ความหมายของดอกบักวีต

วันนี้กินข้าวกลางวันคนเดียวเหมือนเช่นเคย เด็กวัยรุ่นอายุเท่าอึนทักมักไม่ชอบการทานข้าวคนเดียว แต่สำหรับอึนทักแล้วนี่ไม่ใช่เรื่องยาก

การสอบเข้ามหาวิทยาลัยใกล้เข้ามาทุกขณะ อึนทักหยิบหมวกเสื้อฮู้ดขึ้นมาปิดเมื่อได้ยินเสียงเพื่อนกระซิบกระซาบนินทาตนว่าเป็นเด็กเห็นผี เธอเลยหยิบหูฟังมาเสียบหู แค่นี้ก็ไม่ได้ยินอะไรแล้ว เธออยากเชื่อฟังคำสั่งเสียของแม่ แต่พวกผีวิญญาณทั้งหลายต่างเข้ามาหาเธอ พอใครเห็นเธอคุยกับอากาศ ก็ยิ่งหาว่าเธอเป็นเด็กประหลาด จนทำให้อึนทักไร้เพื่อนฝูงคบหา อึนทักได้ยินเสียงรายการวิทยุจากหูฟังที่เสียบติดหูไว้ตลอดเวลา น้ำเสียงอันอบอุ่นใจดีของ DJ ทำให้อึนทึกหลงใหล

“นี่เธอ”

เสียงหลอนๆ ที่อึนทักไม่อยากได้ยินดังแทรกเสียงของพี่ DJ ที่กำลังแนะนำเพลงอยู่ ผู้หญิงคนนั้นกำลังเรียกหาอึนทัก แม้อึนทักจะตกใจ แต่พยายามแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น แกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน ขยับผ้าพันคอไหมพรมให้เข้าที่ ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากระโปรงเร่งเสียงวิทยุให้ดังที่สุดจนเสียงเพลงดังลอดหูฟังออกมา อึนทักตระหนักความจริงที่ว่าเสียงของพวกวิญญาณต่างจากเสียงของพวกเด็กๆ ในโรงเรียนมาก

“นี่ เธอเป็นเจ้าสาวของโทแกบีเหรอ?”

เจ้าสาวของโทแกบี

พวกภูตผีมักจะเรียกอึนทักเช่นนี้ ท่าทางเธอจะเป็นเจ้าสาวของโทแกบีจริงๆ อึนทักไม่เข้าใจว่าทำไมเป็นเช่นนั้น บางทีอาจเป็นเพราะการที่เธอมองเห็นพวกวิญญาณได้ พวกภูตผีจึงเรียกเธออย่างนี้ หากเธอเป็น 'เจ้าสาวของโทแกบี' จริง ๆ แสดงว่าเธอจะต้องมีสามี

อึนทักรู้สึกขยาดเมื่อนึกขึ้นว่าตนมีว่าที่สามีเป็นโทแกบีที่ไม่รู้จักหน้าค่าตา แต่บางครั้งอึนทักก็อดจะรอคอยเวลาที่จะได้เจอโทแกบีไม่ได้ คำว่าสามีหมายถึงครอบครัว ไม่ใช่สิ ไม่ใช่ ต่อให้เป็นครอบครัว ต่อให้เธออยากมีใครสักคน เธอคงไม่อาจยอมรับโทแกบีที่มีรูปร่างหน้าตาน่ากลัวเป็นสามีของเธอได้แน่

อึนทักคิดไปต่างๆ นานา พลางร้องเพลงคลอตามเสียงในหูฟัง แม้จะเป็นวันฝนตกพรำๆ แต่เธอไม่มีร่มเหมือนคนอื่น อึนทักเอาหมวกฮู้ดปิดหัวพลางเดินร้องเพลงตากฝน ไม่แปลกที่คนทั่วไปจะมองว่าเธอเหมือนคนบ้า ฝนที่ตกลงมาปรอย ๆ ทำให้หมวกของเธอเปียกเล็กน้อย

“นี่ เธอมองเห็นฉันนี่”

ผีผู้หญิงแก่ยังคงตามนางไม่ลดละ ผู้หญิงผมยาวปิดหน้าปิดตาล่องลอยไล่ตามอึนทักมา แต่อึนทักเปลี่ยนทิศทางการเดินเพื่อหลีกเลี่ยงการสบตากับมัน

“ทำไมเธอต้องแกล้งทำเป็นไม่เห็นฉันด้วยละ”

ผีตัวนั้นยังคงไล่ตามอึนทักไป มันแผดเสียงร้องถามอึนทักทันทีที่อึนทักเปลี่ยนทางเดิน

“เด็กบ้า”

“แหม มองเห็นนี่นา”

อึนทักตกใจจนหลับตาปี๋ด้วยความตกใจ โบกไม้โบกมือไล่ผีไปให้พ้น เลิกล้มความตั้งใจที่จะแกล้งทำเป็นไม่เห็นมัน

“เห็นไหมล่ะ แกล้งทำเป็นไม่เห็นอยู่ได้”

อึนทักถอนหายใจ เมื่อคิดว่าผีตัวนี้จะร้องอ้อนนวอนอะไรเธออีก จึงตัดสินใจจะรับฟังเรื่องราวของมันสักหน่อย แต่ครั้งนี้ผีผู้หญิงตนนั้นกลับทำหน้าตกใจเหมือนเห็นอะไรบางอย่างที่ไม่ควรเห็นเข้า ไม่ใช่สิ ที่จริงคนที่ควรตกใจน่าจะเป็นเธอมากกว่า อึนทักไม่เข้าใจผีผู้หญิงตนนี้เอาเสียเลย ก่อนที่อึนทักจะพูดอะไรออกไป ผีผู้หญิงตัวนั้นก็หนีกระเจิดกระเจิงไปด้วยความตกใจสุดขีด

“เธอนี่เป็นตัวจริงเลยนี่ ขอโทษที ขอโทษนะ ขอโทษ”

ผีผู้หญิงตัวนั้นละล่ำละลักออกมาก่อนจะหนีหายจากไป ทิ้งไว้เพียงควันสีดำเท่านั้น ปรากฏตัวขึ้นมาแล้วก็ล่าถอยกลับไปเอง จะว่าไปเป็นเรื่องโชคดีมากที่มันหายไป แต่อึนทักก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น หรือเธอจะเป็นมนุษย์ที่แม้แต่ผียังตกใจจนต้องหลบหนีไป

อึนทักดึงหูฟังออกจากหู ก่อนจะเสียบมันเข้าหูอีกครั้ง พริบตานั้น สายตาของเธอประสานเข้ากับผู้ชายคนหนึ่งเข้าโดยบังเอิญ

ผู้ชายคนนั้นเป็นผู้ชายร่างสูง เดินกางร่มมา ในระหว่างนั้นมีนักเรียนที่สวมชุดนักเรียนเหมือนอึนทักและคนอื่น ๆ เดินผ่านไป ทำให้อึนทักเข้าใจผิดว่าเวลาเดินผ่านไปอย่างเชื่องช้าชั่วขณะ

เหมือนเคยพบเจอกันมาก่อน ถ้าเจอกันหลายครั้งก็น่าจะจดจำได้ แต่อึนทักนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก มีแค่เพียงความรู้สึกเช่นนั้นหลงเหลืออยู่ อึนทักละสายตาจากร่างนั้น เธอต้องรีบกลับบ้านแล้ว

 

ทันทีที่กลับถึงบ้าน อึนทักรีบตักข้าวสารใส่หม้อ หุงข้าว ล้างจานแล้วซักผ้า ทำงานบ้านหลายอย่างจนเหงื่อผุดขึ้นบนหน้าผาก น้าสาวกับลูกชายลูกสาว ญาติฝ่ายแม่ของอึนทักนอนดูทีวีอยู่บนโซฟา อึนทักไม่ต่างอะไรกับคนรับใช้ของบ้านหลังนี้ น้องสาวของแม่เป็นผู้รับอึนทักมาเลี้ยงดูตั้งแต่แม่จากไป แต่ความจริงจะว่าอึนทักโตขึ้นมาเพียงลำพังก็ว่าได้ แม้ในเอกสารจะระบุไว้ว่าคุณน้าคือผู้ปกครองของเธอ

อึนทักทำกับข้าวแล้ววางไว้บนโต๊ะอาหาร จัดวางช้อน ตะเกียบ ก่อนจะร้องเรียกให้ทุกคนออกมารับประทานอาหาร แต่สมาชิกในบ้านอันแสนเกียจคร้านกลับทำเหมือนไม่ได้ยินเสียงร้องเรียกของอึนทัก ไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้งที่อึนทักรู้สึกว่าตนน่าจะเติบโตมาเพียงลำพังเสียยังดีกว่า

“รับประทานอาหารกันได้แล้วค่ะ หนึ่งคุณผู้ชายกับสองคุณผู้หญิง”

อึนทักส่งเสียงเรียกอีกหลายครั้ง กว่าสมาชิกในครอบครัวจะเดินมานั่งลงที่โต๊ะอาหารอย่างเชื่องช้า

“หุบปากซะทีเหอะน่า หนวกหูจะตายอยู่แล้ว แค่หุงหาอาหารแค่นี้ต้องป่าวประกาศให้คนเขารู้กันทั่วด้วยเรอะ”

แค่ต้องทำงานบ้านทุกอย่างในบ้านก็หนักพออยู่แล้ว แต่นี่ยังโดนโขกสับอีก จนตอนเด็กๆ อึนทักอดคิดไม่ได้ว่าน้าคนนี้เป็นน้อ

สาวแท้ๆ ของแม่เธอจริงหรือ

ตอนนี้อึนทักอายุสิบแปดปีแล้วจึงรับทุกอย่างได้หมด เธอหยุดร้องห่มร้องไห้ด้วยความอัดอั้นตันใจต่อโชคชะตาตั้งแต่อายุได้สิบสองขวบ

“ซุปสาหร่ายอะไรเนี่ย วันนี้วันเกิดใครเหรอ?”

“สุดยอด วันนี้วันเกิดเธอไง เลยทำซุปสาหร่ายกินใช่ไหมละ”

คย็องชิกกับคย็องมีลูกพี่ลูกน้องของอึนทักบ่นพึมพำ อึนทักรีบตักซุปสาหร่ายร้อนๆ ผีมือตัวเองเข้าปาก

“คงภูมิใจกับชีวิตได้มาโดยการแลกกับชีวิตแม่ของตัวเองมากเลยมั้ง เลยต้องใส่ใจเป็นพิเศษ ไม่มีใครสั่งสอนรึไง ไม่รู้จักคำว่าอายเลยรึ”

อึนทักไม่รู้จะต่อล้อต่อเถียงไปทำไมจึงได้แต่ก้มหน้าก้มตากินต่อไป

“ขอบคุณค่ะป้า สำหรับคำอวยพรวันเกิด”

“เฮอะ นี่แหละหนา เขาว่าไม่ให้เลี้ยงลูกเสือลูกจะเข้ ใจดีไปก็เท่านั้น เฮ้อ สงสารก็แต่แม่ของมัน ฟูมฟักเอาใจใส่ทั้งที่ตัวเองเป็นม่าย”

“คุณน้าพูดเกินไปนะคะ”

“พูดเกินไปอะไร แม่เธอ แต่พี่สาวฉันนะ”

“ก็นั่นไงคะ ถึงจะลำดับญาติกันยังไง หนูก็ใกล้ชิดกว่าคุณน้าอยู่ดี”

อึนทักซดน้ำซุปสาหร่ายจนหมดถ้วยก่อนจะลุกขึ้นยืน แม้ไม่อยากเสียใจ แต่วันนี้ห้ามไม่ได้จริงๆ ความจริงแล้วสมควรแล้วที่วันนี้อึนทักจะรู้สึกเสียใจเป็นพิเศษ

อึนทักวางถ้วยลงในซิงค์ล้างจานก่อนจะเดินออกจากประตูหน้าบ้านไป พอเปิดประตูเหล็กผุๆ ที่ต่อให้ล็อกก็เหมือนไม่ได้ล็อก ค่อยเห็นว่าฝนกำลังตก แต่ในบ้านเธอมีร่มอยู่แค่สองคันเท่านั้น แถมคย็องชิกกับคย็องมียังตะโกนไล่หลังว่าถ้าเอาร่มออกไปโดนดีแน่

“ถ้าแกจะออกไปก็เอาสมุดบัญชีมาให้ฉันก่อน”

“หนูบอกแล้วไงคะว่าหนูไม่มีสมุดบัญชี จะต้องให้บอกกี่ครั้ง...”

โอ๊ย อึนทักร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ถ้วยข้าวที่น้าขว้างมาโดนหัวอึนทักตกลงบนพื้นเสียงดังเคร้ง เม็ดข้าวกระเด็นลงบนพื้นจนเกลื่อนกลาด แถมยังติดตามเส้นผมของอึนทัก อึนทักกลั้นน้ำตาที่ทำท่าจะทะลักออกมา ก่อนจะหันกลับไปมองหน้าน้าสาว

“แล้วสมุดบัญชีเล่มนั้นอยู่ที่ไหน ประกันชีวิตที่แม่แกทำไว้อยู่ที่ไหน”

“แล้วหนูจะไปรู้ได้ไง คุณน้าเอาไปหมดแล้วไม่ใช่เหรอ เอาไปหมดแม้แต่เงินค่าเช่าบ้านนี่คะ”

อึนทักกลั้นน้ำตาเอาไว้ ก่อนตะโกนออกไปพลางรีบวิ่งออกไปจากบ้านทันที

ฝนลงเม็ดหนักกว่าเมื่อสักครู่นี้อีก ท่าทางท้องฟ้าคงอยากช่วยร้องไห้แทนอึนทักกระมัง แต่เป็นไปไม่ได้ ท้องฟ้าจะเข้าใจจิตใจเธอได้อย่างไรกัน อึนทักเงยหน้าขึ้นรับเม็ดฝนที่ตกลงมา

 

อึนทักรวบรวมเงินที่มีอยู่ไปซื้อเค้กก้อนหนึ่ง แล้วมานั่งอยู่ที่เขื่อนกันคลื่นซัดที่เคยนั่งรอแม่อยู่เสมอ

อึนทักนั่งยองๆ แล้วค่อยๆ หยิบเค้กออกมาจากกล่อง นี่เป็นครั้งแรกหลังวันเกิดครบเก้าขวบที่อึนทักได้จุดเทียนบนเค้กอย่างนี้ แม้จะตั้งใจเอาไว้ว่าจะไม่เป่าเทียนบนเค้กอีกเด็ดขาด แต่วันเศร้าๆ อย่างนี้ทำให้อึนทักอยากขอพรวันเกิดให้ตัวเองสักหน

วันเกิดของตน ถ้าหากไม่อวยพรวันเกิดให้ตัวเอง ก็คงไม่มีใครอวยพรให้เธออีก

ฝนที่สาดเทลงมาเมื่อสักครู่หยุดไปแล้ว จะว่าโชคดีก็ได้ วันที่ท้องฟ้ามืดครึ้มอย่างนี้ อึนทักพาลคิดว่าเพราะชีวิตของเธอทำให้ทุกสิ่งรอบข้างเป็นอย่างนี้ พอจุดไม้ขีดไฟแล้วอึนทักรู้สึกเสียใจจนแทบจะร้องไห้ออกมา ลมพัดแรงทำให้จุดเท่าไหร่ก็จุดไม้ขีดไฟไม่ติดสักที อึนทักใช้มือป้องไม่ให้ไฟดับ

“ได้โปรดช่วยให้ฉันได้งานพิเศษด้วยเถอะค่ะ ช่วยทำยังไงก็ได้กับครอบครัวของคุณน้าด้วย แล้วก็ขอให้ฉันมีแฟนสักคนด้วยนะคะ”

ได้โปรดเถิด อึนทักวิงวอนขอพรอย่างรวดเร็วเพราะกลัวว่าเทียนจะดับด้วยแรงลม แต่เทียนยังไม่ดับ อึนทักจึงพนมมือขึ้นอธิษฐานต่อ อธิษฐานเพราะไม่อยากเสียใจอีก แต่ยิ่งอธิษฐานไปยิ่งรู้สึกเศร้าเสียใจเข้าไปใหญ่ น้ำตาไหลอาบแก้ม

“นี่เราทำอะไรอยู่ กำลังอธิษฐานขอพรจากใคร พระเจ้ามีจริงที่ไหนกัน”

ท้องฟ้ามืดครึ้มอย่างรวดเร็ว เหมือนฝนจะตกลงมาอีก คลื่นซัดฝั่งเขื่อนเสียงดัง วันนี้ช่างเป็นวันที่น่าเบื่อหน่ายเหลือเกิน ชีวิตในแต่ละวันของอึนทักช่างน่าเบื่อหน่ายนัก

อึนทักปล่อยมือลง แล้วเป่าเทียนอย่างแรงหลายครั้ง ก่อนจะร้องตะโกนไปยังท้องฟ้าที่มืดครึ้ม “อย่าบอกนะว่าฝนจะตกที่นี่ด้วย นี่มันฝนไล่ช้างหรือฝนที่ตกต้องตามฤดูกันแน่เนี่ย แล้วฝนจะหยุดตกไหมค๊า”

พายุพัดมา เส้นผมอึนทักปลิวสยายตามแรงลม วันนี้ช่างเป็นวันที่แย่สำหรับเธอจริง ๆ

“ร่มก็มีอยู่แค่สองอัน แต่ทำไมฝนตกบ่อยจัง”

ลมพัดแรงจนลืมตาแทบไม่ได้ อึนทักหลับตาตะโกน แต่จู่ๆ ลมก็สงบ ทุกทิศตกอยู่ในความเงียบ

ทันใดนั้น เมื่ออึนทักลืมตาขึ้น พลันปรากฏชายคนหนึ่งยืนอยู่ในบรรยากาศที่แตกต่างออกไป ผู้ชายที่เธอเคยเห็นที่ไหนมาก่อน ตัวสูงมากจนอึนทักต้องแหงนหน้ามอง ในมือของผู้ชายคนนั้นมีช่อดอกไม้สีขาว อึนทักก้าวถอยหลังด้วยความกล้าๆ กลัวๆ

 

เคยเจอที่ประตูโรงเรียนครั้งนึง เดินเจอกลางทางครั้งนึง แล้วก็เจอกันอีกครั้งที่หน้าคาเฟ่ไหนสักแห่งนึง มันต้องไม่ใช่การเดินผ่านกันเฉยๆ แน่ เด็กสาวผมประบ่าที่สวมชุดนักเรียนผู้นี้ต้องมองเห็นตนแน่ ๆ เมื่อได้สบ ‘ตา’ กัน มันช่างน่าประหลาดนัก โทแกบีเลยเดินตามเด็กคนนี้มา แต่เด็กคนนั้นรู้สึกตัวว่ามีคนเดินตามมา เลยหันหลังมามอง แต่แล้วก็รีบทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น รู้ด้วยรึว่ามีคนตามตัวเองอยู่ ยิ่งน่าประหลาดเข้าไปใหญ่

แสงไฟปลุกโทแกบีให้ตื่นจากห้วงภวังค์แห่งความคิดบนโซฟานิ่มๆ บ้านทั้งบ้านสว่างไสว ทั้งๆ ที่ไม่ได้จุดเทียนเลยแม้แต่อันเดียว ชายวัยชราที่พาท็อกฮวามาแนะนำตัวกับเขาวันก่อนกำลังจะจากโลกนี้ไปในไม่ช้า

“ทำไมอยู่มืดๆ อย่างนี้ละครับ”

“มัวคิดอะไรบางอย่างอยู่”

แล้วเวลาก็ผ่านไป ผู้คนที่อยู่ข้างกายเขาค่อยๆ แก่ตัวลงและจากโลกนี้ไปในที่สุด ทว่าโทแกบียังมีชีวิตไปวันๆ โดยไม่มีแม้แต่รอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า เขาอาศัยอยู่ที่นี่มาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว เห็นทีจะต้องจากไปเสียที ก่อนที่จะมีใครผิดสังเกต คราวนี้เขาตั้งใจไว้ว่าจะเดินทางไปยังเมืองนีซ ประเทศฝรั่งเศส

เอกสารที่ประธานบริษัทยูเตรียมไว้ให้วางอยู่บนโต๊ะ

“ผมสั่งให้ลูกน้องตรวจสอบข้อมูลให้พร้อมแล้ว สิ้นเดือนนี้นายท่านเดินทางไปได้เลยขอรับ”

“งั้นเหรอ”

“ชีวิตที่เหลืออยู่ของกระผมคงไม่มีโอกาสได้เจอนายท่านอีกแล้ว”

ประธานยูน้ำตาคลอเบ้า แม้จะต้องอำลาครั้งแล้วครั้งเล่าเช่นนี้ แต่มันยังทำใจไม่ได้

“ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างนะ”

โทแกบีซึ้งใจในความภักดีของคนตระกูลนี้ตั้งแต่รุ่นแรกจนถึงรุ่นนี้ที่ดูแลมันมาเป็นอย่างดี

“ว่าแต่ ครั้งนี้นายท่านจะเดินทางไปเพียงลำพังอีกแล้วหรือครับ”

“คงเป็นเช่นนั้น ผู้หญิงที่ฉันพบเจอ..ไม่มีใครเห็นดาบที่ตัวฉันเลย”

สีหน้าของโทแกบีเศร้าสร้อยนัก มันยังไม่อาจหาตัวเจ้าสาวพบ ชีวิตที่ได้มาพร้อมกับโทษทัณฑ์ ชีวิตนี้จะจบลงได้ต่อเมื่อมันเจอเจ้าสาวตัวจริง ชีวิตที่ต้องจดจำทุกการจากลาของคนในโลกนี้ สำหรับโทแกบีแล้ว ชีวิตที่ได้มานี้หาใช่รางวัลไม่ หากแต่มันคือการลงทัณฑ์

“กระผมคิดว่าเป็นโชคมากกว่า เพราะนายท่านต้องเจ็บปวดทุกข์ทรมานเพราะดาบมานาน กระผมปรารถนาให้ท่านได้พบกับเจ้าสาวของท่านเร็วไว แต่บางทีกระผมก็ไม่อยากให้นายท่านเจอเธอ เพราะอย่างน้อยมันก็ทำให้กระผมได้พบเจอนายท่านอยู่เช่นนี้ นี่คือความโลภของมนุษย์”

“...ฉันก็คิดว่าเป็นโชคเช่นกัน”

คำตอบของโทแกบีผู้ที่รอคอยความตายมาโดยตลอด ทำให้ประธานยูทำหน้าสงสัย

“ในเมื่อเจ้ายังอยู่ข้างๆ ฉัน เรายังได้ดื่มร่ำสุรากัน คืนอย่างนี้ฉันก็ยังอยากมีชีวิตอยู่”

คำกล่าวล้อเล่นของโทแกบีทำให้ประธานยูยิ้มได้

“ตอนที่นายท่านกลับมาคราวหน้า ท็อกฮวาจะอยู่ปรนนิบัติท่านที่นี่ขอรับ”

ประธานยูได้มอบหมายภารกิจให้ท็อกฮวารับช่วงต่อ เด็กที่มันเคยเห็นตอนยังสวมชุดเด็กอนุบาล กลายเป็นหนุ่มอายุยี่สิบห้าปีแล้ว มันเรียกโทแกบีว่าคุณอา ยังคงเป็นเด็กเอาแต่ใจ ไร้มารยาทเหมือนเดิม ท็อกฮวาเป็นลูกคนรวยเจเนอเรชั่นที่ 3 ที่เกิดในยุคสมัยซึ่งวุ่นวายกับการใช้บัตรเครดิต เมื่อไม่นานมานี้เขาเคยถูกประธานยูริบบัตรเครดิตไป เขายอมทำทุกอย่าง ขอร้องอ้อนวอนเพื่อให้ประธานยูคืนบัตรเครดิต ตอนนี้เด็กคนนั้นกำลังกดรหัสลับเพื่อเปิดประตูบ้านพร้อมกับโวยวายเสียงดังลั่น

หากลองมองภาพในอดีต ปัจจุบันและอนาคตแล้ว บ้านที่เคยสุขสงบต้องวุ่นวายขึ้นด้วยฝีมือของท็อกฮวาแน่ โทแกบีเปิดประตูห้องแล้วเดินเข้าไปเพื่อหลีกเลี่ยงเสียงเอะอะโวยวายนั้น

เมื่อเดินผ่านประตูห้องไป พลันเจอกับลานอันกว้างใหญ่ที่มีดอกบักวีตเบ่งบานอยู่เต็มไปหมด กระท่อมหลังเก่า ๆกับท้องฟ้าโปร่งไร้เส้นขอบฟ้า ที่นี่คือพื้นที่ส่วนตัวของโทแกบีที่แตกต่างกับย่านใจกลางเมืองเมื่อสักครู่นี้โดยสิ้นเชิง ขณะที่มันกำลังเดินเด็ดดอกบักวีตสีขาวพลางครุ่นคิดอะไรบางอย่างไปพลาง โทแกบีพลันได้ยินเสียงใครบางคน เป็นเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งที่เปี่ยมไปด้วยคับแค้นใจ ท่าทางเธอคนนั้นกำลังเกรี้ยวโกรธอะไรบางอย่าง เธอกำลังร้องไห้ เสียงร้องไห้ของเธอสร้างความเจ็บปวดใจให้โทแกบียิ่งนัก จนทำให้เขาจำต้องชะงักผีเท้า ก่อนที่ร่างจะค่อยๆ จางหายไปในที่สุด

โทแกบีกำลังเดินทางไปที่ไหนสักแห่ง

ลานอันกว้างใหญ่ที่มีดอกบักวีตเบ่งบานแห่งนั้น จู่ๆ ก็กลายเป็นทะเล โทแกบีทอดสายตามองเด็กสาวที่อยู่ตรงหน้าก่อนจะร้องถามว่า

“เธอเองรึ”

“...ฉันเหรอ มีอะไรเหรอคะ”

อึนทักตกใจร้องถามกลับ

โทแกบีขมวดคิ้ว เป็นไปได้ที่ตนจะได้ยินเสียงอธิษฐานของเด็กคนนี้ แต่โทแกบีไม่รู้ว่าทำไมตัวเองจึงมาอยู่ที่นี่ได้ เด็กสาวเจ้าของคำอ้อนวอนนั้นคุ้นตานัก เป็นเด็กสาวที่เคยเจอกับตนอยู่บ่อยๆ เป็นเด็กสาวที่มักจะมีเหตุให้มันครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่เสมอ

“เธอไม่ได้เรียกฉันมาเหรอ”

“ฉันน่ะเหรอ ฉันไม่ได้เรียกนะ”

จู่ ๆ คนที่อยู่ตรงหน้ากลับมาตู่หาว่าเธอเป็นคนเรียกมา หรือว่าผู้ชายคนนี้จะเป็นนักต้มตุ๋น นี่เธอโชคร้ายถึงขนาดนี้เชียวรึ แต่จะว่าไปท่าทางของผู้ชายคนนี้ดูดีเกินกว่าจะเป็นนักต้มตุ๋นได้ หน้าตาท่าทางอย่างนี้จัดว่าหน้าตาดีเลยทีเดียว อึนทักอยากถามอะไรเขา แต่ผู้ชายคนนั้นกลับร้องถามเธอแทน

“เธอเป็นคนเรียกฉันมาแน่ๆ เธอเรียกฉันมาได้ยังไง ลองคิดดูซิ ว่าเธอเรียกยังไง”

“...ด้วยความอ้อนวอนงั้นเหรอ?”

แต่เธออ้อนวอนเทพเจ้านี่นา

คำตอบของอึนทักทำให้โทแกบีถึงกับเลิกคิ้ว อึนทักนิ่งไปสักพักก่อนตอบออกมาเหมือนคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

“ฉันไม่ได้เรียกสักหน่อย แต่แค่เราเคยเจอกันวันก่อน แล้วฉันเผลอไปสบตาคุณลุงเข้าตอนที่เราเดินสวนกันบนถนน ใช่คุณใช่ไหม”

มิน่าเล่าอึนทักจึงสัมผัสได้ถึงพลังอันแปลกประหลาดจากผู้ชายคนนี้ได้ ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่คน น่าจะเป็นภูตผี

“หมายความว่ายังไงรึ ที่บอกว่าเห็นฉัน”

“ก็คุณลุงเป็นผีไม่ใช่เหรอ ฉันมองเห็นผีได้”

โทแกบีได้ยินคำที่อึนทักทึกทักว่าตนเป็นผีแล้วหน้าบึ้งทันที เขาไม่ใช่ผีหรือปีศาจ โทแกบีรีบปฏิเสธว่าตนไม่ใช่ผี แต่อึนทักกลับยืนยันคำเดิม เพราะผีที่เธอเคยเจอมาทั้งหลาย ส่วนใหญ่ต่างไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็นผีทั้งนั้น แม้ว่าผีคุณลุงตนนี้จะเป็นผีที่หน้าตาดีที่สุดเท่าที่อึนทักเคยเจอก็ตาม แต่ถึงยังไง ผีก็คือผีอยู่วันยังค่ำ

อึนทักตั้งใจจะไม่แยแสผีตนนี้ เธอเก็บเค้กใส่ในกล่อง ถึงอย่างไรเบื้องบนก็ไม่มีวันรับคำอธิษฐานของเธออยู่แล้ว

ไม่รู้ว่าโลกนี้จะมีพระเจ้าอยู่จริงหรือไม่ แต่สำหรับอึนทักแล้วคิดว่าพระเจ้าไม่มีจริงเพราะเธอเชื่อมั่นว่าคงไม่มีพระเจ้าองค์ไหนที่ทอดทิ้งให้คนที่ใช้ชีวิตอย่างลำบากยากเข็ญเช่นนี้อยู่บนโลกนี้อย่างเดียวดายแน่ ถ้าอีก 10 ปีให้หลังยังคงลำบากอยู่อย่างนี้ เอาไว้ถึงตอนนั้นค่อยอ้อนวอนอีกทีแล้วกัน

“เธอเป็นใครกันแน่ ปกติแล้วไม่มีใครเห็นฉันอย่างนี้ถ้าฉันไม่แสดงตัวให้เห็น”

อึนทักทำตาโต

เธอไม่อยากจะคุยกับโทแกบีเลย ถ้าหากไม่ได้ยินคำนี้

โทแกบีหน้าเคร่งเครียด เขาเคยรู้สึกประหลาดเช่นนี้ตอนที่ได้สบตากันครั้งแรก แต่ที่ประหลาดมากกว่าคือเขามองไม่เห็นอนาคตของเด็กคนนี้ ไม่เห็นเลย

“อนาคตในอีกยี่สิบปี สามสิบปีของเธอ”

“อ๋อ ท่าทางคุณลุงจะมองไม่เห็นมันใช่ไหมล่ะ”

ท่าทางอนาคตของอึนทักจะมืดมนจนแม้แต่ผียังมองไม่เห็น อึนทักทำหน้าเบื่อหน่าย

“ก่อนตายคุณลุงเคยเป็นคนทรงมาก่อนเหรอ หรือเป็นนักต้มตุ๋น พูดถึงเรื่องในอนาคตอยู่ได้”

“นัก... อะไรนะ”

ตอนแรกอึนทักคิดว่าคุณลุงคนนี้เป็นนักต้มตุ๋นเสียอีก แต่เมื่อเห็นโทแกบีพูดครึ่งๆ กลางๆ อึนทักเลยสรุปว่ามันเป็น ’ผี‘ ที่เคยเป็นนักต้มตุ๋นมาก่อน

“ไปที่ชอบ ที่ชอบเถอะค่ะ เวียนว่ายอยู่อย่างนี้ไม่ไปผุดไปเกิดน่ะ ไม่ดีหรอก แล้วนั่นดอกอะไรคะ”

“ดอกบักวีต”

ดอกบักวีตในมือของโทแกบีสะดุดตาอึนทักยิ่งนัก ไม่น่าเชื่อเลยว่าดอกบักวีตจะสวยขนาดนี้ ต่อให้อึนทักทำท่าอยากได้ดอกไม้ในมือมันแค่ไหน แต่โทแกบียังนิ่งเฉย อึนทักจึงพูดออกไปว่า ดอกไม้สวยมาก ดอกไม้สวยๆ อย่างนี้ไม่เห็นเหมาะกับผีวิญญาณเลย เอามาให้ตนดีกว่า

ถึงแม้ผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้จะเป็นเพียงดวงวิญญาณ แต่ตอนนี้อึนทักอยากได้รับของขวัญอะไรสักชิ้น เพราะวันนี้เป็นวันเกิดของเธอ

โทแกบีหันมองกล่องเค้ก แล้วมองหน้าอึนทักก่อนจะส่งดอกบักวีตในมือให้อึนทักในที่สุด อึนทักยื่นมือออกมารับดอกไม้กำนั้นด้วยความดีใจ ก่อนจะสูดกลิ่นจากมันทันที

หนังสือแนะนำ