ความหมายของดอกบักวีต (ต่อหน้า 2)

“ว่าแต่ดอกบักวีตมีความหมายยังไงเหรอคะ”

“คนรัก”

เสียงทุ้มๆ ดังก้องในสมองอึนทัก คนรักงั้นรึ ช่างเป็นคำที่งดงามยิ่งนัก กลีบดอกสีขาวกับความหมายของมันช่างเข้ากันดีนัก บรรยากาศรอบกายอึนทักพลันสว่างไสว ท้องฟ้าที่มืดครึ้มอึมครึมเมื่อสักครู่กลับสดใส ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนเรื่องโกหก แสงอาทิตย์โผล่พ้นก้อนเมฆ ทั้งสองคนจ้องมองกันและกัน

“ทำไมต้องขอพรเรื่องงานพิเศษ เรื่องที่บ้านบ้านน้าสาว แล้วก็เรื่องแฟน สามอย่างนี้สำคัญต่อเธอยังไง”

อึนทักตกใจตื่นจากภวังค์ ผู้ชายคนนี้รู้ได้ยังไง ทั้งๆ ที่เธออธิษฐานถึงสามอย่างนี้เบาๆ เท่านั้นเอง ไม่มีใครอยู่ข้างๆ พอจะได้ยินคำอธิษฐานนั้นแน่ สมแล้วที่เป็นผี

สีหน้าอันเต็มไปด้วยความประหลาดใจของอึนทักทำให้โทแกบีอดหัวเราะไม่ได้

“บางครั้งฉันก็รับฟังคำอธิษฐานของบางคนเหมือนกัน”

“คุณลุงช่วยทำให้คำอธิษฐานของบางคนสมหวังได้เหรอคะ เหมือนยักษ์จินนี่ใช่ไหม หรือคุณลุงจะเป็นเทวาอารักษ์ ( เชิงอรรถ – เจ้าที่เจ้าทาง) คะ”

ไม่ใช่ผีธรรมดา แต่เป็นถึงเทวาอารักษ์ คำนั้นทำให้ดวงตาของอึนทักเป็นประกาย เทพเจ้ามีอยู่จริงรึนี่ เทวาอารักษ์ที่ไม่แสดงตัวตนต่อเธอ มีแต่ผีเร่ร่อนมาวนเวียนรอบตัวเธอ นี่เป็นคนที่สามารถขอพรได้จริงงั้นรึ จริงรึ ที่ปรากฏตัวออกมาอย่างนี้เป็นเพราะเธอสวดอ้อนวอนแทบตายใช่ไหม

เมื่อคิดเช่นนี้หัวใจของอึนทักพลันเต้นไม่เป็นส่ำ ถ้าหากผีตนนี้ไม่ใช่แค่ดวงวิญญาณธรรมดา ไม่ใช่ผีนักต้มตุ๋น แล้วเป็นเทวาอารักษ์จริงๆ แล้วล่ะก็...

“ฉันยังไม่ได้บอกเลยว่าฉันเป็นเทวาอารักษ์”

“แม่ฉันเคยบอกไว้ว่า มนุษย์เราเกิดขึ้นมาบนโลกนี้โดยมีพจนานุกรมของตนเอง ในพจนานุกรมชีวิตของฉัน ไม่เคยหาคำว่าความสุข หรือคำว่าโชคดีเจอ เข้าใจใช่ไหมว่าฉันหมายถึงอะไร”

โทแกบีไม่อยากก้มลงมองหน้าเด็กสาวที่เพิ่งส่งเสียงร้องคร่ำครวญด้วยความทุกข์ใจอยู่เมื่อสักครู่ ตอนนี้เด็กสาวคนนั้นกำลังจ้องมองหน้าโทแกบีด้วยดวงตาเป็นประกาย ท่าทางโทแกบีจะทำอะไรผิดพลาดไปเสียแล้ว แต่เด็กคนนี้มองเห็นมัน วันนี้เป็นวันที่โทแกบีใจอ่อนหลังจากไม่เคยใจอ่อนกับใครมานานแล้ว

“ขอเงินสักห้าล้านไม่ได้เหรอคะ….” “

“ไม่ได้หรอก ร่ำลาครอบครัวน้าเถอะ จะไม่ได้เจอกันซักพักเลยล่ะ ไปหางานทำที่ร้านขายไก่นะ เขาจะรับเข้าทำงาน”

แค่นี้พอ โทแกบีตอบแล้วพยักหน้าหงึกหงัก ก่อนที่ร่างจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวแล้วจางหายไปภายในชั่ว

“อ้อ แล้วเรื่องแฟนล่ะ”

อึนทักร้องตะโกนถามลานหินที่หลงเหลือเธอเพียงผู้เดียวอีกครั้ง นั่นทำให้เธอรู้สึกเศร้ามาก แต่เธอไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะมีผู้ที่คอยปกป้องคุ้มครองเธอด้วย ผู้ชายคนนี้ต้องเป็นผู้ปกป้องคุ้มครองเธอแน่ๆ ถ้าเป็นแบบนั้นได้ก็ดี เพราะเธอไม่ต้องอาศัยอยู่บนโลกนี้เพียงลำพังอีกแล้ว อึนทักชูดอกบักวีตในมือขึ้น พร้อมกับพึมพำคำว่า ‘คนรัก‘ ก่อนจะยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นโดยมีทะเลอันเงียบสงบอยู่ข้างกายเธอ

 

สีหน้าของโทแกบีราบเรียบ ไร้ความรู้สึก ทว่าแท้จริงแล้วจิตใจหาได้สงบเย็นเช่นใบหน้าไม่ ตอนนี้เขารู้สึกอึดอัดใจยิ่งนัก จับต้นชนปลายอะไรไม่ถูก

วันนี้อากาศสดชื่น ดูเหมือนคำอธิษฐานของเด็กสาวผู้แจ่มใสร่าเริงคนนั้นจะสมหวังทุกประการแล้ว

โทแกบีกลับมาบ้านทั้งที่ยังครุ่นคิดเรื่องเด็กสาวคนนั้น หากแต่เมื่อเข้าไปในบ้าน เขากลับได้พบเงาสีดำทึมของใครบางคนยืนอยู่ด้านใน มันคือยมทูตนั่นเอง ยมทูตตระหนักได้ว่ามีใครบางคนเข้ามาภายในบ้าน มันหันมามองก่อนจะร้องถามด้วยความตกใจว่า

“อยู่ที่นี่รึ”

โทแกบีเป็นฝ่ายอยากถามมันมากกว่า แต่ทันใดนั้นมีใครบางคนเดินตรงเข้ามาระหว่างกลางพวกเขาทั้งสอง ท็อกฮวาเดินถือถาดกาแฟกลิ่นหอมกรุ่นเข้ามา

อธิบายมา”

“กลับ...กลับมาเมื่อไหร่เหรอฮะ คุณอา”

ลูกคนรวยเจเนอร์เรชั่นที่ 3 ที่อวดอ้างว่าตนเองเป็นเจ้าของบ้านหลังที่เขาเซ็นสัญญาเช่าไปแล้ว เรียกผู้ชายคนนี้ว่าคุณอางั้นรึ ยมทูตได้ยินเช่นนั้นถึงกับอ้าปากค้าง

“แหมม คุณอา บ้านหลังนี้จะไม่มีใครอยู่ตั้ง 20 ปีไม่ใช่เหรอครับ เวลาตั้งนานขนาดนั้นทำเงินได้เท่าไหร่นะ นี่คือจุดเริ่มต้นจากความสงสัยอันแสนบริสุทธิ์ ผมก็เลย...”

ด้วยเหตุนี้หลานกำมะลอเลยได้ประกาศหาคนเช่าบ้าน แถมผู้มาทำสัญญาเช่าก็คือยมทูต โทแกบีทำอะไรไม่ถูกได้แต่ฝืนยิ้มออกมา

“นายรู้ไหมว่าผู้ที่มาทำสัญญาเช่าบ้านหลังเขาเป็นใคร นี้...”

“เรียกเจ้าของบ้านคนใหม่ว่ามันได้ยังไงละครับ เขาจะเปิดร้านน้ำชา ต้องขออภัยด้วยนะครับ คุณอาของผมไม่ค่อยได้ใช้ชีวิตในสังคมเท่าไหร่นัก”

ร้านน้ำชางั้นรึ มีเพียงคนที่ถึงแก่อายุขัยเท่านั้นที่จะเข้ามาในร้านน้ำชาของยมทูตได้ รสชาติของน้ำชาจะช่วยลบเลือนความทรงจำอันเลวร้ายในชีวิตนี้ของพวกเขาทิ้งไป

โทแกบีถลึงตาใส่ท็อกฮวา ท็อกฮวารู้สึกกลัว แต่เขาก็พยายามจะคลี่คลายสถานการณ์ ในเมื่อทุกอย่างเกิดขึ้นแล้ว และการเซ็นสัญญาเช่าซื้อก็เสร็จสิ้นไปแล้วด้วย ท่าทีของท็อกฮวาทำให้โทแกบีได้แต่กัดเขี้ยวเคี้ยวฟัน

ยมทูตยืนยันหนักแน่นว่าบ้านหลังนี้เป็นของตน โทแกบีแสยะยิ้มพร้อมกับเผาเอกสารเช่าซื้อในมือของยมทูตทิ้ง แต่ยมทูตยังคงไม่ยอมแพ้ โทแกบีย้ำว่าไม่มีใครไล่โทแกบีออกจากพื้นที่ของโทแกบีได้ ฝ่ายยมทูตก็ยืนยันเรื่องมีเอกสารสัญญาเช่าซื้อ ในที่สุดก็จบลงตรงที่ต่างฝ่ายต่างไม่มีใครแพ้ใครชนะ

บ้านหลังนี้กว้างขวางมาก จริงๆ แล้วโทแกบีตั้งใจจะไปจากบ้านหลังนี้เหมือนที่ท็อกฮวาเข้าใจ จึงทำให้โทแกบีตัดสินใจแบ่งห้องให้ยมทูตอยู่ ปัญหาเรื่องบ้านหลังนี้จึงสิ้นสุดลง

โทแกบีเดินกลับเข้าไปในห้อง ส่วนท็อกฮวาเดินไปหายมทูตด้วยความสำรวม มันว่าเรียกยมทูตว่าคนเช่าบ้านจะดูห่างเหิน และดูเหมือนยมทูตจะรู้จักมักจี่คุณอาของตนเป็นอย่างดี จึงขอเรียกยมทูตว่าคุณอาห้องริมสุดแทน หลานชายของโทแกบีช่างหน้าไม่อายนัก

“จะขอเรียนให้ทราบอย่างตรงไปตรงมานะครับคุณอาห้องริมสุด ได้โปรดไว้ชีวิตผมสักครั้งด้วยเถิด ถ้าหากมีคุณปู่มาที่นี่แล้วถามว่าคุณอาเป็นใคร ช่วยตอบว่ามาเที่ยวที่นี่ได้ไหมครับ ถ้าหากคุณปู่รู้ว่าผมให้คุณอาเช่าบ้านหลังนี้ ผมต้องตายแน่”

งานนำดวงวิญญาณไปสู่ปรโลก ชาตินี้ประกอบอาชีพรับข้าราชการเก็บหอมรอมริบทีละเล็กทีละน้อย จนได้เงินมาเช่าบ้านหลังนี้ แต่บ้านหลังนี้กลายเป็นบ้านของโทแกบีไปได้ยังไง สัญญาก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว มันไม่อยากฉีกสัญญาทิ้งไป จึงตั้งใจจะรับคำขอร้องของท็อกฮวา

คุณปู่คนนั้นคือใครรึ”

คุณปู่ของผมเอง”

ไม่มั่นใจเลยว่าสัญญาครั้งนี้จะดีหรือไม่

 

ออกไปหางานพิเศษทำ แล้วปัญหาทางบ้านคุณน้าก็จะคลี่คลายลง ผู้ชายคนนั้นไม่ใช่เทวาอารักษ์ของเธอหรอก แต่เป็นนักต้มตุ๋นแน่ๆ คนอย่างเธอจะมีใครคอยดูแลปกป้องกันเล่า หลายวันมาแล้วที่ออกไปหางานทำ แต่กลับถูกปฏิเสธทุกแห่ง อึนทักตอนนี้แทบไม่มีเรี่ยวแรงจะก้าวเดิน

ขณะที่อึนทักกำลังเดินอย่างอ่อนแรง พลันเห็นผู้ชายที่เดินอยู่ข้างหน้าโยนก้นบุหรี่ลงพื้น ก้นบุหรี่ตกลงบนเศษกระดาษจนลุกติดเป็นไฟ แต่ผู้ชายคนนั้นเดินห่างออกไปแล้ว อึนทักรีบวิ่งไปใช้เท้าขยี้ไฟที่กำลังลุก กว่าจะดับไฟได้ก็กระหืดกระหอบ

“เห็นไหม เธอจริงๆ ด้วย”

ผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ตรงจุดที่ไร้ผู้คนสัญจรไปมา อึนทักตกใจแต่น้อยกว่าตอนที่พบกันครั้งแรก ผู้ชายคนนี้ชอบโผล่ออกมาโดยไม่บอกไม่กล่าว

“ทำไมตามฉันมาเรื่อยเลยล่ะ”

“ไม่ได้ตาม เธอเรียกฉันมาเองนี่”

เรียกตอนไหน แต่ถึงยังไงอึนทักก็กำลังอยากถามเรื่องพรสามข้อที่เธอขอไปอยู่พอดี อึนทักกำลังอึดอัดใจ ไม่รู้จะติดต่อยังไง เลยพาลคิดว่าตัวเองโดนหลอกเข้าแล้ว

“ฉันเรียกคุณลุงตอนไหนเหรอ ว่าแต่ว่าคุณลุงเป็นเทวาอารักษ์จริงเหรอ เป็นเทพประเภทไหนกันแน่”

จู่ๆ ร่างของเขาก็ปรากฏตัวขึ้นที่นี่ ทำให้อึนทักข้องใจมาก พยายามซักไซ้ไล่เลียงว่ามันเป็นผู้พิทักษ์ของเธอจริงหรือเล่า พรที่ขอไว้ก็ยังไม่สมหวังสักที

แต่สิ่งที่สำคัญไม่ใช่เรื่องนี้ เรื่องที่สำคัญกว่าคืออึนทักเรียกเขามาที่นี่ได้ยังไง เด็กคนนี้เป็นใครกันแน่ สามารถเรียกตัวโทแกบีมาหาได้ เรื่องนี้สำคัญต่อโทแกบีมากยิ่งกว่า

“คุณลุงทำให้ฉันคิดไปว่าจะสมหวังดังที่ขอพรไว้”

“เธอนี่มันจริง ๆ เลย บอกมานะว่าเธอทำอะไรกับฉัน...”

“ฉันไม่ได้เรียกสักหน่อย”

“เธอนั่นแหละ เธอแน่ ๆ เธอเป็นคนเรียกฉันมา ไม่เคยเกิดอะไรอย่างนี้กับฉันมาก่อน”

ภาพเด็กนักเรียนหญิงกับชายรูปร่างสูงใหญ่ยืนเถียงกันอยู่กลางถนนเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องที่จะพบเห็นได้ง่ายนัก อึนทักนิ่งคิดชั่วครู่ ก่อนจะคิดว่ามันก็อาจจะเป็นอย่างที่ผู้ชายคนนี้ว่าก็ได้

“ไหนลองบอกมาซิว่าเห็นอะไรจากตัวฉันบ้าง”

“สวมชุดนักเรียน”

“อะไรอีก”

“ผมสั้น”

“แค่นี้เองเหรอ ไม่เห็นปีกติดอยู่ที่หลังฉันบ้างเลยเหรอ ฉันคิดว่าฉันน่าจะเป็นนางฟ้าจิงเกอเบลเสียอีก”

มองดีๆ เด็กคนนี้ก็เป็นเด็กที่น่ารัก แต่ไม่จำเป็นต้องสงสารมากก็ได้ ใช่แล้ว โทแกบีคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขาทำหน้าบึ้งก่อนร่างของมันจะจางไปเป็นดอกไม้ไฟ

ดอกไม้ไฟนั้นหายไปต่อหน้าต่อตาอึนทัก การปรากฏตัวขึ้นและจากไปของเขาเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตาเดียว อึนทักรู้สึกเสียดายนัก น่าจะขอเบอร์โทรศัพท์ไว้สักหน่อย เธออยากจะสอบถามเกี่ยวกับเรื่องงานพิเศษที่เขาบอกไว้ให้ชัดเจนกว่านี้

แต่อึนทักไม่อยากเชื่อเลยว่า เธอจะเป็นคนเรียกคุณลุงคนนี้ด้วยตัวเธอเอง หากเป็นผี ดวงวิญญาณทั่วไป เธอก็เอาแต่หลบเลี่ยงพวกมัน ไม่เคยเรียกหาพวกมันเหล่านั้นเลยสักครั้ง อึนทักจึงไม่เคยรู้วิธีเรียกหาดวงวิญญาณ แล้วเธอจะเป็นคนเรียกผีคุณลุงมาได้ยังไงกัน

คำอธิษฐานที่ไม่สมหวัง คุณลุงที่ชอบปรากฏตัวต่อหน้าเธอบ่อยๆ

จิตใจของอึนทักว้าวุ่น จึงเดินไปยังโบสถ์เพราะอยากเจอเทพเจ้าสักองค์แล้วถามให้แน่ชัด

ตลอดเวลาที่ทำพิธีมิซซาในศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิค อึนทักเฝ้าแต่ครุ่นคิดถึงคุณลุงหน้าตาดีคนนั้น แล้วลองเปรียบเทียบเหตุการณ์ทั้งสองครั้งที่คุณลุงคนนั้นปรากฏตัวขึ้น ทันใดนั้นอึนทักพลันนึกขึ้นมาได้ เมื่อสิ้นสุดพิธีมิซซา อึนทักรีบลุกเดินไปในโบสถ์คนเดียว ก่อนนั่งลงต่อหน้าพระรูปของพระแม่มาเรีย อึนทักจุดไม้ขีดไฟแล้วจ่อที่เทียนตรงหน้าพระรูป หลังจากนั้นชั่วครู่ อึนทักใช้ปากเป่าเทียน แล้วจ้องมองแสงไฟที่ค่อยๆ ดับลง

ภายในโบสถ์อันสงบเงียบ อึนทักพลันได้ยินเสียงใครบางคนเดินมาจากทางด้านหลัง เธอรีบหันกลับไปมองทันที

“ฉันรู้แล้ว ว่าเรียกคุณมาได้ยังไง”

ครั้งนี้เป็นครั้งที่สามแล้ว โทแกบีถอนหายใจเล็กน้อย โชคดีที่ถูกเรียกออกมาหลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว ถ้าเรียกออกมาเร็วกว่านี้คงยุ่งแน่ พระรูปของพระแม่มาเรียทอดสายตามองโทแกบีตรงๆ สีของกระจกสเตนกลาสส่องสว่างไปทั่วทั้งโบสถ์ โทแกบีเดินเข้ามาท่ามกลางแสงนั้น

“แต่เธอก็ไม่น่าเรียกฉันมาที่นี่เลยนะ”

“กลัวเหรอคะ ที่นี่มีแต่คนดีๆ ทั้งนั้นนะ”

“อย่าขี้ประจบไปหน่อยเลยน่า ไหนเธอว่าเทพเจ้าไม่มีจริงไง แล้วยังจะเรียกหาทำไมอีก”

“ก็เรียกเฉย ๆ”

เรียกเฉย ๆ เหรอ น่าจะเป็นเพราะรู้วิธีเรียกแล้ว เด็กสาวคนนี้เลยลองเรียกตนเองมาที่นี่ โทแกบีทำหน้าบึ้งก่อนจะหันหลังกลับ ตอนนี้อยู่ในโบสถ์ เขาไม่อาจใช้พลังได้ตามใจต่อหน้าเหล่าเทพทั้งมวลนี้ จึงหันหลังเดินออกไปแทนที่จะใช้พลังหายตัวไปเหมือนทุกครั้ง

ท่าทีเช่นนั้นทำให้อึนทักหัวร่อออกมาด้วยความขบขัน ก่อนจะเดินตามอีกฝ่ายออกไปนอกโบสถ์ อึนทักวิ่งไปดึงแขนเสื้อโค้ตโทแกบีไป เพราะอยากถามเรื่องพรที่ยังไม่สมหวังเลยสักข้อของเธอ

“เดี๋ยวทุกอย่างก็คลี่คลาย ทั้งเรื่องงานพิเศษด้วย”

“ไม่ใช่เรื่องนั้น เรื่องแฟนล่ะคะ”

“เธอก็พยายามเองบ้างสิ”

โทแกบีตวาดเสียงสูงเหมือนอดรนทนไม่ได้ ก่อนร่างของเขาจะกลายเป็นดอกไม้ไฟและจางหายไปอีกครั้ง

“อ้าว หายไปอีกแล้วเหรอ”

แต่ตอนนี้อึนทักไม่กังวลสักนิด เพราะเธอรู้วิธีเรียกเขาออกมาแล้ว

 

โรงเรียนเลิกแล้ว อึนทักตรงไปอ่านหนังสือที่ห้องสมุด จู่ๆ เธอก็สงสัยอะไรบางอย่างขึ้นมา ถ้าเธอจุดไฟเมื่อไหร่ ผีคุณลุงผู้นั้นจะปรากฏตัวขึ้น ถ้าอย่างนั้นถ้าเธอจุดเทียนผ่านทางสมาร์ทโฟนในห้องพัก ผีคุณลุงผู้นั้นจะปรากฏตัวขึ้นหรือเปล่านะ

อึนทักดาวน์โหลดโปรแกรมลงในโทรศัพท์ จุดเทียนในสมาร์ทโฟน แล้วดับไฟ ทันทีที่ไฟดับ ผีคุณลงตนนั้นก็ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าอึนทักทันที โทแกบีในชุดสูทสีดำ

“ได้จริงๆ ด้วย”

โทแกบีทำหน้าบึ้งใส่อึนทักที่กำลังดีใจ แต่ก่อนที่เขาจะกลายร่างเป็นดอกไม้ไฟแล้วจางหายไปเหมือนทุกครั้ง อึนทักรีบคว้าจับแขนไว้

“นี่เธอจับแขนฉันได้ด้วยเหรอ”

“รอเดี๋ยวค่ะ”

“เธอจับแขนฉันไว้ ฉันเลยไปไหนไม่ได้รึนี่ เธอเป็นใครกันแน่”

อึนทักร้อนมือเพราะก้อนไฟที่อยู่รอบกายโทแกบี จึงรีบปล่อยมือจากเขาแล้วสะบัดมือไปมา โทแกบียืนนิ่งงันประดุจลืมเลือนไปว่าตนจะต้องจางหายไป

“นี่คุณลุง ไม่ต้องคอยปกป้องคุ้มครองฉันก็ได้ ฉันขอแค่ห้าล้านก็พอ”

โทแกบีรู้ดีว่าเด็กคนนี้กำลังตกอยู่ในสถานการณ์เช่นไร แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ไม่ควรรับปากในเรื่องที่ไม่เข้าเรื่องเช่นนี้ อีกไม่นานความฝันของเธอจะเป็นจริงแล้ว รออีกหน่อย ช่วงชีวิตที่ผ่านมาทำให้เด็กสาวคนนี้นิสัยใจร้อน สังเกตได้จากการที่มักจะเรียกเขามาหาอยู่บ่อยๆ แม้เด็กคนนี้จะมีเหตุผลส่วนตัวเช่นไร แต่โทแกบีเองก็มีเหตุผลของตนเช่นกัน อีกทั้งวันนี้ยังเป็นวันที่สำคัญมากด้วย

“วันนี้ฉันมีธุระต้องรีบไปสะสาง”

“ธุระอะไรเหรอคะ อ้อ จริงด้วย วันนี้คุณลุงแต่งตัวสุภาพเป็นพิเศษเลยแฮะ”

“พรุ่งนี้เป็นวันครบรอบวันตายของคนรู้จัก”

“แล้วทำไมต้องไปตั้งแต่วันนี้ด้วยละ อยู่ต่างจังหวัดเหรอ”

“เพราะเวลาของที่นั่นเร็วกว่าที่นี่”

ประตูอยู่แถวนั้น ต่อให้เขากลายร่างเป็นก้อนไฟ แต่ถ้าเด็กสาวคนนี้จับตัวมันไว้ก็ไม่มีประโยชน์ โทแกบีออกเดินเพื่อจะออกไปทางประตูนั้น อึนทักเดินตามหลังเขา โทแกบีจับลูกบิดประตู แต่อึนทักเดินพึมพำตามหลังมา พยายามรั้งเขาไว้

“ฉันบอกว่ามีอะไรจะถามคุณลุงไงล่ะคะ”

น้ำเสียงของอึนทักเซ้าซี้จนโทแกบีเลิกล้มความตั้งใจที่จะเดินต่อไป แล้วหันมาฟังคำของอึนทัก

“บางทีคุณลุงอาจจะคิดว่าคำถามของฉันเป็นคำถามโง่ ๆ แต่อย่าเพิ่งเข้าใจผิดนะ”

“ก็ได้ ว่ามาสิ”

“ตอนแรกฉันคิดว่าคุณลุงเป็นยมทูต แต่ถ้าหากเป็นอย่างนั้นจริงๆ ทันทีที่เจอฉัน คุณลุงต้องพาฉันไปปรโลกแน่ หลังจากนั้นฉันก็คิดว่าคุณลุงเป็นภูตผี แต่ไม่น่าใช่ เพราะคุณลุงมีเงาเหมือนคน”

ทั้งสองก้มลงมองพื้น บนพื้นมีเงาสองเงาทอดยาวอยู่ อึนทักคิดอะไรมากมาย โทแกบีข้องใจในตัวอึนทักมาก เฉกเช่นเดียวกับอึนทักที่ข้องใจในตัวโทแกบีมากเหมือนกัน

ผีตนนี้แตกต่างจากผีทั่วไปที่เธอเคยพบเจอมาก่อน เป็นผีที่ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าเธอทันทีที่เธอเรียก เทียบได้กับภูตผู้พิทักษ์กายเธอ อึนทักครุ่นคิด

“คุณลุงคือโทแกบีใช่ไหม”

โทแกบี เด็กคนนี้ถามว่าเขาเป็นโทแกบีใช่หรือไม่ โทแกบีจ้องหน้าอึนทัก เด็กคนนี้มองเห็นภูตผี แม้จะเป็นเด็กที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากในชีวิตแตกต่างจากเด็กทั่วไป แต่สำหรับโทแกบีแล้ว เด็กคนนี้หาได้แตกต่างจากเด็กสาวทั่วไปไม่ เด็กคนนี้เพียงเป็นเด็กที่ยังสวมชุดนักเรียน มีผ้าพันคอไหมพรมสีแดงพันคออยู่ และกำลังจ้องมองมัน เรียกหามัน และจับตัวมันไว้

“นี่เธอ เป็นใครกันแน่”

“ให้ฉันพูดจากปากตัวเองเองก็กระดากเหมือนกันนะคะ ฉันเป็นเจ้าสาวของโทแกบีค่ะ”

“ว่าไงนะ”

“คุณลุงรู้ใช่ไหมว่าฉันมองเห็นดวงวิญญาณของภูตผีได้ ฉันเห็นอย่างนี้มาตั้งแต่เกิดแล้ว บางทีอาจเป็นเพราะอย่างนี้ พวกเขาเลยเรียกฉันว่าเจ้าสาวของโทแกบีก็ได้ค่ะ”

อึนทักถอดผ้าพันคอออก แล้วรวบผมสูงเผยให้เห็นต้นคอ ตรงต้นคอของเธอมีปานรูปโทแกบีอยู่ โทแกบีย้อนนึกถึงเรื่องในอดีต มันเคยช่วยชีวิตผู้หญิงคนหนึ่งที่ควรจะตายไปแล้ว ผู้หญิงคนนั้นร้องครวญครางให้ช่วยชีวิตอีกชีวิตในท้องของเธอ วันนั้นโทแกบีกลายเป็นผู้พิทักษ์ใจอ่อน และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เด็กคนนี้สามารถเรียกหามันได้ทุกครั้งที่ต้องการก็เป็นได้ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ เรื่องราวก็ช่างสับสนวุ่นวายมากแล้ว

เจ้าสาวของโทแกบี นี่คือผู้หญิงที่มันรอคอยมานานแสนนาน มีเพียงเจ้าสาวของโทแกบีเท่านั้นที่ช่วยมันได้ มันปรารถนาให้เจ้าสาวของตนปรากฏตัวขึ้นมาทุกเมื่อเชื่อวัน

“ไหนละหลักฐาน”

ยังไงเหรอคะจะให้บิน หรือจะให้แปลงร่างเป็นไม้กวาดดี”

“ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอก ไหนลองทำดูซิ”

“ตอนนี้ฉันซีเรียสมากเลยนะ”

“ฉันก็เหมือนกัน ไหนลองบอกมาซิว่าเห็นอะไรจากฉันบ้าง”

ท่าทางของอึนทักจริงจังมาก ไม่เหลือรอยยิ้มบนใบหน้าที่ร่าเริงเลยสักนิด คำที่บอกว่ากำลังจริงจังท่าจะเป็นจริง แต่คำที่บอกว่าไหนลองบอกมาว่าเห็นอะไรบ้าง ฟังแล้วเหมือนกำลังล้อเล่น เพราะมันเคยเป็นคำพูดของอึนทักมาก่อน ทว่าดวงตาคู่นั้นกำลังคาดหวังให้เธอพูด ให้เธอพูดว่าเห็นอะไรจากตัวมันบ้าง อึนทักค่อยๆ สำรวจตัวอีกฝ่ายช้าๆ

“ตัวสูงนะคะ”

“อะไรอีก”

“ชุดที่คุณลุงสวมก็ดูดีมีราคา”

“อะไรอีก”

“น่าจะมีอายุประมาณสามสิบกลางๆ นี่คุณลุงคงไม่ได้คาดฝันอยากได้ยินคำว่าหน้าตาดีจากปากฉันใช่ไหมคะ”

บรรยากาศอันหนักอึ้งตึงเครียดเมื่อสักครู่ค่อยๆ ผ่อนคลายลง โทแกบีกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำ

“เธอต้องมีคำตอบที่ฉันต้องการอยู่สิ ถ้าเธอพูดสิ่งที่เห็นจากตัวฉันออกมาหมดแล้ว แสดงว่าเธอก็ไม่ใช่เจ้าสาวของโทแกบีตัวจริง”

จริงเหรอ คุณลุงผู้นี้อยากให้เธอพูดในสิ่งที่เธอเห็นจากเขาทุกอย่างจริงรึ อึนทักกะพริบตา โทแกบีถอนหายใจยาวเมื่อเห็นท่าทีของอึนทัก เขาอุตส่าห์ตื่นเต้นและคาดหวัง แต่ตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกโกรธขึ้นมาแล้ว

“เธอไม่ได้มีค่ามีความสำคัญอะไรต่อโทแกบีเลย ฉันเสียใจด้วยที่เธอมองเห็นภูตผีได้ แต่ถึงยังไงชีวิตนี้ของเธอได้มาเหมือนของแถมอยู่แล้ว ยอมรับมันให้ได้เถอะ

ยิ่งฟังอึนทักยิ่งทนไม่ได้ ต่อให้ชีวิตของเธอไร้ค่าเหมือนขอทาน แต่ชีวิตก็คือชีวิต ความจริงแล้วเขาไม่ควรตัดสินชีวิตของคนอื่นเช่นนี้ มีใครต้องการชีวิตแบบนี้ อึนทักกัดริมผีปากแน่น

“ถ้าฉันไม่อยากยอมรับล่ะ”

“ก็ตายไปตามคำสั่งได้นี่”

อึนทักหลั่งน้ำตาออกมาในที่สุด ไม่อยากร้องไห้เลย แต่สายตาของผู้ชายที่จ้องมองเธออยู่ตอนนี้ช่างว่างเปล่านัก วินาทีแรกที่ได้เห็น เธออุตส่าห์คิดว่าเขาช่างเป็นผู้ชายที่หน้าตาหล่อเหลาเอาการดี เป็นความรู้สึกที่ประหลาดมาก แม้สีหน้าของเขาจะดูเคร่งขรึม เหมือนท้องฟ้าที่อึมครึมตลอดเวลา หากแต่ทุกครั้งที่เขายิ้ม เธอมักจะรู้สึกอบอุ่นราวกับสัมผัสแสงอาทิตย์โผล่ออกมาจากกลุ่มเมฆเสมอ ทว่าตอนนี้เธอกลับรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้ช่างเย็นชาเหลือเกิน

“โอ คำพูดของคุณลุงนี่... ก็ดี ถ้าอย่างนั้นฉันก็ถามอีกที คุณลุงคือโทแกบีใช่ไหม”

“ไม่ใช่”

“ไม่ใช่เหรอ ถ้างั้นคุณลุงเป็นใครอวดดียังไงถึงได้เที่ยวประเมินคุณค่าของตัวฉันอย่างนี้”

“เธอเป็นคนจำพวกกังวลแม้แต่เงินแค่สิบวอน”

ที่ผ่านมา ต่อให้เห็นผีก็ยังอดทนได้ ให้เธอเดินคนเดียวในสถานีรถไฟมืดๆ ก็ยังยอมได้ เพราะเธอเป็นเจ้าสาวของโทแกบี และคาดหวังว่าสักวันจะได้เป็นเจ้าสาวตัวจริงของโทแกบี มีชีวิตอย่างมีความสุข แต่ความจริงกลับไม่ใช่ เธอไม่มีค่าพอ ไม่ถูกสักอย่าง เป็นห่วงงั้นรึ เป็นบุญนักที่ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่โทแกบี ถ้าหากโทแกบีตัวจริงปรากฏตัวขึ้น เธอจะต้องคาดคั้นอีกฝ่ายให้ได้ว่าเธอเป็นเจ้าสาวของโทแกบีจริงหรือไม่

เมื่อเห็นสายตาและสีหน้าอันเศร้าสร้อยของอึนทักทำให้โทแกบีสำนึกได้ว่า ไม่ควรเกรี้ยวกราดต่อเด็กที่กล่าวอ้างว่าตนเองเป็นเจ้าสาวของโทแกแบบนี้

“ฉันอยากให้เธออยู่กับความจริง อย่าไปลุ่มหลงและยึดติดกับข่าวลือ เพราะเธอไม่ใช่เจ้าสาวของโทแกบี”

โทแกบีหันหลังกลับไปจับลูกบิดประตู เมื่อเปิดประตูออกไป ด้านนอกพลันเป็นแสงอันสว่างไสวของอีกแผ่นดินหนึ่งส่องเข้ามา ประตูแห่งห้วงมิติของโทแกบีถูกเปิดอ้าออก

“ฉันยังพูดไม่จบ...”

อึนทักคว้าจับตัวโทแกบีที่ก้าวผ่านประตูออกไป อึนทักแล้วเดินตามโทแกบีออกมา บรรยากาศนอกประตูช่างดูประหลาด ที่นี่เป็นสถานที่ใหม่ที่เธอไม่เคยพบเห็นมาก่อน

 

หนังสือแนะนำ