ตอนที่ 1

เมื่อขวานของนักรบทำลายประตูเมืองลงได้ ทั้งนอกเมืองและในเมืองต่างส่งเสียงร้องกึกก้องไปทั่ว ทว่าเสียงหนึ่งเป็นเสียงแห่งชัยชนะ อีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงแห่งความสิ้นหวัง

เมืองสุดท้ายของกองทัพกบฏได้ถูกพวกเรายึดครองไว้แล้ว นับจากวันนี้เป็นต้นไป กองทัพพันธมิตรจะต้องเหลือแต่ชื่อที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์

ข้าดึงขวานออกจากประตูเมือง เศษแผ่นไม้ได้กระเด็นมากระทบหน้าข้า ทำไมข้าไม่รู้สึกปลาบปลื้มยินดีกับชัยชนะแม้แต่น้อย ในใจกลับรู้สึกว้าเหว่

ก้อนหินและกระเบื้องล้มลงมาในพริบตา ทหารเฝ้าประตูเมืองอาจจะรู้ว่าสถานการณ์เปลี่ยนไปแล้วจึงหนีกระจัดกระจายกันไป คงต้องเข้าใจว่าเมืองถูกล้อมไว้เป็นระยะเวลาสามเดือน เสบียงภายในเมืองหมดไปมากกว่าครึ่ง พวกเขาไม่มีแรงมากพอแม้แต่จะโยนก้อนหินอีกแล้ว

ข้าบุกเข้าไปในประตูเมือง มีเสียงชุดเกาะกระทบกันดัง พึบ พึบ จากบนตัวข้า

ทหารเฝ้าประตูสองนายถือหอกยาววิ่งเข้ามาเพื่อสกัดข้า ถึงแม้ว่ากำลังใจของพวกเขาจะฮึกเหิมเพียงใด แต่เมืองถูกล้อมไว้ตั้งสามเดือน เสบียงในเมืองเกาจิ้วถูกตัดขาด ประชาชนอยู่อย่างยากลำบาก ด้วยความหิวโหย วิชาเพลงหอกของพวกเขาจึงเกิดจุดบอดมากมาย ข้าแค่ยกขวานขึ้น สะบัดไปเร็วดั่งสายฟ้าแลบ สิ้นเสียงของเกราะเหล็กที่ถูกขวานฟันเข้าไป ร่างของทหารสองนายนั้นก็หลุดออกจากกันทันที

ขณะนี้ กองทัพจักรพรรดิดันประตูออกแล้วบุกเข้าไปข้างใน บนกำแพงเมืองเกิดเสียงร้องห่มร้องไห้จากความสิ้นหวังของทหารที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด ถึงแม้ว่าตอนเฝ้าประตูเมืองพวกเขาแต่ละคนจะไม่กลัวความตาย แต่ความตายได้ใกล้เข้ามาทุกขณะ ทำให้พวกเขาแตกตื่นจนทำอะไรไม่ถูก

ข้าสังหารทหารของศัตรูที่วิ่งเข้ามาอีกสองนาย ตอนนี้ ทหารติดตามของข้าจูงม้ามาให้ ข้ากระโดดขึ้นหลังม้า โยนขวานทิ้งไป เปลี่ยนเป็นถือหอก ในบรรดาทหาร มีทหารถ่ายทอดคำสั่งวิ่งขึ้นมา พร้อมตะโกนว่า “ท่านอู่โหวมีคำสั่ง ให้ฆ่าล้างเมือง”

ถึงแม้ว่าไฟสงครามจะหลอมใจของข้าให้แข็งดั่งเหล็ก แต่ข้าก็ยังรู้สึกตกใจ เมืองเกาจิ้วเป็นหนึ่งในสิบสองเมืองที่มีชื่อเสียง ณ ขณะนั้น หรือว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของเมืองแห่งนี้

ผู้ใต้บังคับบัญชาของข้ากลับไม่คิดเช่นนั้น พวกเขาพร้อมใจกันเปล่งเสียงเฮออกมาดังลั่น ในความคิดของพวกเขา การฆ่าล้างเมืองเป็นรางวัลที่ดีที่สุดหลังการตีเมืองแตกได้ ซึ่งแฝงด้วยเงินทอง ผู้หญิง รวมถึงการเข่นฆ่าเพื่อระบายความกลัดกลุ้มใจที่อยู่ในอก

ตั้งแต่ข้าติดตามท่านอู่โหวยกทัพลงใต้มา ระหว่างทางได้ฆ่าล้างเมืองไปถึงแปดแห่ง ซึ่งทั้งแปดเมืองนี้ยอมตายแต่ไม่ยอมจำนน ด้วยความโหดร้ายทารุณของท่านอู่โหว ย่อมหนีไม่พ้นความโชคร้ายที่จะถูกฆ่าล้างเมือง ถึงแม้ว่าข้าไม่อยากฆ่าคนไปมากกว่านี้ แต่ระหว่างทาง ทหารที่ตายในเงื้อมมือของข้าผู้เป็นทัพหน้ามีไม่ต่ำกว่ายี่สิบศพ ทุกๆครั้งที่ฆ่าคน ข้ารู้สึกว่ากลิ่นเลือดในมือข้าคาวหนักเข้าไปอีก โดยเฉพาะคู่ต่อกรจำนวนไม่น้อยที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นในโรงเรียนทหาร พวกเขาล้วนตายเพราะมือของข้า ในใจข้ายิ่งรู้สึกว้าเหว่

การทำศึก คงต้องเป็นแบบนี้เสมอไป

ฉีเลี่ยทหารติดตามของข้าจูงม้ามาอยู่ตรงหน้า กล่าวว่า “ท่านขุนพล รีบไปกันเถอะขอรับ”

ข้ามองไปที่เขา เขาอายุเพียงสิบเก้าปี อาจบางทียังไม่รู้ว่าชีวิตมีค่าขนาดไหน ข้าไม่พูดอะไรหรอก การฆ่าล้างเมืองเป็นความสุขอันยิ่งใหญ่หลังการตีเมืองแตก ข้าไม่อยากขัดความสุขของพวกเขา

“เจ้านำทัพไปเถอะ ข้ารู้สึกเหนื่อยเล็กน้อย ข้าไม่ไปล่ะ”

“ท่านขุนพลฉู่ เมื่อก่อนท่านมักเป็นคนนำพวกเราไปไม่ใช่หรือ?”

ข้าหันหน้าไปมองเขาด้วยสายตาเย็นชา แล้วกล่าวว่า “ข้าไม่ไป”

ฉีเลี่ยตกใจ กล่าวว่า “อย่างนั้นข้าขอตัว” เขาขี่ม้าไป ใช้หอกโบกให้สัญญาณ แล้วกล่าวว่า “พี่น้องทั้งหลาย ไปกับข้า”

ข้านำทหารมาร้อยนาย ผ่านศึกใหญ่หลายครั้ง ยังเหลืออยู่แปดสิบกว่านาย แปดสิบกว่านายนี้อยู่ในทัพหน้าของจักรพรรดิมาโดยตลอด สำหรับพวกเขาแล้ว บางทีการฆ่าคนก็เป็นความสุขของพวกเขา พวกเขาเฮลั่น ห้อมล้อมตามฉีเลี่ยไป ข้าเห็นกองทัพของจักรพรรดิบุกเข้าไปตามซอกตามซอยราวกับกระแสน้ำ ในเมืองเกาจิ้วไฟลุกรอบด้าน มีเสียงกรีดร้องของสตรีและเด็กน้อย ทำให้ข้ารู้สึกว่าที่ตามีน้ำเอ่อล้นขึ้นมา

นี่คือการทำศึกสงครามหรือ? ในโรงเรียนทหาร อาจารย์ของข้าเคยสอนพวกข้าว่า สามารถสยบข้าศึกได้โดยปราศจากการสู้รบ ถือเป็นจุดสูงสุดของวิชาการทหาร แต่ทว่าข้าอยู่ในกองทัพมาหลายปี ผ่านศึกมาสิบกว่าครั้ง แต่ละครั้งล้วนต้องสู้ท่ามกลางเปลวเพลิงและหยาดเลือด เหยียบย่ำอยู่บนร่างของคนตาย

ข้าหันหัวม้ากลับ เตรียมกลับไปที่ค่ายทหาร บนกำแพงเมือง ทหารพันธมิตรกลายเป็นเชลยยกมือขึ้นแล้วค่อยๆเดินลงมายังกำแพงอย่างทุลักทุเล กองทัพจักรพรรดิหัวเราะเยาะ ต้อนเชลยศึกราวกับต้อนฝูงแกะ มีเชลยนายหนึ่งบาดเจ็บที่ขา พอขาอ่อนแรงก็ล้มลงบนขั้นบันได ทหารจักรพรรดินายหนึ่งเข้าไปตะคอกด่าว่า ใช้มีดฟันเข้ากลางหลังเชลยนายนั้น แต่คล้ายกับว่าเลือดในตัวเชลยไหลหมดไปก่อนหน้านั้นแล้ว เพราะถึงร่างกายเกือบจะขาดเป็นสองส่วน กลับไม่เห็นมีเลือดไหลหลั่งออกมามากเท่าที่ควร

ไม่ฆ่าเชลยศึก’ เมื่อครั้งที่จักรพรรดิองค์แรกได้แผ่นดิน กฎของกองทัพข้อที่สามก็คือประโยคที่ว่านี้ แต่ทว่าเวลาผ่านไปสองร้อยปี กลับไม่มีใครจำกฎข้อนี้ได้อีกแล้ว

เชลยนายนั้นยังไม่ตาย ยกมือขึ้นมาแล้วเปล่งร้องด้วยความเจ็บปวด แต่ก็เหมือนไปกระตุ้นความอำมหิตในตัวทหาร เขาถือมีดแล้วฟันลงไปอีกที

ข้าก้มหน้าลง ไม่อยากเห็นภาพของการเข่นฆ่าเช่นนี้

เดินได้แค่สองก้าว ข้างหูก็มีคนกล่าวขึ้นมาว่า “บังอาจ”

ข้าตกใจ เงยหน้ามอง ที่อยู่ต่อหน้าข้า เป็นคนขี่ม้าสามคน คนที่คล้ายองครักษ์ติดตามใช้หอกยาวชี้มาที่ข้าแล้วกล่าวว่า “กล้าเสียมารยาทเช่นนี้หรือ?”

ข้าหยุดม้าไว้ คนที่อยู่ตรงกลางคือท่านอู่โหว ข้าล่วงเกินท่านอู่โหวเข้าแล้ว

ข้ากระโดดลงจากม้า คุกเข่าข้างเดียว กล่าวว่า “ท่านอู่โหว ข้าน้อยฉู่ซิวหงผู้คุมทัพหน้าสมควรตาย”

ท่านอู่โหวไม่ได้ใส่หน้ากาก แต่บนใบหน้าของเขาไร้ความโกรธเคืองแต่อย่างใด กล่าวว่า “เจ้าคือฉู่ซิวหง คนแรกที่บุกเข้าไปในเมืองหรือ? แล้วเหตุใดจึงไม่เข้าไปฆ่าล้างเมืองด้วยเล่า”

“เรียนนายท่าน ข้าน้อยเพิ่งบุกโจมตีไป ตอนนี้รู้สึกอ่อนล้า อยากพักสักครู่”

ท่านอู่โหวหัวเราะแล้วกล่าวว่า “เจ้าคงรู้สึกว่าที่ข้าสั่งให้ฆ่าล้างเมืองนั้นโหดร้ายทารุณเกินไปสินะ”

ข้าตะลึงไปชั่วครู่ ท่านอู่โหวได้ชื่อว่ากล้าหาญชาญชัยมาโดยตลอด นึกไม่ถึงว่าเขากลับอ่านความคิดของข้าออก ข้าตอบว่า “ข้าน้อยมิกล้า”

ท่านอู่โหวกล่าวอย่างจริงจังว่า “กลุ่มผู้ก่อการกบฏ ผู้ใดก็มีสิทธิ์ฆ่าได้ ข้าออกคำสั่งฆ่าล้างเมือง ไม่ใช่เพราะความสะใจ แต่เพื่อเป็นตัวอย่างให้กับคนที่คิดจะกบฏอีก”

ข้าทำใจกล้าเข้าไว้ กล่าวว่า “นายท่าน ประชาชนในเมืองไม่ได้เป็นทหาร ตอนที่จักรพรรดิได้แผ่นดิน ได้ออกกฎไม่ฆ่าเชลยศึก ดังนั้นจึง

ได้ใจประชาราษฎร์”

“เจ้าว่าสิ่งที่ข้าทำนั้นไม่ได้ใจประชาราษฎร์งั้นหรือ?”

สีหน้าของท่านอู่โหวเข้มขรึมขึ้น ใจข้าหล่นวูบ รู้สึกเสียวสันหลังขึ้นมาทันที ไม่กล้าพูดอะไรอีก ได้แต่บอกว่า “ข้าน้อยจะกล้าพูดเหลวไหลได้อย่างไร ก็แค่ความเห็นเล็กๆน้อยๆ อาจเพราะข้าใจอ่อนไปหน่อย แต่ข้าน้อยเห็นว่า คำสั่งของนายท่าน จะต้องมีความหมายแอบแฝงอยู่อย่างแน่นอน”

ท่านอู่โหวหัวเราะแล้วกล่าวว่า “ใจอ่อนงั้นหรือ? ฮ่าๆ ในหลักการเป็นแม่ทัพทั้งเจ็ดข้อ ข้อแรกกล่าวว่าไม่ควรใจอ่อนเด็ดขาด ตอนเจ้าบุกโจมตีกล้าหาญเกินใคร แต่บัดนี้กลับไม่เด็ดขาดเอาเสียเลย”

เขาหยิบดาบที่เหน็บเอวออกมา กล่าวว่า “ดาบนี้มีชื่อว่า ดาบไป่ปี้ ข้ามอบให้เจ้า วันหน้าจงใช้ดาบเล่มนี้ตัดความใจอ่อนของเจ้าเสีย”

ดาบเล่มนั้นลอยกลางอากาศ ข้าใช้สองมือรับไว้ กำลังจะคุกเข่า ท่านอู่โหวก็ควบม้าผ่านไป องครักษ์ติดตามสองนายนั้นก็ตามไปด้วย

ได้รับรางวัลจากท่านอู่โหวอาจจะเป็นเรื่องดี แต่ในใจของข้ากลับรู้สึกว้าเหว่มากยิ่งขึ้น

กลับถึงค่ายทหาร กองพลาธิการกำลังตรวจตราสิ่งของเตรียมขนเข้าไปในเมือง ตามหลักแล้ว หลังฆ่าล้างเมืองเสร็จจะหยุดพักและปรับปรุงทัพหลายวันจึงจะเคลื่อนพลอีก แต่ว่าหลังเสร็จสิ้นศึกสุดท้ายแล้ว ที่เหลือก็แค่พวกทหารทำความสะอาดของกองทัพพันธมิตร การยกทัพลงใต้ของท่านอู่โหวครั้งนี้ ราบรื่นเกิดความคาดหมาย ยกทัพในเดือนยี่ ระหว่างทางรบอย่างดุดัน ไม่ถึงสิบเดือนก็รบมาไกลถึงสองพันลี้ กองทัพนับแสนเกือบจะกลับมาครบจำนวน ต่อให้เป็นท่านอู่โหว ก็เป็นผลงานการรบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

กองทัพพันธมิตรเริ่มขึ้นเมื่อสามปีก่อน ตอนนั้น ชังเยว่กงที่ป้องกันอยู่ทางแดนใต้คิดก่อกบฏ ชูธงว่าเป็นกองทัพพันธมิตร ขณะนั้นชังเยว่กงเป็นหนึ่งในสามขุนนางใหญ่ของแคว้นจักรพรรดิ การแต่งตั้งตำแหน่งของแคว้นจักรพรรดิ ตำแหน่งอ๋องจะแต่งตั้งเฉพาะเชื้อพระวงศ์ ตามด้วยสามขุนนางใหญ่ที่ใช้คำว่า “กง” สืบทอดต่อโดยลูกหลาน ตำแหน่งขั้นที่สองคือ “เหวินโหว” ฝ่ายบุ๋น และ “อู่โหว” ฝ่ายบู๊ ต่อไปคือขุนนางขั้นที่สาม “ป๋อ” สิบสามตำแหน่ง ชังเยว่กงเป็นถึงขุนนางขั้นหนึ่ง ดูแลแคว้นเล็กแคว้นน้อย ซึ่งตำแหน่งนี้ในทุกยุคทุกสมัยถูกมองว่าเปรียบเสมือนกำแพงเมืองจีนที่คอยปกป้องแผ่นดิน ใครก็คาดไม่ถึงว่าเขาจะคิดก่อการกบฏ ทำให้แคว้นจักรพรรดิตั้งตัวไม่ทัน การก่อกบฏในช่วงต้นของชังเยว่กงนั้นราบรื่นดี แค่สองเดือนก็ปราบทางใต้ของแม่น้ำแยงซีได้หมด กลายเป็นสถานการณ์แบบเหนือใต้กับแคว้นจักรพรรดิโดยมีแม่น้ำแยงซีเป็นเส้นแบ่งเขตดินแดน

จักรพรรดิในยุคนี้มีพระนามว่า ไท่หยางอ๋อง ถึงแม้ว่าไท่หยางอ๋องเปรียบตัวเองไว้ว่าจะสว่างไสวดั่งดวงอาทิตย์ แต่การเป็นถึงผู้ปกครองนั้น อาจจะไม่ได้ถูกคนรุ่นหลังยกย่องว่าเป็นจักรพรรดิที่ดีเสมอไป แต่ว่าสำหรับไท่หยางอ๋องแล้วคงต้องใช้ความสามารถในเรื่องเพศอันยอดเยี่ยมเพื่อจารึกชื่อไว้ในประวัติศาสตร์ วังหลังของพระองค์มีนางสนมนับพันคน มีการบันทึกไว้ว่า ในการเสวยอาหารแต่ละครั้งบรรดาโอรส ธิดาของพระองค์ต้องนั่งกันถึงหลายสิบโต๊ะ แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องเหลวไหวที่เล่ากันในหมู่ชาวบ้าน ด้วยที่เป็นถึงผู้ปกครองแคว้น เหล่าองค์ชายองค์หญิงคงไม่มานั่งเสวยอาหารพร้อมหน้ากันเหมือนชาวบ้านทั่วไป ในหมู่ชาวบ้านเล่ากันว่าชาติที่แล้วของไท่หยางอ๋องต้องเป็นพ่อพันธุ์ม้าแน่ๆ กำลังวังชาของพระองค์อาจจะถูกเหล่าหญิงงามสูบไปจนสิ้น ตอนที่ชังเยว่กงเริ่มก่อกบฏ พระองค์กลับเลอะเลือนจนเห็นว่านั่นเป็นเพียงข่าวลือ หากไม่เป็นเพราะว่าท่านเหวินโหวพยายามกราบทูลให้ทราบ และเสนอแผนให้ใช้กองกำลังหนึ่งทัพไปเผาทำลายเรือของชังเยว่กงที่รวมตัวกันอยู่ที่ฝั่งทางใต้ของแม่น้ำแยงซีจนหมดสิ้น เกรงว่าประวัติศาสตร์ของแคว้นจักรพรรดิคงจะอวสานไปแล้ว บางที ถึงแม้ว่าข้าจะต้องบุกโจมตีอยู่ข้างหน้าในการทำศึกแต่ละครั้ง อันที่จริงในใจของข้ายังคงอยู่ทางฝ่ายกองทัพพันธมิตรเสมอ ซึ่งมันทำให้ข้ารู้สึกหวาดกลัว กลัวว่าความไม่ซื่อสัตย์ที่อยู่ในใจข้านั้นจะปรากฏออกมาบนใบหน้า

คิดไปเรื่อยเปื่อย นำชุดเกราะไปเก็บไว้ในลัง เดิมทีเรื่องแบบนี้ต้องให้ฉีเลี่ยเป็นคนทำ แต่ข้าไม่ชอบให้ผู้ชายอกสามศอกมายุ่งกับเสื้อผ้าของข้า ต่อให้เป็นเกราะเหล็กก็เหมือนกัน ด้วยเหตุนี้ ข้ามักจะเป็นคนจัดการเสียเอง ทหารที่ไม่ทราบเรื่องนี้ ยังหาว่าข้าคล้ายเป็นสามัญชนและไม่มีมาดเอาเสียเลย ว่าแล้วก็น่าขำสิ้นดี ตำแหน่งไป่ฟูจ่าง (คุมทหารร้อยนาย) เป็นเพียงตำแหน่งต่ำต้อยในกองทัพ แต่กลับถูกผู้อื่นมองว่าเป็นชนชั้นสูง

ในตอนนี้เอง ผ้าม่านในกระโจมข้าถูกเปิดออก เป็นท่านพลาธิการ พอเขาเห็นข้าก็กล่าวว่า “ท่านขุนพลฉู่อยู่ด้วยหรือนี่ ท่านอู่โหวมีคำสั่งให้รื้อถอนค่ายแล้วยกพลเข้าเมือง”

อันที่จริงหน้าที่นี้ไม่เกี่ยวกับข้าเลยสักนิด การรื้อถอนค่ายเป็นงานของกรมพลาธิการอยู่แล้ว แต่ข้ากลับตอบไปว่า “ได้ เดี๋ยวข้าช่วยอีกแรง”

เหมือนกับว่าการได้ทำนู่นทำนี่จะสามารถทำให้ข้าลืมความว้าเหว่ที่อยู่ในใจ

หน้าที่ของกรมพลาธิการคือการจัดเก็บและขนส่ง ท่านอู่โหวปกครองทหารอย่างเข้มงวด ทุกครั้งที่ออกรบกับท่านอู่โหว ทุกยี่สิบกระโจมจะมีรถใหญ่จอดไว้หนึ่งคัน ในสนามรบที่แม้แต่คนยังเอาชีวิตกันไม่รอด ด้วยเหตุนี้ข้าวของจึงมีไม่มาก อย่างข้าก็มีแค่เกราะเหล็ก เกราะหนังของทหารทั่วไป ตามปรกติแล้วจะไม่ถอดออกจากตัว

ขุนพลทั้งสี่ของท่านอู่โหวสามารถบุกโจมตีและยึดเมืองเกาจิ้วไว้ได้ แต่เสียทหารไปเกือบพันนาย ข้าเก็บข้าวของไปด้วย พลางฟังผู้อื่นบ่นไปด้วย ประเดี๋ยวเดียวก็เก็บข้าวของเรียบร้อยแล้ว

คนของกรมพลาธิการขาดทุนที่สุด ทุกๆครั้งที่มีการฆ่าล้างเมือง พวกเขากลับไม่ได้มีส่วนแบ่ง หลังเสร็จศึกก็ได้แค่เงินทองเล็กน้อยแบ่งๆกันไป ดังนั้นจึงมีทหารพลาธิการที่มีพละกำลังจำนวนไม่น้อยอยากติดตามข้าไปอยู่ทัพหน้า เป็นเพราะพวกเขาไม่รู้มาก่อน หรืออาจจะรู้แล้วแต่ไม่ได้ไตร่ตรองว่าอัตราการรบเสียชีวิตของทัพหน้ามีสูงมาก ก่อนท่านอู่โหวออกรบ ทัพหน้ามีทหารสองพันนาย ไป่ฟูจ่างยี่สิบนาย ตายไปแล้วเจ็ดนาย และทหารที่รบเสียชีวิตไปทั้งหมด เป็นทหารจากทัพหน้าประมาณสามหรือสี่ในสิบของทหารทั้งค่าย อาจจะเพราะเหตุนี้ ท่านอู่โหวจึงมอบหมายการฆ่าล้างเมืองให้เป็นหน้าที่ของทัพหน้า

ข้าเห็นขบวนรถของกรมพลาธิการอันยาวเหยียดแล่นเข้าเมืองไป ประตูเมืองที่ทำจากไม้ยังกองอยู่กับพื้น ข้างบนยังมีรอยขวานของข้า เศษเนื้อ รอยเลือดและรอยไฟไหม้

อย่างไรก็ตามแต่ สงครามได้สิ้นสุดแล้ว กองทัพพันธมิตรเหลือเพียงชื่อที่ปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์เท่านั้น

มีทหารพลาธิการนายหนึ่งกล่าวขึ้นมาว่า “ท่านขุนพลฉู่ นั่นคืออะไรขอรับ?”

ที่ทหารชี้ไปเป็นเงาคนอยู่บนหลังคาบ้านที่อยู่ไกลๆ เงานั้นอยู่ห่างออกไปประมาณหลายสิบก้าว ดูลักษณะแล้วเหมือนยืนอยู่บนหลังคา

บ้านในเมืองเกาจิ้ว ส่วนใหญ่เป็นบ้านเก่าๆ คนๆหนึ่งยากที่จะยืนอยู่บนนั้นได้ บางทีอาจเป็นทหารที่หลงเหลืออยู่ของกองทัพพันธมิตร ในสถานการณ์อันวุ่นวายภายในเมือง เขายากจะหนีออกไปได้

หัวหน้าพลาธิการได้ยินเสียงลูกน้องตัวเอง ก็หันไปมองแล้วกล่าวว่า “หุบปาก ไม่ใช่ธุระอะไรของเจ้า รีบเร่งมือเข้า” ทหารนายนั้นรีบปิดปากแล้วทำงานต่อไป

เพิ่งจะลากรถขนข้าวของเข้าไปในศาลาประชาชน ทันใดนั้น เกิดเสียงดังกึกก้องขึ้นมาปะปนกับเสียงร่ำไห้ของผู้คน ข้าตกใจมาก มองคนข้างๆ ทหารพวกนั้นเมื่อสักครู่ยังเสียงดังฮึกเหิมอยู่เลย ตอนนี้กลับยืนอึ้งกันไปหมด

ข้ารู้แล้ว ต้องเกิดเรื่องแน่ๆ

ตอนที่กองทัพพันธมิตรรุ่งโรจน์ถึงขีดสุดมีทหารนับล้าน แต่ส่วนมากจะเพิ่งเข้าร่วมกองทัพ แม้ว่าตอนอยู่ในสนามรบจะสู้ไม่ถอย แต่กำลังในการรบยังห่างไกลนักหากเทียบกับทหารเกราะดำสองหมื่นนายของชังเยว่กง การบุกโจมตีราวกับการฆ่าตัวเองแบบนั้น แม้แต่ข้าเห็นแล้วก็อดตกใจไม่ได้ บางทีในบางจุดของเมือง อาจค้นพบที่หลบซ่อนของทหารที่หลงเหลืออยู่และกำลังเริ่มเข่นฆ่ากันอีกแล้ว

ข้าโดดลงจากม้า วิ่งไปตามเสียง เสียงนั้นอยู่ไม่ไกลนัก แต่ทางมันเล็กและคดเคี้ยวไปมา ตามหาลำบาก เสียงนั้นยิ่งอยู่ยิ่งดังปะปนมากับเสียงร้องไห้ของผู้คน

นี่มันไม่ใช่เสียงของการฆ่าล้างเมือง

ข้าผ่านโค้งนั้นไป ที่ด้านหน้าของบ้านหลังใหญ่นั้น มีคนยืนเบียดกันไม่น้อย เสียงร้องมาจากข้างใน ข้าเห็นฉีเลี่ยอยู่ในกลุ่มคนเหล่านั้นด้วย ข้าเดินเบียดเข้าไปถามว่า “ฉีเลี่ย เกิดอะไรขึ้น?”

ฉีเลี่ยเห็นว่าเป็นข้า กล่าวออกมาว่า “ท่านขุนพล มีทหารพันธมิตรสิบกว่านายซ่อนตัวอยู่ข้างใน พวกเขาขุดหลุมกับดัก จับพี่น้องของเราไปหลายคนขอรับ”

ในตอนนี้เอง มีเสียงคนข้างในกล่าวออกมาว่า “พวกเจ้ารีบถอยออกไป มิเช่นนั้นข้าจะฆ่าพวกนี้ซะ”

ผู้คนถอยห่างกันออกไป บ้านนี้มีบริเวณกว้างพอสมควร ตรงกลางมีหลุมขนาดใหญ่ มีทหารจักรพรรดิห้าหกนายอยู่ในนั้น มีคนถือดาบยาวสิบกว่านายยืนชี้ไปที่หลุม มีคนหนึ่งเหมือนจะเป็นหัวหน้าทำท่าจะฆ่าพวกนั้น

หนังสือแนะนำ