ราตรีอันมืดมิด

สิ่งที่ปรากฏกลางความมืดแห่งราตรีกาล คือดอกบักวีตสีขาวที่ผลิบานทั่วลานกว้าง ส่งให้บรรยากาศรอบด้านสว่างไสวราวหิมะทับถมในฤดูหนาว

หิ่งห้อยส่องแสงระยิบระยับบนดอกบักวีต เป็นภาพที่ทั้งงดงามและเดี่ยวดาย ดาบเล่มใหญ่เล่มหนึ่งปักอยู่กลางทุ่งกว้าง ตัวดาบถูกกัดกร่อนและผุพังไปตามกาลเวลา ผีเสื้อสีขาวตัวหนึ่งบินมาแต่ไกล เสียงผีเสื้อตัวนั้นกระพือปีกไปมาจนดอกบักวีตสั่นไหว

ดอกบักวีตสั่นเบาๆ ก่อนจะร่วงลงบนพื้นอย่างแช่มช้า

ผีเสื้อตัวนั้นเกาะด้ามดาบ บรรยากาศอันเงียบสงบพลันถูกทำลายด้วยเสียงร้องห่มร้องไห้อันกึกก้อง ดาบร่ำร้อง ส่องประกายเป็นดอกไม้ไฟสีขาว

พื้นสะเทือนดินสะท้าน เทพเจ้ากล่าวต่อดาบเล่มนั้นว่า

“มีเพียงเจ้าสาวของโทแกบี (เชิงอรรถ - โทแกบี (도깨비) ภาษาอังกฤษคือ a goblin [ghost] หมายถึง อสูร ซึ่งตามพจนานุกรมศัพท์วรรณกรรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน (๒๕ เมษายน ๒๕๕๖) ได้อธิบายว่า อสูร เป็นอมนุษย์จำพวกหนึ่ง เป็นชื่อฝ่ายปฏิปักษ์ของเทพ มีเทพหัวหน้าหลายองค์ที่เรียกว่า อสูร เช่น พระอินทร์ พระอัคนี ) เท่านั้นที่จะถอนดาบเล่มนี้ได้ และเมื่อถึงเวลานั้น ร่างของเจ้าจะกลายเป็นเถ้าถ่าน วิญญาณของเจ้าจะได้ไปสู่สุคติ”

 

ฟ้าส่งเสียงคำรามปานบ้าคลั่ง สมรภูมิรบไม่ใช่สถานที่สามารถลิขิตได้ด้วยโชคชะตา หากแต่เป็นสถานที่ที่ผู้คนส่งเสียงร้องโหยหวนและหลั่งเลือดออกมาด้วยความเจ็บปวด ผู้ที่ยิ้มได้คือผู้มีชัยสูงสุด แต่นั่นเป็นรอยยิ้มที่แลกมาด้วยเลือด

สังหารผู้คนไปมากมายยิ่ง

ผู้คนกล่าวสรรเสริญมัน ผู้มีชัยสูงสุดในสนามรบ แซ่ซ้องเจ้าแห่งสงคราม

คิมชิน ยอดนักรบแห่งแผ่นดินโครยอ

มือของมันเคลื่อนไหวไปตามสัญชาตญาณ ฟาดฟันเชือดเฉือนศัตรูจนขาดใจตายภายในดาบเดียว โลหิตของศัตรูคนแล้วคนเล่าไหลอาบดาบของมัน

คิมชินหันมองรอบกาย เห็นศพของศัตรูและทหารของตนล้มตายเกลื่อนกลาด ร่างของพลทหารตาดำๆ ที่ได้รับบาดเจ็บส่งเสียงร้องคร่ำครวญด้วยความเจ็บปวด ม้าที่ถูกฟันขาจนขาด ส่งเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ฝูงนกกาบินวนก่อนเกาะบนกองซากศพ จิกทึ้งเป็นอาหารอย่างเอร็ดอร่อยโดยไร้ความปราณี

ร่างกายและจิตใจของมันก็กำลังถูกทึ้งกินอยู่เช่นกันมิใช่หรือ

สักวันหนึ่งความเศร้าเสียใจเช่นนั้นอาจเกิดขึ้นกับมัน ทว่าทุกสิ่งที่มันทำ มันหาได้ทำเพื่อตัวเอง หากแต่ทำเพื่อแผ่นดินโครยอ เพื่อพระเจ้าของแผ่นดิน เพื่อฝ่าบาท

คิมชินแผดเสียงกู่ร้อง ก่อนกระโจนเข้าหาศัตรูที่หมายมุ่งมายังมัน

ไม่รั้งรอ ไม่ลังเล ฟาดฟันทุกสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

เพราะมันคือเทพเจ้าผู้บันดาลโลหิต

 

ฟ้าแลบแปลบปลาบบนท้องฟ้าอันแห้งแล้งและว่างเปล่า ธงของอาณาจักรคอรันถูกเผาไหม้ ในขณะที่ธงของอาณาจักรโครยอโบกสะบัดประกาศชัย

“แม่ทัพคิมชิน!”

“แม่ทัพคิมชิน จงเจริญ!!”

นักรบหลายหมื่นคนเดินทางกลับมายังแผ่นดินของพระราชา แผ่นดินของฝ่าบาท เสียงผีเท้าของม้าที่ผ่านการต่อสู้ในสมรภูมิอันโหดเหี้ยมฟังดูอ่อนล้าทว่าเป็นจังหวะ แม้สหายบางคนจะมิได้กลับมา แต่ขอเพียงแม่ทัพคิมชินกลับมาโดยสวัสดิภาพ นั่นก็เพียงพอทำให้ประชาชนทั้งหลายพากันร้องตะโกนโห่ร้องต้อนรับคิมชินด้วยความยินดี

ผู้ที่ปกป้องอาณาจักรไว้คือแม่ทัพคิมชินที่นั่งอยู่บนหลังม้าอย่างสง่างามผู้นั้น

ทหารอารักขาประตูวังยืนอยู่ข้างหน้า ลูกน้องของคิมชินที่ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลกระโดดลงมาจากหลังม้าก่อนจะร้องตะโกน ด้วยคาดหวังว่าประตูวังจะต้องเปิดออกเพื่อต้อนรับพวกตนที่มีชัยเหนือศัตรู

“เปิดประตู ท่านแม่ทัพคิมชินนำชัยชนะมาให้อาณาจักรของเราแล้ว!”

“คิมชิน ถอดชุดเกราะ รับราชโองการ”

พลทหารชั้นต่ำเช่นมัน กล้าดีเช่นไรจึงยืนขวางหน้าแม่ทัพคิมชินเยี่ยงนี้ ท่าทีของมันทำให้ลูกน้องที่ยืนอยู่ข้างกายคิมชินอดรนทนไม่ไหว ตวาดว่า

“บังอาจ กล้าทำล่วงเกินท่านแม่ทัพเช่นนี้ได้อย่างไร”

คิมชินยกแขนข้างขวาที่ยังปกติดีขึ้นห้ามมิให้ลูกน้องผู้นั้นชักดาบออกมา

คิมชินล่วงรู้แล้วว่าสถานการณ์ตอนนี้มีความไม่ชอบมาพากล

“หัวหน้ากบฏคิมชิน จงวางอาวุธ คุกเข่า เตรียมรับราชโองการ!”

กบฏหรือ?

มันผู้นี้เรียกตนว่ากบฏ

ดวงตาอันสงบนิ่งของคิมชินทอประกายวูบ

“บังอาจ สามหาว!”

ลูกน้องที่ยืนอยู่ข้างกายคิมชินตวาดด้วยความกราดเกรี้ยว

ราชโองการ เป็นไปไม่ได้ ต้องไม่ใช่แน่ พวกตนเดินทางกลับจากการทำสงครามตามพระบัญชาของฝ่าบาท

ทันทีที่คิมชินขยับ มือธนูทั้งหลายบนกำแพงวังต่างง้างสายธนูอย่างพร้อมเพรียง

“กบฏคิมชิน!”

เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ที่ฝ่าบาทจะสั่งให้มือธนูเหล่านี้ยิงตน

ทางเลือกของแม่ทัพอันทรงเกียรติมีเพียงแค่นี้เองหรือ?

“ข้าขอพบฝ่าบาท หลีกไป”

คิมชินก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แต่เหล่ามือธนูที่เตรียมพร้อมอยู่บนกำแพงวังหาล่าถอยไม่ ประชาชนที่ร้องสรรเสริญคิมชินเมื่อครู่พากันหมอบราบกับพื้น คล้ายกับความเจ็บปวดทำให้ขาพวกมันไม่อาจพยุงร่างต่อไปอีก

“ใครขวาง ตาย หลีกทางให้ข้า”

ทันทีที่คิมชินชักดาบออกจากฝัก ลูกธนูก็แหวกอากาศพุ่งใส่ร่างของเหล่าทหารหาญที่ยืนอยู่ข้างหลังคิมชิน

พวกมันเหล่านั้นร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะล้มลงกับพื้น โลหิตสดๆ ไหลนอง บางคนถึงกับกระอักโลหิตออกมา ตายทั้งที่ตายังปิดไม่สนิท

การต่อสู้อันแสนยาวนานสามวันสามคืน แม้แต่ศัตรูอันแสนป่าเถื่อนยังไม่สามารถทำอะไรพวกมันได้ แต่ทหารหาญเหล่านี้กลับต้องตายใต้คมอาวุธพวกเดียวกัน

ความตายกำลังคืบคลานเข้ามา มือที่จับดาบของคิมชินสั่นระริก

ลูกน้องและสหายที่อยู่ด้านหลัง พวกมันเหล่านั้นต้องรอดชีวิต

สายตาคิมชินจับจ้องไปยังประตูวังที่ค่อยๆ เปิดออกช้าๆ คิมชินเดินตรงเข้าไป

เลือดท่วมร่าง ทุกย่างก้าวเปี่ยมด้วยความโกรธแค้น

คิมชินชะงักฝีเท้าตรงหน้าลานกว้าง

สตรีนางหนึ่ง เป็นพระราชินียืนขวางหน้ามัน นางคือน้องสาวเพียงคนเดียวที่คิมชินทั้งรักและทนุถนอม มืออันบอบบางของราชินีกำชายกระโปรงไว้แน่น น้ำตาคลอ

คิมชินหยุดเดิน ทอดสายตามองไปข้างหน้า ในครรลองสายตา ปรากฏร่างพี่น้องร่วมสายโลหิตกับผู้อาวุโสในตระกูลถูกจับสวมชุดนักโทษ มัดร่างด้วยเชือกมัดนักโทษ นั่งคุกเข่าเรียงราย สภาพร่างอันบอบช้ำ ใบหน้าอันซีดเซียวของพวกเขาเหล่านั้น ทำให้คิมชินคาดเดาได้ว่า คนเหล่านี้น่าจะถูกทรมานฐานที่เป็นเครือญาติกับกบฏอย่างตน

คิมชินเห็นภาพนั้น ความโกรธพลันพลุ่งพล่าน จนตอนนี้มันเพิ่งรู้ตัวว่าบนร่างของมันปักตรึงด้วยธนูหลายดอก

พระราชาทอดทิ้งคิมชินแล้ว

ผู้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์สูงสุดของท้องพระโรง คือราชาหนุ่ม ฝ่าบาทของมัน

“พระราชามีหน้าที่ปกครองประชาชน โดยรับบัญชาจากเทพเจ้า หากแต่ยามนี้กลับเล่าลือว่าเทพเจ้าที่ว่าก็คือคิมชินผู้นี้พระเจ้าค่ะ”

ขันทีจอมสอพลอกระซิบกระซาบข้างหูพระราชา ดวงตาของพระราชาที่จับจ้องคิมชินฉายแววร้อนรุ่ม เป็นแววตาที่เต็มไปด้วยความสับสน คิมชินคือข้าราชบริพารที่ซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อตนอย่างที่สุด และเป็นผู้ที่อันตรายต่อบัลลังก์ของตนที่สุดเช่นกัน

พระราชาจ้องมองแววตาอันเกรี้ยวกราดของคิมชินเแววตาคู่นี้เป็นแววตาที่ทั้งพระราชาและทุกคนในแผ่นดินเชื่อมั่นอย่าง 'ที่สุด' มาโดยตลอด

“ชัยชนะจากสงครามของมัน ส่งผลให้มันมีอำนาจบารมียิ่งใหญ่จนเป็นภัยคุกคามต่อบัลลังก์ จนไม่อาจใช้กฏใด ๆ ควบคุมมันได้ในที่สุด”

คิมชินส่ายหน้าช้าๆ ทว่าพระราชากำหมัดแน่นดุจตัดสินใจแน่วแน่แล้ว

“ฝ่าบาทไตร่ตรองดีแล้วหรือ”

น้ำเสียงของคิมชินสั่นระริก แม้จะเคยได้ยินเสียงร้องอันน่าเวทนาจากสงครามมาแล้วไม่รู้กี่ครั้ง แต่คิมชินรู้สึกว่ายามนี้น้ำเสียงของตนน่าเวทนาที่สุดแล้ว

“จงหยุดอยู่ตรงนั้น และจงหยุดแผนการทุกอย่าง หากเจ้าหยุดอยู่ตรงนั้น และยอมตายในฐานะกบฏ ทุกคนในที่นี้จะปลอดภัย”

แววตาพระราชาหนุ่มหวั่นไหวเล็กน้อย สายตาของพระราชาหนุ่มจับจ้องอยู่ที่ร่างของพระราชินีผู้งดงาม นางหันหลังให้ตน สายตานางเพียงจับจ้องที่พี่ชายของนาง

“หากเจ้าเดินมาอีกเพียงก้าวเดียว ทุกก้าวของเจ้าจะมีคนตาย!”

องครักษ์ของพระราชากล่าวด้วยน้ำเสียงดุดัน คิมชินได้ยินเช่นนั้นก็พลันเดินไปหาน้องสาว เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่คิมชินทั้งรักและหวงแหน เติบโตจนมายืนอยู่ตรงหน้ามันเช่นนี้ได้อย่างไร จดหมายที่มันได้รับจากน้องสาว ระหว่างอยู่ในสนามรบช่างประทับใจนัก คิมชินปรารถนาปกป้องน้องสาวของมันยิ่ง

“ไปเถิด ท่านแม่ทัพ ข้า...ข้าไม่เป็นไร”

“...”

น้ำตาร่วงหล่นจากดวงตาอันแดงฉาน

“ข้าทราบดี ท่านแม่ทัพ ข้าตระหนักดีทุกอย่าง หากวันนี้จะเป็นวันสุดท้าย ก็เป็นเพราะโชคชะตาของข้าเอง เพราะฉะนั้นโปรดเดินต่อไป อย่าหยุดยั้ง เดินไปหาฝ่าบาทเถอะ”

พระราชินีในชุดสีขาวไม่ยอมก้มศีรษะ ไม่แสดงท่าทีหวาดหวั่น คิมชินตระหนักได้ถึงความนัยของนาง น้ำตาของนางไหลพรากอาบสองแก้ม พร้อมกับการย่างก้าวของคิมชิน

ทุกย่างก้าวของคิมชิน แลกมาซึ่งลูกธนูที่พุ่งมาประดุจสายฝน ผู้เฒ่าคนชราทั้งหลายร้องห่มร้องไห้กอดรัดกันแน่น แต่ความตายอยู่ตรงหน้าพวกมันแล้ว พวกมันไม่อาจหนีพ้น เสียงคร่ำครวญของพวกมันทำให้คิมชินแทบขาดใจ

คิมชินก้าวไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าว ระยะห่างระหว่างมันกับพระราชาสั้นลง พระราชินีอยู่ข้างหลังคิมชิน การก้าวย่างของคิมชิน ทำให้ราชาหนุ่มหวั่นไหวและหวาดกลัว

“กบฏ อย่าให้ใครในตระกูลของมันรอดชีวิตแม้เพียงคนเดียว นี่คือพระบัญชา”

ห่าธนูพุ่งเข้าหาร่างคิมชินประดุจสายฝน ร่างคิมชินท่วมโชกไปด้วยเลือด

ทันใดนั้นลูกธนูดอกหนึ่งพลันปักใสร่างของราชินี ร่างของนางค่อยๆ ทรุดลง โลหิตค่อยๆ แผ่กระจายไปทั่วอาภรณ์ไหมสีขาว ประดุจดอกไม้ค่อยๆ ผลิบาน

คิมชินหลั่งน้ำตา ก่อนจะชะงักฝีเท้าในที่สุด

“เจ้ากบฏ คุกเข่า”

พระราชาไม่ปล่อยโอกาสนั้นให้หลุดลอยไป องครักษ์ผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ใกล้คิมชิน สะบัดดาบฟันไปที่เข่าของคิมชินทันที

ตุบ

เสียงเข่าของคิมชินกระแทกพื้น ไม่ต้องบีบบังคับ คิมชินก็พร้อมคุกเข่าต่อหน้าพระราชาอยู่แล้ว ทว่าการคุกเข่าของคิมชินครั้งนี้แตกต่างจากทุกครั้ง

“ท่านแม่ทัพพพพพพ”

ผู้ใต้บังคับบัญชาของคิมชินผู้หนึ่งวิ่งผ่านประตูเข้ามาอย่างทุลักทุเล เมื่อเห็นคิมชินคุกเข่า มันรีบเข้าไปประคองร่างคิมชินไว้ ก่อนจะคุกเข่าลงข้างกายคิมชิน แล้วตะโกนใส่พระราชาว่า

“ฝ่าบาท นี่มันเกิดอะไรขึ้น ฝ่าบาททำเช่นนี้ไม่ทรงเกรงกลัวสวรรค์บ้างหรือ”

สวรรค์หรือ มันผู้นี้กำลังกล่าวอ้างสวรรค์ สวรรค์เข้าข้างพวกมันตั้งแต่เมื่อใด พระราชาแสยะยิ้ม

คิมชินพยายามรวบรวมสติสัมปชัญญะ สายตาอันเลือนลางของมันจับจ้องไปที่ริมฝีปากของพระราชา ความโกรธแค้นของพระราชาดุจภูเขาไฟที่เก็บความร้อนระอุอยู่ภายในมาเป็นเวลานาน

แม้ตอนนี้คิมชินนั่งคุกเข่าต่อหน้าตนเอง แต่สายตาของมันยังจ้องตนเขม็ง ท่าทีอันแข็งกร้าวของอีกฝ่าย ทำให้พระราชามิอาจอดรนทนได้อีก

“แววตาของมันไม่มีแววสำนึก จงสั่งสอนให้มันรู้สำนึก”

ทหารที่ฟันเข่าคิมชินไม่รอช้า ชักดาบหมายฟันคิมชินอีกครั้ง แต่ครั้งนี้กลับบังเกิดเสียงดาบกระทบกัน คิมชินยกดาบสกัดดาบขององครักษ์ผู้นั้นไว้ ก่อนจะกล่าวขึ้นเบาๆ ว่า

“ไม่ใช่หน้าที่ของเจ้า”

คิมชินเป็นถึงยอดแม่ทัพ ไม่เคยมีศัตรูหรือใครหน้าไหนสังหารมันได้ มันไม่อาจตายด้วยฝีมือทหารชั้นต่ำเช่นนี้

ทหารนายนั้นมือสั่นเทา พลางก้าวถอยหลัง

“ข้าอยากขอร้องให้เจ้าช่วย”

คิมชินกล่าวกับลูกน้องของมันด้วยน้ำเสียงต่ำทุ้ม แฝงไว้ด้วยความโกรธแค้นและความเศร้าโศก มันยื่นดาบที่เปรียบเสมือนสหายคู่ชีวิตให้แก่ลูกน้อง

คิมชินได้ยินเสียงร้องโหยหวนแทบขาดใจตายอยู่ตรงหน้าประตูเมือง พวกมันเหล่านั้นร่ำร้องให้ไว้ชีวิตแม่ทัพที่ช่วยชีวิตพวกมันไว้ คิมชินได้ยินประชาชนอ้อนวอนให้เทพยดาฟ้าดินเมตตา ช่วยชีวิตตน

ลูกน้องที่คิมชินยื่นดาบให้ถึงกับหลั่งน้ำตา มันเป็นหนึ่งในขุนพลผู้ร่วมเป็นร่วมตายกับคิมชินในสนามรบ มันตั้งใจแน่วแน่ จะขอตายพร้อมคิมชิน

ทันทีที่มันแทงดาบลงตรงหน้าอกของผู้ที่มันเคารพเสมือนเทพเจ้า ดาบในมือของทหารพระราชาก็แทงเข้าที่กลางหลังมันเช่นกัน

ดาบที่ปักอยู่ตรงหน้าอกของคิมชิน เคลื่อนขยับไปมาพร้อมกับเสียงในลำคอของเขา

อั่ก

คิมชินกระอักโลหิตออกมาคำหนึ่ง ก่อนจะนิ่งไปทั้งที่อยู่ในท่านั่ง คิมชินไม่เห็นหน้าลูกน้องผู้ยั้ย แต่รู้ดีว่ามันคงกำลังจะตายเช่นกัน

คิมชินพยายามรวบรวมสติสัมปชัญญะที่มี มองหาร่างพระราชินีที่นอนอยู่ไกลๆ สายตาของราชินียังคงจับจ้องเฝ้ามองช่วงวินาทีสุดท้ายในชีวิตของคิมชิน นางทอดสายตามองพระราชาที่เคยเป็นเจ้าชีวิตของตน วินาทีสุดท้ายของชีวิตคืบคลานไปถึงนางก่อน มืออันบอบบางของนางขยับเล็กน้อยดุจปรารถนาไขว่คว้ามือคิมชิน ก่อนที่มืออันบอบบางของนางจะตกลงบนพื้นในที่สุด แหวนหยกสีเขียวที่โชกชุ่มไปด้วยเลือด กลิ้งไปตามพื้น

น้องสาวของเราจากไปแล้ว คิมชินหลับตาลง ภาพสุดท้ายในชีวิตของมันคือแผ่นหลังอันไม่ยี่หระต่อสิ่งใดของพระราชา

พระราชาผู้เหี้ยมโหดอำมหิต ไม่แยแสสนใจแม้ข้าผู้ซื่อสัตย์จงรักภักดีและสตรีอันเป็นที่รักของตนจะจากโลกนี้ไป

“ห้ามผู้ใดเก็บศพของกบฏไปประกอบพิธี! จงนำศพของมันไปโยนไว้ในทุ่งกว้าง ให้สัตว์เดรัจฉานและแร้งกาที่หิวโหยจิกทึ้งกิน ให้สมกับคุณค่าของคนเช่นมัน นี่คือพระบัญชา!”

น้ำเสียงของขันทีจอมสอพลอดังเข้าหูมันที่กำลังจะหมดลมหายใจ

วาสนาของข้ามีเพียงแค่นี้เองหรือ ไม่มีเทพยดาฟ้าดินองค์ใดคิดช่วยมนุษย์เช่นเรา เทพเจ้าไม่ได้ยินแม้กระทั่งคำอ้อนวอนของเรา

เวลาเที่ยงวันที่อากาศสดชื่นที่สุด 'เทพเจ้า' ของเหล่าประชา ต้องสิ้นชีวิตลงด้วยคมดาบของพระราชาที่มันปกป้องด้วยชีวิต

 

ศพหนึ่งนอนอยู่บนทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่อย่างโดดเดี่ยว อ้างว้าง

วันเวลาผ่านไป ต้นไม้ต้นหญ้าเติบโตขึ้นบนลานกว้างแห่งนั้น ศพบางส่วนกลายเป็นอาหารของสัตว์เดรัจฉานและแร้งกา

ส่วนหนึ่งเน่าเปื่อยสลายไปกับสายฝน หิมะ และสายลม มีเพียงส่วนสุดท้ายที่ซึมหายกลายเป็นส่วนหนึ่งของพื้นดิน สิ่งที่เหลืออยู่คือดาบเพียงด้ามเดียวเท่านั้น ความทรงจำของเรื่องราวนี้ค่อยๆ ถูกลืมเลือนไป วันและคืนผันผ่านไปจนแม้แต่ดาบเล่มนั้นก็ยังค่อยๆ ผุกร่อนไปตามกาลเวลา

และแล้วผีเสื้อตัวหนึ่งก็บินมา

เทพเจ้ามาหาวิญญาณของคิมชินที่ยังไปสู่สุคติไม่ได้เพราะดาบที่ปักตรึงร่างเอาไว้

“แม้เจ้าจะยอมแลกชีวิตเพื่อปกป้องประชาชน แต่ประชาชนล้วนลืมเลือนเจ้า มนุษย์มักเป็นเช่นนี้ ด้วยเหตุนี้เจ้าจึงกลายเป็นผู้ถูกลืมเลือน”

วิญญาณคิมชินสั่นสะท้าน แม้ร่างกายมันจะสลายกลายเป็นธุลีแล้ว แต่ความโกรธแค้นอาฆาตยังคงอยู่

ความโกรธแค้นนี้ไม่มีขอบเขต

มันโกรธแค้นใครกัน

ฝ่าบาท ขันทีสอพลอผู้คอยยุแยงฝ่าบาท ประชาชนที่ลืมเลือนตน

ไม่ใช่ทั้งสิ้น

ความโกรธแค้นในใจคิมชินอาจมุ่งไปยังเทพเจ้า

“สิ่งที่คาดหวังไว้ ไม่เป็นไปตามที่หวัง เป็นเพราะเทพเจ้าไม่รับฟัง”

“มนุษย์มีจิตใจโลเล ละโมบโลภมากไร้ที่สิ้นสุด ปรารถนาให้ผู้อื่นเสียสละให้ตน แต่กลับลืมเลือนบุญคุณโดยง่าย ทำลายความเชื่อมั่นเชื่อใจกันและกัน ข้าจึงไม่จำเป็นต้องรับฟังคำอ้อนวอนของมนุษย์เหล่านั้น”

เมื่อได้ยินคำของเทพเจ้า คิมชินพลันนึกถึงเสียงของเหล่าประชาชนที่เคยอ้อนวอนอธิษฐานต่อเทพเจ้า

พวกมันเหล่านั้นยอมแลกทุกสิ่ง วิงวอนต่อเทพเจ้าที่มีความคิดต่อพวกมันเช่นนี้หรือ

“แม้ข้าพเจ้าและประชาชนจะถูกท่านเย้ยหยัน แต่ข้าพเจ้าจะไม่ใช่ผู้ที่ถูกลืมเลือน”

คิมชินตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะเชื่อมั่นในตัวมนุษย์ที่นับถือตน

ผีเสื้อกระพือปีกเบาๆ วิญญาณของคิมชินกล่าวต่อว่า

“เรามาพนันกันหรือไม่ว่า คำกล่าวของใครจะถูกต้องกว่ากัน”

บังอาจท้าทายเทพเจ้า คิมชินคือดวงวิญญาณที่ไม่มีสิ่งจะสูญเสียอีกต่อไปแล้ว

 

วันเวลาผันผ่านไป สายฝนหลั่งลงจากฟากฟ้าข้ามวันข้ามคืน แม้เวลาผ่านไปสามสิบปี แต่ยังไม่มีผู้ใดเดินทางมาเยี่ยมเยียนคิมชินแม้แต่ผู้เดียว ผีเสื้อบินวนไปมาอยู่รอบด้ามดาบที่มีตะไคร่จับอยู่ ประดุจประกาศชัยชนะ

ทันใดนั้น กลางราตรีอันมืดมิด กลับปรากฏเงาร่างของชายชราคนหนึ่ง มันเป็นชายชรา ร่างกายไม่แข็งแรง พร้อมจะจากโลกนี้ไปทุกเมื่อ ชายชราผู้นี้คือผู้รับใช้ของคิมชิน มันเดินมาพร้อมกับหลานชายของมันมายังทุ่งกว้างแห่งนั้น

ฐานกำแพงที่ทหารสร้างขึ้นเพื่อไม่ให้ผู้คนค้นหาศพคิมชินพบก็พังหายไปตามกาลเวลา ทำให้คนรับใช้ของคิมชินที่ตามหาที่แห่งนี้หลงทางอยู่เป็นเวลาหลายวัน

คนรับใช้ของคิมชินร้องไห้อย่างหนักต่อหน้าศพของคิมชินที่หลงเหลือเพียงดาบคู่กายปักอยู่เท่านั้น มันผู้นี้เคยเป็นผู้ปรนนิบัติรับใช้คิมชินมาก่อน ร่างกายของมันทรุดโทรม แก่ชรามากจนยากจะโน้มตัวลงแสดงความเคารพต่อคิมชินได้ มันจึงได้แต่พนมมือแล้วยกขึ้นทำความเคารพคิมชิน เส้นผมและเคราสีขาวของมันปลิวลู่ไปตามลม หลานชายมันก้มลงทำความเคารพคิมชินเช่นกัน

“ข้าน้อยมาช้าไปแล้ว ข้าขออภัย นายท่าน ตอนนี้ข้าน้อยกำลังจะตายแล้ว ข้าน้อยจึงเดินทางมากล่าวลาท่านเป็นครั้งสุดท้าย”

“ดาบเล่มนี้คือนายท่านของท่านปู่หรือขอรับ”

เด็กชายถูมือที่เปื้อนดินกับกางเกงพลางร้องถาม ปู่ของเด็กคนนั้นดึงมันเข้ามากอดด้วยดวงตาเศร้าหมอง

“ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เด็กคนนี้จะคอยรับใช้นายท่าน”

ชายชราผู้รับใช้คิมชินลูบศีรษะหลานชายเบาๆ พลางกล่าวเช่นนั้น

ทันใดนั้นดาบพลันส่งเสียงคำราม เด็กชายได้ยินเสียงนั้นแล้วถึงกับอุทานออกมา

คิมชินไม่ได้ถูกลืมเลือน

คิมชินเป็นฝ่ายชนะ

ผีเสื้อบินวนมา ก่อนจะเกาะลงที่ด้ามดาบ

เด็กน้อยจ้องมองดาบกับผีเสื้อสีขาวตัวนั้นด้วยความตื่นเต้น ก่อนจะยื่นมือออกไปหมายจะจับผีเสื้อ

ท้องฟ้ามืดครึ้มดุจจะเกิดลมพายุขึ้นภายในชั่วพริบตา โลกทั้งใบมืดสนิทราวกับถูกความมืดดูดกลืน ลมพายุพัดตามผีเสื้อไป เมื่อผีเสื้อเกาะที่ตัวดาบ ดาบพลันกลายเป็นกลุ่มลูกไฟ มันคือไฟของโทแกบี เสียงของเทพเจ้าดังก้องจากสวรรค์

“เจ้าเป็นผู้ชนะ แต่ดาบของเจ้าแปดเปื้อนโลหิตของผู้คนหลายร้อยหลายพัน แม้พวกมันเหล่านั้นจะเป็นศัตรูของเจ้า แต่นั่นก็เป็นสายเลือดของเราเช่นกัน เราจะให้เจ้ามีชีวิตอมตะ เพื่อเฝ้าดูการตายของคนที่เจ้ารักคนแล้วคนเล่าอย่างโดดเดี่ยว”

ก้อนไฟขยายตัวใหญ่ขึ้นทีละน้อยพร้อมกับร่างของคิมชินที่ปรากฏขึ้นตรงจุดที่ดาบปักอยู่ ร่างของคิมชินยามนี้อยู่ในสภาพที่มีดาบปักอก โลหิตชุ่มโชกไปทั้งตัว ลูกไฟโทแกบีกลายเป็นร่างของคิมชิน

คิมชินกลายเป็นเทพเจ้าโทแกบี

“เจ้าจะไม่มีวันลืมเลือนความตายใดๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ นี่คือรางวัลและบทลงโทษที่ได้รับจากข้า”

คิมชินหายใจทางปาก ความเจ็บปวดเมื่อครั้งถูกจ้วงแทงด้วยดาบฟื้นกลับมาอีกครั้ง ลูกไฟสีเขียวค่อยๆ ครอบคลุมร่างของมัน ร่างของคิมชินลอยละล่องอยู่ในลูกไฟสีเขียว

“มีเพียงเจ้าสาวของโทแกบีเท่านั้นที่จะสามารถถอนดาบที่ปักอยู่กลางอกของเจ้าได้ และเมื่อถึงเวลานั้น ร่างของเจ้าจะกลายเป็นเถ้าถ่าน ดวงวิญญาณจะไปสู่สุคติ”

เสียงของเทพเจ้ากระจ่างชัด คิมชินกะพริบตาช้าๆ มันเห็นคนรับใช้และเด็กน้อยที่ตกใจกลัวอยู่ตรงหน้า

“นายท่าน”

คนรับใช้ตกใจร้องเรียกคิมชินเสียงดัง คิมชินค่อยๆ ทรงกายขึ้นยืน

ยอดแม่ทัพคิมชิน ดวงตาของนักรบผู้หาญกล้าคู่นั้นยังเหมือนเดิมมิแปรเปลี่ยน และบางทีอาจเป็นประกายคมกล้ากว่าเดิมด้วยซ้ำ

เด็กน้อยผู้นั้นตกใจต่อภาพที่เกิดขึ้น มันรีบไปซ่อนตัวอยู่ด้านหลังปู่ตนเองทันที คิมชินค่อยๆ ปรับสภาพร่างกาย ก่อนจะขยับกายช้าๆ และตอนนั้นเอง กลุ่มก้อนไฟอันร้อนแรงได้หลอมกลายเป็นหนึ่งเดียวกับร่างของมัน ทว่ามีเพียงอกของมันเท่านั้นที่ยังคงมีกลุ่มก้อนไฟลุกโชนอยู่

“ข้ามีธุระต้องสะสาง”

คิมชินตรงไปยังพระราชวัง แต่มันหาได้มุ่งไปที่นั่นด้วยความโกรธแค้น คิมชินเพียงปรารถนาจะพบพระราชา เพื่อถามไถ่อะไรบางอย่าง แม้จะต้องแก้แค้น แต่มันปรารถนาถามพระราชาก่อนว่า ใยจึงไม่เชื่อใจมัน

การปรากฏตัวของคิมชินสร้างความวุ่นวายไปทั่วทั้งพระราชวัง เจ้าเป็นใคร มาทำอะไรที่นี่ คิมชินตวัดมือใส่พวกมัน ทุกครั้งที่ได้ยินคำถาม พวกมันเหล่านั้นต่างล้มระเนระนาด ร่ำร้องครวญครางด้วยความหวาดกลัว แต่คิมชินหาสนใจพวกมันไม่ เพียงเดินผ่านพวกมันอย่างเงียบๆ มุ่งไปทางพระราชาเพียงเท่านั้น คิมชินบีบคอขันทีสอพลอที่คอยยุแยงให้พระราชาเกลียดชังตน ก่อนจะมุ่งตรงไปยังห้องบรรทมของพระราชา

วันเวลาผ่านไป ความตายไม่ได้คืบคลานมาหาคิมชินเท่านั้น แต่มันยังคืบคลานเข้ามาภายในห้องบรรทมของพระราชาเช่นกัน ในห้องนั้นเหลือเพียงร่างอันไร้วิญญาณของพระราชานอนอยู่ด้วยดวงตาปิดสนิท

“กระหม่อม...มาช้าไป”

คิมชินเห็นภาพที่วางอยู่ตรงมุมห้องบรรทมของพระราชา มันคือภาพของพระราชินีผู้งดงาม ภาพีนี้คือสิ่งที่พระราชาทิ้งไว้ก่อนจากไป

ทุกสิ่งว่างเปล่า เป็นขันทีสอพลอ เป็นยอดจอมทัพแห่งแผ่นดินเพื่ออะไร พระราชาผู้ที่ต้องตอบคำถามมันก็ตายไปแล้ว มันไม่เหลือใครอีก แม้แต่พี่น้องร่วมสายโลหิต

ดวงอาทิตย์สีแดงฉานค่อยๆ พ้นขอบฟ้า ขณะที่คิมชินเดินทางกลับมาสู่ทุ่งอันกว้างใหญ่ มันไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่าแสงสีแดงฉานนั้นกำลังเลือกพรากลมหายใจผู้ใดอยู่

ขณะที่คิมชินเดินทางกลับมาถึงทุ่งกว้างที่ดวงวิญญาณของมันล่องลอยอยู่เพียงลำพังสามสิบกว่าปี คิมชินพบว่ามีหลุมหินหลุมหนึ่งเกิดขึ้นข้างๆ ศพของตน หลุมหินนั้นเป็นหลุมศพของคนรับใช้ของมันนั่นเอง หลานชายที่เดินทางมาพร้อมกับคนรับใช้ชราผู้นั้น มือเล็กๆ ของมันยามนี้เปื้อนไปด้วยเศษหินเศษดิน เด็กคนนั้นกำลังบรรจงหยิบก้อนหินขึ้นวางซ้อนกันบนหลุมศพของปู่มัน สีหน้าของคิมชินแปรเปลี่ยนไปทันที

คิมชินกำหมัดจนเส้นเลือดบนหลังมือปูดขึ้น คืนวานนี้เทพเจ้าได้กล่าวกับมันว่า มันจะต้องจดจำทุกการลาจากของคนบนโลกใบนี้ คนเช่นมันช่างโง่เขลาเบาปัญญานัก ความแค้นบดบังตา จนยอมเดินทางไกลเพื่ออะไรบางอย่างที่ว่างเปล่า กลับลืมเลือนคนที่จงรักภักดีต่อตนเป็นที่สุด

คิมชินเดินไปยืนข้างๆ เด็กคนนั้นอย่างอ่อนแรง ก่อนจะนำก้อนหินไปวางซ้อนบนก้อนหินที่เด็กชายผู้นั้นวางไว้อีกชั้นหนึ่ง

“เจ้าคงเป็น...โทษทัณฑ์แรกที่ข้าได้รับกระมัง”

บัดนี้ไม่มีใครในโลกนี้ที่จดจำคิมชินได้อีกแล้ว

คิมชินพลันคิดว่าตนน่าจะกลับไปเป็นดวงวิญญาณอันล่องลอยเหมือนเดิมเสียไม่ดีกว่าหรือ และวินาทีนั้นเองมือเล็กๆ ของเด็กคนนั้นก็คว้าจับมือมันไว้

“ได้โปรดรับการคารวะจากข้าน้อย ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปข้าจะคอยรับใช้ท่าน ตามที่ท่านปู่ได้สั่งเสียไว้”

เด็กคนนั้นก้มลงกราบมันอย่างสุภาพอ่อนน้อม แม้การกราบของมันจะดูขัดๆ เขินๆ ทว่าแววตาของมันขึงขังจริงจังยิ่ง

“ข้ามัวแต่คิดเรื่องแก้แค้น จนลืมเลือนที่จะไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบแก่ผู้ที่ยังไม่ลืมเลือนข้า ข้าเป็นเช่นนี้ เจ้ายังคิดจะรับใช้ข้าอีกหรือ”

คิมชินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอันเปี่ยมไปด้วยความเศร้าโศกและเสียใจ เด็กน้อยผู้นั้นเงยหน้าขึ้นมองมันอยู่ชั่วครู่ก่อนจะพยักหน้า และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์อันแสนยาวนาน ระหว่างมนุษย์กับโทแกบี

คิมชินกับเด็กชายเดินทางข้ามมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาล ไม่มีผู้ใดจดจำมันได้ มันจึงต้องเดินทางไปยังแผ่นดินอื่น

ต่อแต่นี้ไป แผ่นดินนี้ไม่มีคุณค่าความหมายใดกับมันอีกแล้ว     

หนังสือแนะนำ