หญิงงามบนหลังม้า

มีคำกล่าวว่า “คิดเข้านครหลวงต้องผ่านด่านจวีหยง เส้นทางด่านจวีหยงต้องผ่านจีหมิง” จุดพักม้าจีหมิงอยู่ห่างจากป้อมถู่มู่หกสิบลี้ ตั้งเป็นรูปมุมแหลม บวกกับค่ายอวี้หลิน ถือเป็นสามด่านที่อารักขานครหลวงไว้

หยางหลิงกับหานโย่วเหนียงย้ายออกจากหุบเขา ก่อนอื่นไปคำนับเยี่ยฟู่ (พ่อตา) ซึ่งไม่เคยพบหน้ามาก่อน จนใจที่หานเหล่าต้านำบุตรชายขึ้นเขาไปล่าสัตว์ไม่กลับมา หานโย่วเหนียงทราบว่าหิมะปกคลุมภูเขา บิดาเข้าป่าไปภายในสิบวันครึ่งเดือนคงไม่กลับมา จึงฝากข่าวโยกย้ายเข้าเมืองกับบ้านใกล้เรือนเคียง จากนั้นติดตามหยางหลิงมาที่จุดพักม้าจีหมิง

ในความทรงจำของหยางหลิง เพียงได้ยินชื่อป้อมถูมู่ จำได้ว่าฮ่องเต้ต้าหมิงพระองค์หนึ่ง* ยกทัพฟ้าสิบหมื่นมาสู้รบกับผู้นำชนเผ่าวาลานามเยี่ยเซียน แต่พบกับความพ่ายแพ้ เคราะห์ร้ายถูกจับเป็น ความรู้นี้ได้จากการอ่านนวนิยายของเนี่ยอู้เซ็งเรื่องเพี้ยจงเฮียบเอี้ย** เอง

* หมายถึงหมิงอิงจงฮ่องเต้

** เรื่องรอยแหนเงาจอมยุทธ์

ในความทรงจำของมัน สถานที่เป็นเมืองใหญ่มีเพียงเมืองเซวียนเต๋อกับต้าถง พอออกเดินทางค่อยทราบว่าการคมนาคมในตอนนั้นไม่สะดวกอย่างมาก ส่วนจุดที่พักจีหมิงแม้เป็นเมืองขนาดเล็ก แต่ก็มีร้านค้า โรงจำนำ ร้านขายน้ำมัน ร้านน้ำชากับร้านอาหารครบครัน

นี่เป็นชัยภูมิสำคัญแห่งหนึ่งระหว่างนครหลวงกับพื้นที่ตะวันตกเฉียงเหนือ มีการคมนาคมสะดวก กิจการค้ารุ่งเรือง ถือว่าเจริญก้าวหน้าไม่น้อย

หยางหลิงกับหานโย่วเหนียงเช่าบ้านเล็กๆ ของร้านค้าน้ำมันตระกูลเจี่ยงห้องหนึ่ง ตอนนี้ไม่มีบ้านช่องที่นา หากถือเงินสิบกว่าตำลึง หานโย่วเหนียงไม่ยอมรับประทานจนภูเขาเงินกลวงว่างเปล่า จึงไปทำงานเย็บปักถักร้อยจากร้านตัดเสื้อผ้าที่หัวถนน

หยางหลิงก็คิดออกมาดูว่ามีช่องทางร่ำรวยอันใด อย่างน้อยก็หางานทำสักอย่าง แต่หานโย่วเหนียงยืนกรานให้มันอยู่บ้านท่องตำรับตำรา เปลือกนอกหยางหลิงรับปาก ฉวยโอกาสที่นางไม่อยู่ ก็ลอบออกมาเดินเตร็ดเตร่ดู

ที่นี้มีที่ทำการของเจ๋อเฉิง* ร้านรถม้า โรงจำนำ วัดวา มีงานใดที่เหมาะสมกับมัน หยางหลิงเดินเตร็ดเตร่อยู่ครึ่งค่อนวัน พอเงยหน้าขึ้นเห็นร้านสุราเล็กๆ แห่งหนึ่ง จึงเข้าไปสั่งเนื้อวัวสามตำลึง เหล้าเผาดาบป้านเล็กๆ ลองลิ้มดู พบว่าเหล้าเผาดาบมีรสชาติดีกว่าเหล้าขวดละร้อยเหรียญที่เคยดื่มตามโรงแรมอีก

* ชื่อยศตำแหนงมีหน้าที่รับส่งข่าวสาร

โอ ตอนแรกที่อ่านนวนิยาย ผู้ที่ย้อนเวลาสู่อดีตคิดร่ำรวยก็มีคนส่งเงินมา คิดเป็นขุนนางก็ได้รับแต่งตั้งจากฮ่องเต้ แม้แต่ตอนเข้าห้องน้ำ ยังได้พบสาวงามสองสามนาง ตนเองใช่ใช้การไม่ได้หรือไม่?

หยางหลิงดื่มสุราจนหมดป้าน ชำระเงินเจ็ดเหรียญ เดินออกจากร้านสุรา เมื่อเดินบนพื้นหิมะ เหยียบย่ำจนบังเกิดเสียงดัง ตัวเมืองนี้เจริญรุ่งเรือง แต่หาได้มีผู้คนแออัดเบียดเสียดไม่ ตอนนั้นยังไม่มีประชากรมากมายถึงเพียงนั้น

ทันใดที่ด้านหลังบังเกิดเสียงกีบม้าดังขึ้น หยางหลิงคุ้นกับเสียงแตรรถยนต์ค่อยหลีกทางจึงไม่รู้สึกตัว ยังคงเดินอยู่กลางถนน รู้สึกว่าไหล่ขวาถูกกระทบอย่างแรง ร่างถลาไปเบื้องหน้า แทบล้มค่ำกับพื้น

หยางหลิงพอทรงกายมั่น ค่อยเหลียวหน้ามอง เห็นม้าสีพุทราแดงตัวหนึ่งหยุดยืนอยู่ข้างกาย บนหลังม้าบังเกิดเสียงตวาดดังเจื้อยแจ้วว่า “ท่านหูหนวกหรือ?”

หยางหลิงบังเกิดโทสะพลุ่งขึ้น ชนคนยังถือว่ามีเหตุผลหรือ พอเพ่งตามองเห็นหมวกหน้ากำบังลมปกปิดใบหูไว้ เผยเห็นใบหน้ารูปแตงที่งดงาม หัวคิ้วทั้งคู่อ่อนจาง หลังจากนั้นทั้งดกหนาทั้งดำ ใต้ดวงตากลมโตมีจมูกโด่ง ปากจิ้มลิ้มสีแดงสดใส

หยางหลิงตากระจ่างวูบ นี่เรียกว่านึกถึงหญิงงาม หญิงงามก็มา นับตั้งแต่มันย้อนเวลามายังยุคโบราณ นี่เป็นหญิงงามคนแรกที่พบพาน นางมีองคาพยพรับรูป กอปรด้วยความงามของสตรีอย่างแท้จริง ดูเหมือนมีอายุเพียงสิบสี่สิบห้าปี หากว่าเติบโตกว่านี้ ยังจะทบทานรับได้หรือ

หานโย่วเหนียงแม้เป็นหญิงสาวงดงาม แต่หว่างคิ้วแฝงเค้าความองอาจเกินไป รูปลักษณะของหญิงสาวชนบทยิ่งไม่อาจเทียบเปรียบกับสตรีที่สูงส่งสง่าเช่นนี้ เมื่อเห็นดวงตาคู่นี้ ค่อยทราบว่านางปีศาจจิ้งจอกสมควรมีลักษณะอย่างไร

นางสวมใส่ชุดบุรุษ คลุมทับด้วยเสื้อคลุมสีน้ำทะเล เท้าสวมรองเท้าหนังกวางคู่หนึ่ง ตอนแรกเลิกคิ้วร้องตวาดใส่หยางหลิง มันพอหมุนตัวมา เห็นอีกฝ่ายสวมชุดยาวสีเข้ม คลุมเสื้อยาวอีกตัวหนึ่ง ถึงแม้ท่วงท่าสุภาพเรียบร้อย แต่หน้าตาหล่อเหลาไม่เบา สร้างความสบายตาแก่ผู้คน ค่อยควบคุมอารมณ์ไว้

คนที่ด้านข้างมีวิชาขับขี่ไม่เท่าหญิงสาวงดงาม จึงรั้งดึงสายบังเหียน จนม้าคู่ขาส่งเสียงร้องยาวนาน กีบม้าตะกุยหิมะปลิวกระจาย มันยกก้นขึ้น ค่อยทรงกายมั่น ร้องถามว่า “เม่ยจื่อ (น้องสาว) เป็นไรหรือไม่ เอ๊ะ เด็กน้อยตาบอดชนเม่ยเม่ยเราหรือ?”

คนผู้นี้มีร่างกายแข็งแรง สวมชุดขี่ม้า ใส่หมวกสักหลาดสีม่วง มีอายุยี่สิบเศษ ผิวสีเข้มคิ้วดกหนาตาโต สีหน้าแฝงแววเย่อหยิ่งยโส ทางหนึ่งกล่าวทางหนึ่งควบม้าโถมเข้ามา เงื้อแส้ม้าในมือหวดใส่หยางหลิง

หยางหลิงคิดหลบก็หลบไม่พ้น กลัวว่าแส้นี้หวดใส่ใบหน้า จึงยกมือปิกหน้าตามสัญชาตญาณ หญิงสาวนั้นพลันโน้มตัวไป ขยับแส้ม้าในมือ ปลายแส้พุ่งตรงออกไป ม้วนขยับเมื่อม้วนพันแส้ม้าของเกอเกอไว้ จากนั้นกระชากมายังด้านหลัง แส้นี้จึงไม่สามารถหวดลง

หญิงสาวนั้นใช้เท้าหนีบท้องม้า ควบขับเท้าใกล้หยางหลิง ยิ้มพลางกล่าวว่า “แล้วกันไปเถอะเกอเกอ ผู้อื่นเป็นนักศึกษา ไหนเลยรับแส้ของท่านได้...”

หยางหลิงลดมือลง เงยหน้ามองดูพักตร์พริ้งดุจดอกท้อของนาง มันผ่านมาแล้วเก้าชาติภพ ยังไม่เคยพบเห็นนางงามน้อยเช่นนี้มาก่อน

หญิงสาวนั้นคล้ายคุ้นชินกับสายตาที่ตนตะลึงของบุรุษเมื่อแรกพบนาง เห็นดวงตาหยางหลิงทอแววชื่นชม แต่ไม่แสเงท่าทีที่หื่นกระหายน่าชังเช่นบุรุษที่ผ่านมา ดวงตานางต้องฉายรอยยิ้มวูบหนึ่ง จากนั้นหันไปกล่าวกับบุรุษนั้นว่า “เกอเกอ ไปกันเถอะ ยังต้องไปซื้อหาของขวัญ” กล่าวพลางใช้เท้ากระทุ้งท้องม้า กล่าวกับหยางหลิงว่า “นักศึกษาหลีกทาง อย่าได้ชนถูกท่านอีก” พลางหัวร่อเสียงสดใส ม้าสีพุทราแดงพุ่งเฉียดผ่านไป

พร้อมกับเงาหลังอันงดงามพุ่งผ่านไป หยางหลิงยังสูดได้กลิ่นกายสาวที่หอมรวยรินชนิดหนึ่ง

บุรุษนั้นถลึงมองหยางหลิงคราหนึ่ง ควบม้าตามหลังเม่ยเม่ยไป หยางหลิงทั้งมิใช่คนชอบเอาชนะคะคาน ทั้งไม่มีทุนรอนในการเอาชนะคะคาน จึงยิ้มเล็กน้อย เดินเตร็ดเตร่ต่อไป

หยางหลิงพบเห็นร้านรวบก็แวะเข้าไป หวังว่าจะจุดประกายหาเงินทองขึ้นมา น่าเสียดายที่นึกไม่ออกว่ามีสิ่งที่เหมาะกับคนโบราณ ทั้งอยู่ในวิสัยที่ตนเองเรียนรู้ได้ อย่างยากเย็นค่อยนึกถึงน้ำเต้าน้ำตาลขึ้นมา จากนั้นเห็นที่มุมถนนมีคนขายน้ำเต้าน้ำตาลอยู่สองคน

หยางหลิงครุ่นคิดสืบต่อ ไม่ทราบอาหารหยางโย่วฉ่าง* ของแดนซีอวี้ (ดินแดนตะวันตก) แพร่หลายมาถึงแผ่นดินจงหยวนแล้วหรือไม่ แต่ต่อให้ขายของหยางโย่วฉาง ไหนเลยร่ำรวยได้?

* เคบาบที่เสียบไม้ปิ้งย่างบนเตา ทำจากเนื้อแพะ

** ชื่อชนกลุ่มน้อยของจีน ส่วนอาอาศัยอยู่ที่มณฑลซินเกียง

หวนนึกถึงตนเองสวมผ้ากันเปื้อน ติดหนวดปลอมยืนอยู่ข้างเตาเหล็ก ปลอมตัวเป็นชาวอุยกูร์** เชิญชวนแขก หานโย่วเหนียงนั่งอยู่ด้านหลัง ใช้ไม้เสียบเนื้อของมุสิกตาย หยางหลิงต้องสยิวกายอย่างหนาวเหน็บ หากอาศัยของกินชนิดนี้สร้างฐานะร่ำรวยได้ ต่อให้ฟาดมันจนตายยังไม่ยอมเชื่อ

เดินไปเดินไป เห็นร้านดนตรีร้านหนึ่งจึงเดินเข้าไป เห็นซงเม่ย (พี่ชายน้องสาว) คู่นั้นก็ยืนอยู่ภายใน หญิงสาวนั้นเห็นมีคนเข้ามา ก็เหลียวมองมันแวบหนึ่ง เมื่อเป็นเช่นนี้หยางหลิงไม่สะดวกกับการล่าถอยออกไป หาไม่จะถูกผู้คนหัวร่อเยาะว่ามันขวัญอ่อนกลัวเกิดเรื่อง

หญิงสาวนั้นถอดหมวกหนังลงมา เผยเห็นคิ้วขนงวงพักตร์ พอเหลียวหน้าเห็นเป็นมัน ก็เผยอยิ้ม จากนั้นหันกลับไปทดลองดีดพิณโบราณตัวหนึ่ง

พิณตัวนี้สีสันโบราณ ลวดลายประณีต จัดทำจากไม้ถงมู่อย่างดี นางยื่นมือเรียวงามดีดใส่เบาๆ ภายในร้านก็บังเกิดเสียงดนตรีอันไพเราะดังขึ้น

หญิงสาวนั้นกล่าวด้วยความยินดีว่า “พิณที่ดี เหลาป่าน (คำเรียกเถ้าแก่) พิณตัวนี้ราคาเท่าใด?”

เถ้าแก่ของร้านมีอายุหกสิบเศษ ยิ้มประจบกล่าวว่า “คุณหนูมีสายตาแหลมคม พิณตัวนี้เป็นของโบราณของราชวงศ์ก่อน หากท่านชมชอบก็ขายให้ในราคายี่สิบตำลึง”

หญิงสาวนั้นอ้าปากค้าง กล่าวว่า “พิณตัวนี้แม้ไม่เลว แต่ว่ายี่สิบตำลึงแพงเกินไป อย่างมากมีราสักสิบตำลึง”

เถ้าแก่นั้นกล่าวว่า “คุณหนู พิณตัวนี้ทำจากไม้ถงมู่อย่างดี เพียงเนื้อไม้ไม่ทราบต้องเข้าป่าไปค้นหานานเท่าใด ยังมีสายพิณแต่ละสายขึงจากลวดอูจิน พิณชั้นดีเช่นนี้ตั้งราคายี่สิบตำลึงหาเกินเลยไป”

หญิงสาวนั้นเผยอยิ้ม เผยเห็นรอยลักยิ้มเล็กน้อย ฟันในปากขาวราวกับเปลือกหอยมุก หยางหลิงชมดูจนหวั่นไหวขึ้นมา หญิงสาวนั้นเหลียวมองมันแวบหนึ่ง แสดงว่าทราบว่ามันแอบดูตัวเอง แต่หามีทีท่าไม่พอใจไม่

หญิงสาวนั้นหันไปกล่าวกีลีกูลูกับเกอเกอ ซึ่งหยางหลิงฟังไม่เข้าใจ บุรุษนั้นก็ตอบด้วยภาษาเดียวกันประโยคหนึ่ง หญิงสาวนั้นจึงกล่าวกับเถ้าแก่นั้นว่า “เหลาป่าน จุดพักม้าจีหมิงนี้นอกจากข้าพเจ้าแล้ว คงไม่มีผู้ใดหักใจจ่ายเงินมามายเพียงนี้ซื้อพิณตัวนี้ไป เช่นนี้เถอะ สิบห้าตำลึงก็แล้วกัน”

เถ้าแก่นั้นผงกศีรษะกล่าวว่า “ตกลง สินค้าขายให้กับผู้รู้คุณค่า คุณหนูเมื่อกล่าวเช่นนี้พิณตัวนี้ขอขายให้กับท่านแล้ว”

หญิงสาวนั้นยิ้มเล็กน้อย ล้วงถุงแพรจากอกเสื้อ เทไข่มุกออกจากถุงลูกหนึ่ง วางลงบนฝ่ามือขาวผ่อง ยื่นถึงเบื้องหน้าเถ้าแก่นั้น กล่าวว่า “นี่เป็นไข่มุกเหอผู่** ชั้นดี ต่อให้อยู่ในเมืองน้อยเช่นนี้ ก็มีราสิบแปดตำลึง ข้าพเจ้าใช้ไข่มุกลูกนี้แลกกับพิณของท่าน ท่านไม่ต้องทอนเงินให้ เพียงจัดหากล่องพิณให้ใบหนึ่ง”

* โลหะผสมเนื้อทองแดงเก้าสิบส่วน ทองคำสิบส่วน

** ชื่ออำเภอ ปัจจุบันอยู่ในมณฑลกวางสี

ยุคสมัยนั้นแม้ใช้เงินและทองคำ ตลอดจนเงินกระดาษต้าหมิง แต่ในระดับชาวบ้านยังใช้วัตถุแลกวัตถุ ดังนั้นพฤติการณ์ของหญิงสาวนี้ไม่น่าประหลาด เถ้านั้นรับไข่มุกมา หยีตาส่องดูกับแสงอาทิตย์ พบว่าเป็นไข่มุกน้ำงาม หญิงสาวนางนี้นำมาแลกกับพิณของมัน การค้านี้กลับไม่ขาดทุน

แต่ว่าเถ้าแก่นั้นคิดอ่านในใจ ‘จุดพักม้าจีหมิงแม้เจริญรุ่งเรือง แต่ไม่เหมาะกับการเปิดร้านดนตรี เราเปิดกิจการสองปี พบกับการขาดทุน กำลังคิดขายร้านค้าออกไปค้าขายที่เมืองต้าถง เห็นปีใหม่ใกล้เข้ามา ต่อให้รับไข่มุกไว้ ก็ต้องหาทางปล่อยออกไป ซ่งเม่ยคู่นี้แสดงว่ามิใช่คนพื้นเมือง ฟังจากน้ำเสียงคล้ายมาจากนอกด่าน ไม่แน่ว่าผ่านทางมา หากฮุบไข่มุกของนางไว้ ต่อให้ค้าขายขาดทุน ยังถือว่าได้กำไรกลับมา’

นึกถึงตอนนี้บังเกิดความละโมบขึ้น บังคับไข่มุกลื่นไหลไปในแขนเสื้อ หัวร่อพลางกล่าวว่า “คุณหนู พิณตัวนี้ซื้อขายด้วยเงิน หากท่านต้องการก็นำเงินมาซื้อหาไป”

หญิงสาวนั้นพอฟัง ต้องเชิดปากน้อยๆ ขยี้เท้ากล่าวว่า “ท่านผู้นี้ทั้งที่ให้ท่านได้กำไร ยังอิดๆ ออดๆ อย่างนั้นคืนไข่มุกมา ข้าพเจ้าไม่ซื้อแล้ว”

เถ้าแก่นั้นกะพริบตา แสร้งกล่าวอย่างงุนงงว่า “ไข่มุกอันใด ท่านเข้าร้านมาซื้อสิ่งของ ไม่ได้มาขายสิ่งของ เราไหนเลเยคยเห็นไข่มุกของท่าน?”

หญิงสาวนั้นหน้าแดงก่ำขึ้นมา กระชากเสียงว่า “ท่านผู้นี้ไฉนไม่มีเหตุผลถึงเพียงนี้ คิดคดโกงไข่มุกของข้าพเจ้าหรือ?”

เกอเกอของนางก็เดือดดาลขึ้นมาเป็นการใหญ่ ยื่นมือตะปบร่างซูบผอมของเถ้าแก่นั้น ยกร่างมันข้ามตู้สินค้าออกมา ด่าทอว่า “มารดามันเถอะ กลับกล้าขโมยสิ่งของเม่ยจื่อเรา เข้าใจว่าเราหม่าอังข่มเหงได้หรือ สุนัขเฒ่าคืนไข่มุกมา”

เถ้าแก่นั้นแผดเสียงร้องออกมาว่า “มีโจรผู้ร้าย ทำร้ายคนแล้ว พ่อแม่พี่น้องรีบมาชมดู เราเฒ่าหวังค้าขายโดยยุติธรรม ไม่หลอกลวงชราทารก คนต่างถิ่นมารังแกผู้คนถึงถิ่นแล้ว”

ชายหนุ่มนามหม่าอังเดือดาลสุดระงับ เงื้อมือหมายตบใส่ ด่าทอว่า “สุนัขเฒ่าคดโกง ข่มเหงผู้คนไปแล้ว”

ยามนั้นม่านประตูเลิกวูบ ชายฉกรรจ์ไว้หนวดเคราอายุสี่สิบเศษผู้หนึ่งโถมเข้ามา พอเห็นเช่นนั้นก็ขู่คำรามก้อง พุ่งหมัดข้าใส่ ร่ำร้องว่า “ปล่อยบิดาเรา เดรัจฉานน้อยจากที่ใด กล้ามาข่มเหงถึงร้านตระกูลหวังเรา”

ชายฉกรรจ์ผู้นี้มีกำลังวังชาอยู่บ้าง หมัดนี้แหวกฝ่าอากาศเป็นเสียงดัง หม่าอังยิ้มอย่างเหยียดหยาม ตวัดมือเหวี่ยงเถ้าแก่นั้นออกไป จากนั้นยื่นมือออก เสียงฉาดเมื่อกุมหมัดของชายฉกรรจ์นั้นไว้ สร้างความเจ็บปวดแก่ชายฉกรรจ์นั้นจนร้องโอดโอยออกมา พอถูกมันบิดข้อมือก็คุกเข่าลง

เถ้าแก่นั้นถูกมันรวบคว้าคอเสื้อ ตบหน้าสองฉาด พอถูกสลัดเหวี่ยงออกไป ก็ส่งเสียงร้องโวยวายออกมา แต่ว่าร่ำร้องอยู่สองคำใบหน้ากลับกลายเป็นแดงก่ำ หอบหายใจอยู่หลายคำ จากนั้นล้มระทวยลงนิ่งเงียบงันไป

หม่าอังบิดข้อมือของชายฉกรรจ์นั้น ขณะจะแสดงอานุภาพออกมา ร้านรวงข้างเคียงพากันห้อมล้อมเข้ามา มีคนประคองเถ้าแก่นั้นขึ้น ร่ำร้องดังๆ ว่า “หวังต้า รีบมาดูบิดาท่านเหล่าแหยจื่อไม่รอดแล้ว”

หม่าอังเหลียวหน้ามอง เห็นเถ้าแก่ร้านดนตรีที่เห็นทรัพย์สินเกิดความละโมบหน้าซีดเผือด สั่นระทวยอยู่ในอ้อมอกผู้คน ต้องใจหายวาบ คลายมือออกอย่างลืมตัว

ชายฉกรรจ์นามหวังซันเอ๋อรีบเข้าไปโอบอุ้มบิดาชรา ยื่นมือรอที่ริมจมูกมัน พบว่าไม่มีลมหายใจแล้ว ต้องร่ำไห้คร่ำครวญว่า “ท่านพ่อ น่าเวทนาท่านอายุสูงวัย กลับถูกโจรร้ายทุบตีจนตาย...”

ยามนั้นที่ประตูหลังปรากฏชายฉกรรจ์อายุไล่เลี่ยกับหวังต้า ยังมีเด็กและสตรี คาดว่าคนของตระกูลหวังล้วนรุดมา หม่าอังอดหน้าแปรเปลี่ยนมิได้ บังเกิดจิตขลาดเขลาขึ้นมา กระตุกแขนเสื้อของเม่ยเม่ยคิดหมายจากไป

คนของตระกูลหวังไหนเลยยอมปล่อยคน พากันห้อมล้อมเข้ามา ทั้งผลักทั้งดันหม่าอัง ในความชุลมุนวุ่นวาย มีคนออกไปร้องเรียกเจ้าหน้าที่กรมเมืองที่เดินตรวจตราสองนายเข้ามา เจ้าหน้าที่กรมเมืองทั้งสองฟังว่ามีคนถูกทุบตีจนตาย จึงโถมเข้าร้านมา ตวาดว่า “ฆาตกรฆ่าคนอยู่ที่ใด?”

จุดพักม้าจีหมิงความจริงเป็นจุดรับส่งข่าวสารแห่งหนึ่ง ไม่ถือเป็นอำเภอ เพียงแต่ที่นี้มีความสำคัญทางทหาร ทั้งยังเป็นจุดพักม้าของพ่อค้า เก็บภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วย จึงจัดตั้งที่ทำการอำเภอ ปกครองพื้นที่หลายสิบลี้ นายอำเภอก็เป็นขุนนางชั้นที่เจ็ด

หม่าอังเห็นเจ้าหน้าที่กรมเมืองมาถึง มันยังไม่กล้าขุนนางก่อกบฏ จึงไม่กล้าเคลื่อนไหวโดยวู่วาม หวังต้าชี้หน้ามันร้องว่า “เป็นมัน เป็นโจรร้ายผู้นี้ฆ่าบิดาเรา”

หม่าอังโต้แย้งว่า “เราไม่ เถ้าแก่ผู้นี้อายุมากแล้วกลับฮุบไข่มุกบ้านเรา ถูกเรากล่าวเปิดโปง ยามอับอายขุ่นแค้นปรากฏเลือดลมจู่โจมหัวใจเสียชีวิต เกี่ยวข้องใดกับเรา?”

เจ้าหน้าที่กรมเมืองไม่ฟังเสียง หนึ่งในสองดึงโซ่เหล็กจากข้างเอวเส้นหนึ่ง คล้องใส่ศีรษะมัน มัดพันธนาการร่างมันอย่างแน่นหนา อีกผู้หนึ่งชักดาบออกมาถือมั่น หากว่ามันกล้าขัดขืน จะฟันดาบใส่

เจ้าหน้าที่ที่ถือโซ่กระตุกโซ่เหล็ก ตวาดว่า “มีคำพูดใดให้บอกต่อไท่แหย (คำเรียกนายอำเภอ) หวังซันเอ๋อไม่ต้องร่ำไห้แล้ว นำบิดาท่านไปแจ้งความที่กรมเมืองเถอะ เหล่าพ่อแม่พี่น้องรบกวนให้ไปเป็นพยานด้วย”

หญิงสาวนั้นร้อนรุ่มจนน้ำตาคลอหน่วย เห็นเกอเกอกำลังจะถูกคุมตัวไปแล้ว พลันชี้มือไปยังหยางหลิงที่ชมดูอยู่ด้านข้าง กล่าวว่า “เกอเกอเราไม่ได้ฆ่าคน คนผู้นี้อยู่ในเหตุการณ์ มันสามารถเป็นพยาน”

หยางหลิงอยู่ที่ด้านข้าง กลับเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด หม่าอังผู้นี้แม้อายุเยาว์เลือดลมร้อนแรง แต่เถ้าแก่ร้านดนตรีประสงค์ต่อทรัพย์สินผู้อื่น ถือเป็นโจรเฒ่าผู้หนึ่ง ดูจากอาการสมควรเป็นโรคเลือดคั่งในสมอง หรือเป็นโรคหัวใจ พอถูกหม่าอังทุบตีด่าทอ จึงทั้งร้อนรุ่มทั้งเดือดดาล สุดท้ายตายเพราะไข่มุกลูกหนึ่ง

เจ้าหน้าที่กรมเมืองที่ถือดาบความจริงก้าวเท้าออกนอกประตูแล้ว พอฟังจึงวกกลับมากล่าวว่า “อย่างนั้นท่านผู้นี้ก็ตามเรากลับไปเป็นพยาน”

หยางหลิงเห็นหญิงสาวงดงามนั้นน้ำตานองหน้า สีหน้าทอแววอ้อนวอน ต้องใจอ่อนลง ผงกศีรษะรับคำ ขบวนผู้คนมาถึงที่ทำการอำเภอ ลูกหลานของตระกูลหวังย่ำกลองร้องทุกข์ ท่านนายอำเภอมินเหวินเจี้ยนรีบสวมเครื่องแบบออกมาไต่สวน

อย่าได้เห็นว่าเสี่ยนหลิ่ง (นายอำเภอ) ในเวทีงิ้วเป็นขุนนางชั้นที่เจ็ดตัวเล็กๆ แท้จริงแล้วยังมีอำนาจมากกว่าเลขาธิการคณะกรรมการอำเภอในยุคปัจจุบัน ทั้งดูแลการพาณิชย์ การคลัง การเก็บภาษี เป็นหัวหน้าตุลาการและหัวหน้าพิทักษ์สันติราษฎร์ มินเสียนหลิ่ง (นายอำเภอแซ่มิน) ผู้นี้ยังต่างกับนายอำเภอทั่วไปที่มาจากบัณฑิตจิ้นซื่อ ความจริงเป็นแม่ทัพยศอิ๋วชีประจำชายแดน เนื่องด้วยจุดพักม้าจีหมิงมีความสำคัญทางทหาร จึงถูกส่งมายังที่นี้ดูแลงานบุ๋นและบู๊

หยางหลิงเห็นท่านนายอำเภอเป็นชายฉกรรจ์หน้าดำไว้หนวดเครารกครื้ม กลับเหนือความคาดหมายนัก มินเสี้ยนหลิ่งที่ถือกำเนิดจากแม่ทัพบู๊ท่านนี้อยู่ฝ่ายพลเรือนสองปี จะมากจะน้อยล่วงรู้กฎระเบียบ พอฟังว่าหยางหลิงเป็นบัณฑิตซิ่วไฉ รีบสั่งคนจัดที่นั่งให้ ทั้งไม่ต้องคุกเข่า จากนั้นนั่งบัลลังก์พิจารณาคดี

มินเสี้ยนหลิ่งเพ่งตามอง พบว่าสงเม่ยคู่นี้กลับมิใช่คนผ่านทาง หากเป็นคุณชายกับคุณหนูของใต้เท้าหม่า ซึ่งเพิ่งรับตำแหน่งเจ๋อเฉิง* เมื่อวาน ขุนนางเจ๋อเฉิงก็เป็นขุนนางที่ขึ้นตรงต่อนายอำเภอ แต่เนื่องจากจุดที่พักม่าจีหมิงเลื่อนฐานะจากจุดพักม้าขึ้นเป็นเมือง ขุนนางเจ๋อเฉิงก็มีผู้ใต้บังคับบัญชาหลายสิบคน จัดอยู่ฝ่ายทหาร จึงมีฐานะเท่าเทียมกับมินเสี้ยนหลิ่ง

* ชื่อยศตำแหน่ง มีหน้าที่รับส่งข่าวสาร

เมื่อคืนมินเสี้ยนหลิ่งเพิ่งเข้าร่วมงานเลี้ยงต้อนรับหม่าเจ๋อเฉิง (ขุนนางเจ๋อเฉิงแซ่หม่า) ในงานเลี้ยงยังได้พบกับคุณชายกับคุณหนูของมัน กลับคิดช่วยเหลือพวกมันพ้นข้อหา แต่การทำร้ายคนถึงแก่ความตายมิใช่เรื่องเล็กน้อย ถึงแม้ค้นพบไข่มุกจากตัวผู้ตาย ยืนยันว่ามันประสงค์ต่อทรัพย์สินผู้อื่น แต่ก็เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ หากมินเสี้ยนหลิ่งตัดสินประหารชีวิตหม่าอัง ก็หาเกินเลยไม่

หนังสือแนะนำ

Special Deal