หลักฐานแห่งความเศร้า (ต่อหน้า 2)

โทแกบีเดินตามยมทูตที่เตรียมตัวจะออกไปนอกบ้าน ยมทูตทำหน้ารำคาญที่เห็นโทแกบีเดินตามไม่หยุด ทั้งๆ ที่มันก็แค่จะแวะไปร้านซักรีด ไปจ่ายตลาด แต่โทแกบีกลับตามมันมาถึงมินิมาร์ท

โทแกบีคิดว่ายมทูตกำลังรอโอกาสพาตัวอึนทักกลับไป ถึงแม้ยมทูตจะต้องนำคนที่มีรายชื่อตกหล่นกลับไปสู่ปรโลก แต่ในกรณีของอึนทัก การเตรียมเอกสารของเมื่อสิบเก้าปีก่อนไม่ใช่เรื่องง่าย ยมทูตจึงยังผลัดวันประกันพรุ่งอยู่ แต่ถ้าขืนโทแกบียังเซ้าซี้มันแบบนี้ มันคงต้องรีบจัดการทุกอย่างให้เสร็จโดยไว

“ฉันยังไม่พาเด็กคนนั้นไปหรอกน่า แถมตอนนี้ยังแอบเชียร์นายอยู่ด้วยนะ”

“ทำไมนายต้องเชียร์ด้วยล่ะ”

“ฉันเป็นฝ่ายเดียวกับเด็กคนนั้น เจ้าสาวดึงดาบออกมาได้เมื่อไหร่ นายก็ตายเมื่อนั้น นายจะได้ไม่ต้องเดินทางไปเมืองนอก แต่ได้เดินทางจากโลกนี้ไปชั่วนิรันดร์ มันดีกว่าเป็นไหนๆ ไม่ใช่เหรอ ต่อให้ตอนนี้เด็กคนนั้นยังมองไม่เห็นดาบ แต่เชื่อสิว่า จะต้องเกิดปาฏิหาริย์เข้าสักวัน ถึงวันนั้นก็รู้เองว่าฉันจะชนะหรือแพ้”

โทแกบีสะอึกแต่พยายามข่มความโกรธไว้ ยมทูตหยิบข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นมาใส่เรียงไว้ในรถเข็นอย่างเป็นระเบียบ

โทแกบีต้องเผชิญกับความทุกข์ที่ไม่อาจลืมเลือนในช่วงเวลาที่ผ่านมาหลายร้อยปี แต่ยมทูตตรงข้ามกับเขา ยมทูตไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับชาติก่อนหลงเหลืออยู่ พวกมันเคยทำบาปที่ไม่อาจล้างได้ในชาติก่อน จึงไม่อาจขึ้นสวรรค์ แต่ก็ไม่ถึงขั้นลงนรก จึงกลายเป็นยมทูต พวกมันเหล่านี้ต้องปฏิบัติงานอย่างยากลำบาก เพื่อชดใช้บาปกรรมที่เคยก่อไว้ ความทุกข์ของทั้งสองแม้แตกต่างกัน แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีจุดที่เหมือนกัน นั่นคือเป็นความทุกข์ที่คนธรรมดาทั่วไปไม่อาจรับรู้ได้

ดูท่าจะเป็นบัญชาจากพระเจ้า ทั้งสองจึงได้อาศัยอยู่ร่วมหลังคาเดียวกัน ยมทูตที่ดูอ่อนแอปะทะคารมกับโทแกบีอยู่บ่อยครั้ง แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น พอพวกเขาได้อยู่ร่วมกันชั่วระยะหนึ่ง ก็ทำให้พวกเขาเกิดความรู้สึกที่ดีต่อกัน

“ดี ถ้าอย่างนั้นสัญญามา”

“จู่ๆ จะให้สัญญาอะไร”

“ถ้าฉันไป .. นายต้องไม่แตะต้องเด็กคนนั้น”

ยมทูตถลึงตาด้วยความตกใจ ที่ผ่านมาโทแกบีบอกลามันแล้ว ยมทูตเองก็อยากให้มันเดินทางไปไวๆ จะได้ทำอะไรสะดวกใจขึ้น แต่พอได้ยินจากปากว่าโทแกบีจะไปจริงๆ ยมทูตกลับตกใจจนบอกไม่ถูก

“ถ้าวันไหนนายคิดจะพาตัวเธอไป ฉันจะกลับมา ไม่ว่าตอนนั้นฉันจะอยู่ที่ไหนก็ตาม เพราะฉะนั้นนายจะต้องปล่อยเธอไป”

ไหนบอกว่าเด็กคนนั้นไม่ใช่เจ้าสาวของตัวเองไง ที่โทแกบีเป็นเช่นนี้เพราะความรู้สึกรับผิดชอบที่มีต่อผู้ที่ตนเคยช่วยชีวิตไว้หรือ ยมทูตหรุบตาลง

“จะไปเมื่อไหร่”

“มะรืน ดีไหม”

ยมทูตไม่ตอบ เก็บของที่จ่ายเงินแล้วลงถุง

ท่าทางโทแกบีจะรู้สึกดีกับอึนทักจริงๆ

 

 

 

จ่ายเงินเสร็จแล้ว โทแกบีหลังจากผ่านประตูมินิมาร์ท เขาก็ถึงลานหน้าบ้านหลังหนึ่งแล้ว ที่นี่เป็นบ้านของอึนทัก ในมือของเขามีถุงใส่ของอยู่ หันหลังไปก็ไม่เห็นยมทูตตามมา ประตูนำโทแกบีมาตามที่เขาต้องการไป

ขณะที่โทแกบียืนอย่างนิ่งงัน พลันนั้นก็มีใครบางคนเปิดประตูออกมา

อึนทักนั่นเอง โทแกบีตกใจจนหัวใจแทบหยุดเต้นที่เห็นอึนทักเปิดประตูออกมา อึนทักเองก็ตกใจเพราะเธอคิดว่าจะไม่ได้เจอโทแกบีอีกแล้ว อึนทักรีบดึงตัวโทแกบีออกให้ห่างประตูบ้าน

“คุณลุงมาถึงนี่ได้ไงคะ ถ้าคุณน้ารู้เข้าฉันต้องตายแน่ๆ”

“ไม่รู้สิ”

“นี่ อย่าล้อเล่นเลย มีธุระอะไรเหรอ มาหาฉันเหรอคะ”

“ท่าทางฉันจะคิดถึงเธอ ฉันเลยมาที่นี่”

เมื่อเห็นสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหนักแน่นของโทแกบี อึนทักกระแอมออกมา เพื่อจะสงบใจตนเอง

“ทำไมเหรอ หรือคิดจะให้ฉันเป็นเจ้าสาวคุณลุงอีก ที่ผ่านมาฉันเอาแต่รบกวนคุณลุงตลอด แล้วทำไมยังมาหาฉันอีกละคะ”

อึนทักได้สติแล้วพูดรัวไม่หยุด โทแกบียิ้ม มันคิดถูกแล้วที่ไม่ให้ยมทูตพาตัวเธอไป โทแกบีอยากให้อึนทักอยู่ในโลกนี้นานๆ อยากเห็นอนาคตข้างหน้าของอึนทักนัก

“ท่าทางคุณลุงคงอยากจะมาเห็นใช่ไหมละ ว่าฉันอยู่ยังไง เห็นแล้วนี่คะ กลับไปได้แล้วล่ะคะ”

“ไม่มีใครอยู่ข้างในบ้านแล้ว เธอเข้าไปได้”

อึนทักตกใจที่ได้ยินว่าในบ้านไม่มีใครอยู่เลยสักคน หรือโทแกบีจะฆ่าทุกคนแล้ว

“ที่จริงถ้าเธอคิดอย่างนั้น ฉันก็จะทำให้”

“ไม่หรอกค่ะ ฉันพูดเล่น”

“ฉันก็พูดเล่นเหมือนกัน ถ้างั้น ฉันไปล่ะ”

อึนทักตาโต ตอนที่เธอออกมาจากบ้าน เธอได้วางดอกบักวีตที่โทแกบีให้ไว้บนโต๊ะแล้วออกจากบ้านไป ตอนนี้ดอกบักวีตคงแห้งหมดแล้ว เธอแค่จะกลับมาเอาดอกบักวีต จึงเดินเลยร้านมาที่บ้าน อึนทักอยากจะเจอโทแกบีอีกครั้งก่อนเขาจะออกเดินทาง และแล้วเธอก็ได้เจอเขาจริงๆ

อึนทักยืนครุ่นคิดอยู่คนเดียว

 

 

 

โทแกบีไม่ได้เก็บกระเป๋าเดินทางที่มีขนาดเล็กยิ่งกว่ากระเป๋าถือมานานยี่สิบสามปีแล้ว เสื้อผ้าไม่กี่ชุด พาสสปอร์ต หนังสือ จดหมายเก่าๆ แล้วก็สมุดโน้ตเก่า ๆ นี่คือสัมภาระทั้งหมดที่เขามี

สมุดโน้ตคือสมุดบันทึกประจำวันของเขา ในนั้นมีบทสวดจดอยู่ บทสวดที่คาดหวังความตาย ถ้าพูดกันตามตรงแล้วมันก็คือสมุดสั่งเสีย สัมภาระชิ้นสุดท้ายคือกล่องขนาดเล็ก โทแกบีเปิดกล่องออกอย่างทนุถนอม ข้างในนั้นมีภาพวาดของคนๆ หนึ่ง โทแกบีบรรจงเปิดแผ่นภาพนั้นอย่างช้าๆ มันเป็นภาพวาดของผู้หญิงคนหนึ่ง

ภาพนั้นเป็นภาพวาดรูปน้องสาวที่บอกให้มันเดินตรงไปหาพระราชา นี่เป็นภาพที่พระราชาทิ้งไว้ให้เป็นสิ่งสุดท้ายก็ว่าได้ ภาพนั้นช่างสง่าและงดงาม

แววตาของโทแกบีดูเศร้าหมอง บรรยากาศรอบข้างเย็นยะเยือก หลังจากเก็บข้าวของเสร็จแล้ว โทแกบีเดินออกไปยังห้องนั่งเล่น หยิบเบียร์กระป๋องในตู้เย็นออกมาเปิดดื่ม

สำหรับท็อกฮวาบัตรเครดิตแค่ใบเดียวคงพอ ภาพวาดที่มีคุณค่าต่อจิตใจของโทแกบีภาพนั้น โทแกบีตั้งใจจะส่งต่อให้ประธานยูเก็บไว้ ประธานยูจะต้องเก็บรักษาภาพนั้นไว้เป็นอย่างดี ส่วนบ้านหลังนี้โทแกบีตั้งใจว่าจะมอบต่อให้ยมทูตตามที่ได้ทำสัญญาซื้อขายกันไว้

เบียร์เย็นๆ รสขมๆ ไหลผ่านลำคอโทแกบีลงไป ดื่มเบียร์ไปสองกระป๋อง โทแกบีอยากไปที่ไหนสักแห่ง โทแกบีลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูห้องโถงบ้าน แล้วก้าวเดินออกไป ก่อนจะลืมตา... ส่ายหน้าแล้วเดินกลับเข้ามาในบ้านอีกครั้ง ทำอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

โทแกบีเดินเข้าเดินออกอยู่อย่างนั้นจนตัวเองเริ่มไม่ได้สติ

บ้าไปแล้ว ยมทูตเห็นอาการของโทแกบีแล้วได้แต่คิดในใจ มันเบ้หน้าแล้วร้องถามว่าเป็นอะไรของนาย แต่โทแกบีกลับเดินเข้าเดินออกไปจากประตูโดยไม่โต้ตอบ ไม่รู้จะไปไหนกันแน่

“นายเป็นอะไรของนาย ดื่มเบียร์สองกระป๋องแล้วจะออกอาการรึ”

สีหน้าโทแกบีผ่อนคลายขึ้น ความจริงแล้วมันดื่มไม่เก่งเท่าไหร่

“อยู่ที่ไหนไม่รู้”

“ใครเหรอ”

“หมู่นี้ไม่เห็นเรียกหาฉันเลย พอไม่เรียกฉันเลยไม่รู้ว่าเธออยู่ที่ไหน พยายามจะส่งกระแสจิตไปแล้วด้วยนะ ที่จริงฉันทำอะไรก็ได้ แต่ทำไมถึงหาเด็กคนนั้นไม่ได้ก็ไม่รู้ ฉันมีทุกอย่างแต่ใช้หาตัวเด็กคนนั้นไม่ได้เลย”

“ความจริงก็เป็นอย่างนั้นล่ะ เด็กคนนั้นไม่ธรรมดา ถ้างั้นก่อนหน้านี้พวกนายเจอกันยังไง”

หาเจอ ทุกครั้งที่ผ่านมาก็หากันจนเจอตลอด

โทแกบีจับลูกบิดประตูอีกครั้ง บิดลูกบิดแล้วเดินออกไป ด้านนอกประตูสว่างไสวแล้วพลันมืดมิด ประตูเปิดออกอีกครั้ง โทแกบีเดินเข้ามาด้วยอาการหมดแรง ยมทูตส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ

ฝนเริ่มตกลงมาทีละเม็ด สองเม็ด โทแกบีหยิบร่มอันยาวสีดำที่วางอยู่ข้างชั้นวางรองเท้าขึ้นมา ถ้าอึนทักไม่อยู่ที่นั่นอีก บางทีมันอาจจะไม่ได้ลาอึนทักก่อนไปก็ได้

ในที่สุดโทแกบีก็หาตัวอึนทักเจอ

อึนทักนั่งอยู่ริมชายทะเล วันนี้คลื่นทะเลซัดเขื่อนกันคลื่นแรงเหมือนเช่นทุกวัน เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่มันเคยช่วยชีวิตไว้ เด็กสาวที่ถูกปล่อยให้อยู่เพียงลำพังคนเดียวเสมอ

 

 

อึนทักทรุดตัวลงนั่งตรงชายทะเล เธอกำลังสวดอ้อนวอน พร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองเส้นขอบฟ้าที่อยู่ไกลๆ โดยที่เธอเองก็ไม่แน่ใจว่ามันเป็นเส้นขอบฟ้าหรือเส้นขอบทะเลกันแน่

คนในบ้านคุณน้าหนีไปโดยเอาค่าเช่าบ้านไปด้วย พวกเขาไปอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ติดต่อไม่ได้เลย พอลองไปถามข่าวกับป้าเจ้าของบ้าน ก็บอกให้เธอเก็บข้าวของแล้วออกไปจากบ้านเร็วๆ อึนทักเลยเก็บดอกบักวีตที่แห้งกับเสื้อผ้าไม่กี่ชุดแล้วรีบออกจากบ้านมา ตอนนี้เธอไม่มีแม้แต่ที่จะซุกหัวนอน อึนทักคิดมาตลอดว่าวันพรุ่งนี้จะต้องดีขึ้น แต่ไม่น่าเชื่อเลยว่ายิ่งนับวันทุกอย่างจะยิ่งแย่ลง และไม่รู้ว่ามันจะแย่ไปกว่านี้อีกหรือไม่

สถานการณ์ตอนนี้น่าจะเป็นจุดต่ำสุดในชีวิตของเธอแล้ว

อึนทักเอาของใส่ในตู้ฝากของที่รถไฟใต้ดิน แล้วไปโรงเรียน พอไปถึงโรงเรียน ครูประจำชั้นก็เรียกไปอบรมอีก ครูประจำชั้นรื้อกระเป๋าอึนทักออกเห็นไม้ขีดไฟกับไฟแช็คก็หาว่าเธอริสูบบุหรี่ อึนทักไม่มีโอกาสแม้จะแก้ตัว เพราะครูประจำชั้นปักใจไปแล้วว่าอึนทักสูบบุหรี่แน่ๆ

แต่ทุกอย่างก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับอึนทัก แต่ตอนนี้เธอมีแค่ตัวเอง ไม่มีบ้าน ไม่มีผู้ปกครอง จึงทำให้อึนทักรู้สึกหนักใจอะไรกับการถูกกล่าวหานี้

อึนทักคิดทบทวนเรื่องราวต่างๆ แล้วเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า บางทีแม่ผู้แสนดีของเธออาจจะอยู่บนนั้นก็ได้

“แม่คะ ... สบายดีไหม แม่อยู่บนสวรรค์ใช่ไหมคะ บนสวรรค์เป็นยังไงบ้าง ดีกว่าที่นี่หรือเปล่าคะ แล้วแม่...”

อึนทักซุกหน้าลงบนผ้าพันคอไหมพรมที่แม่กำชับนักหนาให้พกติดตัวไปด้วย อึนทักจุกจนพูดอะไรไม่ออก ได้แต่พูดคำเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก

“แม่คะ หนู”

อึนทักรู้สึกแสบจมูก

“แม่คะ หนูไม่ค่อยโอเคค่ะ”

แม้จะพยายามเงี่ยหูฟังว่า แม่ของเธอจะกล่าวปลอบใจเธอเช่นไร แต่สิ่งที่ได้ยินคือความเงียบสงัดเท่านั้น อึนทักพยายามระงับสติอารมณ์

“ไม่มีใครถามไถ่เลยสักคำว่าหนูเป็นยังไงบ้าง”

น้ำตาไหลอาบสองแก้ม ขณะเดียวกันเม็ดฝนหยาดหยดลงมาจากฟ้า หยดลงบนน่องหนึ่งเม็ด กลางกระหม่อมหนึ่งเม็ด บนหลังหนึ่งเม็ด เม็ดฝนตกลงมาปะปนกับหยาดน้ำตาอึนทัก

หยาดฝนเหมือนเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตที่แสนน่าทุเรศเวทนาของเธอ ฝนตกแล้ว อึนทักอยากร้องไห้

“อีกแล้วเหรอ น่าเบื่อจริง ฉันเบื่อชีวิตที่มีแต่ฝน”

อึนทักซุกหน้าลงไปหว่างเข่า ฝนตกลงมาบนแผ่นหลังเธอ แต่แล้วฝนก็ค่อยๆ สงบลง ฝนในชีวิตของอึนทักไม่น่าจะหยุดตกได้เร็วขนาดนี้ น่าประหลาดนัก อึนทักเงยหน้าขึ้น เป็นโทแกบียืนกางร่มให้เธออยู่

“ฉันรู้สึกเศร้า ฝนเลยตก”

โทแกบีเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วทุ้ม อึนทักกะพริบตาช้าๆ เอมองเห็นตัวเองอยู่ในดวงตาสีดำสนิทของโทแกบี

“ฝนเดี๋ยวก็หยุดตกแล้วล่ะ”

“ทุกครั้งที่คุณลุงรู้สึกเศร้า ฝนจะตกลงมาเหรอคะ”

ที่จริงอึนทักถามไปงั้นๆ ไม่คิดว่าจะเป็นจริง แต่โทแกบีกลับตอบออกมาอย่างจริงจังว่าใช่ อึนทักหัวเราะได้ ที่จริงเดี๋ยวหัวเราะเดี๋ยวร้องไห้ไม่ใช่เรื่องดี เพราะมันดูแปลกประหลาด โทแกบีมากางร่มให้เธอตอนที่เธอกำลังลำบาก คิดๆ ดูแล้วเขาน่าจะเป็นคนดี แต่พอคิดถึงคำพูดที่ว่าอึนทักไม่มีประโยชน์ต่อเขา อึนทักกลับนึกเกลียดโทแกบีขึ้นมา

“ถ้าอย่างนั้นตอนเกิดพายุ คุณลุงเศร้ามากขนาดไหนเหรอ”

“ไม่ใช่อย่างนั้น นั่นคือความเศร้าของโลก เธอสบายดีเหรอ”

เธอเพิ่งบอกไปเมื่อกี้นี้เองว่าชีวิตไม่โอเค ไม่มีใครถามไถ่ทุกข์สุขของเธอ แล้วยังถามเธออีกรึ ฝนตกลงบนร่มอย่างหนัก ฝนตกลงมาหนักจริงๆ อึนทักเงยหน้ามองโทแกบีด้วยความสงสัย โทแกบียิ้มให้เธอเล็กน้อย

“อารมณ์ฉันเพิ่งจะดีขึ้นเมื่อกี้”

จริงรึ อึนทักรู้สึกเหมือนได้เดินทางมาถึงโลกอันแสนมหัศจรรย์ของโทแกบี อึนทักปาดเช็ดน้ำตาด้วยหลังมือ ท่าทางโทแกบีรู้สึกเศร้าเมื่อไหร่ ฝนคงตกลงมาจริงๆ โทแกบีรู้จักเศร้าด้วยหรือนี่

“ฉันไม่ได้เรียกคุณลุงมาเลยนะ...”

“เธอไม่ได้เรียกจริงๆ จะว่าไปฉันก็ยุ่งๆ งานเยอะมาก เยอะตลอด”

“ตายแล้ว”

“ทำไม”

“เมื่อกี้คุณลุงบอกว่าฝนจะตกทุกครั้งที่คุณลุงเศร้า ถ้าอย่างนี้ถ้าคุณลุงรู้สึกเสียใจขึ้นมาเมื่อไหร่ น้ำจะไม่ท่วมเลยเหรอคะ”

ริมฝีปากอึนทักเหยียดออก ดูไม่ออกว่าเธอกำลังยิ้มหรือร้องไห้ สีหน้าของเธอสดชื่นขึ้น ความสดใสของอึนทักแทรกซึมไปถึงหัวใจ โทแกบีหรุบตาลง

เด็กที่ตนช่วยชีวิตเป็นเด็กดีจริงๆ แต่ถ้าเธอเศร้าน้อยกว่านี้ได้คงดี โทแกบีเป็นห่วงที่อึนทักสวมเสื้อนอกบางไปหน่อย

“เธอไม่หนาวเหรอ ทำไมสวมเสื้อบางอย่างนี้”

“โชคร้ายไปหน่อยค่ะ สงสัยตอนนี้จะเป็นหวัดแล้ว เจ้าตัวโชคร้ายพวกนั้นมักจะมาหาฉันตอนที่ฉันกำลังจะลืมมัน จนบางทีฉันก็ติดมันซะอย่างนั้น แต่ก็เนอะ ฉันไม่ได้จะพูดกระแนะกระแหนคุณลุงหรอกนะคะ”

“เธอพูดออกมาอย่างนี้ ก็ไม่ต่างกันเท่าไร”

“คงมีคำพูดแทงใจดำคุณลุงอยู่เหมือนกันใช่ไหมค่ะ”

“อย่าพูดอย่างนั้น คำที่ฉันเกลียดที่สุดคือคำว่า ‘แทงใจ’ นี่แหละ”

อึนทักหัวเราะเมื่อเห็นโทแกบีทำหน้าเคร่งเครียด ทั้งๆ ที่เธอพูดเล่น การได้คุยกับโทแกบี ทำให้อึนทักมีความสุขมากเทียบไม่ได้กับเรื่องที่เธอต้องร้องไห้เพียงลำพังเลย โทแกบีถือร่มพลางบอกว่าจะอยู่คุยกับอึนทักอีก ตอนนี้อึนทักไม่ได้พูดคนเดียวกับลมกับฟ้าแล้ว แต่กำลังคุยอยู่กับเขา

“เคยได้ยินเรื่องนั้นไหมคะ ว่ากันว่าช่วงชีวิตของมนุษย์จะมีสี่ขั้นด้วยกัน นั่นคือขั้นตอนการลงเมล็ด การรดน้ำ การเก็บเกี่ยว และการใช้ผลจากพืชพันธุ์”

“ฉันจะไม่รู้ได้ไง ใครเป็นคนบอกเธอ”

“ฉันทำตัวเป็นเจ้าสาวของโทแกบีมาสิบเก้าปีแล้ว ได้ยินเรื่องที่พวกผีคุยกัน ฉันเศร้ามากที่เหมือนตัวเองไม่มีช่วงเวลาเก็บเกี่ยว”

อึนทักก้มหน้าด้วยความเศร้าใจ ก่อนจะจ้องหน้าโทแกบีตรงๆ

โทแกบีบอกว่าจะรับฟังเรื่องอัดอั้นตันใจของอึนทักก็จริง แต่เขาไม่รู้ว่าจะต้องพูดอะไรตอบไปบ้าง อึนทักชิงพูดขึ้นมาก่อนด้วยรู้ว่าโทแกบีกำลังหนักใจ

“อยากปลอบใจฉันก็แค่ตบบ่า ลูบหัว แล้วก็ให้เงินห้าล้าน”

นั่นคือวิธีปลอบใจหรือ แม้อึนทักจะพูดออกไปเช่นนั้น แต่กลับไม่ได้อะไรตอบแทนมา

ชิ อึนทักเบ้ปาก พลางล้วงอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋า มันคือใบเมเปิลที่อึนทักทับไว้ในหนังสือ ครั้งนี้เธอคงมีโอกาสได้ให้โทแกบีจริงๆ ซะที

“ของขวัญค่ะ สวยใช่ไหมล่ะ”

“...สวยดี”

มือที่จับใบเมเปิลช่างดูบอบบางนัก นั่นเป็นใบไม้ที่บันทึกความทรงจำที่เกิดขึ้นตอนอยู่แคนาดาไว้ สำหรับอึนทักแล้วนั่นเป็นความทรงจำที่มีคุณค่ายิ่งนัก ใบเมเปิลสีแดงเข้มดูมีมนต์ขลัง ความทรงจำทัง้หลายทั้งมวลที่เกิดขึ้นที่นั่น ทั้งความทรงจำที่อยู่ในใบเมเปิล ทำให้เขาสัมผัสได้ถึงความงดงามจนเขารู้สึกเศร้าขึ้นมา

โทแกบียกมือขึ้นลูบศีรษะอึนทักเบาๆ อึนทักรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นบนศีรษะ

“ทำอะไรคะ”

“ลูบหัว.. เป็นการอำลา ขอให้เธอมีความสุข พรุ่งนี้ฉันจะออกเดินทางแล้ว”

นั่นไง สุดท้ายเขาก็ต้องจากเธอไป อึนทักพยายามทำใจให้เข้มแข็ง เธอได้มีความทรงจำที่ดีร่วมกับเขา ได้รู้สึกดี ๆ กับเขา แล้วก็ได้รับการปลอบโยนจากเขา อึนทึกต้องรู้จักพอ

เสียงเม็ดฝนที่ตกลงบนร่มดังเหมือนเสียงหัวใจของอึนทักที่เต้นอยู่ขณะนี้

หนังสือแนะนำ