บททิ่สิบสอง สตรีในตลาดตะวันตก(ต่อหน้า 3)

สตรีผู้นั้นวิ่งเท้าเปล่ากลางดินโคลนชื้นแฉะ กระนั้นก็แทรกตัวฝ่าฝูงชนออกไปอย่างรวดเร็ว เมื่อพ้นหัวมุมก็วิ่งหายไป

พวกเซี่ยงโซ่วไม่คุ้นเคยเส้นทาง ไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะวิ่งหายไปอย่างรวดเร็วเช่นนี้

เซี่ยงโซ่วร้อนใจยิ่ง คว้าแขนจวี่กงพลางเอ่ย “ผู้นั้น ผู้นั้นคือ...พี่สาวข้าใช่หรือไม่ แล้วจะทำเช่นไร ทำเช่นไรดี”

จวี่กงผ่านโลกมามาก เอ่ยปลอบเขา “มิเป็นไร นับเป็นเรื่องดี เดิมข้ายังกลัวว่าจะเป็นเพียงข่าวลือ บัดนี้ในเมื่อรู้แล้วว่านางอาศัยอยู่ในตลาดตะวันตกจริง ย่อมมิกลัวจะตามหานางไม่พบ” กล่าวจบก็เหลือบมองป้าเหยี่ยนคราหนึ่ง

ป้าเหยี่ยนเข้าใจ เดินไปสืบข่าวตามทางที่สตรีผู้นั้นวิ่งหายไป คราวนี้นางมีเป้าหมาย ไม่เป็นเช่นตอนแรกที่สืบเสาะอย่างคลุมเครือ ระหว่างทางสอบถามสตรีท่าทางช่างนินทาผู้หนึ่ง ถามว่าบ้านที่มีลูกน้อยล้มป่วย สามีติดสุราการพนัน ทั้งยังชอบทำร้ายร่างกายภรรยาอยู่ที่ใด เมื่อถามเช่นนี้ ก็สามารถสืบข่าวของอีกฝ่ายได้อย่างง่ายดายยิ่ง

ที่แท้ชายฉกรรจ์อัปลักษณ์ผู้นั้นแซ่เว่ย เดิมเป็นทหารเฝ้าประตูเมือง หลายปีก่อนเพราะเมาหัวราน้ำจึงถูกไล่ออก บัดนี้เอาแต่มั่วสุมอยู่ในตลาด ทำตัวสำมะเลเทเมา

“ภรรยาบ้านนั้น เป็นคนสุภาพเรียบร้อย ไม่รู้คนผู้นั้นเก็บมาจากที่ใด ช่างน่าสงสารเหลือเกิน ปกติมักจะได้ยินเสียงนางร้องไห้อ้อนวอนยามถูกทำร้าย...” เซี่ยงโซ่วเห็นสตรีช่างนินทาผู้นั้นท่าทางคล้ายกับเห็นใจ ทว่าน้ำเสียงกลับเจือแววสาแก่ใจขณะเล่าเรื่องของสตรีที่ละม้ายคล้ายหญิงสกุลเซี่ยง รู้สึกโมโหยิ่ง พลันกำหมัดแน่น ขบกรามกรอด

จวี่กงยืนอยู่หลังป้าเหยี่ยน ฟังป้าเหยี่ยนสอบถาม มือข้างหนึ่งจับแขนเซี่ยงโซ่ว กลัวเขาจะวู่วามขัดจังหวะการสืบข่าว

สตรีช่างนินทาผู้นั้นชี้ไปทางที่พำนักของหญิงสกุลเซี่ยง ก่อนจะกอบเบี้ยหน้าผีสามสี่เหรียญเข้าไปในเพิงหญ้าของตนด้วยท่าทางพึงใจ

เซี่ยงโซ่วเดินไปตามทางที่นางชี้บอกพลางมองหา กระทั่งมาถึงเพิงหญ้าที่ตั้งอยู่สุดทาง เมื่อผลักประตูที่ทำจากหญ้าเข้าไป ก็พบสตรีที่ละม้ายคล้ายหญิงสกุลเซี่ยงเข้าจริงๆ

แม้ตลอดทางที่เดินมา ล้วนมีเพียงเพิงหญ้าเก่าโทรม แต่เพิงหญ้าหลังนี้ดูเหมือนจะโกโรโกโสที่สุดในละแวกนี้ ไม่เพียงแต่ทรุดโทรมและสกปรก ซ้ำยังแทบไม่หลงเหลือสิ่งใด ผนังทั้งสี่มีเพียงด้านหนึ่งที่มีกระดานแผ่นบางสองสามแผ่นติดไว้ ส่วนสามด้านที่เหลือเพียงแต่ใช้ท่อนไม้ผุกร่อนสองสามท่อนก่อเป็นโครง ตรงกลางใช้หญ้าแห้งแทนผนัง ว่างเปล่าเสียจนไม่ว่าบริเวณใดก็สามารถเดินทะลุได้

สตรีผู้นั้นซุกตัวหลบลมอยู่ตรงมุมที่ล้อมรอบด้วยกระดานแผ่นบางสองสามแผ่นนั้น หันหลังให้ประตู อุ้มเด็กน้อยอายุสองสามปีผู้หนึ่ง ถือช้อนที่ทำจากเปลือกผลน้ำเต้าบรรจุน้ำ ยกขึ้นจิบอึกหนึ่ง ก่อนจะป้อนให้ลูกน้อยอย่างเบามือ

ชุดของนางเก่าโทรมฉีกขาด ยามยกแขนแขนเสื้อลื่นไถล เผยให้เห็นบาดแผลน่าสะพรึงกลัวบนท่อนแขน

เซี่ยงโซ่วก้าวไปด้านหน้าหนึ่งก้าว เอ่ยเรียกเสียงสะอื้น “พี่สาว...”

สตรีผู้นั้นพลันตะลึงตัวแข็ง ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงค่อยๆ หันมามองทั้งที่ยังนิ่งอึ้ง เซี่ยงโซ่วรู้สึกเหมือนลำคอของนางคล้ายจะส่งเสียงกรอบแกรบขณะหันมาหาตน

สตรีผู้นั้นหันมามองด้วยความตกใจ เมื่อมองเห็นเซี่ยงโซ่ว ประกายซับซ้อนพลันพาดผ่านนัยน์ตา แรกเริ่มคือประกายประหลาดใจระคนยินดี ถึงขนาดแทบจะวางลูกน้อยในมือและหมุนตัวลุกขึ้นยืน แต่แล้วทันใดนั้นก็คล้ายกับนึกถึงเรื่องที่น่าสะพรึงกลัวอย่างที่สุด ตระหนกจนขดตัวเข้าหากัน กระชับลูกน้อยในอ้อมแขน คลานเข่าไปหลบอยู่ตรงมุมผนัง เอ่ยอย่างหวาดกลัว “ไม่...เจ้าเป็นใคร ข้าไม่รู้จักเจ้า เจ้ารีบไปจากที่นี่เสีย ข้ามิใช่ผู้ใดทั้งนั้น ข้าไม่รู้อะไรทั้งนั้น...” 

เซี่ยงโซ่วคิดแต่จะหาพี่สาวให้พบ มิเคยคิดมาก่อนว่าอีกฝ่ายจะปฏิเสธเช่นนี้ ถึงกับอึ้งงันไปชั่วขณะ หยาดน้ำตาไหลทะลักออกมาจากตา เอ่ยพลางทรุดตัวคุกเข่า “พี่สาว ท่านจำข้ามิได้แล้วหรือ ข้าคืออาโซ่ว ตอนท่านเข้าวัง ข้าเพิ่งอายุสี่ห้าปี บัดนี้ข้าเติบใหญ่แล้ว จึงมาตามหาท่าน มาปกป้องท่าน พี่สาว ท่านพ่อกับท่านแม่ล้วนไม่อยู่แล้ว บัดนี้ข้ามีเพียงท่าน ท่านอย่าขับไล่ข้า หากท่านขับไล่ข้า ข้าก็ไม่เหลือใครอีกแล้ว...”

เซี่ยงโซ่วฟุบตัวลงกับพื้นพลางร้องไห้โฮ สตรีผู้นั้นเดิมล้างหน้าล้างตาจนสะอาด เวลานี้กลับน้ำตาไหลพรากอย่างมิอาจควบคุม นางมองเซี่ยงโซ่ว คล้ายกับมีถ้อยคำนับพันหมื่น ทว่ากลับมิอาจเอื้อนเอ่ย ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงปิดหน้าสะอื้นไห้ “เจ้ารีบไปจากข้าเสียเถิด ข้าเป็นคนอัปมงคล อย่าให้ความอัปมงคลในตัวข้าทำให้เจ้าต้องเดือดร้อน รีบไป รีบไปเสีย หากมีคนเห็นเขาจะมิเป็นการดี...”

เซี่ยงโซ่วเงยหน้าขึ้นทันควัน เอ่ยอย่างโมโห “ผู้ใด ผู้ใดทำร้ายท่าน พี่สาว ท่านบอกข้า ข้าจะไปจัดการคนผู้นั้น...”

สตรีผู้นั้นโบกมือเอ่ยเสียงสะอื้น “เจ้าไปเสียเถิด ข้าไม่รู้จักเจ้า และเจ้าก็ไม่รู้จักข้า เจ้าจงมีชีวิตอยู่ต่อไป มีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างมีความสุข อย่ามาพบข้าอีก...”

จวี่กงยืนอยู่หน้าประตู ฟังบทสนทนาของคนสองคนด้านใน เซี่ยงโซ่วเอาแต่ร้องไห้วิงวอน ส่วนสตรีผู้นั้นเอาแต่ปฏิเสธไม่ยอมรับ รู้ทันทีว่าหากปล่อยไปเช่นนี้ย่อมไม่เกิดผล จึงส่งสายตาให้ป้าเหยี่ยนคราหนึ่ง เป็นเชิงให้นางเข้าไป

ป้าเหยี่ยนเข้าใจ ก้าวไปด้านหน้า ผลักประตูหญ้าเข้าไป เอ่ย “เซี่ยงอิ้งเหริน ต่อให้ท่านไม่ยอมรับน้องชายเซี่ยง แล้วกงจู่เยวี่ยกับกงจื่อหรงเล่า ท่านก็ไม่สนใจไยดีแล้วหรือ”

สตรีผู้นั้นนิ่งอึ้ง พลันลุกพรวดขึ้น ไม่รู้นางเอาเรี่ยวแรงมาจากที่ใด อุ้มลูกน้อยสาวเท้าก้าวมาด้านหน้า จับเซี่ยงโซ่วไปหลบด้านหลังตนเป็นเชิงปกป้อง เอ่ยถามอย่างหวาดระแวง “เจ้าเป็นใคร มาที่นี่ทำอะไร” 

ป้าเหยี่ยนชะงัก เอ่ยตอบ “เซี่ยงอิ้งเหริน ท่านจำข้ามิได้แล้วหรือ ข้าคือป้าเหยี่ยน”

สตรีผู้นั้นพินิจมองนาง เมื่อครู่ตอนผลักประตูเข้ามาเป็นเพราะย้อนแสง จึงเห็นหน้าไม่ชัด บัดนี้เมื่อพินิจมอง ถึงค่อยจำได้ ความหวาดระแวงพลันหายไป รู้สึกเพียงว่าเนื้อตัวอ่อนยวบ ทรุดฮวบลงกับพื้น มือกอดลูกน้อยแน่น ทำท่าจะเอ่ยวาจา แต่กลับพูดอะไรไม่ออก สีหน้าฉายแววเจ็บปวด ได้แต่ยกมือกุมหน้าอก หอบหายใจไม่หยุด 

เซี่ยงโซ่วตกใจยิ่ง “พี่สาว ท่านเป็นอะไรไป”

ป้าเหยี่ยนสูงวัยมากประสบการณ์ รีบก้าวเข้าไปตบหลังสตรีผู้นั้นเบาๆ พลางเอ่ยกับเซี่ยงโซ่ว “น้องชายเซี่ยง รีบไปหยิบน้ำมา”

เซี่ยงโซ่วกุลีกุจอหยิบช้อนเปลือกน้ำเต้าเมื่อครู่ส่งให้ป้าเหยี่ยน ป้าเหยี่ยนรับไปป้อนสตรีผู้นั้น สตรีผู้นั้นถึงค่อยผ่อนลมหายใจลง มือข้างหนึ่งบีบแขนป้าเหยี่ยนแน่น เอ่ยเสียงแหบโหย “กงจู่กับกงจื่อเป็นอย่างไรบ้าง พวกเขาเป็นอะไรไป”

ป้าเหยี่ยนถอนใจเอ่ย “เซี่ยงอิ้งเหริน ในที่สุดท่านก็ยอมรับพวกเราแล้วหรือ”

สตรีผู้นั้นน้ำตาไหลนองหน้า เอ่ยเสียงกลั้วสะอื้น “ใช่” 

เซี่ยงโซ่วกุมมือหญิงสกุลเซี่ยง เอ่ยเรียก “พี่สาว...” จากนั้นก็พูดต่อไม่ออก ได้แต่ร้องไห้สะอึกสะอื้น

หญิงสกุลเซี่ยงคว้าแขนป้าเหยี่ยนอย่างร้อนใจ “เยวี่ยเป็นอย่างไร หรงเป็นอย่างไร ฟูเหริน ฟูเหรินสบายดีหรือไม่”

ป้าเหยี่ยนถอนใจเอ่ย “ฟูเหรินสบายดี กงจู่กับกงจื่อล้วนสบายดี เซี่ยงอิ้งเหริน ไยท่านจึงตกอยู่ในสภาพนี้”

หญิงสกุลเซี่ยงไม่ตอบ แต่กลับเอ่ยถามอย่างระแวง “ในเมื่อพวกนางล้วนสบายดี เช่นนั้นไยพวกเจ้าจึงมาที่นี่...”

ป้าเหยี่ยนตอบ “เพราะกงจู่...”

หญิงสกุลเซี่ยงถามแทรกอย่างร้อนใจ “กงจู่เป็นอะไรไป”

ป้าเหยี่ยนถอนหายใจ “กงจู่รู้ข่าวคราวของท่าน นางต้องการพบท่าน”

หญิงสกุลเซี่ยงพลันรู้สึกเจ็บแปลบที่หัวใจ “นาง นางรู้ได้อย่างไร...” นึกถึงคราวที่ตนถูกส่งออกจากวังอย่างฉุกละหุก ตนหันกลับไปมองนับครั้งไม่ถ้วน นึกอยากเห็นหน้าบุตรธิดาอีกสักครั้ง ทว่าแม้แต่พบหน้าครั้งสุดท้ายก็มิอาจทำได้ หลายปีมานี้ตนสะดุ้งตื่นจากฝันร้ายคราแล้วคราเล่า น้ำตาเปียกซึมรดหมอนไม่รู้กี่ครั้งกี่ครา 

เวลานี้ได้ยินข่าวคราวของบุตรธิดาอีกครั้ง หัวใจพลันสั่นสะท้าน คล้ายกับมองเห็นบุตรสาวคนโตผู้ดื้อรั้นกับบุตรชายตัวน้อยผู้ไร้เดียงสาปรากฏขึ้นเบื้องหน้า ปรารถนาเพียงคว้าตัวพวกเขาเข้าสู่อ้อมกอด สะอื้นไห้อย่างมิต้องคำนึงถึงสิ่งใด

หากทว่าครั้นเงยหน้า ใบหน้ากลับเปี่ยมล้นไปด้วยความหวาดกลัวระคนจนใจ เอ่ย “ช่างเถิด บัดนี้ข้าเป็นเช่นนี้ ไฉนเลยจะไปพบพวกเขาได้ หวังเพียงว่าพวกเขาจะสบายดี เท่านี้ก็เพียงพอ”

ป้าเหยี่ยนเห็นนางหวาดหวั่นตื่นกลัว จึงมิกล้าเอ่ยอันใดอีก หันไปเห็นลูกน้อยในอ้อมอกนาง รีบยื่นมือแตะหน้าผากเด็กน้อยผู้นั้น เอ่ยอย่างตกใจ “เด็กผู้นี้เป็นอะไรไป”

หญิงสกุลเซี่ยงเอ่ยน้ำตาริน “ไข้ขึ้นหลายวันแล้ว กว่าข้าจะยืมเงินจำนวนหนึ่งมาได้ หมายจะพาลูกไปหาหมอ ผู้ใดจะรู้...”

หญิงสกุลเซี่ยงวางลูกน้อยลงบนเสื่อ ห่มผ้าห่มให้ ก้มหน้าเช็ดน้ำตา 

เซี่ยงโซ่วเอ่ยอย่างโกรธเคือง “พี่สาว ไยท่านจึงแต่งงานกับคนเช่นนี้ ไยจึงไม่ไปหาพวกเรา ให้พวกเราจัดการให้ท่าน”

หญิงสกุลเซี่ยงเผยอยิ้มขื่นขม ลูบศีรษะเซี่ยงโซ่วแผ่วเบา ไม่เอ่ยอันใด

ป้าเหยี่ยนพอจะเดาออก เอ่ย “อิ้งเหริน มีคนจงใจจับท่านแต่งงานกับคนผู้นี้ใช่หรือไม่...” กล่าวถึงตรงนี้ น้ำเสียงพลันเจือแววเย็นชา “ใช่แล้ว ตอนนั้นเซียนหวังสิ้นพระชนม์ ในวังประกาศยกสาวใช้กับนางในที่มีอยู่เดิมให้แต่งงานกับทหารที่ไม่มีครอบครัว พวกเรายังคิดอยู่ว่าคนผู้นั้นหาได้เคยมีจิตใจเมตตาเช่นนี้ไม่ ที่แท้ก็ทำไปเพราะต้องการกำจัดท่าน...”

หญิงสกุลเซี่ยงยกมือปิดหน้าพลางเบือนหน้าหนี บาดแผลลึกในอดีตพลันถูกสะกิดขึ้นมาอีกครั้ง นางเอ่ยเสียงสะอื้น “เจ้าเลิกพูดเถิด ล้วนเป็นชะตาชีวิตของข้า เป็นเพราะข้าโชคไม่ดี ถึงได้ประสบพบเจอ...”

นางนึกถึงวันนั้น วันที่ผืนฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย วันที่ประสบหายนะอย่างมิทันตั้งตัว นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น ก็ถูกลากตัวออกนอกวัง ขังอยู่ในห้องห้องหนึ่ง หนึ่งวันผ่านไป ก็ถูกคุมตัวขึ้นรถ ไม่รู้เดินทางอยู่นานเท่าใด ก็ถูกโยนเข้ามาในเพิงหญ้าโกโรโกโสหลังนี้ จากนั้น บุรุษที่น่าสะพรึงกลัวผู้นั้นก็ก้าวเข้ามา...

ความตระหนกระคนสิ้นหวังในคืนนั้น กระทั่งบัดนี้ยังคงทำให้นางเจ็บปวดรวดร้าวราวหัวใจจะแตกสลาย

แม้นางจะเกิดในตระกูลต่ำต้อย อยู่เคียงข้างจวี่จีตั้งแต่เยาว์วัย ไม่ว่าเรื่องใดล้วนนอบน้อมเชื่อฟัง แต่เพราะจวี่จีเป็นคนเข้มแข็ง นางเองจึงได้รับการดูแลอย่างดี ก่อนกองทัพรัฐฉู่กำราบรัฐจวี่ รัฐจวี่รู้ดีว่ามิอาจต้านทาน จึงเจรจาขอสวามิภักดิ์ นางเป็นสตรีในวัง จากวังจวี่ถึงวังฉู่ มิเคยประสบพบเจอความโหดร้ายอำมหิตอย่างแท้จริงสักครั้ง

หากทว่าคืนนั้น บุรุษผู้หยาบคาย อัปลักษณ์ และแฝงไว้ซึ่งประกายสังหารอันน่าสะพรึงกลัวผู้นั้นกลับโถมตัวเข้าใส่นาง ไม่สนใจเสียงร่ำไห้วิงวอนและการผลักไสของนาง ฉีกทึ้งเสื้อผ้าของนาง จากนั้นก็ฉีกกระชากตัวนางจนขาดสะบั้นออกจากชีวิตในอดีต

นับจากนั้น วันแล้ววันเล่า นางต้องใช้ชีวิตอย่างอกสั่นขวัญแขวนอยู่ท่ามกลางขุมนรก

คนผู้นั้นเป็นบุรุษที่เคยสังหารผู้คนนับไม่ถ้วนกลางสมรภูมิรบ มองผู้คนนับไม่ถ้วนตายจากไป ซ้ำยังได้รับบาดเจ็บถาวรจากศึกสงคราม สำหรับเขาแล้ว ใต้หล้านี้มีเพียงความโหดร้ายและความเย็นชา ทุกวันเขาจะย่ำยีร่างกายนางเพื่อบอกตนเองว่ายังมีชีวิต ทั้งยังระบายความก้าวร้าวใส่ร่างกายนางเพื่อหลีกหนีการดูแคลนและความอัปยศที่เขาประสบพบเจอ 

หลายครั้งที่นางคิดจะตาย แต่ก็เป็นห่วงบุตรธิดาที่ยังอยู่ในวัง ขนาดนางไม่รู้เรื่องรู้ราว ยังถูกส่งออกจากวัง ประสบความสิ้นหวังและความเจ็บช้ำเช่นนี้ เช่นนั้นแล้วบุตรธิดาของนางจะยังปลอดภัยหรือไม่ จะพลอยเดือดร้อนเพราะมารดาผู้ไร้ประโยชน์เช่นนางหรือไม่

ตราบใดที่ยังไม่รู้ข่าวคราวของบุตรธิดา นางมิกล้าตาย แต่แล้วขณะที่นางยังไม่ทันสืบข่าวคราวของบุตรธิดา กลับพบว่านางกำลังตั้งครรภ์

วินาทีที่รู้ว่าตนตั้งครรภ์ นางรู้สึกว่าชีวิตของนางล้วนพังทลาย นางถึงขั้นคิดจะตาย ตายไปก็ยังดีกว่ามีชีวิตอยู่ นำความอัปยศอดสูไปสู่บุตรธิดา พวกเขาเป็นทายาทของจวินหวัง แต่กลับเป็นเพราะมารดาเช่นนาง จู่ๆ ก็มีพี่น้องร่วมมารดาที่เกิดจากทหารชั้นต่ำเพิ่มมาอีกคน พวกเขาจะถูกหัวเราะเยาะเพราะเรื่องนี้หรือไม่ จะถูกดูแคลนเพราะเรื่องนี้หรือไม่ 

วันนั้น นางเดินไปถึงริมแม่น้ำมี่หลัว คิดจะกระโดดลงไป จะได้สิ้นเรื่องสิ้นราว แต่ริมแม่น้ำมี่หลัววันนั้น ตรงกับวันบวงสรวงเส้าซือมิ่งพอดี มีมารดามากมายจูงลูกน้อยมาไหว้ขอบคุณเทพเจ้า แม่ลูกจำนวนนับไม่ถ้วนยิ้มแย้มจูงมือเดินผ่าน นางยกมือลูบท้อง คิดในใจว่าในนั้นก็มีเด็กน้อยอยู่ข้างในแล้วหรือไม่ สตรีมีทายาท เป็นพระกรุณาของเส้าซือมิ่ง นางไฉนเลยจะกล้าฝืนอาณัติของเทพเจ้า

บางที นี่อาจเป็นลิขิตของเส้าซือมิ่งกระมัง นางคิดอย่างเลื่อนลอย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากลับมายังเพิงหญ้าได้อย่างไร

บุรุษผู้นั้นเมื่อได้ยินว่ามีทายาท พลันเปลี่ยนเป็นคนใหม่เพียงในชั่วข้ามคืน เริ่มดีต่อนาง พยายามปกป้องดูแลนาง ทั้งยังเริ่มตกแต่งบ้านน้อยหลังนี้ ถึงขนาดลากขากะเผลกปีนขึ้นปีนลง ลงมือซ่อมแซ่มเพิงหญ้าเล็กๆ หลังนี้ด้วยตนเอง

นางเป็นคนอ่อนแอขลาดกลัว ทั้งยังเคยคิดที่จะตาย แต่ความอบอุ่นเพียงน้อยนิดในใต้หล้านี้ ก็เพียงพอจะทำให้นางมีกำลังใจมีชีวิตอยู่ต่อไป

นางตั้งครรภ์สิบเดือน ให้กำเนิดบุตรชายแข็งแรงผู้หนึ่ง ตอนได้ยินเสียงร้องไห้ของลูกน้อยยามลืมตาดูโลก นางคิดถึงบุตรธิดาทั้งสองที่อยู่ในวัง ตอนนั้น ในที่สุดนางก็สืบข่าวได้ว่า บุตรธิดาทั้งสองติดตามจวี่จีไปไว้ทุกข์ที่ตำหนักรอง ขอบคุณฟ้าดิน บุตรธิดาทั้งสองนี้สุดท้ายก็มิต้องพลอยเดือดร้อนเพราะนาง คาดว่าผู้มีความสามารถเช่นจวี่จี ภายหน้าย่อมดูแลบุตรธิดาทั้งสองนี้ได้ดีกว่าตนกระมัง 

นางอุ้มลูกน้อย น้ำตาหลั่งริน นับจากนี้ไป เซี่ยงอิ้งเหรินที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในวังล้วนตายไปแล้ว บัดนี้ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ มีเพียงภรรยาของเว่ยเจี่ยทหารชั้นต่ำ และมารดาของเว่ยหร่านลูกน้อยในอ้อมแขน นางเป็นเพียงสตรีชั้นต่ำในตลาดตะวันตกเท่านั้น

วันเวลาอันสุขสงบดำเนินไปเพียงปีกว่า สันดานชั่วร้ายของเว่ยเจี่ยหลังควบคุมได้ระยะหนึ่งก็คืนกลับเป็นเช่นเดิมอีกครั้ง ไม่นานมานี้เนื่องจากเมาหัวราน้ำ จึงถูกไล่ออกจากตำแหน่งทหารเฝ้าประตูเมือง นับจากไร้อาชีพ เขาก็เผยตัวตนด้านที่ชั่วร้ายที่สุดออกมาอย่างไร้หวั่นเกรง

เขาเริ่มติดสุราการพนัน สิ่งของในบ้านชิ้นแล้วชิ้นเล่าล้วนถูกนำไปวางเดิมพันบนโต๊ะพนัน เมื่อเมามายก็ทำร้ายนาง เมื่อแพ้พนันก็ทำร้ายนาง นางมีบาดแผลทั่วทั้งตัว ทั้งหิวโหยและทุกข์ทรมาน สุดท้ายแปรเปลี่ยนเป็นความด้านชาระคนสิ้นหวัง นางมีชีวิตอยู่ในขุมนรก ไม่มีวันใดที่เจ็บปวดที่สุด มีแต่จะเจ็บปวดมากยิ่งขึ้น 

แต่นางมิอาจตายและมิกล้าตาย เพราะบัดนี้นางมีห่วงเพิ่มขึ้น นางมิกล้าทอดทิ้งลูกน้อย ปล่อยให้ตนเองหลุดพ้นเพียงลำพัง ลูกน้อยเยาว์วัยผู้นี้กลายเป็นโซ่ตรวนที่พันธนาการตัวนาง ให้นางใช้ชีวิตอย่างทรมานอยู่ในขุมนรกนี้ต่อไป เพื่อลูกแล้ว หลายครั้งหลายคราที่นางยอมบากหน้าไปขอน้ำแกงคำหนึ่งและขนมเปี๊ยะครึ่งแผ่นจากชาวบ้านละแวกนี้ ทว่าจู่ๆ ลูกน้อยก็ล้มป่วย ซ้ำยังป่วยหนักเจียนตาย ต้องหาหมอ ต้องซื้อยา นับว่ามิใช่เรื่องที่ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในเพิงหญ้าละแวกเดียวกันจะสามารถช่วยเหลือได้

สุดท้ายนางก็ขายของสิ่งหนึ่ง ของเพียงชิ้นเดียวที่ทำให้นางระลึกถึงชีวิตในอดีต เดิมนางคิดว่าต่อให้ตายตนก็ไม่มีทางขายของสิ่งนี้ แต่เพื่อลูกน้อยของนางแล้ว สุดท้ายนางก็ตัดสินใจขาย ทว่าเงินไม่กี่เหรียญที่ได้มา ก็ถูกแย่งไปอีกจนได้

ภายใต้ห้วงชีวิตอันสิ้นหวัง ชีวิตในอดีตที่นางพยายามลืมเลือน จู่ๆ ก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้านางอีกครั้ง

ทว่าปฏิกิริยาแรกของนาง กลับมิใช่ดีใจที่ได้พบสหายเก่า แต่คือหวาดกลัว เทพแห่งโชคชะตามิเคยปรานีนาง หากมีโอกาสใดเข้ามาในชีวิต ย่อมต้องทำให้ชีวิตของนางเปลี่ยนไปในทิศทางที่เลวร้าย

ชีวิตของนาง เลวร้ายอย่างมิอาจเลวร้ายได้อีกแล้ว เช่นนั้น นางยิ่งมิอาจนำความโชคร้ายไปสู่คนในครอบครัว

มีหลายคราที่นางคิดว่า หรือว่ามีดวงตาคู่หนึ่งคอยจับตาดูนาง มิอาจทนเห็นนางมีชีวิตที่มีความสุข หรือว่ามีใครคนหนึ่งไม่ยอมปล่อยนางไป แต่จะคอยทำให้นางทุกข์ทรมานเช่นนี้เรื่อยไป หากคนผู้นั้นเพียงต้องการเห็นนางทนทุกข์ทรมาน เช่นนั้นนางก็จะทน ใช่หรือไม่ว่าขอเพียงนางยอมแบกรับความทุกข์ทรมานนี้ไว้ เช่นนั้นดวงตาคู่นั้นก็จะพอใจ ก็จะไม่นำหายนะไปสู่ครอบครัวที่นางรักที่สุด 

นางมองเซี่ยงโซ่ว เห็นแววตาห่วงอาทรของน้องชาย นึกอยากจะยอมรับหลายครั้งแต่กลับมิกล้า นางกลัวว่าหากนางยอมรับ ดวงตาคู่นั้นจะเข้าใจว่านางคิดหนี เข้าใจว่านางไม่เชื่อฟัง แล้วจะลงทัณฑ์นางอย่างหนักหนาสาหัสกว่าเดิม ไม่ก็อาจกระทำสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่า นั่นคือลงทัณฑ์คนในครอบครัวของนางที่เดิมมีชีวิตอย่างมีความสุข

นางมิอาจยอมรับ นางหลีกหนี นางหลบเลี่ยง หากทว่าครั้นได้ยินป้าเหยี่ยนเอ่ยถึงบุตรธิดา ความรู้สึกเจ็บร้าวราวถูกบีบรัดหัวใจเช่นนั้น ทำให้นางมิอาจไม่ถาม มิอาจไม่ยอมรับสถานะของตนเอง

“เจ้าจงบอกกงจู่ว่าข้าตายแล้ว!” นางลูบศีรษะลูกน้อยบนเสื่อซึ่งไข้ขึ้นสูงกว่าเดิม ที่แท้เทพแห่งโชคชะตามิได้ต้องการเพียงเครื่องสังเวยเช่นนาง แม้แต่ลูกน้อยของนางก็ต้องกลายเป็นเครื่องสังเวยเช่นกันหรือ นางทนไม่ไหว คว้าตัวลูกน้อยมากอดแนบอก เช่นนั้นก็ให้นางสองแม่ลูกกลายเป็นเครื่องสังเวยพร้อมกันแล้วกัน ขอเพียงบุตรธิดาสองคนนั้นล้วนสบายดี ขอเพียงพวกเขาล้วนสบายดี พวกเขาเป็นทายาทของจวินหวัง ย่อมมีชีวิตสุขสบาย เช่นนั้นก็ให้ผู้ที่ต่ำต้อยเช่นตนและลูกน้อยของผู้ที่ต่ำต้อยเช่นตน กลายเป็นเครื่องสังเวยไปพร้อมกันแล้วกัน 

เซี่ยงโซ่วเห็นท่าทางของนาง เอ่ยเรียกอย่างร้อนใจ “พี่สาว...”

ป้าเหยี่ยนผ่านโลกมามาก นางเองก็มีสถานะต่ำต้อยและเคยมีลูก อย่างไรก็พอจะเดาสภาพจิตใจของหญิงสกุลเซี่ยงออก จึงลูบศีรษะเว่ยหร่าน ร้อนใจเอ่ย “เซี่ยงอิ้งเหริน อย่าเพิ่งเอ่ยถึงเรื่องอื่น รีบอุ้มลูกไปหาหมอก่อนเถิด ข้าว่ายังพอมีทางรอด”

หญิงสกุลเซี่ยงเงยหน้าขึ้นทันควัน แววตาพลันปรากฏประกายแห่งความหวัง “เจ้าบอกว่า ลูกของข้า...”

ป้าเหยี่ยนเอ่ยแทรก “มิอาจชักช้า รีบอุ้มไปให้หมอตรวจอาการเถิด”

หญิงสกุลเซี่ยงกำลังท้อแท้อย่างที่สุด คิดแต่จะตาย แต่เมื่อได้ยินว่าลูกน้อยยังพอมีทางรอด ก็ไม่คำนึงถึงสิ่งใดอีก เพียงแต่ทำตามที่ป้าเหยี่ยนบอกด้วยท่าทางมึนงง ปล่อยให้ป้าเหยี่ยนกับเซี่ยงโซ่วประคองซ้ายขวา เดินออกจากเพิงหญ้า มีจวี่กงคอยอารักขา เดินมาถึงที่พำนักของตระกูลจวี่ ตามหมอผู้หนึ่งมา ตรวจอาการจัดตำรับยา ก่อนจะส่งกลับเพิงหญ้า

หญิงสกุลเซี่ยงหวาดหวั่นขวัญผวา กลัวว่าเว่ยเจี่ยจะกลับมาก่อเรื่อง ป้าเหยี่ยนเอ่ยปลอบนาง “วางใจเถิด จวี่กงมีวิธีจัดการ”

หญิงสกุลเซี่ยงไม่เข้าใจว่าจวี่กงมีวิธีจัดการอย่างไร แท้จริงแล้วจวี่กงส่งคนไปใช้ลูกเล่นในบ่อนพนันแห่งนั้น ทำให้เว่ยเจี่ยเดี๋ยวแพ้เดี๋ยวชนะ ติดพันอยู่หลายวันมิอาจออกมา 

หลายวันนี้เพื่อป้องกันเพื่อนบ้านสงสัย จึงมีเพียงป้าเหยี่ยนอยู่กับหญิงสกุลเซี่ยง ด้านเด็กน้อยเว่ยหร่านก็นับว่าดวงแข็งยิ่ง ดื่มยาน้ำไปไม่กี่วัน อาการก็ค่อยๆ ดีขึ้น

ครานี้ป้าเหยี่ยนถึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้หญิงสกุลเซี่ยงฟังอย่างละเอียด ทั้งเรื่องที่กงจู่เก้าได้ยินข่าว ยืนกรานจะออกตามหามารดาผู้ให้กำเนิด จวี่จีเอ่ยห้ามปรามจึงยอมรามือชั่วคราว ทว่าแม่ลูกกลับผิดใจกันเพราะเรื่องนี้ บัดนี้จวี่จีกำหนดเวลาสามเดือน หากหญิงสกุลเซี่ยงไม่พบเสี่ยวกงจู่ เกรงว่าเสี่ยวกงจู่อาจจะก่อเรื่องเพราะคิดถึงมารดาผู้ให้กำเนิด   

หญิงสกุลเซี่ยงฟังจบ นิ่งเงียบไปนาน เอ่ยน้ำเสียงฝืดเฝื่อน “บัดนี้ข้ามีสภาพเช่นนี้ จะไปพบเสี่ยวกงจู่อีกครั้งได้อย่างไร ต่อให้พบกัน แล้วภายหน้า...จะทำเช่นไรต่อไป”

ป้าเหยี่ยนตอบบ่ายเบี่ยง “เรื่องนี้...หม่อมฉันรับคำสั่งมาจากฟูเหริน นำเรื่องนี้มาบอกอิ้งเหริน ให้อิ้งเหรินไปพบกงจู่ ส่วนภายหน้า ยังต้องรอคำสั่งจากฟูเหริน” 

หญิงสกุลเซี่ยงก้มหน้า เอ่ยเสียงแผ่ว “เช่นนั้นข้าจะทำตามที่ฟูเหรินจัดการแล้วกัน”

หนังสือแนะนำ