ปาฏิหาริย์

‘วันนี้จะได้งานจริงเหรอ’

อึนทักเดินเข้าไปในร้านขายไก่ทอดที่ติดป้ายหาเด็กทำงานพิเศษด้วยความมั่นใจ ในร้านมีโต๊ะอยู่หลายโต๊ะ แต่ไม่มีลูกค้าแม้สักคนเดียว มีเพียงผู้หญิงคนหนึ่งนั่งหยิบข้าวโพดคั่วกินอยู่ตรงริมหน้าต่าง เธอคนนั้นเป็นผู้หญิงที่สวยมากจนอึนทักพาลนึกไปว่าเธอไม่ใช่มนุษย์

อึนทักเปิดประตูเข้าไปยืนหันรีหันขวาง ผู้หญิงคนนั้นร้องถามว่าห่อกลับบ้านเหรอ

“อ๋อ ฉันไม่ใช่ลูกค้าค่ะ พอดีเห็นป้ายรับสมัครงานข้างหน้าเลยเดินเข้ามา เจ้าของไม่อยู่เหรอคะ”

“อยู่ นี่ไง”

ผู้หญิงที่สวยจนอึนทักคิดว่าน่าจะเป็นนางฟ้าคนนั้น คือเจ้าของร้านนี้ เห็นแวบแรกก็สวยมากอยู่แล้ว แต่พอรู้ว่าเธอเป็นถึงเจ้าของร้านนี้ อึนทักยิ่งรู้สึกว่าเธอสวยมากขึ้นไปอีก

อึนทักรีบนั่งลงบนเก้าอี้ที่เจ้าของร้านผลักมาให้ ยิ่งมองใกล้ๆ เจ้าของร้านยิ่งสวยจนอึนทักตะลึง

“เป็นเด็กม.ปลายเหรอ”

“อ๋อ ค่ะ คุณเป็นเจ้าของร้านนี่เอง คุณสวยมาก ตอนแรกฉันเลยคิดว่าคุณเป็นลูกค้าเสียอีก”

“จริงด้วย เจ้าของสวย แต่ลูกค้าไม่เข้าร้านมานานเท่าไหร่แล้วไม่รู้”

คำพูดห้วนๆ ของเธอมีเสน่ห์อันประหลาด เธอเป็นเจ้าของร้านขายไก่ทอด ชื่อของเธอคือซันนี่ เดิมทีเธอมีชื่อจริงอยู่แล้ว แต่ชอบชื่อซันนี่ เลยใช้ชื่อนี้

อึนทักตื่นเต้นมาก เพราะครั้งนี้เป็นการสัมภาษณ์งานครั้งแรก เธอพูดออกไปด้วยน้ำเสียงมั่นใจว่าถ้ามีอะไรสงสัยเกี่ยวกับตัวเธอ สามารถถามได้ทุกอย่าง แต่เจ้าของร้านกลับไม่ถามอะไรเลย อึนทักเลยตัดสินใจพูดออกไปอย่างที่ตัวเองอยากพูดจนหมด

“ฉันทำตามเงื่อนไขของร้านได้ทุกอย่างเลยค่ะ เพราะตอนนี้ฉันไม่มีที่ไปอีกแล้ว ตอนเสียแม่ตอนอายุเก้าขวบ แม่ของฉันเกิดอุบัติเหตุจนเลือดท่วมตัว...”

“เฮ้อ หัวไชเท้าดอง หัวไชเท้าดองอร่อยจะตาย เมื่อไหร่ลูกค้าจะมาขอหัวไชเท้าดองไปกินอีกนะ”

ท่าทางลูกค้าจะไม่เข้าร้านมานานแล้ว อึนทักรู้สึกได้ถึงเม็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นตามหลัง

“จนเหรอ”

“ค่อนข้างค่ะ”

“โรงเรียนล่ะ ไม่ไปเหรอ”

“ไปค่ะ ตอนนี้ ม.6”

“ยังเด็กอยู่ ดีจังน้า”

อึนทักจับเนื้อหาในการสนทนาไม่ได้ แม้จะรู้สึกตกใจ แต่ไม่รู้สึกอารมณ์เสียแม้แต่น้อย อาจจะเป็นเพราะกำลังคุยกับคนสวยๆ อย่างเจ้าของร้านคนนี้ก็ได้

“มีนัดที่อื่นรึเปล่า”

“ไม่มีค่ะ”

“ถ้าอย่างนั้นเริ่มงานวันแรกตั้งแต่วันนี้เลย”

อึนทักไม่อยากเชื่อเลยว่าจะได้งานง่ายดายแบบนี้ เธอรีบลุกขึ้นยืนแสดงความขอบคุณ อึนทักให้สัญญาอย่างหนักแน่นว่าจะตั้งใจทำงาน ทำให้เจ้าของร้านอดยิ้มไม่ได้

เจ้าของร้านก็พอใจเด็กที่น่ารักและร่าเริงอย่างอึนทักไม่น้อย พอรับอึนทักเข้าทำงานแล้ว เธอก็บอกว่ามีธุระต้องสะสางแล้วเดินออกจากร้านไป

ท่าทางผู้ชายคนนั้นจะเป็นเทวาอารักษ์ของเธอจริงๆ อึนทักเขียนชื่อตัวเองลงบนป้ายชื่อแล้วเอาแขวนคอพลางครุ่นคิด เธออยากบอกข่าวดีนี้ให้โทแกบีรับรู้ เพราะเขาคือคนที่ช่วยให้เธอได้งานนี้ แต่แปลกที่แม้จะคิดถึงเรื่องนี้ตลอด แต่ภายในร้านกลับว่างเปล่า ไหนบอกว่าแค่คิดถึงก็มาแล้ว ในที่สุดอึนทักก็หยิบไม้ขีดไฟที่มีชื่อร้านไก่ติดไว้มาจุดไฟ

“ในที่สุดฉันก็ได้งานทำแล้วนะ เจ้าของร้านสวยมากด้วย”

โทแกบีปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าอึนทักที่กำลังอวดว่าตัวเองได้งานทำแล้วด้วยความตื่นเต้น แต่การปรากฏตัวของโทแกบีครั้งนี้แตกต่างจากครั้งอื่นๆ เพราะตอนนี้เขาอยู่ในชุดนอน สวมรองเท้าแตะที่ใช้สวมในบ้าน โชคดีที่ยังมีเสื้อคลุมติดมาด้วยในมือของเขาเป็นส้อมเสียบชิ้นเนื้อสเต๊ก

โทแกบีกำลังจะเอาเนื้อสเต๊กเข้าปาก แต่ร่างกลับจางไปแล้วมาโผล่หน้าอึนทัก หน้าตาของโทแกบีบอกบุญไม่รับอย่างยิ่ง

“กินของแพงด้วยแฮะ แต่กับแค่เงินห้าล้านวอนกลับให้ไม่ได้”

“เธอไม่คิดจะโทรหาฉัน นัดกันแล้วค่อยเจอกัน ให้สมกับเป็นผู้มีอารยธรรมบ้างเลยรึ”

“ฉันชอบแบบนี้มากกว่า”

“แต่ฉันไม่โอเค เธอไม่คิดเลยรึว่าฉันจะอยู่ในสภาพไหน”

“ก็คิดถึงแล้ว แต่คุณลุงไม่มานี่”

โทแกบีเคยโกหกว่าแค่คิดถึง เขาก็จะมาหาแล้ว พอได้ยินอึนทักพูดแบบเลยอึ้งไป พูดอะไรไม่ออก แต่เขาไม่อาจปล่อยให้อึนทักเรียกตัวเองมาอย่างนี้ต่อไปไม่ได้

“แต่เจอกันบ่อยๆ แบบนี้ ต่อไปก็จะคบกันไง...ฉันรักคุณ”

ช่างเป็นการสารภาพรักที่ไร้ความจริงใจ ตอนนี้อึนทักดีใจมากที่ได้งานทำแล้ว ถึงแม้โทแกบีจะทำหน้าบึ้งตึง ก่อนจะหายไปโดยไม่แสดงความยินดีกับเธอสักคำ อึนทักก็หาได้สนใจไม่ เพราะตอนนี้เธอรู้สึกหิวจากกลิ่นเนื้อสเต๊กในมือโทแกบีมากกว่า

 

หลังจากถูกอึนทักเรียกไปทั้งๆ ที่ยังอยู่ในชุดนอน ทำให้โทแกบีตกอยู่ในความกังวล การถูกเรียกโดยไม่เลือกเวลาและสถานที่เช่นนี้ ทำให้เขารู้สึกเป็นกังวลยิ่งกว่าที่คิด เขาอยากจะดูดีและฉลาดต่อหน้าอึนทึก

โทแกบีเดินไปเดินมาในบ้านก่อนจะไปเคาะประตูห้องยมทูต แม้ทั้งสองจะไม่ค่อยลงรอยกัน แต่ทั้งสองก็เป็นจำพวกไม่ใช่มนุษย์เหมือนกัน จึงไม่มีใครเหมาะสมที่จะรับฟังปัญหานี้ได้ดีกว่ายมทูตอีกแล้ว

ยมทูตเปิดประตูออกมาด้วยสีหน้าบอกบุญไม่รับ ที่โทแกบีถามวุ่นวายเป็นอันดับแรกคือการแต่งกาย ปกติแล้วเขาจะเห็นโทแกบีแต่งตัวดูดีตลอด แต่ทำไมวันนี้ดูไม่มั่นใจเสียใจอย่างนั้น ในมือของโทแกบีถือทั้งกล่องใส่ซีดีและเครื่องเล่น LPท่าทางจะเป็นคนที่ฟังเพลงทุกชนิดตั้งแต่เพลงคลาสสิกจนถึง K-Pop

“ยุคนี้สมัยนี้ยังมีใครใช้อะไรแบบนั้นฟังเพลงอีกรึ”

เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่เห็นด้วย คราวนี้โทแกบีเอากรอบรูปติดมาด้วย

“ช่วยตั้งสติหน่อยได้ไหม ลองคิดว่านายกำลังแต่งตัวออกจากบ้านดีกว่าไหม”

คำพูดประโยคนี้คล้ายจะเป็นประโยชน์ต่อโทแกบีบ้าง ยมทูตรำคาญจนต้องเอาผ้าห่มคลุมตั้งแต่หัวจรดเท้า ผ้าสีขาวปิดอยู่เหมือนคนที่ตายแล้วไม่มีผิด

 

ได้ยินข่าวการพยากรณ์อากาศว่าจะมีพายุฝนตกติดต่อกันอย่างหนักจากโทรทัศน์ ตอนนี้ฝนกำลังตกอยู่นอกร้านขายไก่ อึนทักถูพื้นไปพลางทอดสายตามองสายฝนไปพลาง คุณซันนี่เจ้าของร้านนั่งอยู่บนโต๊ะ เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง

“ฝนตก...ดีจัง”

อึนทักเดินเข้าไปยืนข้างๆ ซันนี่ที่พูดไปเคี้ยวข้าวโพดคั่วไป

“ดีอะไรหรือคะ ฝนตกลูกค้าก็หายหมด”

“ฝนไม่ตกลูกค้าก็ไม่มี ถึงยังไงลูกค้าก็ไม่เข้าร้านอยู่แล้ว”

ช่างเป็นเจ้าของร้านที่ประหลาดจริงๆ แต่เมื่อเจ้าของร้านคนสวยบอกว่าดี อึนทักก็เลยว่าดี แต่ตอนนี้เธอเป็นห่วงเรื่องไม่มีร่มมากกว่า

“ฉันมีหลายอัน เอาไปซิ รำคาญเลยไม่เอากลับ แล้วอย่าเอากลับมาอีกล่ะ”

“หา จริงเหรอคะ”

ตรงมุมห้องที่เสียบร่วม มีร่มอยู่หลายอันตามที่ซันนี่บอก อึนทักหยิบร่มคันที่ดูธรรมดาที่สุดขึ้นมา

“ว้าว ฉันมีร่มกับเขาแล้ว ขอบคุณมากนะคะ”

นี่คงไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้เห็นร่ม แต่ไม่รู้ทำไมถึงได้ดูดีใจขนาดนั้น ซันนี่มองอย่างแปลกใจแวบหนึ่ง ก่อนไม่สนใจอีก พลางหยิบข้าวโพดคั่วใส่ปากเคี้ยวเหมือนเดิม

ร่มในบ้านของน้ามีอยู่สองอัน แต่อึนทักไม่เคยได้ใช้มันเลย ดังนั้นร่มที่ซันนี่หยิบยื่นให้จึงมีความหมายต่ออึนทักมาก ได้ทั้งงานพิเศษ ได้ทั้งร่ม อึนทักรู้สึกเหมือนชีวิตของตัวเองกำลังดีขึ้นทีละน้อย

นี่เป็นเพราะเธอได้เจอผู้พิทักษ์หรือเปล่านะ อึนทักกางร่มออก เธอไม่รังเกียจฝนที่ตกพรำๆ วันนี้เหมือนเช่นทุกครั้ง

 

อึนทักชูใบเมเปิลที่เธอทับเก็บไว้เป็นอย่างดีขึ้นมาดู

สวยจังเลย มันช่างเป็นที่คั่นหนังสือใบเมเปิลที่สวยที่สุด ทำให้อึนทักอดยิ้มไม่ได้ คืนนี้เป็นคืนที่แทบไม่มีผู้คนสัญจรไปมา อึนทักนั่งตัวงองุ้มอยู่ตรงบันไดด้านหลังห้องสมุด

เธอยกไม้ขีดขึ้นมา กระแอมไอทีหนึ่ง สูดลมหายใจเข้าออก ก่อนจะจุดไม้ขีดไฟแล้วเป่ามันให้ดับ ลำดับถัดไปคือการปรากฏตัวของโทแกบี

“คุณลุงคะ ของขวัญวันเกิด...”

อึนทักพูดไม่ทันจบ ได้แต่อ้าปากค้าง เพราะผู้ที่ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าเธอไม่ใช่โทแกบี หากแต่เป็นยมทูตที่เธอเคยเจอมาก่อน อึนทักหลับตาปี๋ ก่อนจะรีบหันหน้าหนีโดยเร็ว

“ผ้าพันคอ เอ๊ะ ลืมผ้าพันคออีกแล้วเรา”

อึนทักหันหลังให้พลางลูบๆ จับๆ ต้นคอ แต่ยมทูตก็มาโผล่ต่อหน้าเธออีก

“เธอเห็นฉันจริงๆ ทั้งสิบปีก่อน ทั้งตอนนี้ แต่แกล้งทำเป็นมองไม่เห็น ฉันรู้นะว่าเธอเห็นฉัน ตอนนี้ไม่มีใครช่วยเธอได้อีกแล้ว”

ยากจะหนีพ้น อึนทักกำมือแน่น มองหน้ายมทูต หัวใจเต้นไม่เป็นส่ำ

“ฉันก็รู้ว่าคุณรู้”

“เธอย้ายบ้านหนีไป เลยทำให้ฉันต้องตามหาอยู่เป็นสิบปี โชคดีที่เจอจนได้”

“ใครบอกให้หาล่ะ นี่มันสต๊อกเกอร์ชัดๆ รู้ไหม ฉันจะฟ้องคุณ ในลิสคนตายไม่มีชื่อฉันนี่”

“แต่ชื่อเธออยู่ในลิสของคนตายที่ตกหล่นไป ถึงจะยุ่งยากตอนเตรียมเอกสารที่เป็นหลักฐานของ 19 ปีที่แล้วก็ตาม”

ว่ากันว่าคนที่รอดชีวิตทั้งๆ ที่มีชื่ออยู่ในรายชื่อคนตาย นั่นเรียกว่าปาฏิหาริย์ก็จริง แต่สำหรับยมทูตแล้ว คำว่าปาฏิหาริย์เป็นเพียงเรื่องของรายชื่อตกหล่น เมื่อชื่อตกหล่นไป ก็ต้องเตรียมเอกสารหลักฐานใหม่ เพื่อเตรียมนำรายชื่อเข้าสู่ทะเบียนรายชื่อคนตายอีกครั้ง

“ถ้าอย่างนั้นต่อไปนี้ฉันจะเป็นยังไงเหรอ ฉันจะตายเหรอ ฉันเพิ่งสิบเก้าปีเองนะ”

“อายุเก้าขวบก็ต้องตาย สิบขวบก็ต้องตาย นั่นคือความตาย ไม่มีใครหลีกเลี่ยงพ้น”

คำตอบอันเย็นชาของยมทูตทำให้อึนทักคิดอะไรต่อไม่ออก

กลัว

ถึงเธอจะทุกข์ยากลำบากแค่ไหน แต่ไม่เคยคิดอยากตายเลยแม้สักครั้ง เพราะอึนทักรอคอยอนาคตด้วยความหวัง เธอจึงได้อดทน และรอคอยจนปรากฏใครบางคนที่จะช่วยให้คำอธิษฐานของเธอเป็นจริง เพราะฉะนั้นเธอจึงยังตายไม่ได้

เงาร่างสีดำปรากฏขึ้นด้านหลังอึนทัก ทันใดนั้นยมทูตพลันขมวดคิ้ว

“ครั้งนี้อยู่กับใครอีกรึ เธอนี่มันจริงๆ เลย”

พอหันไปมองข้างหลังจึงรู้ว่าโทแกบีมาแล้ว อึนทักตกใจรีบวิ่งไปเอามือปิดตาโทแกบีไว้

“หลับตาๆ อย่าไปสบตา คนๆ นั้นเป็นยมทูตค่ะ”

โทแกบีหรุบตาลงมองอึนทัก ตัวเธอสั่นเทา ทั้งน้ำเสียง ทั้งมือสั่นระริก แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังบอกให้ตนระวังยมทูต ท่าทีของอึนทักยามนี้เหมือนต้องการปกป้องตนเอง ทั้งๆ ที่ยังดูแลตัวเองไม่ได้เลย

 

 

เหตุที่ใจกลางเมือง เกิดฝนตกอย่างหนักเป็นเพราะอารมณ์ของโทแกบี อากาศเปลี่ยนแปลงไปตามอารมณ์ของมัน แม้ตอนนี้โทแกบีจะเตรียมตัวเป็นอย่างดีทุกวัน แต่อึนทักกลับไม่เรียกหามันเลย โทแกบีกระวนกระวายใจมากอย่างที่มันเอง ก็ไม่เข้าใจ

และในที่สุดอึนทักก็เรียกตนมา ทว่าเป็นตอนที่เธอเจอยมทูต ช่างเป็นเด็กที่ประหลาดจริงๆ ความรู้สึกประหลาดๆ เช่นนี้คล้ายพัดโถมเข้าหาเขาเป็นระลอก

นี่เป็นความรู้สึกที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน เป็นความรู้สึกอันหลากหลาย ประหลาดจริงๆ โทแกบีเอามืออึนทักออก ก่อนจะพูดว่า

“ไม่เป็นไร เราคุ้นเคยกันดี”

โทแกบีหันมองยมทูตพลางกล่าวว่า

“ท่าทางจะกำลังปฏิบัติงานอยู่ใช่ไหม”

คำนั้นทำให้อึนทักถอนหายใจออกมาได้ แต่ก็ยังไม่หายหวาดกลัว เธอจ้องหน้ายมทูตเขม็ง ยมทูตเองก็อยากจะร้องถามกลับไปเหมือนกัน การที่ทั้งสองรู้จักกันเป็นเรื่องประหลาดมาก

“ฉันกำลังปฏิบัติงาน แต่ไม่รู้ว่านายกำลังทำอะไร”

“ฉันกำลังเข้ามาสอดเรื่องความเป็นความตายของมนุษย์อยู่”

“นั่นไง ทำผิดไปใหญ่แล้ว ตั้งแต่ 19 ปีที่แล้ว เด็กคนนี้...”

ก่อนที่ยมทูตจะพูดจบ พลันปรากฏฟ้าแลบบนท้องฟ้าที่มืดครึ้ม แสงสว่างแปลบปลาบท่ามกลางท้องฟ้าที่มืดมิด ท่าทีของโทแกบียามนี้ช่างน่ากลัวนัก ยมทูตจำต้องกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก หยุดคำพูดไว้แค่นั้น มันได้ยินเสียงทางจิตของโทแกบี

‘ไม่เคยเรียนมารึ ว่าตอนที่โทแกบีกำลังเคร่งเครียดจริงจัง อย่าได้เข้าไปข้องเกี่ยว ระวังตัวให้ดี เพราะฉันไม่ต้องการไปยุ่งเกี่ยวกับความเป็นความตายของนาย‘

ยมทูตเดาไม่ออกว่าทั้งสองเกี่ยวข้องกันอย่างใด เด็กคนนี้เป็นใคร ทำไมโทแกบีจึงต้องเข้ามาสอด

ยมทูตเองก็ไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับโทแกบีที่กำลังไม่พอใจ จึงได้นิ่งเงียบไป

เมื่อเห็นสถานการณ์ตึงเครียดขึ้น อึนทักพยายามชักชวนให้โทแกบีหนีไป แต่โทแกบีจับแขนเธอไว้

“ไม่เป็นไร ถึงยังไงเขาก็ไม่มีวันพาตัวเธอไปได้อยู่แล้ว”

“แต่เมื่อกี้เขาบอกฉันว่า เขาหาตัวฉันมาตั้งสิบปีนะ...”

“ต่อให้เขาหาตัวเธอมาร้อยปี ก็ไม่มีมัจจุราชตนใดที่จะพรากเจ้าสาวของโทแกบีไปได้ โดยเฉพาะต่อหน้าต่อตาโทแกบีเช่นนี้”

น้ำเสียงอันทุ้มต่ำหนักแน่นของโทแกบีทำให้อึนทักตาโตขึ้นมา เสียงรถพยาบาลดังมาแต่ไกล ยมทูตหมุนหมวกที่สวมอยู่

เหตุที่มันมาที่นี่ไม่ใช่เพราะอึนทัก หากแต่เป็นเพราะชีวิตของคุณหมอคนหนึ่งที่ทำงานอยู่ในโรงพยาบาล รายละเอียดอื่นๆ ได้แต่ปล่อยวางไว้ก่อน

“ไว้ค่อยพบกันใหม่ อาจจะเจอกันโดยบังเอิญแบบวันนี้ หรือจะนัดกันก่อนก็ได้นะ”

คำพูดนั้นทำให้อึนทักถอยหลังกรูด ก่อนที่ยมทูตจะค่อยๆ เดินจากไปยังทิศที่ได้ยินเสียงหวอของรถพยาบาล

เหลือเพียงอึนทักกับโทแกบียืนอยู่ที่หน้าห้องสมุด ในหัวอึนทึกเต็มไปด้วยความสับสน อึนทักจ้องหน้าอันเคร่งขรึมของโทแกบี ราวกับจะมองให้ทะลุถึงข้างใน

“พูดมา ดูท่าเธออยากจะพูดอะไรตั้งมากนี่”

“เห็นไหมๆ คุณลุงคือโทแกบีจริงๆ ฉันคิดแล้วเชียว ว่าแต่ทำไมต้องโกหกว่าตัวเองไม่ใช่โทแกบีด้วยล่ะคะ”

เธอมีคำถามมากมาย แต่สีหน้าและน้ำเสียงอันเคร่งขรึมของโทแกบีทำให้เธอไม่กล้าเอ่ยปาก อึนทักนึกถึงใบเมเปิลในกระเป๋า ผู้ชายคนนี้คือโทแกบีตามที่เธอคาดคิดไว้ แต่ที่ผ่านมาเขากลับปฏิเสธมาโดยตลอด

ยังมี เรื่องที่เขาบอกว่าอึนทักไม่ใช่เจ้าสาวของโทแกบี...แต่อึนทักกลับคาดหวังให้เขาเป็นโทแกบี แต่อีกใจหนึ่งก็คาดหวังให้อีกฝ่ายไม่ใช่โทแกบี เพราะโทแกบีพยายามปฏิเสธว่าอึนทักไม่ใช่เจ้าสาวของโทแกบี

“ตอนแรกฉันคิดว่าจะไม่ได้เจอเธออีกแล้ว ใครจะไปรู้ว่าเธอจะเดินทะลุประตูของฉันได้ ที่ผ่านมายังไม่เคยมีใครเดินตามฉันผ่านเข้าไปในประตูนั้นได้มาก่อน”

“แล้วยังไงต่อ หลังจากนั้นฉันก็ถามคุณลุงตั้งหลายครั้งแล้วนี่”

“หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไร ในเมื่อตั้งแต่แรก ตอนนี้ และต่อไปในวันข้างหน้า เธอก็จะไม่ใช่เจ้าสาวของโทแกบี”

“แล้วฉันเป็นอะไร ผีตัวอื่นๆ ถึงพากันเรียกฉันว่าเป็นเจ้าสาวของโทแกบี ผีพวกนั้นสร้างความรำคาญให้ฉันจะตายอยู่แล้ว ถึงฉันจะบอกว่าไม่เห็นพวกเขา แต่พวกเขาก็ยังพยายามจะให้ฉันเห็นให้ได้ ฉันมีชีวิตอยู่ แต่ยมทูตก็ไม่อยากให้ฉันมีชีวิต แล้วคนอย่างฉัน เป็นตัวอะไรกัน”

“ฉันบอกแล้วไง ว่าเธอจะต้องใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง สงบเสงี่ยมเจียมตัว ไม่ใช่เรื่องที่เธอจะมาเซ้าซี้เอาคำตอบจากฉัน”

ถ้าหากเขาไม่ใช่โทแกบี และบอกอึนทักว่าอึนทักไม่ใช่เจ้าสาวของโทแกบี เรื่องนี้ยังไม่เป็นไร แต่นี่ผู้ชายคนนี้คือโทแกบี แต่กลับหาว่าเธอไม่ใช่เจ้าสาวของโทแกบี ทุเรศที่สุด ช่างเป็นเรื่องที่น่าทุเรศที่สุด ความตื่นกลัวตอนเจอยมทูตเมื่อครู่พลันหายไปสิ้น เธอน่าจะต้องขอบใจที่โทแกบีปกป้องเธอไว้ แต่ก็ทำไม่ได้

ในที่สุดอึนทักก็ร้องไห้ การเป็นเจ้าสาวของโทแกบี คือความหวังสุดท้ายในชีวิตของอึนทัก แต่โทแกบีกลับปฏิเสธอย่างง่ายดาย อึนทักรู้สึกสมเพชในชีวิตตัวเองเป็นอย่างมาก

“ฉันอุตส่าห์คิดไว้ว่า ถ้าได้เจอโทแกบีจริงๆ ฉันจะแต่งงานด้วย ไหนลองพูดมาตรงๆ คุณลุงมีเหตุผลอื่นใช่ไหม หรือเพราะฉันไม่สวย เลยบอกว่าฉันไม่ใช่เจ้าสาวของโทแกบี หรือฉันมันไม่ใช่รสนิยมของคุณลุงกันแน่”

โทแกบีชะงักไป ก่อนจะตอบว่า

“เธอสวย”

ไหนบอกว่าไม่ใช่ไงเล่า บอกว่าตัวเองไม่ใช่โทแกบี แต่กลับบอกว่าเธอสวย หัวใจอึนทักเหมือนจะหยุดเต้น ในดวงตาสีดำอันลึกล้ำคู่นั้นมีเธออยู่ เด็กนักเรียนม.ปลายที่ชื่อ ชีอึนทักกำลังยืนร้องไห้อยู่ต่อหน้าเขา

“ฉันมีชีวิตมาเก้าร้อยกว่าปี ฉันไม่ได้ตามหาคนที่มีรูปร่างหน้าตาสวยงาม แต่ฉันกำลังหาใครบางคนที่จะพบเจออะไรบางอย่างจากตัวฉัน แต่เธอกลับไม่พบสิ่งนั้น ดังนั้นเธอจึงไม่ใช่เจ้าสาวที่ฉันกำลังรอคอย ก็แค่นี้เอง ที่เธอไม่มีคุณสมบัติเป็นเจ้าสาวของฉันก็ด้วยเหตุผลนี้”

คำบอกเล่าของโทแกบีเช่นนี้ยิ่งสร้างรอยแผลให้แก่อึนทักยิ่งกว่าเดิม

“เธอไม่ต้องเสียใจ คิดเสียว่าเป็นโชคดีของเธอดีกว่า ถ้าหากเธอเห็นอะไรในตัวฉันแล้วล่ะก็ เธออาจจะผิดหวังในตัวฉันมากก็ได้”

แม้จะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายหมายถึงอะไร แต่ตอนนี้เธอก็กำลังผิดหวังอยู่ อึนทักกลับคิดว่า ที่จริงโทแกบีน่าจะปฏิเสธให้ถึงที่สุดว่าตัวเองไม่ใช่โทแกบี ไม่น่าจะยอมรับเอาตอนนี้เลย

“นี่เป็นเหตุผลเดียวกันกับเหตุผลที่บอกว่าเธอไม่ใช่เจ้าสาวของโทแกบี เธอไม่ต้องเรียกฉันมาด้วยความหวังลมๆ แล้งๆ แล้ว อีกไม่นานฉันก็จะจากที่นี่ไปแล้ว”

“..ไปไหนเหรอ”

ดวงตาอันลึกล้ำของเขาจับจ้องอึนทัก นั่นยิ่งทำให้อึนทักรู้สึกอยากจะร้องไห้ขึ้นมาอีกครั้ง ที่จริงถ้าไม่อยากให้เธอคิดหรือหวังอะไรลมๆ แล้งๆ ก็ไม่น่าจะมาเดินอยู่ข้างๆ ทำให้เธอคิดไปเองอย่างนี้ ช่างเป็นโทแกบีที่ใจร้ายนัก

“พอเถอะ ไม่ต้องตอบ ใครอยากจะเป็นเจ้าสาวของคุณลุงกันเล่า เด็กสาวอายุสิบเก้าอย่างฉันเนี่ย จะบ้าเหรอ ฉันจะไม่เรียกคุณลุงมาอีก ขอให้คุณลุงใช้ชีวิตอย่างสบายอกสบายใจเถอะค่ะ คุณลุงไม่ได้สำคัญอะไรสำหรับฉันเลย”

หากเป็นไปได้ เธออยากจะแสดงให้เห็นว่าเธอเก่ง แต่บางทีเธอคงแสดงไม่ได้เรื่อง อึนทักหันหลังให้โทแกบีด้วยหัวใจที่บอบช้ำ ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะไขว่คว้าเรียกหาคนที่กำลังจะไป ในเมื่อตนไม่ใช่คนสำคัญสำหรับใคร ทั้งแก่โทแกบี หรือแม้แต่ผู้ชายคนนั้น

 

มองเห็นบรรยากาศนอกหน้าต่างผ่านทางผ้าม่านหนาๆ ท้องฟ้ามืดมิดติดต่อกันหลายวันแล้ว โทแกบีนั่งอยู่บนโซฟาที่ตั้งอยู่ข้างหน้าหน้าต่าง บรรยากาศอึมครึม

เด็กคนนั้นบอกว่าตัวเองเสียใจ และร้องไห้ โทแกบีรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนทำให้เด็กคนนั้นร้องไห้

“ได้ยินมาว่าถ้าหากเจ้าสาวปรากฏตัวขึ้น โทแกบีจะต้องตาย”

ยมทูตเดินไปข้างๆ โทแกบีด้วยสีหน้าเคร่งเครียด บรรยากาศภายในบ้านเต็มไปด้วยความอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก

“น่าเสียดายที่ไม่ใช่ เด็กคนนั้นมองไม่เห็นดาบในตัวฉัน”

“บางทีอาจจะยังมองไม่เห็นก็ได้นะ เด็กคนนั้นยังเด็กอยู่มาก”

“เธอยังเด็กอยู่ อย่าเพิ่งไปยุ่งกับเธอเลย”

โทแกบีทำตาโต จนยมทูตต้องถอยหลังด้วยความตกใจ

“ทำไมต้องปกป้องเธอด้วย ในเมื่อเธอไม่ใช่เจ้าสาวของโทแกบีสักหน่อย”

นั่นน่ะสิ หากเป็นเจ้าสาวของโทแกบีจริงๆ เธอจะต้องเห็นดาบที่ปักอยู่กลางอกของตนเองสิ การที่อึนทักไม่เห็นแสดงว่าเธอไม่ใช่เจ้าสาวของโทแกบี

ไม่ใช่ก็คือไม่ใช่ โทแกบีรู้สึกเสียใจที่ทำให้อึนทักต้องร้องไห้ มันรู้สึกราวกับตัวเองไม่ได้ช่วยอะไรอึนทักเลยแม้แต่น้อย แม้จะช่วยให้เธอมีงานพิเศษทำ แล้วก็กำลังคิดจะช่วยคลี่คลายปัญหาทางบ้านของน้าสาว บางทีที่มันเป็นห่วงอึนทักอย่างนี้เป็นเพราะเคยช่วยชีวิตอึนทักเอาไว้ครั้งนั้นก็เป็นได้

ท็อกฮวารู้สึกอึดอัดdy[บรรยากาศภายในบ้าน จึงเอาน้ำยาปรับอากาศมาฉีดทั่วทั้งบ้าน โทแกบีสูดลมหายใจเข้า ยิ่งทำให้เมฆรอบกายขยายใหญ่โตขึ้น ท็อกฮวาตะโกนเสียงดังว่า

“คุณอาห้ามให้ฝนตกในนี้นะครับ ใครจะเป็นคนเช็ดถูเล่า”

เพราะเด็กสาวอายุสิบเก้า ทำให้โทแกบีต้องฟังคำเย้ยหยันของยมทูต กับท็อกฮวาที่ถามโน่นถามนี่ไม่หยุด ทำให้โทแกบีรู้สึกเหนื่อยใจมากนัก แม้จะบอกว่าไม่ได้คิดถึงอึนทัก แต่ยมทูตกลับส่ายหน้าช้าๆ ราวกับมีความสามารถหยั่งรู้

“อะไรกัน ถ้าคิดว่าตัวเองทำให้เด็กคนนั้นเสียใจ ก็ไปขอโทษแมนๆ ‘ขอโทษนะ ที่ทำให้เธอเสียใจ‘ แค่นี้ก็น่าจะจบแล้วจริงไหม”

คำพูดของท็อกฮวาจี้ใจดำของโทแกบี ทั้งๆ ที่ไม่มีเหตุผลอะไรให้โทแกบีต้องไปขอโทษเลยแม้แต่น้อย

 

พอปิดร้านแล้ว ในร้านไก่ทอดก็มืดสนิท อึนทักหยิบผ้าห่มขึ้นมา เอาเก้าอี้วางเรียงต่อกันเป็นเตียง เอนตัวลงทำท่าจะนอน แต่กลับนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ อึนทักกลอกตาไปมา

อึนทักกลัวว่ายมทูตจะรู้ว่าเธออยู่ที่ไหน จึงตั้งใจจะเปลี่ยนที่อยู่จากที่บ้าน มาพักที่ร้านขายไก่สักระยะ จึงทำให้ทั้งยมทูตและโทแกบีไปบ้านอึนทักเสียเที่ยว

โทแกบีรู้สึกว่าตัวเองทำให้เด็กสาวเสียใจ แม้ไม่คิดจะขอโทษ แต่ก็อดเป็นกังวลไม่ได้ ตนเป็นผู้ใหญ่ อายุตั้ง 939 ปี อึนทักเป็นเด็กอายุเพียงสิบเก้าปี ด้วยความรู้สึกรับผิดชอบในอะไรบางอย่างที่ตัวมันเองก็ไม่รู้ ทำให้มันเดินมาหาอึนทักถึงที่บ้าน โดยตั้งใจจะบอกให้อึนทักย้ายที่อยู่ เพื่อหลบเลี่ยงยมทูต แต่ที่นั่นกลับไม่มีใครอยู่แม้แต่คนเดียว

อึนทักนอนแหงนหน้ามองเพดานอยู่พักใหญ่ ก่อนจะค่อยๆ กะพริบตาถี่ เธอเองก็กลัวจะถูกเจ้าของร้านว่าที่มาแอบนอนที่นี่ แต่ตอนนี้เธอมีทางเลือกไม่มาก อากาศหนาวอย่างนี้ เธอไม่อาจไปนอนข้างนอกได้ อีกทั้งเธอยังไม่บรรลุนิติภาวะจึงไม่อาจจะไปค้างอ้างแรมที่อื่นได้โดยง่าย

แต่จะว่าไป ถึงที่บ้านจะเป็นบ้าน ก็ไม่ใช่ ‘บ้านของอึนทัก‘ สักหน่อย ที่นั่นเป็นแค่ที่นอนเท่านั้น หากไม่นับเรื่องที่เธอได้เอนตัวลงนอนราบสบายกว่านอนบนเก้าอี้ที่ร้านนี้แล้ว การนอนที่ร้านยังสบายใจกว่านอนที่บ้านหลังนั้นด้วยซ้ำ

โชคชะตาลิขิตให้เธอเป็นเจ้าสาวของโทแกบี คุณลุงคนนั้นคือโทแกบี นี่สินะที่เรียกว่าบุพเพสันนิวาส เป็นคำที่โรแมนติกดีจริงๆ ถึงจริงๆ แล้วเรื่อวมันจะไม่ได้โรแมนติกอะไรเลย คำพูดของโทแกบีที่บอกว่าเธอไม่ใช่เจ้าสาวของโทแกบีดังก้องในหู

“ก็แค่ไม้กวาด”

ในหนังสือเทพนิยายอธิบายไว้ว่าโทแกบีก็ไม่ต่างอะไรกับไม้กวาด พอนึกขึ้นมาได้อย่างนี้ อึนทักก็ลุกพรวดขึ้นยืน เธออึดอัดใจจนอยู่เฉยๆ ไม่ได้อีก

ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เธอออกตามหาผี อึนทักออกตามหาผีแม่ม่าย ไปจนถึงผีคุณยาย จนผีทั้งสี่มารวมตัวกันหน้าอึนทัก แต่เธอกลัวว่าใครเดินผ่านไปมาแล้วจะคิดว่าเธอบ้าที่ยืนพูดคนเดียว จึงเดินเข้าไปในตรอกซอยที่ไม่ค่อยมีผู้คนผ่านไปมา

“เธอเคยบอกว่าฉันเป็นเจ้าสาวของโทแกบีใช่ไหม ทำไมพูดอย่างนั้นละ”

อึนทักซักไซ้ ต้นตอของข่าวลือทั้งหลายทั้งมวลมาจากผีคุณยายที่เห็นเหตุการณ์วันที่เกิดอุบัติเหตุ ผีคุณยายหรี่ตาลงพลางอธิบายสิ่งที่ตัวเองเห็นให้ฟัง

“จากที่ฉันเห็นวันนั้น แม่ของเธอเป็นคนดีนี่ แม่ของเธอตอนที่กำลังขาดใจตาย แต่แล้วกลับมาหายใจได้อีกครั้งภายในชั่วพริบตาเดียว ดอกพอดโกดกลางฤดูหนาวร่วงหล่นบนพื้น เป็นภาพที่แปลกประหลาดมาก”

หน้าตาอันเคร่งเครียดของอึนทักค่อยๆ ผ่อนคลายลง เธอตกใจที่แม่ประสบอุบัติเหตุสาหัสเช่นนั้น แล้วยังรอดชีวิตมาได้

และผู้ชายที่ช่วยเด็กในท้องกับแม่ของเธอไว้คือ โทแกบีนั่นเอง

“ในความคิดของฉัน ความจริงแล้วเธอกับแม่จะต้องตายในคืนนั้น เพราะหลังจากนั้นไม่นานก็มียมทูตไปที่นั่น แต่ก็ต้องกลับไปด้วยความผิดหวัง”

“โทแกบีช่วยชีวิตเจ้าสาวของตัวเองไว้”

ผีแม่ม่ายม้วนตัวไปมาด้วยความเขินอายเมื่อนึกถึงภาพนั้น ช่างเป็นบุพเพสันนิวาสที่แสนโรแมนติกจริงๆ แต่อึนทักกลับไม่รู้สึกยินดี

“คำพูดของคุณลุงถูกทุกอย่าง คนอย่างฉันไม่มีสิทธิ์จะไปโกรธคุณลุงแม้แต่น้อย เพราะถ้าไม่ได้คุณลุงคนนั้น ฉันคงไม่ได้เกิดมา ถ้าเป็นอย่างนั้นฉันก็จะไม่ได้มีความทรงจำร่วมกับแม่จนถึงอายุเก้าขวบ...”

ชีวิตนี้ช่างเหมือนกับของแถม แต่แทนที่เธอจะขอบคุณเขา กลับเกรี้ยวกราดใส่ อึนทักรู้สึกผิด และรู้สึกโกรธขึ้นมาพร้อมกัน

ที่จริงโทแกบีน่าจะพูดกับเธอตรงๆ หากเป็นเช่นนั้นอึนทักก็จะไม่โกรธ ไม่เข้าใจผิด แถมยังจะขอบคุณเขาด้วยซ้ำ แม้ชีวิตนี้จะยากลำบาก แต่ถึงกระนั้นการช่วยชีวิตของโทแกบีครั้งนั้น ก็ทำให้เธอได้พบกับแม่ของเธอ

หนังสือแนะนำ