หลักฐานแห่งความเศร้า

ในที่สุดซันนี่ก็รู้ว่าอึนทักใช้ร้านเป็นที่หลับนอน เพราะน้าสาวบุกมาหาอึนทักถึงที่ร้าน อึนทักรู้สึกผิดต่อซันนี่มากเพราะเดาเหตุการณ์ได้ลางๆ ว่าป้ามาแสดงท่าทีเช่นไรบ้าง

เจ้าของร้านอุตส่าห์เมตตาเธอสารพัด ให้ร่มเธอ แต่เธอยังสร้างความลำบากใจให้อีกฝ่าย คิดว่าครั้งนี้คงถูกไล่ออกแน่ๆ แต่เจ้าของร้านกลับใจเย็นและให้อภัยเธอ ทั้งเหมือนจะเข้าใจอึนทักดี อีกทั้งยังเปลี่ยนรอบเงินเดือนจากรายเดือนเป็นรายสัปดาห์ทั้งๆ ที่อึนทักไม่ได้ร้องขอ อึนทักตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะต้องตอบแทนบุญคุณเจ้าของร้านให้ได้

ขณะที่เดินออกมาจากประตูโรงเรียนหลังโรงเรียนเลิก เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น คย็องมีส่งข้อความมาขอยืมเงินสามหมื่นวอน น้าสาวกู้เงินมาใช้จนดอกเบี้ยบานเบอะ โขกสับเธอไม่เว้นแต่ละวันแล้วยังมีหน้ามาขอยืมเงินกันอีก อึนทักตั้งใจจะไม่แยแส ยัดโทรศัพท์ลงกระเป๋า แต่แล้วจู่ๆ รถตู้คันหนึ่งขับมาจอดข้างๆ อึนทัก ผู้ชายหน้าตาชั่วร้ายสองคนเปิดประตูลงจากรถมา อึนทักสัมผัสได้ถึงอันตรายจึงทำท่าจะเลี่ยงหลบ แต่ยังไม่ทันได้สบตาพวกมัน ผู้ชายสองคนนั้นก็เข้ามาฉุดแขนอึนทักไว้

“พวกคุณเป็นใคร”

“เป็นเด็กเป็นเล็ก หนีออกมาจากบ้านได้ยังไง อันตรายนะ น้าสาวเธอเป็นห่วงเธอมาก รีบไปกันเถอะ”

“ไม่เอา ช่วยด้วยค่ะ ช่วยฉันด้วย...”

ชายฉกรรจ์ผู้นั้นรีบเอามือปิดปากอึนทักก่อนจะดันร่างอึนทักขึ้นไปบนรถตู้ อึนทักพยายามดิ้นให้หลดจากการฉุดกระชาก แต่ไม่อาจเอาชนะแรงชายฉกรรจ์ได้ ขณะที่ชายตัวโตจับตัวอึนทักไว้ ชายอีกคนก็จับพว

มาลัยขับรถออกไปทันที อึนทักตกใจกลัวจนตัวสั่นทำอะไรไม่ถูก กลัวมากจนอยากจะร้องไห้ แต่น้ำตาไม่ไหลออกมา

อึนทักเห็นเพียงปราดเดียวก็รู้ทันทีว่าชายฉกรรจ์ที่แต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ตลายดอกสองคนนี้คือพวกนักเลงเงินกู้เงินนอกระบบ น้าของเธอต้องขายเธอให้กับพวกมันเป็นแน่ น้าที่เจอหน้าเธอทีไรก็ถามถึงแต่เรื่องเงินประกันชีวิตของแม่เธอ แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ไม่น่าเชื่อว่าน้าเธอจะทำกันอย่างนี้ได้ ถึงแม้จะไม่คิดว่าเธอเป็นคนในครอบครัว แต่นี่มันเกินไปแล้ว ถึงจะไม่ใช่คนร่วมสายเลือดยังไม่ทำกันถึงขนาดนี้ การกระทำเช่นนี้ไม่ใช่การกระทำของมนุษย์แล้ว

รถวิ่งออกไปเร็วมาก วิ่งมาได้สักพักก็ออกมาถึงถนนถมดิน แถวนี้ไม่ค่อยมีรถวิ่งผ่านไปมา พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า ความมืดค่อยๆ ปกคลุมรอบด้าน อึนทักตัวสั่นเทาด้วยความกลัว แต่ยังพยายามตั้งสติ อึนทักรู้ดีว่าถึงจะดิ้นไปดิ้นมาทำท่าขัดขืนก็ไร้ประโยชน์ จึงได้แต่เฝ้ามองหาโอกาส แม้มันจะหายากมาก็ตามที ใน

ชายฉกรรจ์ลงมือรื้อค้นกระเป๋าของอึนทัก รูดซิปออก แล้วเทกระเป๋า เขย่าๆ แต่มีเพียงเครื่องเขียนเท่านั้นที่ตกลงบนพื้น ทำให้ชายฉกรรจ์หน้าตาบูดบึ้งพร้อมกับด่าว่าอึนทักทันที ส่วนชายฉกรรจ์อีกคนที่ขับรถมา มองทั้งสองผ่านทางกระจกหลังแล้วตะโกนให้ตั้งใจหาของให้ดีๆ พวกมันอุตส่าห์วางแผนลักพาตัวอึนทักมาแล้ว แต่ดูเหมือนอึนทักจะไม่มีของตามที่น้าของอึนทักกล่าวแม้แต่น้อย

ชายฉกรรจ์คนขับรถฉุนเฉียว ล้วงหยิบบุหรี่ออกมาคาบไว้ แล้วใช้มือข้างที่ไม่ได้จับพวงมาลัยจุดไฟแช็ค

ทันทีที่เห็นไฟแช็ค อึนทักรีบตั้งสติ หมุนตัวไปตั้งใจจะเป่าไฟให้ดับ แต่กลับถูกชายฉกรรจ์ที่มัวรื้อค้นของในกระเป๋าจับตัวไว้ได้ก่อน

“นั่งนิ่ง ๆ”

ชายฉกรรจ์ผู้นั้นตวาดเสียงดัง พร้อมกับตบหัวอึนทัก

“อะไรวะ ตกใจหมด”

ไฟแช็คของชายคนขับตกพื้น อึนทักน้ำตาซึมเพราะไฟแช็คตกพื้นมากกว่าเจ็บที่โดนตบหัว

‘คุณลุง...‘

สิ้นหวังแล้ว ชีวิตที่เธอได้มาเป็นของแถมคงจบลงเพียงแค่นี้ แต่ถึงกระนั้นยังโชคดีที่ตอนนี้อย่างน้อยเธอก็ยังมีคนได้นึกถึง หากเป็นช่วงเวลาก่อนหน้าที่เธอจะได้พบโทแกบี อึนทักไม่มีใครสักคนที่จะพอนึกถึงเลย น้ำตาแห่งความเศร้าไหลออกมา อึนทักก้มหน้าลง

แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังอยากมีชีวิตอยู่ ยังอยากมีชีวิตต่อไป

“น้องหนู พวกเราเป็นคนใจร้อน รู้รึเปล่าว่าเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างเธอมาอยู่ในที่เปลี่ยวๆ อย่างนี้แล้วผลจะเป็นยังไง บอกมา! เอาสมุดบัญชีไปซ่อนไว้ที่ไหน”

ชายฉกรรจ์ขยุ้มคอเสื้อนักเรียนอึนทัก อึนทักสูญเสียสติสัมปชัญญะตะโกนออกมาว่า

“ฉันไม่รู้ น้าเป็นคนสร้างหนี้ขึ้นมาแล้วทำไมต้องมาเอากับฉันด้วย ปล่อยฉันไปเถอะ ถ้าไม่ปล่อยฉันจะแจ้งความ”

“แจ้งความงั้นรึ ท่าทางฉันจะได้เป็นคนแจ้งเองละมั้ง เดี๋ยวปั้ด”

ชายฉกรรจ์ยกกำปั้นขึ้นมาทำท่าจะชกหน้าอึนทัก แต่กลับได้ยินเสียงดังกึก รถหยุดชะงักอย่างกะทันหันทำให้ร่างของชายฉกรรจ์คนนั้นหลุดจากที่นั่งของอึนทักไป ชายฉกรรจ์ทำท่าจะหันไปตวาดชายขับรถว่าทำไมไม่ขับรถให้ดี แต่กลับเห็นชายขับรถนั่งตัวสั่นงันงก

“เป็นอะไรของแก”

“นะ โน่น....”

บรรยากาศรอบด้านมิดสนิทกว่าเมื่อสักครู่นี้ เหมือนมีเมฆหมอกสีดำสนิทปิดเส้นทางไว้จนยากจะมองเส้นทางด้านหน้า เห็นเพียงแต่แสงไฟสลัวจากเสาข้างถนนเท่านั้น

ได้ยินเสียงดังเปรี๊ยะ เหมือนสายฟ้าฟาดลงบนเสาไฟก่อนจะเกิดเสียงระเบิดดังขึ้นติดต่อกัน คนที่อยู่ในรถต่างจ้องมองภาพข้างหน้าด้วยความตกใจ

ทันใดนั้นได้ยินเสียงระเบิดดังเปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง ดังขึ้นติดต่อกันจากเสาไฟข้างทาง ไฟทุกดวงดับสนิท มีเพียงแสงจากไฟหน้ารถเท่านั้นที่ยังส่องสว่างให้เห็นเหตุการณ์ข้างหน้าได้ ทันใดนั้นพลันปรากฏเงายาวสายหนึ่งกำลังพาดผ่านแสงไฟใกล้เข้ามาทุกขณะ

เงาสีดำนั้นค่อยๆ แจ่มชัดขึ้น ชายฉกรรจ์ทั้งสองคนตะโกนโหวกเหวกว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่อึนทักกลับเบิกตากว้างด้วยความดีใจ เจ้าของเงานั้นเป็นคนที่เธอคุ้นเคย เงาสองเงากำลังเดินตรงใกล้เข้ามาแล้ว

โทแกบีกับยมทูต

“อะไรวะ ไอ้ลูกหมาสองตัวนี่ เสียสติไปแล้วรึไง”

ชายฉกรรจ์สบถด่าทอเงาดำสองสายที่เดินฝ่าความมืดใกล้เข้ามา วินาทีนั้นเอง เงาร่างทั้งสองกลับหายไปต่อหน้าต่อหน้า หลงเหลือเพียงความมืดมิดของราตรีเท่านั้น

เมื่อครู่ยังเห็นพวกมันอยู่เลย หรือจะตาฝาดไป ชายฉกรรจ์คนขับรถตกใจจนแทบควบคุมสติไม่อยู่มันเกิดลางสังหรณ์ใจอะไรบางอย่าง

“แก มัวทำอะไรอยู่ รีบไปซิ เร็ว รีบไปเร็ว”

เสียงของชายฉกรรจ์ที่นั่งอยู่กับอึนทักดังขึ้น ทำให้ชายฉกรรจ์คนขับรถได้สติ รีบเหยียบคันเร่ง แต่รถกลับไม่เป็นใจ เสียงดังโครมดังมาจากโครงรถ ตามมาด้วยเสียงอะไรบางอย่างแตกหัก

โทแกบียืนถือดาบอยู่หน้ารถ ดาบที่คนทั่วไปจะไม่มีวันเห็น โทแกบียกดาบขึ้นฟันเข้าตรงโครงรถ ทันทีที่ดาบของโทแกบีวาบผ่านรถไป พลันได้ยินเสียงตึง!

รถถูกฟันขาดเป็นสองท่อน อากาศเย็นจากข้างนอกเข้ามาภายในรถ ชายฉกรรจ์ทั้งสองตะโกนร้องเสียงหลง อึนทักหายใจหายคอไม่ทั่วท้อง นั่งตัวสั่นอยู่เหมือนลูกนกเปียกน้ำ นักเลงทวงหนี้ทั้งสองร้องเสียงหลง ก่อนจะกลิ้งตกลงไปบนถนน

อึนทักเงยหน้าขึ้นมาแล้วพบว่ายมทูตยืนจับรถอยู่ข้างๆ อึนทักจ้องหน้ายมทูต โทแกบีฟันรถตู้คันนั้นขาดเป็นสองท่อนแล้วเดินมายืนอยู่ข้างๆ อึนทัก

“ลงมาซิ”

อึนทักพยักหน้า ท่าทางของอึนทักตอนนี้ดูตกใจกว่าที่เขาคิดไว้เสียอีก โทแกบีขมวดคิ้วแน่น

“เก็บของด้วยสิ”

อึนทักหยิบโทรศัพท์ หนังสือ และเครื่องเขียนที่ตกลงบนพื้นรถใส่ในกระเป๋า ทำตามที่โทแกบีบอก อึนทักเก็บของใส่กระเป๋าเสร็จแล้ว โทแกบียื่นมือให้เธอ ฝ่ามืออันใหญ่โตของโทแกบีช่วยประคองให้อึนทักลงมาจากรถได้ อึนทักตกใจมากจนเข่าอ่อน เดินเซไปเซมาจนโทแกบีต้องเดินมาประคองเธอไว้

“บาดเจ็บตรงไหนรึเปล่า”

เมื่อเห็นอึนทักลงมาจากรถได้โดยปลอดภัย ยมทูตก็ปล่อยมือจากรถคันนั้น

โครม

เสียงรถที่เหลืออยู่เพียงท่อนเดียวกระแทกพื้นอย่างจัง อึนทักตกใจมาก จนเผลอซุกตัวในอ้อมกอดโทแกบี โทแกบีกอดเธอไว้ แม้จะอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับไม่มีเสียงจะพูด อึนทักจึงได้แต่ยกกำปั้นเล็ก ๆ ของเธอทุบลงบนอกด้วยความอึดอัด

“เธอเป็นอะไรของเธอ”

“เจ็บไหมเหรอ ถามออกมาได้ยังไง”

แถมยังมีเรื่องที่พายมทูตมาที่นี่อีก เธอยังอยากมีชีวิตอยู่ แต่กลับพายมทูตมาที่นี่งั้นรึ

“ก็ เอ่อ.. แค่ถามว่าพวกมันสองคนทำอะไรเธอบ้างหรือเปล่าเท่านั้นเอง”

โทแกบีมองสำรวจอึนทักด้วยความเป็นห่วง อึนทักเพิ่งได้สติ เมื่อเห็นอึนทักมีสีหน้าดีขึ้น โทแกบีจึงละจากอึนทักเดินไปหาชายฉกรรจ์เงินกู้นอกระบบทันที

คนบาปต้องได้รับกรรมที่ก่อไว้

 

 

 

เหตุการณ์เช่นนี้ใช่จะเกิดกับทุกคนที่ถูกลักพาตัว ทั้งยังรอดชีวิตจากรถที่ขาดออกเป็นสองท่อน เป็นเรื่องน่ามหัศจรรย์จริงๆ ที่รอดพ้นช่วงวิกฤตของความตายมาได้

ตอนนี้อึนทักนั่งเผชิญหน้ากับโทแกบีในร้านขายต๊อกผัด อึนทักใช้ช้อนผัดต๊อกในกะทะที่วางข้างหน้าแล้วรินน้ำดื่ม พอได้ดื่มน้ำแล้วรู้สึกโล่งสบายขึ้น

“ทำไมยังไม่ไปอีกละคะ คุณลุงบอกว่าจะออกเดินทางแล้วไม่ใช่เหรอคะ”

โทแกบีจ้องหน้าอึนทักที่กำลังหยิบเส้นมาม่าใส่ลงในกระทะพลางตอบว่า อีกไม่นานก็จะออกเดินทางแล้ว ท่าทางอึนทักจะตกใจมาก แต่พยายามรักษาสีหน้าให้เป็นปกติ

อึนทักตระหนักได้ถึงสายตาของโทแกบี จึงค่อยๆ วางถ้วยลง ตอนที่ไฟแช็คตกลงบนพื้น เธอคิดว่าชีวิตนี้คงจบสิ้นแล้ว แต่ดูเหมือนจะยังไม่จบไม่สิ้น เธอนึกถึงเรื่องที่สงสัย จึงถามโทแกบีว่า เธอไม่ได้จุดไฟแล้วเขามาทันเวลาได้อย่างไร ได้ยินคำถามนั้น โทแกบีจึงยิ้มเล็กน้อย

“คงเป็นเพราะเธอนึกถึงฉันมาก”

“แต่คุณลุงไม่ต้องมาก็ได้นี่”

“ไม่มีเหตุผลอะไรที่ฉันจะไม่มาหาเธอนี่”

ไม้กวาด คุณลุงคนนี้เป็นแค่ไม้กวาด

อึนทักอยากเกลียดโทแกบีที่พูดปาวๆ ว่าเธอไม่มีค่าหรือความจำเป็นต่อเขา แต่อึนทักก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องเกลียดชัง มิหนำซ้ำยังต้องขอบคุณและรู้สึกผิดต่อเขา ดวงตาของโทแกบีช่างเศร้าสร้อยนัก

“ฉันต้องขอโทษด้วยนะคะ คุณลุงเองก็มีธุระให้ต้องสะสางมากมาย แต่ยังใจดีมาช่วยชีวิตคนที่ไม่ใช่เจ้าสาวของคุณลุง”

ท่าทางอึนทักจะงอนเขามาก ไม่รู้จะหาวิธีใดให้อึนทักหายโกรธได้ โทแกบีจึงแสร้งทำหน้าบึ้งเล็กน้อย

“คุณลุงบอกให้ฉันคิดว่า ชีวิตนี้เป็นของแถม จริงอย่างที่คุณลุงพูดทุกอย่างค่ะ ได้ยินมาว่าคุณลุงเป็นคนช่วยชีวิตแม่กับฉันเมื่อ 19 ปีก่อน ฉันเลยตั้งใจว่าจะไม่โกรธไม่เกลียดคุณลุงแล้วล่ะ”

“แต่ดูเหมือนเธอจะเกลียดฉันนะ ...เกลียดมากด้วย”

อึนทักรีบปฏิเสธว่าไม่ใช่ เธอปิดหัวแก๊สที่ผัดต๊อกพลางพึมพำว่าต๊อกนิ่มหมดแล้ว เดี๋ยวต๊อกเละหมดพอดี ถ้าหากจะพูดกันตรงๆ เธอไม่ได้เกลียดโทแกบี... ใช่ เธอแค่รู้สึกน้อยใจเท่านั้น ที่จริงเธอก็ไม่ได้ตั้งใจจะเป็นเจ้าสาวของโทแกบี แต่ถึงอย่างนั้นโทแกบีก็ไม่น่าจะตั้งแง่กับเธอ เอาแต่ปฏิเสธเธอแบบนั้น

“ไม่หรอกค่ะ ต่อไปฉันจะไม่เรียกหาคุณลุง ไม่คิดถึงคุณลุง ไม่ทำอะไรสักอย่าง เพราะฉะนั้นขอให้คุณลุงเดินทางจากไปให้สบายใจ ไปใช้ชีวิตที่โน้นให้สบาย และหวังว่าคุณลุงจะได้พบกับคนที่ดีนะคะ ขอให้เจอคนที่เห็นอะไรบางอย่างในตัวคุณลุงจริงๆ ขอให้เธอคนนั้นเป็นคนสวยด้วย”

อึนทักพูดในสิ่งที่อัดอั้นมานานออกไปหมดแล้วลุกขึ้นยืน อึนทักกล่าวขอบคุณที่ช่วยตนไว้ ตอนนี้เธอไม่มีอารมณ์จะกินต๊อกผัดเลยแม้แต่น้อย อึนทักบอกโทแกบีให้กินผัดต๊อกให้อร่อย โค้งอำลาแล้วทำท่าจะเดินออกไปจากร้าน แต่โทแกบีรีบคว้ามืออึนทักไว้

“ฉันไม่มีเงินจ่ายหรอกค่ะ”

“เรื่องเงินไม่ต้องห่วงเดี๋ยวฉันจ่ายเอง นั่งลงกินก่อน”

“คุณลุงจะเลี้ยงข้าวเย็นฉันเหรอคะ”

อึนทักคงไม่ได้กินอะไรก่อนถูกลักพาตัวไปแน่ ตอนนี้คงหิวมาก พออึนทักถามมันว่าเป็นห่วงเธอด้วยรึ โทแกบียอมรับโดยง่ายว่ามันเป็นห่วงอึนทัก อึนทักได้ยินแล้วตกใจ แต่แล้วก็ส่ายหน้าไปมา

“ไม่หรอกค่ะ ฉันไม่อยากกินกับคุณลุง ถ้าจะให้กินจริงๆ ก็ห่อให้ฉันดีกว่า”

“เธอเกลียดฉันจริงๆ ด้วย”

พูดตรงมาก โทแกบียิ่งเอ็นดูอึนทัก พอเห็นโทแกบียิ้มน้อยยิ้มใหญ่ อึนทักจึงทรุดตัวลงนั่ง แล้วก็ลงมือกินต๊อกผัดทันที

โทแกบีให้ท็อกฮวาสืบข้อมูลส่วนตัวของอึนทัก ดูเหมือนว่าชีวิตที่ผ่านมาของเด็กสาวคนนี้จะมีแต่ความทุกข์ยาก น่าประหลาดที่แม้แต่โทแกบียังไม่สามารถมองเห็นอนาคตของอึนทักได้

จากข้อมูลที่ท็อกฮวาส่งมา อึนทักยังมีเงินประกันที่มารดาเธอทำไว้ หนึ่งร้อยห้าสิบล้านวอน (เชิงอรรถ – ราวๆ 4,453,681 บาท ) ซึ่งตอนนี้น้าสาวของอึนทักทำหน้าที่เป็นผู้ปกครอง เพราะอึนทักยังไม่บรรลุนิติภาวะ ชีวิตของอึนทักทุกข์ยากลำบากจนเป็นที่ร่ำลือไปทั่วทั้งแถบนั้นว่าเธอถูกคนในครอบครัวของน้าแท้ๆ โขกสับและใช้งานอย่างหนัก

นักเลงทวงหนี้ทั้งสองคนถูกสาบให้ต้องทะเลาะกันเอง วิวาทกันเองจนไม่มีความสุข ส่วนคนในครอบครัวของน้าถูกจับในฐานะนักต้มตุ๋น ถูกจับคุมขังในห้องขัง นี่เป็นบทลงโทษที่เหมาะสมต่อมนุษย์ที่เห็นทรัพย์สินเงินทองสำคัญกว่าคนร่วมสายโลหิต

 

 

 

เวลาพักกลางวัน อึนทักหมอบนอนกับโต๊ะจ้องมองไปยังนอกหน้าต่าง มองเห็นใบแปะก๊วยสีเหลือง เห็นใบแปะก๊วยแล้วพลันนึกถึงเหตุการณ์ที่แคนาดาขึ้นมาจับใจ สีหน้าตกใจของโทแกบีที่ได้ยินคำสารภาพรักจากเธอ น้ำเสียงอันอบอุ่นและอ่อนโยนที่คอยตอบคำถามเธอ ภาพแผ่นหลังของโทแกบีที่ยืนอยู่หน้าหลุมฝังศพ

ไม่รู้ล่ะ จะไปไหนก็ไปเหอะ”

ระหว่างทางเดินกลับจากโรงเรียน มุ่งหน้าไปยังร้านขายไก่ที่ทำงานพิเศษอยู่ จู่ๆ เส้นทางที่เดินอยู่กลับไม่คุ้นตาเสียอย่างนั้น ถนนเส้นนี้กลับเต็มไปด้วยใบหน้าของโทแกบี ทั้งกระเป๋านักเรียนโทแกบี โปสเตอร์ละครเวทีโทแกบี ใบปลิวโทแกบี ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นโทแกบี อึนทักพยายามไม่คิดถึง แต่ขายาวๆ ของโทแกบีกลับก้าวเข้าไปในห้วงความคิดของอึนทักตลอดเวลา

ในที่สุดอึนทักก็เดินมุ่งไปยังร้านขายเครื่องเขียนเล็กๆ แถวนั้น เพื่อเอาใบเมเปิลอีกครั้ง เดิมทีเธอเก็บใบเมเปิลไว้เพื่อจะมอบให้โทแกบี แต่หลังจากไม่ได้ให้ เธอจึงเอามันมาเสียบไว้ในหนังสือนิทานเทพนิยายโทแกบีตรงมุมหนังสือเด็กในร้านขายหนังสือแทน

จากวันนั้นถึงวันนี้หลายวันผ่านมาแล้ว อึนทักกลัวว่าหนังสือเล่มนั้นจะถูกขายไปแล้ว โชคดีที่หนังสือเล่มนั้นยังอยู่ที่เดิม แต่ตอนนี้ท็อกฮวา ลูกเศรษฐีเจเนอเรชั่นที่สาม กำลังจะซื้อหนังสือเล่มนั้นไป แม้อึนทักจะยืนยันหนักหนาว่าเธอทับดอกเมเปิลไว้ในหนังสือเล่มนั้น ท็อกฮวาก็ไม่รับฟัง จนอึนทักต้องค่อยๆ อธิบายให้เขาฟัง จึงได้ใบเมเปิลคืนมา

แม้จะได้ใบเมเปิลคืนมา แต่อึนทักยังติดใจอยู่เหมือนเดิม โทแกบีจะออกเดินทางเมื่อไหร่ที่บอกว่าอีกไม่นาน หมายความว่าเป็นวันพรุ่งนี้เหรอ? คงไม่ใช่วันนี้หรอกนะ

อึนทักย่างปลาหมึกบนเตาแก๊สในห้องครัวที่ร้านขายไก่แล้วคิดโน่นคิดนี่ สีหน้าเรียบเฉยตอนยกดาบฟันรถจนขาดเป็นสองท่อนช่างดูดุดันน่ากลัว แต่เธอกลับไม่กลัว ถึงอย่างไรก็ตาม เมื่อไหร่ที่เธอจุดเทียน แล้วดับเทียน ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหนก็ต้องมาหาเธอ

อึนทักคิดเรื่องโน้นเรื่องนี้อย่างเหม่อลอย จนปลาหมึกที่อยู่บนเตาลุกไหม้ อึนทักตกใจร้องตะโกนเสียงหลง ใช้ปากเป่าไฟด้วยกลัวว่าไฟจะไหม้ร้าน และแล้วตอนนั้นเอง

ท่าโทแกบียืนอ่านหนังสือ มือจับคาง ช่างดูมีสเน่ห์นัก ท่าทางของเขาตอนนี้เหมือนกำลังโฆษณาสินค้าอะไรบางอย่าง อึนทักถอนหายใจยาว

“อ่านหนังสืออยู่เหรอคะ”

“ปกติแล้วฉันเป็นคนที่ใกล้ชิดกับดนตรีและการวาดภาพ”

“ขอโทษด้วยนะคะ ที่รบกวนตอนคุณลุงกำลังอ่านหนังสือ”

“นั่นน่ะสิ เรียกมาทำไมอีก ไหนบอกว่าจะไม่เรียกแล้วไง

โทแกบีปิดหนังสือพลางถามอึนทัก

พลาดไปแล้ว พลาดไปแล้วจริงๆ ย่างปลาหมึกแล้วเผลอทำมันไหม้ อึนทักร้องถามว่าทำไมป่านนี้แล้วยังไม่ไปอีก มัวทำอะไรอยู่

คำถามของอึนทักทำให้โทแกบีรู้สึกแปลกๆ เขากำลังเตรียมตัวจะเดินทาง ขณะกำลังเก็บของอยู่ แต่จู่ๆ ก็นึกถึงอึนทักขึ้นมา ภาพอึนทักที่พยายามจะใช้มือปิดตาไม่ให้มันสบสายตากับยมทูต อึนทักพยายามจะปกป้องตน และที่อึนทักทำเช่นนั้นไม่ใช่เพราะตนเคยช่วยเหลืออึนทักมาก่อน ในที่สุดความสัมพันธ์ของทั้งสองกลายเป็นความสัมพันธ์ที่ต่างคนต่างพยายามจะช่วยเหลือกันและกัน ขณะที่โทแกบีครุ่นคิด ร่างของเขาพลันจางหายไป เขายิ้มเมื่อคิดว่าอึนทักกำลังเรียกเขามา

“ถ้าอย่างนั้นฉันขอตัวก่อนนะ ต้องรีบไปเก็บของ”

“เดี๋ยวก่อน”

“เธอนี่ต้องรอให้ฉันทำท่าจะไปเสียก่อน แล้วค่อยชวนคุยตลอดเลยนะ”

“ฉันกำลังจะชวนคุยทีไรคุณลุงก็ตั้งท่าจะไปทุกทีมากกว่า ฉันมีเรื่องอยากถาม”

“เงินตั้งห้าล้าน ฉันให้เธอไม่ได้หรอก”

อึนทักชะงักไป ก่อนร้องว่า

“คุณลุงพูดอะไรของคุณลุง ฉันไม่ได้จะถามเรื่องนั้น”

ตัวเองเป็นคนหูฝาดเองแท้ๆ แต่ยังมาพาลใส่ตนอีก

“จะโทษฉันไปถึงไหน”

“ฉันต้องเห็นอะไรจากตัวคุณลุงกันแน่”

อึนทักอยากถามให้แน่ใจ เธออยากได้ยินคำตอบที่มาจากใจจริง ไม่ว่าคำตอบนั้นคืออะไรก็ตาม

“แล้วฉันต้องเห็นอะไรเหรอ? ต้องทำยังไงถึงจะกลายเป็นคนที่มีค่าสำหรับคุณลุงได้ละคะ”

“ถ้าฉันบอกเธอแล้ว เธอจะบอกฉันว่าเธอเห็นรึ”

“ไม่ ฉันตั้งใจว่าถึงจะเห็นก็จะบอกว่าไม่เห็น”

คำถามและคำตอบที่ไม่คาดคิด ทำให้โทแกบีอึ้งไป อึนทักถามโทแกบีเพื่อให้ตัวเองเสียใจน้อยลง แต่ยิ่งถามก็เหมือนยิ่งเศร้ามากกว่าเดิมเสียอีก

“ถ้าฉันบอกว่า ฉันเห็น แล้วจากนั้นคุณลุงก็มาทำดีกับฉัน จะเป็นยังไงคะ ถ้าฉันบอกว่าฉันเห็น คุณลุงอาจให้เงินฉันสักห้าล้าน ชวนฉันไปหาอะไรอร่อยๆ กินกัน ฉันอยากได้อะไรไหม เดี๋ยวจะซื้อให้ ถ้าเป็นอย่างนั้น ฉันคงไม่ชอบแน่”

อึนทักทำให้มันโกรธขึ้นมาแล้ว

“ไม่เห็นอะไรเป็นพิเศษเลยเหรอ ไม่เห็นอะไรที่ทำให้ฉันเจ็บปวดเลยเหรอ”

คำพูดของโทแกบี ทำให้อึนทักชะงักไป

“เห็นเหรอ? เธอเห็นเหรอ”

อึนทักทำท่าเหมือนไม่สนใจเขา

“จะมาอะไรกับฉันอีกเล่า ลาก่อนค่ะ ฉันมีงานต้องทำอีกเยอะ ขอตัวก่อนนะคะ”

“ไปกินอะไรอร่อยๆ กันไหม อยากได้อะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า”

“อยากได้เงินห้าล้าน แต่ถ้าไม่ได้ ก็ไปกินเนื้อย่างแทนแล้วกันค่ะ”

 

 

 

โทแกบีกำลังปิ้งย่างเนื้อวัวมือเป็นพัลวัน เปลี่ยนตะแกรงแล้วไม่รู้กี่ครั้ง ปกติอึนทักเป็นเด็กสาวที่แสดงความรู้สึกออกมาอย่างตรงๆ และจริงใจ แต่โทแกบีตอนนี้กลับไม่อาจจับความรู้สึกใดๆ ได้เลย ได้แต่เซ้าซี้ถามอึนทักครั้งแล้วครั้งเล่าว่าเห็นอะไรในตัวเขาหรือไม่

อึนทักเพียงตอบอย่างคลุมเครือ เหมือนจะเห็นและก็เหมือนจะไม่เห็น

โทแกบีได้แต่ร้อนรุ่มใจ มันไม่เข้าใจตัวเองว่าอยากให้อึนทักเป็นเจ้าสาวของตนหรือไม่

หลังจากกินเนื้อย่างจนอิ่ม อึนทักสั่งน้ำผลไม้ปั่นดื่มอีก โดยที่โทแกบีได้ช่วยใช้พลังวิเศษของเขาให้หนุ่มสาวคู่หนึ่งที่ความพัวพันกันในชาติที่แล้วได้รักกัน

“คุณลุงเป็นเทวาอารักษ์จริง ๆ ด้วย”

อึนทักนั่งท้าวคางมองหน้าโทแกบีที่ดูเหมือนวันนี้จะหล่อเหลาเอาการเป็นพิเศษ ยิ่งมองหน้าโทแกบี อึนทักยิ่งข้องใจและสงสัยในเรื่องชาติที่แล้วของตัวเอง

“คุณลุงคะที่ชาตินี้ฉันต้องประสบเคราะห์กรรมอย่างนี้ เพราะชาติที่แล้วฉันทำกรรมไว้เยอะเหรอคะ การเกิดมาเป็นเจ้าสาวของโทแกบีในชาตินี้ เป็นการถูกลงโทษงั้นเหรอคะ”

แสงอาทิตย์สาดส่องกระทบใบหน้าอึนทัก โทแกบีมองหน้าอึนทัก แววตาของเธอดูฉลาดหลักแหลมสมกับคำถามของเธอ

“ฉันไม่รู้หรอกว่าชาติที่แล้วเธอเป็นยังไง แต่เรื่องในชาตินี้มันซับซ้อนเกินไปที่จะคุยกับเด็กอายุสิบเก้าปีในชาตินี้ และขอย้ำอีกทีว่าเธอไม่ใช่เจ้าสาวของโทแกบี”

“โอ ไม่หลงกลแฮะ แหม จะว่าไปฉันก็ชอบชีวิตของฉันนะ ฉันมีแม่ที่รักฉันมาก แล้วตอนนี้ฉันก็มีร่มเป็นของตัวเองแล้ว แถมยังรู้สึกดีด้วยที่ได้เจอกับคุณลุงอย่างนี้ อ้อ ไม่ใช่สิ ต้องพูดว่า เคยรู้สึกดีถึงจะถูก”

“.....”

“มันเป็นอดีตไปแล้วไง”

อึนทักรีบเสริมมา ทำให้โทแกบีอดหัวเราะไม่ได้

“เธอนี่ชอบเหน็บแนม เห็นหรือไม่เห็นยังไม่ตอบเลยนะ ไหนบอกมาซิ”

“แม่ฉันเคยบอกไว้ว่า คนเราจะต้องเลือกที่นอน เลือกที่ยืดแข้งยืดขา แล้วก็ต้องรู้จุดมุ่งหมายของตัวเอง เข้าใจใช่ไหมว่าฉันหมายถึงอะไร”

“ไม่เห็นเข้าใจเลย”

“ก็หมายความว่าเราจบกันตรงนี้เถอะ ฉันไปทางนี้ ลาก่อนค่ะ”

ตรงข้างหน้าเป็นทางแยก อึนทักขอแยกเดินไปทางขวา โดยตั้งใจไว้ว่าจะไม่หันกลับมามองโทแกบีอีก อึนทักกลัวว่าถ้าเธอหันมามองเมื่อไหร่ เขาจะหายไปภายในชั่วพริบตา แล้วมีแต่เธอเท่านั้นที่ต้องเสียใจ ทำไมต้องเสียใจน่ะรึ ก็เพราะเธอชอบเขาเข้าแล้ว

แม้จะเพียงไม่นาน แต่การมีใครบางคนอยู่เคียงข้างเธอ มีคนที่เธอจะเรียกหาได้ และมีคนที่คอยช่วยเหลือตอนเธอตกอยู่ในอันตราย ช่วงเวลาที่มีโทแกบีอยู่ข้างๆ อึนทักมีความสุขมาก แต่ตอนนี้คนที่คอยอยู่เคียงข้างเธอเสมอคนนั้นกำลังจะจากเธอไป

แม้จะพยายามทำใจให้แข็ง แต่อึนทักก็ยังหันหลังกลับไปมองจนได้ เด็กสาวที่อายุเพียงสิบเก้าปียังมีความหวัง หวังว่าจะมีความสุข

เธอไม่อยากเชื่อเลยว่าโทแกบียังยืนอยู่ตรงนั้น อึนทักขยี้ตามอง เธอทำท่าอยากจะพูด อยากบอกอะไรบางอย่าง แต่กลับทำไม่ได้ อึนทักได้แต่ยืนอยู่ตรงนั้นพักใหญ่

หนังสือแนะนำ