เจ้าสาวของโทแกบี

คิมชินกับเด็กชายใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะเดินทางถึงดินแดนต่างอาณาจักร

ณ ที่แห่งนั้นไม่แตกต่างจากแผ่นดินโครยอมากนัก มีสงครามเกิดขึ้นเช่นกัน เจ้าของประเทศนั้นถูกเปลี่ยนไปเรื่อย ตอนแรกเป็นฝรั่งเศส ต่อมาเป็นอังกฤษ และทุกครั้งที่เกิดการผลัดเปลี่ยนผู้ครอบครองแผ่นดิน ก็จะเกิดการนองเลือดขึ้น คิมชินเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ แต่บางครั้งก็ออกไปร่วมสู้รบด้วยเช่นกัน

คิมชินมีกายเป็นอมตะไม่แก่ไม่เฒ่า แต่เด็กชายที่คอยรับใช้มันค่อยๆ แก่ตัวลงจนจากโลกนี้ไปในที่สุด หลังจากนั้นทายาทของพวกมันก็จะมาดูแลปรนนิบัติคิมชิน บนแผ่นดินใหม่แห่งนี้มีหลุมฝังศพอยู่สามสี่หลุม แต่ละหลุมล้วนเป็นร่างของคนที่มันรัก

โทแกบีได้หวนกลับสู่แผ่นดินเกิดอีกครั้ง ทว่า ณ ตอนนี้ ที่นี่ไม่ใช่แผ่นดินโครยอหรือแผ่นดินโชซอนอีกต่อไปแล้ว หากแต่กลายเป็นแผ่นดินเกาหลี ทุกครั้งที่มันได้หวนกลับมา จะพบว่าทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ตอนแรกมันรู้สึกว่าแผ่นดินโชซอนดีกว่าแผ่นดินโครยอที่มันเกิด แต่เมื่อเวลาผันผ่านไป แผ่นดินที่อาศัยอยู่ตอนนี้กลับดีกว่าแผ่นดินโชซอนมากนัก สภาพแวดล้อมรอบกายคิมชินกำลังเปลี่ยนแปลงไปทุกขณะ มีเพียงเมืองหลวงและเส้นทางแห่งนั้นที่หลงเหลืออยู่เพราะได้รับการบูรณะไว้เป็นอย่างดี

เสื้อผ้าที่ผู้คนสวมใส่และอาหารการกินที่พวกมันรับประทานก็เปลี่ยนแปลงไป แต่นิสัยโดยพื้นฐานของมนุษย์ยังเหมือนเดิม มนุษย์ดำรงชีวิตพร้อมกับการทะเลาะวิวาทกันและมีความรักต่อกัน

คิมชินเดินเลียบไปตามกำแพงหิน เหยียบใบเมเปิลที่ร่วงหล่นลงบนพื้น แผ่นดินใหม่ของมันแห่งนี้มีชื่อเสียงเลื่องลือเรื่องใบไม้ร่วงเช่นกัน

คิมชินสัมผัสได้ถึงพลังประหลาดจากกำแพง มันชะงักฝีเท้าพลางจ้องมองผนังที่ผู้คนทั่วไปมองไม่เห็นอยู่ชั่วครู่ มันเห็นผู้ชายอีกคนหนึ่งจากอีกฝั่งของกำแพง ผู้ชายคนนั้นกำลังจ้องมองมันด้วยตระหนักได้ว่า มีใครบางคนกำลังจ้องมองตนอยู่เช่นกัน

“...โทแกบี?”

ผู้ชายคนนั้นพึมพำ เขาคือยมทูต

ทูตจากสวรรค์ คนตาย และเทพเจ้าเท่านั้นที่สามารถเปิดประตูแห่งห้วงมิติได้ ชายทั้งสองเผชิญหน้ากัน คนหนึ่งยืนอยู่ด้านใน ส่วนอีกคนหนึ่งยืนอยู่ด้านนอก

“ยมทูตรึ?”

มันทั้งสองมีความเกี่ยวข้องกับเทพเจ้าก็จริง หากแต่มีสถานะแตกต่างกัน โทแกบีท้าพนันกับเทพเจ้า โดยไม่รู้ว่าเทพเจ้าอยู่ที่ไหน ทำอะไรอยู่

ส่วนยมทูต...ไม่ต่างจากข้าราชการผู้ปฏิบัติงานตามคำสั่งของเทพเจ้า มันมีหน้าที่นำดวงวิญญาณของคนตายไปสู่ปรโลก หน้าที่ของมันช่างหนักหนาและเหน็ดเหนื่อยนัก แต่เป็นภาระหน้าที่ที่ไม่มีวันหลีกเลี่ยงได้ เพราะนี่เป็นการชำระบาปอันใหญ่หลวงที่มันเคยสร้างเอาไว้ในชาติก่อน

ตามคำกล่าวอ้างของผู้ที่เดินทางไปเยือนหน้าประตูแห่งความตายมาแล้ว ยมทูตมักจะสวมชุดสีดำ และสวมหมวกปีกกว้างสีดำอยู่เสมอ ปีกกว้างของหมวกช่วยปิดบังอำพรางใบหน้าของพวกมันได้เป็นอย่างดีเหนือสิ่งอื่นใด หากพวกมันสวมหมวกเช่นนั้นคนธรรมดาทั่วไปจะไม่สนใจหรือผิดสังเกตุในตัวมัน

“แต่งตัวเชยจริง”

คำกล่าวของโทแกบีทำให้ยมทูตถึงกับสะอึก

“เฮอะ”

แต่ก่อนที่ยมทูตจะกล่าวโต้ โทแกบีก็หันหลังเดินจากไปเสียแล้ว

'วันนี้โชคไม่ค่อยดี ต้องมาเจอยมทูต'

 

บ้านหลังใหญ่ใจกลางเมืองหลวงเป็นบ้านที่มันอาศัยอยู่เป็นเวลาร้อยกว่าปีมาแล้ว ประตูที่โค้งเป็นคันศรสูงตระหง่านจนสามารถมองเห็นท้องฟ้าได้ โทแกบีมีรสนิยมสูง ชื่นชอบความหรูหรางดงามของคริสตัล นาฬิกาติดผนังโบราณกำลังทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์

คิมชินขยิบตาเล็กน้อย ไฟในบ้านพลันสว่างขึ้น เปลวเทียนลุกวาบ แม้นานครั้งที่มันจะกลับเข้ามาในบ้านหลังนี้ ทว่าในบ้านกลับไม่มีฝุ่นผงแม้แต่น้อย นั่นเป็นเพราะคนรับใช้ของมันดูแลความสะอาดในบ้านนี้เป็นอย่างดี

คิมชินมองสำรวจไปรอบๆ บ้าน พลางเดินไปเปิดผ้าม่าน

“นายท่าน”

ชายชราผู้หนึ่งเดินจูงเด็กน้อยเข้ามาในบ้าน

“ไม่ได้พบนายท่านมายี่สิบปีแล้ว นายท่านสบายดีหรือครับ”

“เจ้าก็สบายดีนะ”

“กระผมแก่มากแล้ว แต่นายท่านยังคงสมาร์ทเหมือนเดิม”

“ไม่เห็นจะสมาร์ทตรงไหน”

โทแกบีละสายตาไปยังเด็กน้อย เด็กคนนั้นสวมหมวกโรงเรียนอนุบาลสีเหลือง มีชื่อปักอยู่บนหน้าอกเสื้อว่ายูท็อกฮวา

“เจ้าเด็กนี่”

ชายแก่ผู้นั้นหันไปดุเด็กน้อย พลางหันมามองโทแกบี

“นี่คือหลานชายของผมที่เคยเรียนให้นายท่านทราบ สวัสดีนายท่านเสียสิ ท็อกฮวา”

“คุณอาคนนี้เป็นใครเหรอฮะ?”

“เจ้าเองรึท็อกฮวา ฉันเป็นอาของเธอ เป็นพี่ของเธอ เป็นลูกชายของเธอ แล้วก็จะเป็นหลานชายของเธอในอนาคตยังไงล่ะ”

ท็อกฮวาเงยหน้าขึ้นมองโทแกบีผู้มีร่างกายสูงใหญ่ สีหน้าของมันเต็มไปด้วยความงุนงง ด้วยไม่เข้าใจความนัยของโทแกบี นั่นทำให้โทแกบีรู้สึกขำจนต้องคุกเข่าลง เพื่อให้ความสูงของมันเสมอกับท็อกฮวา

“ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะ เจ้าเด็กน้อย”

โทแกบีกล่าวอย่างอ่อนโยน แต่เด็กชายผู้นั้นกลับยกมือขึ้นกอดอก จ้องมองโทแกบีด้วยความข้องใจ

“ต้องขออภัยด้วยครับนายท่าน เจ้าเด็กนี่เป็นลูกชายคนเดียว จึงถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจ”

ชายแก่ผู้นั้นโน้มตัวลงขออภัยโทแกบี แต่โทแกบีหาได้ถือสาเด็กชายไม่ เด็กยังเล็ก อีกทั้งยังเป็นสายเลือดของคนรับใช้ที่เดินทางมาหามันเป็นคนแรกด้วย ตระกูลของชายผู้นี้ดูแลมันมาเป็นเวลานานแสนนานแล้ว คิมชินพินิจพิจารณาใบหน้าของเด็กชายอย่างละเอียด ใบหน้าของมันช่างคล้ายคลึงกันกับเด็กคนแรกที่ติดตามมันมาจากแผ่นดินโครยอยิ่งนัก

“ไม่ต้องขอโทษหรอก ตระกูลของเจ้าไม่เคยทำให้ฉันผิดหวังเลยสักครั้ง”

“ว่าแต่คุณอา ทำไมถึงได้พูดจาไม่เคารพปู่ของผมเลยล่ะ? อยากตายเหรอ?”

“ฮ่าๆ”

“ได้โปรดเอาชีวิตเจ้าเด็กคนนี้ไปด้วยเถอะ นายท่าน”

โทแกบีหัวเราะออกมา

 

พระจันทร์เต็มดวงลอยเด่น หิมะตกลงมาแล้ว จึงทำให้ท้องฟ้าโปร่ง ไม่มีแม้เมฆหมอกสักก้อนเดียว ยิ่งทำให้มองเห็นพระจันทร์เต็มดวงชัดยิ่งขึ้น

ที่นี่มีตึกสูงสร้างขึ้นอยู่เพียงไม่กี่หลัง โทแกบีนั่งอยู่บนตึกสูงแห่งหนึ่งอย่างหมิ่นเหม่น่าหวาดเสียว ในมือของมันถือเบียร์กระป๋องหนึ่ง ลมพัดกระทบหลังมือโทแกบีอย่างแรง พอมันยกกระป๋องเบียร์ขึ้นจิบ ความรู้สึกต่างๆ พลันประดังประเดเข้ามา โทแกบีทอดสายตาลงมองไปยังเมืองหลวงไฟ ป้ายโฆษณาต่างๆ ส่องสว่างจนแสบตา ทั้งรถ ทั้งคนเคลื่อนไหวไปมาดังโหวกเหวก

“ได้กลับมาแบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะ”

โทแกบีกล่าวกับตัวเองด้วยความรู้สึกอันซับซ้อน ที่ๆ มันโหยหาและชีวิตอันเปล่าเปลี่ยว โทแกบีหลับตาลงชั่วครู่ ระหว่างนั้นมันได้ยินเสียงร้องขอชีวิตดังกระทบโสตประสาทเข้ามา

'ช่วยด้วย ได้โปรดช่วยฉันด้วย...'

เสียงผู้หญิง เป็นเสียงผู้หญิงคนหนึ่งกำลังร้องขอให้เทพเจ้าช่วย นางยังไม่อยากตาย

'ถ้าเทพเจ้ามีจริง ได้โปรด...ช่วยชีวิตฉันด้วยเถิด'

พลังชีวิตที่แทรกอยู่ในน้ำเสียงเหลือเพียงแผ่วบางเท่านั้น บนเส้นทางที่มีผู้คนสัญจรผ่านไปมาน้อย รถที่วิ่งฝ่าไฟแดงเสียหลักเพราะถนนลื่นชนผู้หญิงที่เดินอุ้มท้องคนหนึ่งเข้าอย่างจัง เสียงร่างผู้หญิงคนนั้นกลิ้งตกลงบนถนนดังขึ้นพร้อมกับเสียงเบรคและเสียงล้อรถหมุนบดถนนดังแสบแก้วหู รถยนต์คันนั้นหมุนวนไปมา เลือดสีแดงฉานไหลออกมาจากร่างของผู้หญิงคนนั้น ก่อนจะค่อยๆ ซึมกระจายไปรอบๆ ตัวเธอ

โทแกบีได้ยินแค่เสียงก็อ่านสถานการณ์ออกว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง มันส่ายหน้าช้าๆ แต่ละวันมีคนตายด้วยเหตุการณ์เช่นนี้หลายร้อยหลายพันราย แต่เดี๋ยวนี้มนุษย์ไม่ค่อยนับถือเทพเจ้า น้อยคนนักที่จะส่งเสียงอ้อนวอนร้องขอชีวิตก่อนตายเช่นที่มันได้ยินเมื่อสักครู่

โทแกบีดื่มเบียร์อีกอึก ก่อนจะหันไปมองภาพเหตุการณ์ด้านล่าง

'ช่วยด้วย ใครก็ได้ ได้โปรด...'

ใกล้จะหมดลมหายใจเต็มที ลมหายใจของเธอคนนั้นรวยรินนัก แต่เธอยังคงร้องหาเทพเจ้า โทแกบีครุ่นคิดหนัก ในที่สุดมันก็ลุกขึ้นยืน ก่อนจะกระโดดลงจากตึกสูง ร่างของโทแกบีกลายเป็นลูกไฟสีเขียว

โทแกบีกระโดดลงมายืนข้างหน้าร่างผู้หญิงที่กำลังใกล้ตายผู้นั้น เธออาศัยอยู่ที่ปากทางเข้าหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลจากทะเล หลังจากคืนร่างเป็นมนุษย์แล้ว โทแกบีค่อยๆ ก้าวไปหยุดยืนข้างหน้าผู้หญิงคนนั้น คนขับรถประมาทผู้นั้นหลบหนีไปนานแล้ว คนเลวๆ มักจะพรากชีวิตของคนดี ๆ เช่นนี้อยู่บ่อยครั้ง

รองเท้าสีน้ำตาล ผู้หญิงคนนั้นเห็นรองเท้าสีน้ำตาล เธอกะพริบตาถี่ทั้งๆ ที่ดวงตาของเธอหรี่ลงจนใกล้ปิดสนิทเต็มที

“ค...ใคร..คุณเป็นใคร”

“ใครก็ได้”

“ได้โปรด ช่วยฉัน”

“ตามกฎของฉันแล้ว จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับคนที่อยู่ระหว่างความเป็นกับความตาย”

“ฉันยังตายไม่ได้”

ผู้หญิงคนนั้นร้องไห้พลางยกมือคว้าจับข้อเท้าของโทแกบี ความตั้งใจที่จะมีชีวิตของเธอคนนั้นช่างแรงกล้านัก คงเพราะเธอเป็นมนุษย์ โทแกบีเองก็เคยเป็นมนุษย์มาก่อน เข้าใจมนุษย์ด้วยกันดี โทแกบีมองผู้หญิงคนนั้นด้วยความเวทนา

“คุณไม่ได้ร้องขอชีวิตตัวเองรึ”

“ได้โปรด...ช่วยเด็กคนนี้”

มือที่คว้าจับข้อเท้าโทแกบีร่วงหล่นบนพื้นอย่างไร้พลัง โทแกบีสัมผัสได้ถึงพลังชีวิตอีกหนึ่งชีวิตในท้องของเธอคนนั้น มันถอนหายใจยาวด้วยความลำบากใจ

เด็กรึ ตอนที่มันกลายเป็นโทแกบี ผู้ดูแลมันคนแรกก็เป็นเด็ก เป็นหลานของคนรับใช้ตนเอง บางทีนี่น่าจะเป็นหนทางเพียงทางเดียวที่มันจะสามารถคลายความรู้สึกผิดที่มีต่อคนรับใช้ของมันได้

“เจ้าโชคดีนัก ที่ได้มาเจอเทพใจอ่อนอย่างข้า คืนนี้ข้าไม่อยากเห็นใครตายต่อหน้าต่อตา”

ลูกไฟปรากฏขึ้นในมือของโทแกบี มันค่อยๆ วางมือลงบนร่างของผู้หญิงคนนั้น พลังลูกไฟค่อย ๆ ซึมแทรกเข้าไปในร่างของผู้หญิงคนนั้นทีละน้อย ทันทีที่ลูกไฟเข้าไปในท้อง ผู้หญิงคนนั้นกระตุกเล็กน้อย ลมหายใจเริ่มกลับมาสม่ำเสมอ

ดอกพ็อดกด ( เชิงอรรถ – เป็นสายพันธุ์ในตระกูลดอกซากุระ ) ผลิบานไปทั่วทั้งถนนสีขาวที่ปกคลุมด้วยหิมะ โทแกบี ยืนมองภาพนั้นอยู่ชั่วครู่ก่อนจะหายตัวไป ร่างของผู้หญิงที่อยู่ภายใต้ดอกพ็อดกดมีชีวิตขึ้นอีกครั้ง

หลังจากนั้นชั่วครู่ ปรากฏร่างชายสวมรองเท้าดำ หมวกสีดำขึ้นที่นั่น ศพของผู้หญิงที่จะต้องอยู่นั่นหายไปแล้ว เหลือเพียงรอยกองเลือด แล้วกลีบดอกไม้พวกนี้คืออะไร เศษอุปกรณ์รถยนต์ยังหล่นอยู่บนพื้น แสดงว่าต้องเกิดอุบัติเหตุขึ้นที่นี่แน่ๆ ยมทูตหยิบกระดาษออกมาจากซอง

 

[池蓮熙. 二十七歲. 戊寅年甲寅月壬辰日二十一時五分事故死]

(ชียอนฮี อายุ 27 ปี มรณะ วันที่ 14 เดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 1998 เวลา 21 นาฬิกา 5 นาที เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ)

 

[無名. 0歲. 戊寅年甲寅月壬辰日二十一時五分事故死]

(ไม่มีชื่อ. อายุ 0 มรณะ วันที่ 14 เดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 1998 เวลา 21 นาฬิกา 5 นาที เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ)

 

ยมทูตยกมือขึ้นดูเวลา ขณะนี้เวลา 21 นาฬิกา 5 นาที

 

ณ ชายทะเลที่ได้ยินเสียงคลื่นซัดสาดอย่างชัดเจน มีผู้หญิงคนหนึ่งอาศัยอยู่ เด็กไร้ชื่อที่อยู่ในบัญชีมรณะของยมทูตยังคงมีชีวิตอยู่ ช่างเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ผู้หญิงคนนั้นมองตามบุตรสาวที่เดินเก็บเส้นสาหร่ายทะเลตามลานบ้านอย่างขยันขันแข็งด้วยความเอ็นดู สายลมพัดระลำคอของเด็กหญิง เผยให้เห็นปานสีเขียวตรงต้นคอ นี่คือความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นกับเด็กผู้หญิงที่ชื่ออึนทักอายุเก้าขวบ

“วันเกิดปีนี้แม่จะทำต๊อกอะใรให้อึนทักดีนะ”

อึนทักละมือจากสุนัขตัวน้อยขึ้นรับดอกไม้ที่ร่วงหล่นลงมา

“ต๊อกน้ำผึ้ง? หรือต๊อกสายรุ้งดีละจ๊ะ?”

อึนทักกำดอกไม้ไว้ในมือ ก่อนจะหันหน้าหาแม่ของเธอ

“แม่คะ หนูไม่อยากจัดงานวันเกิดแล้ว ขอเป็นปาร์ตี้แทนได้ไหมคะ”

“แล้วมันต่างกันยังไงเหรอ?”

“ก็ต่างกันตรงเปลี่ยนจากต๊อกเป็นเค้กแทนยังไงละคะ หนูอยากเป่าเทียนและขอพรวันเกิดบ้างค่ะ”

ผู้หญิงคนนั้นอดขำในคำพูดของอึนทักไม่ได้ เธอเตรียมต๊อกเป็นของขวัญวันเกิดของอึนทักทุกปีที่ผ่านมา เพราะเห็นว่าอึนทักชอบกินต๊อก ที่จริงแล้วการจะเตรียมเค้กให้อึนทักไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด

 

ผู้หญิงคนนั้นมักจะแวะเวียนไปหายายแก่ขายผักอยู่บ่อยๆ ยายแก่คนนั้นปูกระดาษหนังสือพิมพ์ขายผักอยู่บนสะพาน ยายแก่อยู่ตามลำพังคนเดียว ไม่มีครอบครัว วันหนึ่งยายแก่คนนั้นเล่าเรื่องเทพเจ้าโทแกบีให้นางฟัง

เรื่องเล่าเกี่ยวกับความไว้เนื้อเชื่อใจที่แสนโหดร้าย

วิญญาณถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาวนเวียนอยู่ในโลกใบนี้ โทแกบีต้องคำสาปให้ตามหาเจ้าสาวที่มันก็ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนในโลก

หลังจากได้ยินคำบอกเล่าของยายแก่แล้ว ผู้หญิงคนนั้นคิดว่าเทพเจ้าช่างโหดร้ายนัก อีกทั้งยายแก่ได้กำชับเธอว่าหากถึงเวลาคับขันแห่งชีวิต ขอให้เธออ้อนวอน แล้วเทพที่มีจิตใจอ่อนโยนอาจได้ยินคำร้องขอของเธอก็ได้

เทพเจ้าได้ยินคำอ้อนวอนของเธอจริงๆ ตอนที่เธอร้องขอชีวิต พลันปรากฏร่างของเทพเจ้าที่เธอเรียกว่า 'ใครก็ได้' แล้วเทพเจ้าผู้มีจิตใจอ่อนแอผู้นั้นก็ช่วยชีวิตเธอกับลูกไว้ เด็กคนนั้นรอดตายอย่างปาฏิหาริย์ จนมีอายุถึงตอนนี้ ดั่งโชคชะตาได้ลิขิตไว้เช่นนั้น

“เจ้าหมาน้อย”

จู่ๆ อึนทักก็วิ่งออกไปยังหน้าประตู แม่อึนทักหน้าเคร่งเครียด อึนทักลูบหัวสุนัขตัวนั้น ราวกับกำลังเจอเจ้าลูกสุนัขแสนน่ารัก ทั้งที่ความจริงแล้วทุกสิ่งว่างเปล่า

เด็กคนนี้สามารถเห็นสิ่งที่ไม่ควรจะเห็น แลกกับปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้น แต่ไม่เป็นไร ในเมื่อเธอกับลูกรอดชีวิตมาแล้ว

ผู้หญิงคนนั้นฝืนยิ้ม พลางร้องเรียกอึนทักเข้าบ้าน ข้างนอกอากาศหนาวมาก

แม่อึนทักเตรียมเค้กเป็นของขวัญวันเกิดให้อึนทักตามสัญญา เสียงวิ่ง เสียงถอดรองเท้าอย่างรีบร้อนดังขึ้นข้างนอกบ้าน บนโต๊ะเล็กๆ มีเทียนปักอยู่บนเค้ก ประตูถูกเปิดออกพร้อมกับร่างของอึนทักวิ่งเข้ามาด้วยความตื่นเต้น

“เค้ก ว้าว วันนี้เรามีปาร์ตี้กันใช่ไหมคะแม่”

ผู้หญิงคนนั้นยิ้มให้บุตรสาวด้วยความเอ็นดู

“อื้ม นั่งลงสิ จุดเทียนด้วย”

“หนูจุดเองได้เหรอคะ?”

“อึนทักลูกแม่โตแล้ว จุดได้สิจ๊ะ”

“จริงด้วย ตอนนี้หนูเก้าขวบแล้วนี่นา”

อึนทักยืดไหล่ด้วยความภูมิใจ ก่อนจะจุดไม้ขีดไฟ จ่อยังเทียนทีละอัน แสงเทียนสว่างวาบ อึนทักยิ้มกว้างก่อนจะจ้องมองหน้ามารดาของตนอย่างจริงจัง

แม่ผู้แสนใจดี แม้อึนทักจะไม่มีพ่อเหมือนเด็กคนอื่นๆ แม้จะเคยเสียใจที่ตนเองเห็นอะไรอย่างที่คนอื่นไม่เห็น แต่ที่เธอเป็นเด็กดีได้อย่างนี้ เพราะแม่ของเธอทั้งสิ้น แม่มักจะยิ้มให้เธออย่างอบอุ่นเสมอ ในโลกนี้อึนทักมีแม่ที่รักเธอมากที่สุด ไม่ได้อยู่เพียงลำพังคนเดียว อึนทักเติบโตเป็นเด็กดี ร่าเริง สดใสตามที่แม่ของเธอหวังไว้

เพราะมีแม่อยู่...

“มัวทำอะไรอยู่ รีบอธิษฐานสิ สุขสันต์วันเกิดนะลูก คนดีของแม่”

อึนทักพนมมือแต่ไม่อาจอธิษฐานขอพรใดๆ ได้ ไร้แรงเป่าเทียน รอยยิ้มของแม่ค่อยๆ จางลง เสียงเรียกชื่ออึนทักก็ค่อยๆ เบาลงด้วย

“...ไม่ใช่”

น้ำตาไหลพรากจากสองตาอึนทัก ปากบิดเบี้ยว เสียงสะอื้นดังลั่นห้อง

“ไม่ใช่แม่จริง ๆ ด้วย นี่คือวิญญาณของแม่ต่างหาก...”

“นี่ลูกเห็นทุกอย่างจริงๆ เหรอ แม่ไม่อยากให้เป็นอย่างนี้เลย แม่...”

สีหน้าแม่ของอึนทึกยิ้มอย่างเต็มฝืน อึนทักหลั่งน้ำตาออกมา น้ำตาของอึนทักหยดลงบนเทียนที่กำลังส่องสว่าง

ผู้หญิงคนนั้น แม่ของอึนทักไม่อาจเอื้อมมือมาเช็ดน้ำตาให้ลูกสาวสุดที่รักได้

“แม่...ตายแล้ว”

“...”

แววตาของอึนทึกวาววามด้วยน้ำตา

“จริงเหรอ?”

ผู้หญิงคนนั้นไม่อาจตอบคำถามอึนทักได้ ทำได้เพียงพยักหน้าให้ช้า ๆ

“แม่อยู่ไหนคะ? ตอนนี้แม่อยู่ที่ไหน?”

“ที่โรงพยาบาลตรงสี่แยก...”

แม้อึนทักจะเป็นเด็กที่แกร่งและเก่งเพียงใด แต่เธอก็เพิ่งเก้าขวบเท่านั้น อึนทักร้องไห้สะอึกสะอื้น น้ำมูกน้ำตาไหลพราก เสียงร้องเรียกหาแม่ แม่จ๋า ทำให้เปลวเทียนสั่นไหว ผู้หญิงจ้องมองบุตรสาวประดุจปรารถนาเก็บเธอไว้ในความทรงจำให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เธอไม่อยากเชื่อเลยว่าจะต้องทอดทิ้งเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนนี้ไว้ในโลกเพียงลำพัง ความตายมาเยือนโดยไม่ทันตั้งตัวเสมอ แม้เธอจะเคยผ่านช่วงเวลานั้นมาแล้วแต่ยังอดตกใจไม่ได้ ความตายครั้งแรก หรือความตายครั้งนี้ช่างมาเยือนเธออย่างกะทันหันนัก แต่เธอไม่อาจร้องหาหรืออ้อนวอนเทพเจ้าได้อีก ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวก็เพียงพอแล้ว

“อึนทัก ฟังแม่นะ เดี๋ยวโรงพยาบาลจะติดต่อมา ตอนนั้นคุณน้าของหนูก็คงถึงโรงพยาบาลแล้ว ข้างนอกอากาศหนาว เอาผ้าพันคอไปด้วย แล้วก็ต่อไปห้ามสบตากับพวกวิญญาณอีกรู้ไหม เข้าใจไหม”

ในที่สุดวิญญาณของผู้หญิงคนนั้นก็ค่อยๆ หายไป ทั้งๆ ที่ยังไม่อาจละสายตาจากบุตรสาว

“ขอโทษค่ะ แม่ ที่หนูเห็นอะไรอย่างนั้น แต่การมองเห็นพวกเขามันทำให้หนูเห็นแม่ไงคะ หนูไม่เป็นไรค่ะ”

“ถ้างั้นก็ดีจ๊ะ ขอบใจที่หนูคิดอย่างนี้นะ”

แม่กับลูกร้องห่มร้องไห้อำลากัน อึนทักรู้สึกดีใจที่ได้ร่ำลากับมารดาเช่นนี้ ด้วยใจจริง

“เห็นที แม่จะต้องไปแล้ว แม่รักลูกนะ คนดีของแม่”

“หนูก็เหมือนกัน หนูก็รักแม่มากนะคะ แม่คะ ลาก่อนค่ะ ขอให้แม่ไปสู่สุคตินะคะ”

แม้จะมองเห็น แต่อึนทักไม่อาจแตะเนื้อต้องตัวมารดาได้ นั่นยิ่งทำให้อึนทักเสียใจมากยิ่งขึ้น

“ขอให้แม่ไปสวรรค์นะคะ”

เธอพยักหน้าราวกับได้ยินคำร่ำลาคำสุดท้ายของอึนทัก ตอนนี้ไม่มีใครอยู่ต่อหน้าอึนทักอีกต่อไปแล้ว อึนทักร้องเรียกชื่อแม่ ฟุบหน้าลงกับพื้นร้องไห้ ระหว่างที่กำลังร้องไห้ฟูมฟาย เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น

เป็นดังที่แม่ของเธอบอกไว้ โทรศัพท์นั้นมาจากโรงพยาบาลตรงสี่แยกจริง ๆ

“บ้านของคุณชียอนฮีหรือเปล่าคะ”

ชื่อของแม่ อึนทักจับหูโทรศัพท์แล้วร้องไห้แล้วร้องไห้อีก อึนทักร้องไห้แล้วพลันนึกถึงคำสั่งเสียของมารดาได้ อึนทักหยิบผ้าพันคอไหมพรมมาพันรอบคอ ก่อนทำท่าจะออกไปจากบ้าน แต่หันไปมองแสงเทียนที่อยู่บนเค้กยังสว่างอยู่ น้ำตาเทียนหยดลงบนเค้ก อีกไม่นานเทียนก็จะดับ

“ไม่อธิษฐานแล้ว ไม่อยากอธิษฐานอะไรทั้งนั้น อธิษฐานไปก็ไม่สมหวัง จะอธิษฐานไปทำไม”

อึนทักกัดริมผีปากแน่น ก้าวออกมาจากบ้าน ปิดประตูดังปัง ทันทีที่ประตูปิด เปลวเทียนที่กำลังหรี่ลงก็ดับสนิท

อึนทักหยิบรองเท้าที่วางไว้บนระเบียงหินมาสวม น้ำตาหยดลงบนหลังมือ ลมทะเลพัดแรง อึนทักสวมรองเท้าแล้วทำท่าจะก้าวออกจากประตูหน้าบ้าน แต่ชายสวมชุดสีดำเดินเข้ามาในรั้วบ้านของเธอเสียก่อน

“คุณลุงเป็นใครคะ”

“เธอ เห็นฉันเหรอ”

แม่สั่งไม่ให้เธอคุยกับพวกวิญญาณ แต่ตอนนี้อึนทักไม่มีสติพอจะนึกถึงคำของแม่ ไม่ใช่อึนทักเท่านั้นที่ตกใจ หากแต่ยมฑูตก็ตกใจไม่แพ้อึนทักเหมือนกันที่มนุษย์สามารถมองเห็นยมทูตอย่างตนได้

“อ้อ ผ้าพันคอ ยังไม่ได้พันผ้าพันคอเลยนี่”

“พันแล้วนี่ ผ้าพันคอ”

แม้อึนทักจะเสแสร้งทำเป็นไม่เห็นตน แต่ยมทูตไม่ปล่อยโอกาสนั้นไปโดยง่าย อึนทักหลับตาปี๋ด้วยความกลัว

“ที่นี่บ้านของคุณชียอนฮีใช่ไหม เห็นไม่อยู่ที่โรงพยาบาลเลยมาตามหาที่นี่”

ยมทูตพูดเสียงเบาเหมือนพึมพำอยู่คนเดียว พลางจ้องมองหน้าเด็กน้อยเขม็ง เด็กคนนี้ไม่ใช่เด็กที่ควรจะเกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ ยมทูตนึกถึงเด็กไร้ชื่อที่อยู่ใต้ชื่อของชียอนฮี ตอนอายุ 27 ปีขึ้นมาได้ ยมทูตรู้แล้วว่าเด็กที่ไร้ชื่อคนนั้นเติบโตขึ้นมา ณ ที่แห่งนี้

“ปีนี้เธออายุเก้าขวบแล้วใช่ไหม”

ทำยังไงดี ขณะที่อึนทักกำลังคิดหาทางออกอยู่นั้น หญิงชราคนหนึ่งเดินเข้ามาในรั้วบ้าน นางคือคุณยายขายผักนั่นเอง

“คุณยาย”

อึนทักวิ่งไปซ่อนตัวอยู่หลังหญิงชรา หญิงชราผู้นี้หาใช่หญิงชราธรรมดา เธอเป็นเทพพิทักษ์แม่และเด็ก ภารกิจของเทพพิทักษ์ผู้นี้คือการดลบันดาลให้เด็กๆ ทั้งหลายมีชีวิตขึ้นบนโลกนี้ และปกป้องคุ้มครองเด็กๆ ด้วยความรัก แม่ของอึนทักและอึนทักเป็นผู้ที่คุณยายเทพพิทักษ์รักและเอ็นดูยิ่ง

นอกจากเด็กหญิงตัวเล็กๆ จะมองเห็นตนได้แล้ว ยมทูตยังเจอกับคุณยายเทพพิทักษ์แม่และเด็กอีก ทำให้มันตกใจยิ่งนัก

“ไปให้พ้น ปล่อยเด็กคนนี้ไป”

“ท่านกำลังก้าวก่ายหน้าที่ของข้า”

เสียงอันแข็งกระด้างของยมทูต ไม่อาจหยุดคุณยายเทพพิทักษ์ไว้ได้

“นั่นมันเรื่องของเจ้า เด็กคนนี้มีชื่ออยู่ในรายชื่อด้วยรึ เด็กคนนั้นไร้ชื่อ แต่เด็กคนนี้มีชื่อ”

“หากร่วมมือกับฝ่ายรายชื่อ ชื่อของเด็กคนนี้จะต้องปรากฏขึ้นแน่ ท่านก็รู้ดี ไว้พบกันนะ แม่หนูน้อย”

ยมทูตตัดสินใจถอยออกมาก้าวหนึ่งเมื่อเห็นสายตาและท่าทีอันดุดันของหญิงชรา มันเพียงตั้งใจทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดเท่านั้นเอง คำต่อว่าต่อขานของคุณยายเทพพิทักษ์ทำให้ยมทูตอัดอั้นตันใจนัก แต่ตอนนี้ไม่มีเวลาแล้ว ต้องตามหาตัวคนตายที่อยู่ในรายชื่อก่อน ยมทูตหันไปลาอึนทักที่ยังแอบอยู่หลังคุณยายเทพพิทักษ์ด้วยความแคลงใจ ก่อนจะหายไปในความมืด

ทันทีที่ยมทูตจากไป อึนทักก็คลายมือจากชายเสื้อของหญิงชรา อึนทักคิดถึงแม่ขึ้นมาอีกจนน้ำตาคลอเบ้า

“แม่ แม่”

หญิงชราปลอบอึนทักที่กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้น

“รู้แล้ว เรื่องนั้นมันช่วยไม่ได้ เจ้าต้องมีชีวิตต่อไป รีบย้ายไปจากที่นี่ ต้องไปภายใน 3 วัน แล้วมันจะหาตัวเจ้าไม่เจอ ยมทูตเห็นหน้าเจ้าเข้าแล้ว จะอยู่ที่นี่ต่อไปอีกไม่ได้”

“ถ้าย้ายไปแล้ว เขาจะหาหนูไม่เจอเหรอคะ”

“ไม่เจอ เรื่องที่อยู่เป็นเรื่องสำคัญมาก ผ่านเที่ยงคืนนี้ไปจะมีผู้ชายคนหนึ่งกับผู้หญิงอีกสองคนมาที่งานศพ จงตามพวกเขาไป อาจลำบากสักหน่อย แต่ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วล่ะ”

เทพพิทักษ์ในร่างของหญิงชรายื่นผักกาดขาวในมือให้อึนทัก อึนทักยื่นมืออันสั่นเทาไปรับมันไว้ พลางกัดปากแน่น ก่อนพยักหน้า

หญิงชรามักจะเล่าเรื่องน่ามหัศจรรย์ให้ฟังอยู่บ่อยๆ แม่ของอึนทักเล่าว่าที่อึนทักกับแม่รอดชีวิตมาได้เพราะเรื่องที่คุณยายเล่าให้ฟัง

อึนทักพยักหน้าทั้งน้ำตา ทำให้ดวงตาของเธอระยิบระยับ หญิงชราลูบศีรษะอึนทักอีกครั้ง เด็กคนนี้ช่างน่าเอ็นดูนัก เด็กทุกคนมีความสำคัญก็จริง แต่ตอนที่ช่วยเหลือคุ้มครองเด็กคนนี้ คุณยายเทพพิทักษ์รู้สึกมีความสุขมาก น่าเวทนานักที่ต่อไปในวันข้างหน้าอึนทักจะต้องตกทุกข์ได้ยาก แต่ถึงจะรู้เช่นนั้นแต่คุณยายเทพพิทักษ์ก็แก้ไขอะไรไม่ได้

หนังสือแนะนำ