแล้วตอบว่า “ท่านเต๋อหยางเป็นคนบอกขอรับ”

ท่านเต๋อหยางก็คือหัวหน้าพลาธิการ บางทีอาจเป็นเพราะว่าพวกนี้ติดสินบนเขา แต่ข้าไม่ได้พูดออกมา ก็เห็นพวกเขารีบออกไปอย่างมีเลศนัย ตอนที่ฉีเลี่ยออกไปยังปิดประตูให้ด้วย

ข้ากลับเข้ามาในห้อง อยากใช้ให้คนอื่นเอากระสอบนี้ไปทิ้งเสีย กำลังคิดจะลากลงมาจากเตียง กลับสังเกตเห็นว่าที่ปากถุงขยับเองได้

ข้างในนั้นเป็นคนนี่เอง

ทันใดนั้นข้าก็รู้ความหมายของฉีเลี่ยแล้ว ข้างในกระสอบเป็นคน ถ้าเป็นเช่นนั้น ต้องเป็นหญิงงามที่พวกนั้นเจอมาแน่นอน มิน่าล่ะถึงบอกว่าแบ่งไม่ได้

นางเหมือนเป็นเหยื่อที่สัตว์ร้ายจองตะปบ หวาดกลัวสุดขีด ข้ายิ้มออกมาแล้วคิดจะปลอบนางเสียหน่อย แต่นางกลับหนีข้าสุดชีวิต

“ไม่ต้องกลัว”

พอพูดคำนี้ออกมา ข้าก็อยากจะต่อว่าตัวเองเหลือเกิน พูดเหมือนตาแก่บ้ากามไปเสียได้ นางจ้องมองข้า นัยน์ตาเต็มไปด้วยความโกรธแค้น

ข้ายื่นมือไปเพื่อแก้มัดให้นาง นางขดตัวลงเพื่อหลบข้า ข้ายิ้มแบบเขินอายเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “ข้าไม่มีเจตนาร้าย เจ้าไปเถอะ”

นางมองข้า นัยน์ตายังเต็มไปด้วยความระแวงและความเคียดแค้น ข้าจนปัญญา ชักดาบขึ้นมา กล่าวว่า “ยื่นมือออกมา”

นางอาจจะคิดว่าข้าต้องการตัดแขนนาง จึง

ยื่นออกมาแบบไม่ลังเล ข้าฟันลงไปหนึ่งที ตัดเชือกที่มัดข้อมือนางขาดสะบั้นลง แต่ไม่ระคายผิวนางแม้แต่น้อย แล้วกล่าวว่า “เจ้าไปซะ”

นางคงคิดว่าตัวเองฟังผิดไป จึงถามกลับว่า “ให้ข้าไปหรือ?”

ข้าเก็บดาบเขาฝักแล้วกล่าวว่า “เจ้าน่าจะเข้าใจในคำพูดของข้า”

นางตกใจเล็กน้อย เปิดประตูออกแล้วกล่าวว่า “ข้าจะไปจริงๆ แล้วนะ”

ข้าหยิบชุดคลุมยาวที่ข้างเตียงแล้วโยนไปให้นาง นั่นคือชุดทั่วไปของทหารจักรพรรดิ หากนางออกไปในสภาพนี้ แค่ก้าวเท้าออกไป เกรงว่าจะต้องถูกทหารจับตัวไปแน่

นางรับชุดคลุมไว้ มองข้าด้วยความประหลาดใจ ข้าหันหัวกลับแล้วกล่าวว่า “เจ้าไม่อยากไปแล้วใช่ไหม?”

นางเอาชุดคลุมคลุมบนร่างของตัวเอง จัดแต่งให้เรียบร้อย กลับเหมือนทหารทั่วไปของกองทัพจักรพรรดิ มองดูนางเดินออกไป ไม่รู้เป็นเพราะอะไร ข้ากลับไม่รู้สึกอาลัยอาวรณ์นางเลยสักนิด

ในสนามรบ การเมตตาศัตรูเท่ากับรนหาที่ตาย แต่หลังสิ้นสุดสงครามแล้ว ไม่ควรเหลือเมตตาจิตแม้แต่น้อยอย่างนั้นหรือ? ข้าปลดดาบเหน็บเอวที่ท่านอู่โหวให้ข้า ถือเล่นอย่างระมัดระวัง บนฝักดาบมีอักษรสองตัวที่ปักด้วยไหมทอง อ่านว่าไป่ปี้ และตอนนี้เอง ข้าถึงรู้ว่าข้างล่างนั้นยังมีอักษรอีกแปดตัว มีความหมายว่า ดาบตัดได้ทุกสิ่งเว้นตัดใจ ซึ่งปักด้วยไหมทองเส้นเล็กมาก หากไม่สังเกตก็จะมองไม่เห็น

คำพูดนั้นดูเหมือนจะเข้าใจง่าย แต่ข้ากลับไม่รู้ว่ามีความหมายอะไรแฝงอยู่ เมื่อก่อนอาจารย์ที่ค่ายทหารบอกพวกเราว่า การเป็นแม่ทัพ หากเพียบพร้อมด้วยบุ๋นและบู๊ถือเป็นยอดขุนพล เก่งบุ๋น บู๊ย่อมอ่อน เก่งบู๊ บุ๋นย่อมอ่อน ถึงแม้ข้าจะชอบการตีรันฟันแทง แต่เหมือนกับว่ายังมีจุดอ่อนอยู่บ้าง อย่างที่ปล่อยนางไป นั่นคือจุดอ่อน

ข้าถอนหายใจยาวแล้วเดินออกจากประตูไป ปิดประตูบ้าน มองป้ายขุนพลฉู่ที่ท่านเต๋อหยางติดให้ตรงหน้าประตูบ้าน ไม่รู้ว่าเป็นอะไร ในใจกลับรู้สึกเย็นวูบ

บ้านของข้านั้นถึงแม้จะอยู่นอกตัวเมือง แต่ไม่เกินร้อยก้าวก็เป็นค่ายทหาร ตอนนี้อยู่ในช่วงฆ่าล้างเมือง ทุกๆที่ล้วนมีกลิ่นคาวเลือดกับกลิ่นไฟไหม้ ค่ายทหารในแถบนี้ถือว่าสะอาด แต่กลิ่นคาวเลือดยังคงแรงมาก ทำให้คนอยากจะอาเจียน ข้าเดินไปบนกองเศษอิฐเศษกระเบื้อง บางทียังเจอแขนขาดที่ปะปนอยู่กับเศษกระเบื้อง

ข้าถือมือเดินผ่านค่ายทหาร ทหารเกินครึ่งออกไปฆ่าล้างเมืองแล้ว เมืองเกาจิ้วที่ดำรงมากว่าสองร้อยปี มีประชากรสามแสนคน เสียชีวิตไประหว่างสงครามก็ไม่น้อย ผู้ลี้ภัยที่หนีมาเมืองเกาจิ้วก็มีประมาณห้าหกแสนคน ตอนนี้ในเมืองมีทั้งหมดประมาณแปดแสนคน จะฆ่าล้างเมืองแห่งนี้ อย่างน้อยต้องใช้เวลาห้าหกวัน สำหรับกองทัพจักรพรรดิที่ผ่านสนามรบมานาน ฆ่าคนจนชิน ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องยาก

ตอนนี้ภายในค่ายทหารว่างเปล่า เหมือนค่ายร้าง ตอนไปฆ่าล้างเมือง นอกจากกรมพลาธิการที่ต้องมาประจำการข้างนอก ใช้ทหารจำนวนน้อยในการสลับหมุนเวียนกัน รวมถึงทหารประจำการที่เฝ้าประตูเมืองทั้งสี่ทิศ ก็หมุนเวียนเช่นกัน ไม่ได้ทำไปเพื่อสิ่งอื่นใด เพียงเพื่อต้องการให้ทุกคนได้เสพสุขจากการปล้นฆ่าข่มขืนและเผาทำลาย

แต่ว่า ตั้งแต่วันแรกที่ข้าสมัครเป็นทหาร ข้าก็เกลียดชังการเข่นฆ่าเช่นนี้

กำลังคิดอยู่ ทันใดนั้นมีลมแรงพัดมาทางด้านหลังของข้า ข้าตกใจมาก หรือจะเป็นทหารที่หลงเหลือของพันธมิตร

ข้าไม่ได้หันไปมอง ความเยือกเย็นของอาวุธแม้มีเสื้อผ้ากั้นอยู่ก็ยังรู้สึกได้ ฟังเสียงลมแล้ว เป็นเสียงของหอกยาว หากข้าหันไป เกรงว่าจะโดนหอกนี้แทงเข้าพอดี ข้าเอนตัวไปข้างหน้า แล้วล้มตัวลงไป หอกนั้นเฉี่ยวหลังข้าไป

ฝ่ายตรงข้ามแทงพลาด จึงชักหอกกลับเพื่อแทงซ้ำ ข้าหันหลังเตะเข้าที่ด้ามหอก หอกของเขาถูกข้าเตะจนกระเด็น ข้าไม่รอให้เขาลงมือซ้ำ ชักดาบไป่ปี้ออกมา และในตอนนี้ ข้างๆมีหอกอีกอันแทงเข้ามา แต่ข้าใจจดใจจ่อกับการป้องกันตัวแล้ว สำหรับข้าแล้วหอกนี้มันกระจอกมาก มือซ้ายข้าจับไปที่ด้ามหอก หมุนตัวไปตามจังหวะ ดาบในมือขวาเตรียมฟันไปที่แขนทั้งสองข้างของเขา

นี่คือวิชาทำลายเพลงหอกของครูฝึกอู่จาวเจ้าของฉายาเพลงหอกอันดับหนึ่งในกองทัพที่สอนพวกเราในโรงเรียนทหาร จะใช้กระบวนท่านี้บนหลังม้านั้นยากนัก แต่ถ้าใช้บนพื้นดินแทบจะไม่ต้องออกแรงแต่อย่างใด ผู้ชำนาญการใช้หอกย่อมมีวิธีแก้ทางหอก แต่เกรงว่าสองนายนั้นเป็นเพียงทหารกระจอก เพลงหอกยังด้อยนัก ไม่สามารถทำอะไรข้าได้ นอกจากทีแรกที่ข้าตั้งหลักไม่ทัน ต้องออกแรงเยอะหน่อย แต่หากจะฆ่าพวกเขาตอนนี้ล่ะก็ กลับง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ

ดาบข้ากำลังจะฟันลงไป หางตากลับเหลือบไปเห็นลักษณะการแต่งกายของพวกเขา เป็นทหารจักรพรรดิสองนาย ข้าทั้งโกรธและอดหัวเราะไม่ได้ มิน่าล่ะถึงถูกลอบจู่โจมหน้าค่าย ยังไม่กล้าวางหอกที่จับอยู่ ตะโกนออกมาว่า “หยุดนะ”

ทหารที่ถูกข้าเตะจนหอกกระเด็นไปก่อนหน้านี้หยิบหอกขึ้นมา เห็นข้าตะโกนใส่ก็ตะลึงไป ข้าชิงเอาหอกในมือทหารไป มือขวาเก็บดาบเข้าฝัก พูดขึ้นมาว่า “ข้าคือฉู่ซิวหงไป่ฟูจ่างค่ายที่ห้าสังกัดทัพหน้า พวกเจ้าดูข้าให้ดีสิ”

ทหารสองนายนั้นตะลึงไปอีก ผ่านไปชั่วครู่ ทหารนายหนึ่งกล่าวว่า “ท่าน…ท่านคือขุนพลฉู่ที่บุกเข้าไปในเมืองก่อนใครนั้นหรือ? ทำไมไม่ใส่ชุดเกราะเล่า?”

ข้าหยิบป้ายประจำตำแหน่งออกมาจากอกพร้อมกล่าวว่า “สงครามจบแล้วก็ไม่ต้องใส่ พวกเจ้าเป็นคนของผู้ใดกัน?”

พวกเขาเห็นป้ายของข้า รีบคุกเข่าลงพื้น นายหนึ่งตอบว่า “พวกเราเป็นคนของขุนพลผู่ค่ายที่สาม วันนี้ถึงเวรพวกเรายืนยาม พวกเราเห็นขุนพลฉู่มาคนเดียว คิดว่าเป็นทหารหลงเหลือของพันธมิตร ไม่ได้ตั้งใจจะล่วงเกินท่านขุนพลเลยขอรับ”

ได้ยินชื่อขุนพลผู่ที่พวกเขาพูด ข้าอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว ขุนพลผู่ที่พวกเขากล่าวถึงเป็นเพื่อนร่วมรุ่นที่โรงเรียนทหารชื่อว่าผู่อันหลี่ ดำรงตำแหน่งไป่ฟูจ่างค่ายที่สามสังกัดทัพหน้า มียศศักดิ์เหมือนกับข้า เขาเกิดในชนชั้นสูง เป็นบุตรชายของผู่ซื่อซึ่งเป็นถึงไคเซี่ยนป๋อ (ขุนนางขั้นสาม) ตอนอยู่ที่ค่ายทหาร เขาเคยมีความบาดหมางกับข้า แม้ตอนนี้จะรับราชการเหมือนกัน แต่ก็ไม่ค่อยได้ไปมาหาสู่กันสักเท่าไร พวกเขาเป็นไป่ฟูจ่างที่มาจากชนชั้นสูง พวกเราเป็นเพียงไป่ฟูจ่างที่มาจากสามัญชน แบ่งค่ายทัพหน้าออกเป็นสองฝ่าย ผู้ใต้บังคับบัญชาก็เกิดเรื่องชกต่อยกันบ่อยครั้ง ยังมีไป่ฟูจ่างอีกหลายนายที่ไม่เข้าข้างใคร วางตัวเป็นกลาง แต่ว่าเรื่องส่วนตัวต้องแยกออกจากเรื่องส่วนรวม การล้อมเมืองในศึกนี้ ข้ากับผู่อันหลี่ประสานงานกันได้ไม่เลว ที่ข้าสามารถบุกเข้าไปในเมืองก่อนใครนั้น ก็เพราะทหารของเขาที่ตรึงทหารหน้าประตูเมืองไว้

ข้าถามไปว่า “ขุนพลผู่ของพวกเจ้าตอนนี้อยู่ที่ใด?”

พวกเขามองหน้ากันแล้วตอบว่า “ขุนพลผู่นำพี่น้องที่เหลือไปไล่ตามหญิงสาวนางหนึ่ง ท่านขุนพลฉู่ หากท่านได้พบกับขุนพลผู่ ฝากเรียนท่านด้วย ให้พวกเราได้รีบเปลี่ยนเวรด้วยเถอะ”

ข้ามองพวกเขาแล้วกล่าวว่า “ก็ได้ ขอเพียงพวกเจ้าตั้งใจยืนยาม เจอพวกเดียวกันก็แยกแยะให้ออกก่อนลงไม้ลงมือ”

พวกเขารีบตอบรับ ตอนที่ข้าเดินจากไป ก็รู้สึกเห็นใจพวกเขาเหมือนกัน ข้าไม่ได้ใส่ชุดเกราะมันก็มองไม่ออกจริงๆว่าเป็นพวกเดียวกัน ตอนนี้ในเมืองมีแต่ทหารจักรพรรดิที่ไล่เข่นฆ่าคนไปทั่ว หากข้าได้รับบาดเจ็บเล็กๆน้อยๆแล้ว มันไม่คุ้มเอาเสียเลย

ข้ากำลังจะหันตัวกลับ นึกคำพูดที่พวกเขาพูดขึ้นมาว่า ผู่อันหลี่ไปไล่ตามหญิงสาวคนหนึ่ง ข้ากล่าวขึ้นมาว่า “แล้วหญิงสาวที่ท่านขุนพลผู่ไล่ตามอยู่นั้นเป็นใครกัน?”

ทหารนายหนึ่งตอบว่า “ก่อนหน้านี้ ท่านขุนพลผู่เห็นหญิงสาวรูปร่างเล็กคนหนึ่งใส่ชุดทหาร เดินออกนอกเมืองด้วยความรีบร้อน ท่านตะโกนเรียกไว้ แต่คนผู้นั้นกลับรีบวิ่งหนีไปทันที ไม่นึกเลยว่าจะเป็นสตรี นางน่าจะขโมยชุดทหารจากที่อื่นแล้วคิดจะหนี ท่านขุนพลฉู่พาพี่น้องในค่ายสิบกว่านายไล่ตามไป”

ข้าชักแน่ใจ ต้องเป็นหญิงสาวนางนั้นแน่ ข้ารีบถามว่า “พวกเขาไปทางไหนกันแล้ว?”

ทหารนั้นชี้ไปทางด้านซ้าย ข้าไม่รอให้เขาพูดจบก็รีบวิ่งตามไป

ทางด้านซ้ายเป็นทางไปกำแพงเมือง ข้าวิ่งไปได้ไม่นานก็ได้ยินเสียงอึกทึกจากด้านหน้า เป็นเสียงคนหัวเราะดังลั่นพลางกล่าวว่า “แม่นางน้อย อย่าวิ่งหนีสิ เจ้าหนีไม่รอดหรอก”

เสียงนั้นเป็นเสียงของผู่อันหลี่ พวกเขาอยู่บนหัวเมืองพอดี ข้าวิ่งขึ้นไปบนหัวเมือง เลือดที่ชุ่มไปทั่วขั้นบันไดทำให้ข้าสะดุดบ้าง แต่ข้าก็ยังวิ่งต่อไป ในใจข้าคิดเพียงว่า ในเมื่อหญิงสาวคนนั้นเป็นคนที่ข้าปล่อยไป ถ้าหากตกอยู่ในเงื้อมมือผู้อื่นก็เท่ากับว่านางโดนข้าทำร้ายทางอ้อม

ตอนที่ข้าขึ้นไปถึงหัวเมือง เห็นผู่อันหลี่กระชากเส้นผมนางพอดี นางพยายามดิ้นรน กลับเหมือนสัตว์ตัวน้อยที่ตกลงไปในกับดัก ทำอย่างไรก็หนีไม่ได้ ข้ากล่าวไปว่า “ท่าน…ขุนพลผู่ ปล่อยนางซะ”

ผู่อันหลี่หันมามองข้า พูดเหน็บแนมว่า “เป็นท่านขุนพลฉู่นี่เอง จมูกของท่านไวจริงๆ พอได้กลิ่นหญิงสาวก็รีบมาเชียวนะ ท่านไยต้องรีบร้อน รอพวกข้าหนำใจแล้ว จะส่งไปให้ถึงเรือนของท่านขุนพลเลย”

ระยะทางที่วิ่งมาทำให้ข้าหอบเล็กน้อย ข้าสะกดความเหนื่อยไว้แล้วกล่าวว่า “ท่านขุนพลผู่ ต้องขออภัยจริงๆ หญิงสาวนางนี้เป็นของข้าเอง ขอให้ท่านปล่อยนางซะ”

“ของท่านหรือ?” เขามองไปที่หญิงสาวนางนั้นแล้วปล่อยนางไป ถึงแม้ข้าจะทำเกินไปหน่อย แต่เรื่องแค่นี้เขาก็น่าจะไว้หน้าข้าได้ เขาได้แต่พูดทำนองเสียดสีกับลูกน้องตัวเองว่า “ที่แท้หญิงที่พวกเราไล่ตามอยู่นั้นเป็นของท่านขุนพลฉู่นี่เอง เฮ้ย พวกเรา ถือซะว่าพวกเราวิ่งออกกำลังกายก็แล้วกัน ฮ่าๆ”

พอผู่อันหลี่ปล่อยนาง ข้าก็วิ่งเข้าไปถามนางว่า “เจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”

นางยืนขึ้น ใช้มือสาวผมตัวเอง จัดทรงเล็กน้อย เงยหน้าแล้วกล่าวว่า “ข้าไม่ได้เป็นของเจ้า”

ข้าตะลึงงันไป นางบ้าไปแล้วหรือ? หรือว่านางอยากตกอยู่ในมือของผู่อันหลี ผู่อันหลี่ใช้มือตบที่ไหล่ของข้าแล้วกล่าวว่า “ท่านขุนพลฉู่ ตกลงเป็นผู้หญิงของเจ้าหรือเปล่า”

นางตอบอย่างชัดเจนว่า “ไม่ใช่ ข้าเป็นประชาชนของแคว้นพันธมิตร ไม่ได้เป็นของใครทั้งนั้น”

ข้ากล่าวขึ้นมาว่า “เจ้าเป็นบ้าไปแล้วหรือ?” ข้ากำลังจะพูดต่อ ผู่อันหลี่ก็ผลักข้าออกไปแล้วกล่าวว่า “ขุนพลฉู่ พอกันที ถ้าอยากได้ก็ไปหาเอาเอง นี่เป็นหญิงที่พวกเราหามาเอง”

ข้าโดนเขาผลักออกมา โซเซจนเกือบล้มลงไป ลูกน้องของผู่อันหลียืนหัวเราะเยาะข้า ทำให้ข้ารู้สึกโกรธเคือง ข้ายืนขึ้นได้ก็กล่าวไปว่า “ท่านขุนพลผู่ ฉีเลี่ยเป็นคนส่งนางมาให้ข้า คิดหรือว่าข้าจะพูดโกหกหลอกท่าน”   

หนังสือแนะนำ