รัก

โทแกบีไม่อยากเชื่อว่า จะได้ยินเสียงอึนทักดังไล่หลังมา โทแกบีหันหลังกลับไปมอง ก็เห็นอึนทักยืนหน้าตาตื่นอยู่ โทแกบีอึ้งจนพูดไม่ออก ยิ่งรู้จักยิ่งตกใจต่อทุกสิ่งที่เธอเป็น โดยเฉพาะครั้งนี้ ไม่น่าเชื่อว่าเด็กสาวผู้นี้จะเดินผ่านประตูทะลุมิติที่มีเพียงโทแกบีเท่านั้นที่เดินผ่านได้ เด็กคนนี้ทำได้อย่างไร

“เธอเข้ามาได้ยังไง ตามฉันมารึ เธอมาได้ยังไง มาที่นี่ได้ยังไง”

“ก็จับลูกบิดประตู เปิดออก แล้วก็เดินตามคุณลุงมา ว่าแต่ที่นี่ที่ไหนเหรอคะ”

ท่าทางโทแกบีจะตกใจมากที่เธอเดินผ่านประตูตามมาได้ แต่สำหรับอึนทักแล้วดินแดนนอกประตูแห่งนี้กลับน่าตื่นตาตื่นใจมากกว่าหลายเท่า

อึนทักหันรีหันขวาง มองสำรวจทุกสิ่งทุกอย่างรอบๆ ที่นี่มีส่วนคล้ายหมู่บ้านอังกฤษแถวเขตพาจู แต่รอบข้างมีแต่ชาวต่างชาติตาสีฟ้า ผมสีทองและบรรยากาศเหมือนที่เธอเคยเห็นในทีวี ไม่ว่าจะหันไปทางไหนในที่นี้ ก็มีเพียงเธอกับโทแกบีสองคนเท่านั้นที่เป็นคนเอเชีย อึนทักตาโตด้วยความตื่นเต้นพร้อมกับก้าวไปยืนข้างๆ โทแกบี

“ที่นี่ที่ไหนเหรอ”

“แคนาดา”

“แค...นาดาเหรอ แคนาดา ออโรร่า ดินแดนแห่งใบไม้ร่วงนั่นน่ะเหรอ นี่ฉันมาเมืองนอกเหรอเนี่ย”

ที่นี่ต้องไม่ใช่เกาหลีแน่ อึนทักเงยหน้าเห็นใบเมเปิลร่วงหล่นลงมาจากต้น ฤดูใบไม้ร่วงของประเทศนี้ดูเข้มครึม อึนทักกวาดสายตามองโน่นนี่พร้อมกับสูดลมหายใจเข้าออกด้วยความตื่นเต้น อากาศที่นี่สดชื่นและบริสุทธิ์มาก เมื่อเห็นอาคารอันงดงามและสูงตระหง่านที่อยู่ไกลๆ ยิ่งทำให้อึนทักตระหนักได้ว่า ตอนนี้เธออยู่ต่างประเทศแล้วจริง ๆ

โทแกบีเดินนำไปข้างหน้า เด็กคนนี้ไม่ใช่เจ้าสาวของโทแกบี แต่เป็นเพราะตนเคยช่วยชีวิตไว้ จึงทำให้เด็กคนนี้สามารถติดต่อกับตนได้ แต่เด็กคนนี้เปิดประตูเดินตามตนออกมาได้ยังไงกันนะ เสียงก้าวย่างของเด็กสาวเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นและสดชื่น ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เพียงไม่นานเธอเพิ่งร้องไห้เพราะคำพูดของตนอยู่ แต่เพราะเป็นแบบนี้ หากเธอไม่ใช่เด็กที่สดใสร่าเริงมองโลกในแง่ดี ก็คงไม่สามารถยิ้มได้ทั้งๆ ที่เติบโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมอันโหดร้ายเช่นนั้น

ถนนเส้นนี้งดงามมาก เป็นเส้นทางที่ให้ความรู้สึกอันสดชื่นแปลกใหม่

“ว้าว ไม่อยากเชื่อเลยว่าคุณลุงจะมีความสามารถอย่างนี้ด้วย”

“เธอก็มีนี่ เธอเป็นอะไรกันแน่”

“ที่นี่แคนาดาจริงเหรอคะ ถ้าคุณลุงเก่งขนาดนี้ ฉันก็ต้องรีบตัดสินใจแล้วล่ะ”

“อะไร”

“ฉันตัดสินใจแล้ว”

เด็กสาวพันผ้าพันคอสีแดงรอบคอก่อนจะซุกคางลงไปในผ้าพันคอไหมพรมผืนนั้นชั่วครู่ แก้มที่แดงระเรื่อของอึนทักช่างดูน่ารักนัก ท่าทีของเธอทำให้โทแกบีหวั่นเกรง เด็กสาวคนนี้จะพูดอะไรของเธอ

“ฉันจะแต่งงานกับคุณลุง”

พูดจาไร้สาระอีกแล้ว โทแกบีทำท่าจะร้องใส่ที่อึนทักพูดอะไรไม่คิด แต่อึนทักกลับพูดดักขึ้นมาก่อนว่า

“ฉันมั่นใจว่าคุณลุงน่าจะเป็นโทแกบีแน่”

“......”

“ฉันรักคุณ”

สีหน้าของอึนทักยามนี้เหมือนดอกบักวีตที่เบ่งบานเต็มที่ เด็กสาวกำลังสารภาพรักโทแกบี

ใช่แล้ว คำว่ารักดังก้องในหูจนโทแกบีรู้สึกโกรธ เด็กสาวคนนี้ไม่ใช่เจ้าสาวของโทแกบี มันอยากให้เด็กคนนี้ยอมรับความจริง ใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน แต่เด็กสาวกลับพูดว่ารักออกมาง่ายดายนัก มันมีชีวิตมา 939 ปีแล้ว แต่เด็กคนนี้อายุเพียง 18ปี จะไปรู้อะไร คำว่ารักดังก้องวนเวียนอยู่ในหูของโทแกบี จนรู้สึกเหมือนเวลาหยุดชะงักไป อึนทักเห็นเช่นนั้นแล้วฉีกยิ้มใส่โทแกบี

“โอ๋ ท่าทางจะเพิ่งได้ยินคำนี้เป็นครั้งแรกใช่ไหมคะ”

“อย่าพูดอีกนะ”

“ไม่ปฏิเสธด้วยแฮะ”

โทแกบีทำท่าจะพูดโต้ตอบ แต่แล้วกลับล้มเลิกความตั้งใจในที่สุด อึนทักหันหลังเดินไปตามทางอย่างรวดเร็ว จนโทแกบีที่ยื่นมือรั้งอึนทักไว้รู้สึกอาย

 

สำหรับอึนทักแล้วนี่คือความอิสระเสรีที่เธอเพิ่งรู้สึกได้เป็นครั้งแรกในชีวิต อึนทักรู้สึกเหมือนถูกปลดปล่อย รอบกายมีแต่แสงสีเสียงอันน่าตื่นตาตื่นใจ อึนทักแวะเวียนเข้าไปทุกซอกทุกซอย หมุนตัวไปรอบๆ ร้องเรียกหาคุณลุง คุณลุงนับครั้งไม่ถ้วน ก้าวเดินไปบนใบเมเปิลที่ตกลงบนพื้นราวกับกำลังเดินอยู่บนพรมแดง ทุกครั้งที่ลมพัด ใบเมเปิลจะร่วงตกลงมาบนไหล่และบนเสื้อฮู้ดของอึนทัก อึนทักยื่นมือออกไปทำท่าจะคว้าจับใบเมเปิลที่กำลังตกลงมา แต่พลาดจนเกือบจะหกล้ม ขณะที่เธอทำท่าจะเลิกล้มความตั้งใจเพราะจับเท่าไหร่ก็จับไม่ได้สักที โทแกบีก็ส่งใบเมเปิลมาให้หนึ่งใบ

“จับได้แล้วเหรอคะ จับได้เมื่อกี้เหรอ ไม่ใช่ใช่ไหม รีบบอกมาเลยนะคะ ว่าคุณลุงเก็บมันมาจากพื้น บอกมาเร็วสิคะ”

โทแกบีมองหน้าอึนทักด้วยความงุนงง

“ว่ากันว่าถ้าจับใบเมเปิลที่กำลังร่วงมาจากต้นได้ ความรักกับคนที่กำลังร่วมเดินมาจะเป็นจริง รีบทิ้งมันเร็วเข้า”

เมื่อเห็นอึนทักทำท่าจะแย่งใบเมเปิลในมือไปทิ้ง โทแกบีรีบยกแขนขึ้น รูปร่างอันสูงโปร่งของเขา ทำให้อึนทักไม่สามารถคว้าจับใบเมเปิลได้

“บอกฉันสิว่าเรื่องที่เธอพูดเมื่อกี้ไม่จริงใช่ไหม”

“ฉันไม่ได้โกหก ถ้าจับใบเมเปิลที่กำลังตกลงมาจากต้นได้ เขาว่ากันว่าความรักครั้งแรกจะสมหวัง คุณลุงไม่เคยได้ยินอะไรทำนองนี้เลยเหรอคะ”

อึนทักพยายามจะกระโดดคว้าใบเมเปิลในมือโทแกบี แต่มือของโทแกบีสูงเกินกว่าจะเอื้อมถึง สีหน้าอันบึ้งตึงของอึนทักทำให้โทแกบีหัวร่อออกมา

“ไหนบอกว่ารักไง”

“คุณลุงเป็นโทแกบีเหรอ?”

“ไม่ใช่”

“นั่นไง ปล่อยเลย”

“แล้วทำไมเธอต้องจับมันให้ได้ด้วยละ”

“เพราะฉันอยากจะเดินไปด้วยกันกับพี่ชายคนนั้นยังไงละคะ”

พี่ชายรึ โทแกบีเลิกคิ้ว หันมองตามนิ้วที่อึนทักชี้ไป ช่วงที่โทแกบีเผลอ อึนทักไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดลอยไป รีบกระโดดคว้าใบเมเปิลนั้นไว้ทันที จุดที่อึนทักชี้มีหนุ่มรูปหล่อตาน้ำข้าว ผมสีทองยืนอยู่ จะว่าไปแล้วชายผู้นั้นคือผีที่มีหน้าตาหล่อเหลา อึนทักมองเห็นผีรึนี่ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนเมื่อไหร่อึนทักก็มองเห็นผีได้ตลอดเวลาจริง ๆ

ทั้งสองคนทะเลาะกันไป กระทบกระทั่งกันไปจนเดินมาถึงตึกที่อึนทักเรียกมันว่าปราสาท ที่จริงมันคือโรงแรม ภายในโรงแรมงดงามมาก สมแล้วที่ตั้งอยู่ห่างไกล นี่เป็นครั้งแรกที่อึนทักได้เข้ามาในโรงแรมระดับห้าดาวเช่นนี้ แต่จะว่าไปแล้ว ทั้งความรู้สึกและสถานที่ทุกแห่งที่นี่ ล้วนแล้วแต่เป็นครั้งแรกของอึนทักทั้งสิ้น ลอบบี้ของโรงแรมอันแสนวุ่นวายมีโซฟาขนาดใหญ่วางอยู่ โทแกบีจับอึนทักให้นั่งลงบนโซฟา เมื่อเห็นอึนทักกลอกตามองโน่นมองนี่ไปมา

“นั่งรอตรงนี้นะ”

“คุณลุงจะไปไหนเหรอ”

“ไปธุระ”

“ธุระอะไร ขอฉันไปด้วยคนไม่ได้เหรอคะ คุณลุงจะไปพบใครเหรอ”

แม้อึนทักจะถามคำถามออกมารัวๆ แต่โทแกบียังปิดปากเงียบ ท่าทีของมันแสดงให้เห็นว่าไม่คิดจะตอบคำถามของอึนทักแม้แต่น้อย

“หรือจะไปพบผู้หญิง มาถึงแคนาดาแล้วนี่ คงต้องมีนัดสำคัญบ้างละน่า ที่พยายามปฏิเสธว่าฉันไม่ใช่เจ้าสาวของโทแกบี คงเพราะเหตุนี้เอง ก็ได้ค่ะเชิญคุณลุงตามสบายเลย ฉันไม่มีเงินติดตัวเลยแม้แต่แดงเดียว พาสปอร์ตก็ไม่มี ไม่รู้จักใครที่นี่ หายใจหายคอก็ไม่สะดวก แต่ก็ต้องรออยู่ที่นี่คนเดียว...”

โทแกบีเดินออกจากโรงแรมไปโดยไม่คิดจะตอบโต้อึนทักสักคำ อึนทักเบ้ปาก มองตามหลังโทแกบีที่เดินห่างออกไป

 

สนามหญ้าอันกว้างใหญ่ที่สัมผัสกับขอบฟ้า โทแกบีเดินไปกลางสนามหญ้าแห่งนั้น ตรงกลางสนามหย้าแห่งนี้มี หลุฝังศพตั้งอยู่มากมาย ชุดสูทสีดำกับดอกไม้ในมือของเขามีไว้เพื่อคนเหล่านี้

‘ยูคึมซอนเกิดในแผ่นดินโครยอ แต่หลับไหลอยู่ต่างแผ่นดินแห่งนี้‘

“สบายดีหรือเปล่า”

หลุมฝังศพนี้ตั้งอยู่ในแผ่นดินแคนาดา แต่กลับสลักชื่อไว้ด้วยตัวอักษรเกาหลี

‘ยูมุนซุ ผู้เป็นทั้งสหายและเป็นครูที่ดี หลับไหลอยู่ที่แผ่นดินนี้‘

โทแกบีกวาดสายตาผ่านตัวอักษรที่สลักบนหลุมฝังศพ

“พวกเจ้าสบายดีหรือไม่ ฉันยังมีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้ แต่ไม่สุขสบายแม้แต่น้อย”

ข้างหลังโทแกบีเป็นใจกลางเมืองที่เต็มไปด้วยโรงแรมและตึกรามอันทันสมัยเต็มไปหมด ทั้งๆ ที่ตอนที่มันเหยียบแผ่นดินนี้เป็นครั้งแรก ที่ตรงนี้เคยเป็นป่าทึบมาก่อน วันเวลาผันผ่านไป ที่แห่งนี้เปลี่ยนแปลงไปเหมือนที่ประเทศเกาหลีกำลังเปลี่ยน ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงไปหมด มีเพียงมันเท่านั้นที่ยังเหมือนเดิม การที่มันต้องอยู่กับความทรงจำต่างๆ ที่ผ่านเข้ามา ช่างทุกข์ทรมานไม่ต่างจากการตกอยู่ในขุมนรก

มันเคยอยากปิดชีวิตอันแสนยาวนานและน่าเบื่อหน่ายนี้ให้รู้แล้วรู้รอด คิดจะดึงดาบที่ปักอยู่กลางอกของมันออกด้วยตัวเอง เคยร้องขอ อ้อนวอนให้เทพเจ้ายกโทษให้มัน แต่เทพเจ้ากับไม่รับฟังมันแม้แต่น้อย ดาบที่ปักอยู่กลางอกหาขยับเขยื้อนไม่ มีเพียงเจ้าสาวของโทแกบีเท่านั้นที่สามารถดึงดาบออกจากร่างมันได้ โทแกบีกำลังรอคอยผู้ที่จะมอบความตายให้แก่มัน

ช่างเป็นการรอคอยอันแสนยาวนานนัก

 

อึนทักหาตัวโทแกบีที่กำลังนั่งอยู่หน้าหลุมฝังศพจนเจอในที่สุด อึนทักนั่งรออยู่ในโรงแรมด้วยความเบื่อหน่ายจึงออกมาตามหาตัวโทแกบี ไม่แน่ใจว่าจะหาตัวเจอไหม แต่เห็นเขาอยู่ไกลๆ แม้อยากจะเข้าไปหา ทักเขาด้วยความร่าเริง เช่นทุกครั้ง แต่อึนทักไม่อาจทำได้

ใบหน้าของเขายามเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ดูสับสนว้าวุ่น ภาพที่เขานั่งเงียบๆ โดยไม่พูดไม่จาตอนนี้ช่างเหมือนภาพภาพหนึ่ง เป็นภาพที่เงียบสงบและโศกเศร้า เส้นผมปลิวไปตามลม อึนทุกเด็ดดอกมินดึลเลสีเหลืองขึ้นมา เป่ากลีบดอกปลิวไปตกอยู่ข้างกายโทแกบี

อึนทักอดคิดไม่ได้ว่าช่างเป็นภาพที่เศร้าและงดงามยิ่งนัก ดังนั้นจึงตั้งใจจะนั่งมองภาพนั้นอยู่เงียบๆ

 

ความมืดกำลังคืบคลานมา

โทแกบีนั่งอยู่อย่างนั้นพักใหญ่ กว่าจะได้สติ พระอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้าไปแล้ว โทแกบีค่อยๆ ทรงตัวลุกขึ้นยืน จนตอนนี้เขาค่อยนึกได้แล้วว่า ตนเองปล่อยให้อึนทักรออยู่ที่โรงแรมคนเดียวนานแล้ว ขณะกำลังจะหันหลังเดินกลับโรงแรมเขาจึงพบว่าอึนทักดักรอเขาอยู่ โทแกบีถอนหายใจ

“ฉันบอกให้รออยู่ที่โรงแรมไม่ใช่รึ”

“ก็รอแล้วไงคะ คุณลุงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฉันออกมา ธุระของคุณลุง...คือสิ่งนี้เหรอ จะว่าไปมีแต่หลุมฝังเดียวที่ยังไม่มีชื่อแฮะ”

ท่ามกลางหลุมฝังศพของคนตระกูลยู มีหลุมฝังศพของโทแกบีเท่านั้นที่ไม่มีชื่อ มีแต่การสลักปีไว้ว่า ‘1801‘

“คุณลุงต้องออกเดินทางไปที่อื่นกี่ครั้งแล้วละคะ”

“ไม่เคยนับ”

คำตอบห้วนๆ แต่เต็มไปด้วยความโศกเศร้า อึนทักรู้สึกไม่สบายใจมาก เธอโค้งคำนับให้กับหลุมฝังศพไร้ชื่อนั่นด้วยความนอบน้อม

“สวัสดีค่ะ หนูชื่อชีอึนทักค่ะ ฉันจะเป็นเจ้าสาวของคุณลุงคนนี้ไปอีกสองร้อยปีค่ะ”

“ไม่เอา”

“คงเป็นงั้นแหละค่ะ แต่ต่อให้เวลาผ่านไปอีก 200 ปี คุณลุงคนนี้ก็ยังจะหล่อแบบนี้”

คำพูดอันเหนือความคาดหมายของอึนทักทำให้โทแกบีหันมองหน้าอึนทัก

“คุณลุงปฏิบัติต่อฉันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ไม่ต้องเป็นกังวลไปหรอกค่ะ ฉันรับได้ ถ้าเช่นนั้นฉันขอตัวก่อนนะคะ”

อึนทักยิ้มกว้างให้โทแกบีที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก่อนจะเดินลงเนินไปก่อน โทแกบีมองตามหลังอึนทัก ก่อนจะก้าวเดินตามไป

“คุณลุงอยู่ที่นี่นานแล้วเหรอคะ”

“จากที่เคยเป็นกระท่อมกลางป่า ไร้ผู้คนสัญจร จนกลายเป็นโรงแรมใหญ่โต ที่นี่เป็นที่แรกที่ลงหลักปักฐานตั้งแต่เดินทางมาจากแผ่นดินเกิด”

อึนทักตั้งใจฟังคำบอกเล่าด้วยเสียงอันทุ้มต่ำของเขา

“น่าเสียดายเนอะ ที่จริงตอนนั้นคุณลุงน่าจะซื้อกระท่อมหลังนั้นไว้ ไม่อย่างนั้นป่านนี้คุณคงกลายเป็นเจ้าของโรงแรมนั้นแล้ว”

น้ำเสียงที่พูดออกมาด้วยความเสียดาย ทำให้โทแกบีอดหัวเราะไม่ได้ เสียงหัวเราะของเขาทำให้อึนทักเงยหน้าขึ้น

“หรือว่าโรงแรมนั้น...”

“นี่เธอไม่สายเหรอ”

“สายอะไรคะ”

“โรงเรียนไง”

อึนทักตกใจยิ่งกว่ารู้ว่าโรงแรมหรูหราตรงหน้าเป็นของคุณลุงคนนี้เสียอีก ความรู้สึกของอึนทักตอนนี้ไม่ต่างจากซินเดอเรล่าที่ได้ยินเสียงระฆังบอกเวลาเที่ยงคืน

ไม่รู้ว่าเวลาของแคนาดากับเกาหลีต่างกันกี่ชั่วโมง เลยเดาไม่ออกว่าตอนนี้กี่โมงแล้ว อึนทักรีบก้มลงมองนาฬิกาข้อมือ ได้ยินเสียงโทแกบีพูดว่าตอนนี้เป็นเวลาสิบโมงเช้าแล้ว

 

เสียงแตรรถดังหนวกหู ผู้คนก้าวเดินด้วยความเร่งรีบราวกับใครไล่ตามอยู่ข้างหลัง นี่คือภาพวิวทิวทัศน์ที่คุ้นตาที่อึนทักได้เห็นหลังจากเปิดประตูออก อึนทักยืนอยู่ตรงทางม้าลายพร้อมกับสูดอากาศหายใจ แล้วยิ้มออกมา

“หลับสบายจัง”

รอยยิ้มนั้นไม่สมกับเป็นรอยยิ้มของเด็กสาวแม้แต่น้อย มันเป็นรอยยิ้มอันเต็มไปด้วยความเศร้าจนทำให้โทแกบีอดทำหน้าสงสัยไม่ได้

“เหมือนตื่นจากฝัน ฉันไม่คิดไม่ฝันเลยว่าชีวิตนี้จะได้ไปเที่ยวต่างประเทศด้วย ขอบคุณมากนะคะที่พาฉันมาเปิดหูเปิดตาต่างประเทศอย่างนี้”

อึนทักหลับตาอีกครั้งเพื่อเก็บความทรงจำอันแสนงดงามครั้งนี้ไว้ พร้อมด้วยความรู้สึกขอบคุณโทแกบี เมื่ออึนทักโน้มตัวลงโค้งคำนับด้วยความขอบคุณ ทำให้โทแกบีทำตัวไม่ถูก เพราะแท้ที่จริงแล้วอึนทักเป็นคนเดินตามมันมาเอง และมันก็ไม่เคยทำอะไรให้อึนทักเลย

อึนทักยิ้มกว้าง

“ถ้าอย่างนั้นเห็นทีฉันจะต้องขอตัวก่อนนะคะ ตื่นจากความฝันแล้วก็ต้องนำหน้าที่ของนักเรียนต่อไป ถ้าหากวันนี้ฉันล่วงเกินอะไรคุณลุงไป ก็ได้โปรดอย่าถือสาหาความกันเลยนะคะ ฉันแค่ตื่นเต้นมากไปหน่อยเท่านั้นเองค่ะ”

อึนทักเดินจากโทแกบี ตรงไปยังโรงเรียน เธอไม่อยากให้สายลมพัดพรากความทรงจำอันแสนงดงามไปจากเธอเลย ช่วงเวลาดีๆ เช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิตของอึนทักมาก่อน มันจึงช่างเป็นช่วงเวลาที่มีค่ามากนัก ไม่มีใครคอยนินทาเธอลับหลัง ไม่มีใครโขกสับเธอ ช่างเป็นเส้นทางที่แสนงดงามจนยากจะบรรยาย และถึงแม้จะกระทบกระทั่งกันบ้าง มีปากมีเสียงโต้แย้งกันบ้าง แต่อึนทักอยากจะเก็บภาพที่เธอได้เดินข้างๆ ได้อยู่ร่วมกับผู้พิทักษ์ของเธอไว้นานๆ

โดยเฉพาะสายตาของโทแกบีที่นิ่งงันตอนที่เธอสารภาพรัก

 

แม้จะโดนคุณครูประจำชั้นตำหนิเรื่องมาสาย เป็นถึงเด็กม. 6 แล้วแต่ยังมาสาย จนถูกเรียกเข้าไปในห้องพักครูและถูกดุเป็นเวลานาน ถึงจะเรียนเก่งแต่ยากจน เข้ากับเพื่อนๆ ไม่ได้ ทำให้อึนทักไม่เป็นที่ชอบใจของคุณครูประจำชั้นสักเท่าใดนัก แต่มันเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับอึนทักไปแล้วที่จะมีคนไม่ชอบเธอ อึนทักจึงได้แต่อดทน เมื่อสงบสติอารมณ์ได้ก็เอาหูฟังมาเสียบฟังเพลงเหมือนเดิม น้ำเสียงนุ่มนวลสบายหูของดีเจและเพลงบรรเลง ช่วยปลอบประโลมจิตใจของอึนทักให้สงบลง

หยิบหนังสือออกมาจากกระเป๋า เปิดหนังสือหน้าที่มีใบเมเปิลคั่นอยู่ มันคือใบเมเปิลที่โทแกบีคว้าได้ เมื่อเห็นใบเมเปิลสีแดงนั้น ทำให้อึนทักนึกถึงช่วงเวลาที่ผ่านมาแล้วอดยิ้มออกมาไม่ได้ ถ้าเปิดประตูออกไปแล้วเจอประเทศแคนานาอีกทีคงก็ดี

“นี่ แกหายไปไหนกลับมาเอาป่านนี้”

นอกจากไม่ใช่แคนาดาแล้ว พอเปิดประตูบ้านเข้าไปก็ต้องเจอกับเสียงอันเกรี้ยวกราดของน้าทันที พอตอบไปว่า เพิ่งกลับมาจากโรงเรียนก็ถูกด่าว่า แถมยังสั่งให้รีบไปเตรียมอาหารเย็น คย็องมีกับคย็องชิกหิวแล้ว

คนพวกนี้ก็สบายดีไม่ได้เจ็บป่วยตรงไหน แต่กลับงอมืองอเท้าไม่ช่วยเหลือ ไม่ทำอะไร อึนทักสูดลมหายใจเข้าปอดอย่างแรง ก่อนจะรีบถลกแขนเสื้อนักเรียนเดินเข้าไปในบ้านทันที

อึนทักหยิบของในตู้เย็นออกมา ตั้งใจจะทำข้าวห่อสาหร่าย ลวกผักโขม แล้วปรุงรส ก่อนจะเจียวไข่ ม้วนข้าวห่อสาหร่าย ขณะกำลังจะเอามาหั่นบนเขียง คย็องมีก็ถืออะไรบางอย่างวิ่งพรวดพราดออกมาจากห้อง กระดาษแผ่นนั้นคุ้นตาจนอึนทักต้องรีบถอดถุงมือออก แล้วรีบเดินออกมาจากกครัวทันที

“แม่นี่กำลังเตรียมตัวจะเดินทางไปเมืองนอก ดูซิ นี่ไง มันกำลังจะไปแคนาดา”

น้าของอึนทักรีบกระชากแผ่นพับไป หน้าตาบูดเบี้ยวด้วยความโกรธ

“ห๊า ฉันว่าแล้ว คิดอยู่แล้วว่าแกต้องเป็นคนอย่างนี้ จะเอาเงินประกันชีวิตไปเมืองนอกใช่ไหม? แล้วยังมีหน้ามาบอกอีกว่าไม่มีสมุดบัญชี ห๊า”

อึนทักยื่นมือไปหาน้าสาวด้วยสีหน้าอ่อนเพลีย เหน็ดเหนื่อย อึนทักอยากจะไปจากที่นี่ให้พ้นๆ ไปที่ไหนก็ได้ ที่ๆ ไม่ใช่บ้านหลังนี้

“ขอหนูเถอะค่ะ หนูแค่อยากเก็บมันไว้เป็นที่ระลึกเท่านั้นเอง”

“แผ่นพับนี่จะเป็นที่ระลึกได้ยังไง แกเคยไปที่นี่มาตั้งแต่เมื่อไหร่ วันนี้แกโดนดีแน่ คิดจะตอบแทนบุญคุณที่ฉันชุบเลี้ยงมาจนโตป่านนี้อย่างนี้เรอะ”

น้าสาวกระชากผมอึนทักอย่างแรง แม้อึนทักจะร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด แต่อีกฝ่ายก็ไม่มีทีท่าจะหยุด อึนทักพยายามจะหลบเลี่ยง แต่ยังถูกกระชากไหล่และทุบหลังไม่หยุด แต่อึนทักยังคงไม่เลิกล้มความพยายามที่จะเก็บแผ่นพับให้ได้

คย็องมีผู้สร้างเรื่องวุ่นวายกลับเดินกลับเข้าไปในครัวแล้วหยิบข้าวห่อสาหร่ายที่อึนทักม้วนค้างไว้ ทำท่าจะหั่น แต่มีดดันบาดมือเสียก่อน เสียงคย็องมีร้องโอดโอย เลือดไหล สะบัดมือไปมา ร้องเรียกหาแม่ ทำให้น้าของอึนทักละความสนใจจากอึนทักได้ทันที

อึนทักชายตามองคย็องชิกกับน้าสาวที่รุมดูแผลของคย็องมีเล็กน้อย ก่อนจะเดินเก็บแผ่นพับ และคว้ากระเป๋าออกจากบ้านไป โดยมีข้าวสาหร่ายอยู่ในมือหนึ่งอัน

อึนทักเองก็หิวไม่น้อยกว่าคนอื่นๆ แต่เธออดทนมาโดยตลอด

 

อึนทักทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ตัวยาวในซอยที่ไร้ผู้คนผ่านไปผ่านมา ก่อนจะยัดข้าวห่อสาหร่ายเข้าปาก เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งจนเธอไม่อยากจะร้องไห้อีกแล้ว แต่พอก้มลงมองแผ่นพับ น้ำตากลับไหลเอ่อออกมา แม้แต่ความทรงจำดีๆ ของเธอก็ยังถูกทำลายจนยับ

อึนทักกินข้าวห่อสาหร่ายหมดอัน ก่อนจะปัดมือแล้วลุกขึ้นเดินไปตามถนน เดินวนไปเดินมาสี่รอบแล้ว แต่เธอกลับไม่มีที่จะไปเลยสักแห่ง คนอื่นๆ ต่างเดินกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน แต่อึนทักต้องเดินเพียงลำพังคนเดียว อึนทักเจ็บไปทั้งตัว ทั้งๆ ที่เมื่อเช้านี้เธอเพิ่งจะมีใครเดินอยู่ข้างๆ...

“เอ๊ะ”

โทแกบีที่ยืนมองอึนทักอยู่บนตึก พริบตานั้นพลันมายืนอยู่เบื้องหน้าอึนทัก โทแกบีมักยืนมองความเป็นไปของพวกมนุษย์อยู่บนตึกสูงๆ อยู่บ่อยครั้ง วันนี้มันยืนมองอึนทัก มองเด็กสาวที่สารภาพรักกับตัวเอง

“เพิ่งจะเจอกันแค่ไม่นานแล้วเรียกเอาๆ เลยนะ ดึกดื่นก็ยังเรียกอีก”

“ฉันไม่ได้เรียกคุณลุงสักหน่อย”

สีหน้าของอึนทักค่อยผ่อนคลายลง โทแกบียืนอยู่ตรงหน้าเธอแล้ว อึนทักมั่นใจนักว่ามันจะต้องเป็นโทแกบีที่เป็นผู้พิทักษ์กายตนเป็นแน่ เมื่อคิดได้อย่างนี้อึนทักรู้สึกเหมือนกระเป๋าที่ตัวเองถืออยู่เบาขึ้น

“เธอเรียก”

“ไม่เลยค่ะ ฉันไม่ได้เรียกจริง ๆ”

“อย่าบอกนะว่าเมื่อกี้เธอไม่ได้คิดถึงฉัน”

จริงด้วย นึกถึงจริงๆ นึกถึงผู้พิทักษ์ นึกถึงใครบางคนที่จะอยู่ข้าง ๆ เธอ

“เห็นไหมละ ใช่ไหม เธอนึกถึงฉัน ฉันกำลังยุ่งๆ อยู่แต่เธอก็เรียกหาฉันอยู่ได้”

“คุณลุงคะ แค่นึกถึงก็สื่อถึงคุณได้แล้วเหรอ”

“ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่มันเป็นเรื่องละเอียดมาก เราต้องช่วยกันระวังแล้วล่ะ”

คำของโทแกบีทำให้อึนทักรู้สึกผิด ที่ทำให้เขาวุ่นวาย

“เมื่อครู่เธอคิดอะไรเหรอ”

“ก็...นึกถึงตอนไปแคนาดา ที่นั่นสวยมาก ถ้าได้อยู่ที่นั่นก็คงดี ได้ไปแค่เป๊บเดียวแต่มีความสุขมาก พอคิดถึงที่นั่นก็เลยพาลคิดถึงคุณลุงด้วย เสื้อผ้าก็ดูแพง นาฬิกาดูแพงยิ่งกว่า โรงแรมก็เป็นของคุณลุง คุณลุงอะไรดีๆ ตั้งเยอะ... แต่ทำไมคุณดูเศร้าจัง”

ที่อึนทักพูดมาก็ถูกทั้งหมด สีหน้าของเขาตอนอยู่ต่อหน้าหลุมฝังศพ โทแกบีดูเศร้ามาก ดังนั้นเธอจึงได้คำนับหลุมฝังศพที่ไร้ชื่อแห่งนั้นด้วยความสดใส หรือจะเป็นเพราะชายเสื้อโค้ตที่ระสายลมยามฤดูใบไม้ร่วง เลยทำให้คุณลุงคนนี้ดูเศร้านัก

ไม่รู้ว่าตอนที่คุณลุงคนนี้เห็นตอนที่ตนเองเศร้าและเสียใจแล้ว ภาพตนเองเป็นเช่นนั้นหรือไม่ อึนทักยิ้มออกมาเหมือนไม่น่าจะพูดอะไรอย่างนั้นออกไปเลย

โทแกบีละสายตาจากเธอ เด็กสาวคนนี้มักจะพูดอะไรให้มันตกใจได้เสมอ

“งั้นก็แล้วไป ว่าแต่มัวเดินวนไปวนมาอยู่ทำไม กลางดึกกลางดื่นอย่างนี้ ทำตัวน่าสงสัย”

“แล้วรู้ได้ไงคะ”

“ฉันก็ไม่อยากรู้เหมือนกัน ถ้าไม่รู้ได้คงดี”

เหมือนจะร้องไห้ แต่ก็ไม่ร้องไห้ เขาจึงลงมาจากตึกทั้งๆ ที่อีกฝ่ายไม่ได้เรียก โทแกบีใส่ใจเด็กคนนี้โดยที่ตัวเขาเองไม่รู้ตัว

“ฉันกำลังรอให้คนในบ้านหลับหมด ถ้าพวกเขาหลับ ฉันเข้าไปก็ไม่รู้ เลยตั้งใจว่าจะรีบเข้านอนแล้วรีบออกมาตอนรุ่งสาง ประมาณเที่ยงคืนก็หลับกันหมดแล้วล่ะ”

สีหน้าโทแกบีฉายแววประหลาดใจ เด็กคนนี้จะเดินวนไปวนมาอย่างนี้จนเที่ยงคืนเลยรึ เป็นเด็กผู้หญิงแท้ๆ แต่ไม่คิดกลัวอะไร

 

ในที่สุดโทแกบีก็ร่วมเผชิญชะตากรรมกับอึนทักจนได้ ทั้งสองเดินวนไปวนมาผ่านร้านโน้นร้านนี้ไปสามรอบแล้ว

อึนทักรู้สึกซึ้งใจในน้ำใจของโทแกบีมาก แต่พอเธอกล่าวคำว่าขอบคุณ เขาก็อ้างว่าที่เดินไปเดินมาเป็นเพื่อนเพราะท้องอืด อาหารไม่ย่อยเลยต้องมาเดินเล่นอย่างนี้ โทแกบีเป็นคนตลกจริงๆ สิบนาทีที่แล้วเธอเกือบจะร้องไห้ แต่ตอนนี้กลับกำลังกลั้นหัวเราะ

ซูจิน หนึ่งในสองเพื่อนร่วมห้องที่คอยนินทาอึนทักพบเห็นทั้งสองเข้า เธอไม่อยากเชื่อสายตาว่าอึนทักกำลังเดินอยู่กับผู้ชายวัยสามสิบกลางๆ ถ้าเธอเอาเรื่องนี้ไปเล่าต่อ รับรองว่าอึนทักต้องพังแน่

ซูจินแอบหลบหลังรถยนต์แล้วยกโทรศัพท์ขึ้นมาหวังแอบถ่ายรูปอึนทักกับผู้ชายคนนั้น แต่พอจะกดปุ่มถ่ายรูป ประตูรถกลับเปิดออกโดนตัวเธออย่างจัง ซูจินเจ็บมากแต่ไม่อาจส่งเสียงร้องได้ ขณะจะด่าทอว่าเปิดประตูแบบนี้ได้ไง แต่ภายในรถกลับมืดสนิท ไม่มีใครอยู่สักคน ซูจินข้องใจนักว่าใครเป็นคนเปิดประตูรถ แต่แล้วเธอยิ่งตกใจกว่าเดิม เมื่อเห็นประตูรถกลับปิดเอง

สิ่งที่เกิดขึ้น เป็นผีมือของโทแกบี เขาพยายามชวนอึนทักคุยเพื่อไม่ให้อึนทักผิดสังเกต โทแกบีเคยเจออึนทักบนถนนหลายครั้ง เลยได้เห็นเพื่อนที่คอยกระซิบกระซาบนินทาอึนทักอยู่ข้างหลัง และจำได้ว่าหนึ่งในนั้นคือเด็กที่ชื่อซูจินคนนี้ เมื่อซูจินจากไป โทแกบีหันมามองหน้าอึนทักที่ยืนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่โดยไม่รู้เรื่องราว ก็รู้สึกเวทนาเด็กสาวผู้นี้ขึ้นมาอย่างประหลาด

“ว่าแต่เมื่อไหร่ฉันจะได้งานพิเศษทำสักทีคะ”

“พรุ่งนี้”

“คงไม่ได้ให้ฉันไปเป็นไก่ในร้านขายไก่ใช่ไหมคะ”

“อยากเป็นเหรอ”

“อะไรกัน คุณลุงเป็นผู้พิทักษ์อะไร ถึงได้มาถามฉันอย่างนี้ ว่าแต่คนที่บ้านคุณน้าเป็นยังไงบ้างคะ”

“กรนกันหมดแล้ว รีบกลับไปเถอะ”

โทแกบีที่อยู่เป็นเพื่อนอึนทักเป็นเวลานาน หันหลังเดินจากไปโดยไม่เหลียวมามองกลับมา ตอนนี้อึนทักยืนอยู่หน้าบ้าน ขณะจะกล่าวอำลา แต่โทแกบีก็หายลับไปแล้ว 

หนังสือแนะนำ