บททิ่สิบสอง สตรีในตลาดตะวันตก(ต่อหน้า 2)

หวงเซียตอบโดยไม่เสียเวลาคิด “แน่นอนว่าเต็มใจ!”

หมี่เยวี่ยจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา “ต่อให้ต้องล่วงเกินต้าหวัง ล่วงเกินเวยโฮ่ว ท่านก็มิกลัวหรือ”

หวงเซียลอบสะดุ้งเล็กน้อย ทว่าไม่มีท่าทีลังเล ตอบทันที “ใช่”

น้ำตาหมี่เยวี่ยพลันรินไหล หวงเซียตกใจ รีบคว้ามือนางมาจับพลางเอ่ยปลอบโยน “เจ้าเป็นอะไรไป เจ้าบอกข้ามา ตกลงจะให้ข้าทำอะไร ขอเพียงเจ้าบอกมา ข้าจะช่วยเจ้าทำให้สำเร็จ...”

หมี่เยวี่ยพลันโผเข้ากอดหวงเซีย ปล่อยโฮอย่างสุดกลั้น หวงเซียยิ่งทำอะไรไม่ถูก ทั้งไม่กล้ากอด และไม่กล้าปล่อยมือ ได้แต่อ้าแขนอยู่เช่นนั้นมิกล้าขยับเขยื้อน รู้สึกเพียงว่าหน้าอกอุ่นร้อนระคนชื้นเย็น ค่อยๆ ซึมผ่านอาภรณ์ทีละชั้น ซึมซาบเข้าไปในผิวหนัง

ชั่วขณะนี้ ใบหน้าของเขาแดงก่ำลามไปถึงใบหู หัวใจเต้นรัวเร็ว แทบจะกลั้นหายใจ เพราะกลัวว่าหากหายใจแรงไป จะกระเทือนหญิงงามตรงหน้า

นับแต่หมี่เยวี่ยเข้าวัง ต้องประสบความโหดเหี้ยมของฉู่เวยโฮ่ว ต้องทนเห็นหนี่ว์ขุยถูกโบย ต้องระมัดระวังครั้นอยู่ต่อหน้าหมี่ซู ต้องเผชิญกับเจตนาร้ายของหมี่อิน กระทั่งรู้ข่าวคราวของมารดาผู้ให้กำเนิด บังเกิดความร้อนใจระคนโกรธแค้น และเคลือบแคลงสงสัยในตัวจวี่จี ทุกสิ่งทุกอย่างนี้ ล้วนมิอาจบอกผู้ใด ล้วนไม่มีผู้ใดรับฟัง มีเพียงชั่วเวลานี้ ยามอยู่ต่อหน้าหวงเซีย ถึงสามารถร่ำไห้อย่างเต็มที่ 

หวงเซียยืนตัวแข็ง ได้แต่เอ่ยเสียงเบาซ้ำไปซ้ำมา “อย่าร้องไห้ มีเรื่องใดบอกข้า ไม่ว่าเรื่องใด ข้าล้วนช่วยเจ้า...” ครั้นได้ยินเสียงร้องไห้ของนาง เขารู้สึกประหนึ่งหัวใจกำลังจะแตกสลาย ได้แต่เกลียดตัวเองที่มิอาจเป็นเช่นเทพเซียน สามารถมองทะลุเข้าไปในหัวใจนาง สามารถคลายทุกข์และแก้ปัญหาให้นางได้อย่างง่ายดาย จับผู้คนเหล่านั้นที่ทำให้นางเสียใจโยนลงในแม่น้ำมี่หลัวให้สิ้น

ครู่ใหญ่กว่าหมี่เยวี่ยจะหยุดร้องไห้ นางเห็นหวงเซียยืนตัวแข็งค้าง แม้แต่ลำคอยังแดงระเรื่อ เสื้อตรงหน้าอกเปียกชื้นเป็นรอยใหญ่ ใบหน้าพลันแดงก่ำ เอ่ยเสียงเบาหวิว “ขอบคุณศิษย์พี่ ทำชุดท่านเปียก ขออภัยด้วย”

ผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งพลันยื่นมาตรงหน้าตน ผู้ที่ยื่นคือหวงเซีย

หวงเซียยื่นผ้าเช็ดหน้าให้นาง แต่แล้วก็อดละอายมิได้ รู้สึกว่าผ้าเช็ดหน้าที่ตนใช้เป็นประจำหยาบกระด้างเกินไป ไม่คู่ควรจะยื่นให้หญิงงามตรงหน้า เมื่อยื่นออกไปก็ทำท่าจะเก็บกลับมา แต่หมี่เยวี่ยกลับคว้าผ้าเช็ดหน้าไปเช็ดหน้าเสียก่อน 

หวงเซียใจเต้นระรัว ผ้าเช็ดหน้าผืนนี้ยังคงมีกลิ่นกายของเขา แต่กลับถูกนางนำไปซับใบหน้า พลันรู้สึกว่าชุดที่เปียกชื้นด้วยรอยน้ำตาจู่ๆ ก็ร้อนผะผ่าว

หมี่เยวี่ยเช็ดน้ำมูกน้ำตา หวงเซียมองนางด้วยสายตารอคอยคำตอบ หารู้ไม่นางกลับหมุนตัวทำท่าจะเดินหนี

หวงเซียร้อนใจ คว้าแขนนางพลางเอ่ยเรียก “ศิษย์น้อง...”

หมี่เยวี่ยหันหลับมา ถามอย่างแปลกใจ “มีอะไรหรือ”

หวงเซียเผยอริมฝีปาก แต่กลับไม่รู้ว่าควรเริ่มอย่างไร ผ่านไปครู่หนึ่งถึงเอ่ย “เจ้า...ผู้ใดรังแกเจ้า”

หมี่เยวี่ยยิ้มขมขื่นพลางสั่นศีรษะ

หวงเซียร้อนใจเอ่ย “เช่นนั้นเหตุใดเจ้าถึงร้องไห้”

เดิมวาจาจวี่จี หมี่เยวี่ยรู้สึกเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง จึงคิดจะขอให้หวงเซียช่วยตามหามารดา ไม่นึกว่าเมื่อพบหวงเซีย ความอัดอั้นตันใจพลันเอ่อล้น มิอาจควบคุมตนเอง โผเข้ากอดหวงเซียร้องไห้สะอึกสะอื้น หลังจากร้องไห้ครานี้ ความกล้าที่มีจู่ๆ ก็มลายหายไป วาจาที่ต้องการเอื้อนเอ่ย เมื่อถึงริมฝีปากก็หวาดหวั่นมิกล้าบอกกล่าว

นางไม่รู้ว่าหากบอกไปแล้วจะเป็นเช่นไร สองวันนี้นางประสบเรื่องราวมากมาย พลันรู้สึกว่าผู้คนรอบด้านล้วนน่ารังเกียจ ชั่วขณะนี้มีเพียงอ้อมกอดของหวงเซียที่อบอุ่นและจริงแท้ 

เดิมจิตใจของเด็กสาวก็เปราะบางอ่อนไหว เวลานี้จู่ๆ ก็กลัวว่าหากเอ่ยเรื่องนั้นออกมา ไม่รู้หวงเซียจะมองตนเช่นไร มารดาผู้ให้กำเนิดประสบชะตากรรมเช่นนี้  แม้ตนจะเจ็บใจคับแค้น แต่ภาพที่ผุดขึ้นในห้วงคำนึงกลับเป็นแววตาดูแคลนระคนเวทนาของหมี่อินเมื่อวานนี้ แววตาเช่นนี้ของหมี่อิน ทำให้ตนบังเกิดความรู้สึกอยากจะเหวี่ยงหมัดใส่หน้านาง แต่หากแววตาของหวงเซียก็เป็นเช่นเดียวกันเล่า เช่นนั้นตน...ตนจะทำเช่นไร

แม้จะรู้ดีว่าหวงเซียมิใช่คนเช่นนั้น ไม่ว่าเรื่องใด หวงเซียย่อมต้องยืนอยู่ข้างตน แต่หัวใจดวงนี้จู่ๆ ก็หวาดหวั่นตื่นกลัว แม้แต่ความเป็นไปได้เพียงน้อยนิดก็มิกล้าเผชิญหน้า

นางเห็นชุดของหวงเซียเปียกชื้นด้วยคราบน้ำตา รู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย ทำท่าจะส่งผ้าเช็ดหน้าในมือคืนให้หวงเซีย แต่เมื่อเห็นว่าด้านบนเต็มไปด้วยน้ำมูกและน้ำตาของตน ก็มิกล้าคืนผ้าเช็ดหน้าสกปรกนี้แก่เขา เมื่อครู่นางเอาแต่ร้องไห้ เห็นหวงเซียยื่นผ้าเช็ดหน้าให้จึงรับมา ไม่นึกว่านอกจากจะทำให้ชุดของเขาเปียก ยังทำผ้าเช็ดหน้าของเขาเปื้อน จึงทำได้เพียงหยิบผ้าเช็ดหน้าของตนที่อยู่ในแขนเสื้อยื่นส่งให้หวงเซีย เอ่ย “ศิษย์พี่ ทำชุดท่านเปียก ท่านนำไปเช็ดเถิด”

หวงเซียยื่นมือออกมารับ แต่กลับไม่มีแก่จิตแก่ใจคำนึงถึงชุดของตน เอ่ยถามอย่างร้อนรน “เจ้าเป็นอะไรไป ผู้ใดรังแกเจ้า เจ้าต้องการให้ข้าช่วยอะไรเจ้า เจ้าบอกมาเถิด!”

หมี่เยวี่ยเอ่ยอย่างสับสน “ไม่มีอะไร ข้า ข้าขอตัวก่อน” กล่าวจบก็หมุนตัววิ่งหนีไป

หวงเซียอยากจะตามไป หากแต่ในตำหนักใน เขามิอาจเข้าออกโดยพลการ กอปรกับกลัวจะมีคนเห็น ทำให้หมี่เยวี่ยเดือดร้อน อารามจนใจจึงได้แต่ยืนนิ่งอยู่ที่เดิม มือกำผ้าเช็ดหน้าของนาง 

เขาครุ่นคิดครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ไม่วางใจ เรียกขันทีน้อยที่ค่อนข้างสนิทสนมมาผู้หนึ่ง ให้เงินเขาจำนวนหนึ่ง บอกให้เขาไปสืบข่าวว่า กงจู่เก้าเข้าวังสองวันนี้ ตกลงเกิดเรื่องอะไรขึ้น

 

 

หมี่เยวี่ยวิ่งโดยไม่หยุดพักกลับถึงหอเกาถัง ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ลานขนาดเล็กหน้าห้องของตน ก็เห็นไต้เม่าสีหน้าบึ้งตึง นั่งคุกเข่ารอตนอยู่ตรงระเบียงหน้าประตู

หมี่เยวี่ยชะลอฝีเท้า ก้าวช้าๆ เข้าไป

ไต้เม่าเอ่ยพลางคำนับหมี่เยวี่ย “หม่อมฉันถวายบังคมกงจู่”

หมี่เยวี่ยพยักหน้า “ที่แท้ก็ฟู่หมู่ มิทราบมีธุระอันใด”

ไต้เม่าตอบ “หม่อมฉันตั้งใจมาเยี่ยมกงจู่ ด้วยกลัวว่ากงจู่เพิ่งเข้าวังจะขาดเหลือสิ่งใด ไม่ก็บ่าวรับใช้ปรนนิบัติไม่ถูกใจ หม่อมฉันจะได้ถวายการรับใช้”

หมี่เยวี่ยถอดรองเท้า ค่อยๆ ก้าวขึ้นบันได หยุดยืนเบื้องหน้าไต้เม่า เอ่ย “รบกวนฟู่หมู่ที่เป็นห่วง ฟู่หมู่ทั้งสองล้วนขยันขันแข็ง ข้าไม่ขาดเหลือสิ่งใด”

ไต้เม่ายิ้มน้อยๆ  ทว่านัยน์ตาคมกริบกลับจับจ้องดวงตาที่ยังคงบวมแดงของหมี่เยวี่ยไม่วางตา “อย่างนั้นหรือ เช่นนั้นกงจู่ไปที่ใดมา กงจู่ตาบวมแดง ถูกกลั่นแกล้งรังแกจากที่ใด”

เวลานี้จิตใจหมี่เยวี่ยสงบลงแล้ว ไฉนเลยจะถูกนางหลอกถามได้โดยง่าย นางแค่นหัวเราะในใจ ทว่าปากกลับเอ่ยด้วยน้ำเสียงน้อยใจตามประสาเด็ก พลันย่ำเท้าเอ่ยอย่างหงุดหงิด “อย่ากล่าวถึงดีกว่า เมื่อวานพี่หญิงเจ็ดต่อว่าข้า วาจาไม่น่าฟังยิ่ง ข้าไม่เข้าใจ จึงไปถามมารดา นึกไม่ถึงว่ามารดาไม่ยอมช่วยข้า ซ้ำยังดุข้าเสียยกใหญ่...” กล่าวจบก็ยกแขนเสื้อขึ้นทำท่าจะร้องไห้

ไต้เม่ารีบเอ่ย “โอ กงจู่ถูกรังแกเช่นนี้ หม่อมฉันรู้สึกเจ็บใจแทนท่านยิ่งนัก จวี่ฟูเหรินกล่าวอันใดหรือ เหตุใดกงจู่จึงน้อยใจจนร้องไห้”

หมี่เยวี่ยสะบัดแขนเสื้อ เอ่ยประชด “ข้าหาได้ร้องไห้ไม่ เพียงแต่ฝุ่นเข้าตาเท่านั้น” กล่าวจบก็ลุกขึ้นยืน วิ่งตึงตังเข้าไปในห้อง

ไต้เม่ารีบส่งสายตาให้หนี่ว์เจียว หนี่ว์เจียวเข้าใจ ดึงปี้ลี่นางกำนัลเด็กเดินตามตนเข้าไป

หมี่เยวี่ยนั่งอยู่หน้าหน้าต่าง ใบหน้าเครียดขรึม หนี่ว์เจียวรีบยกถาดสำริดเข้ามา ล้างหน้าหวีผมให้หมี่เยวี่ย ปี้ลี่เอ่ยขึ้น “กงจู่อย่าโมโห คราวหน้าพบกงจู่เจ็ด นางด่าท่านเช่นไร ท่านก็ด่านางกลับไปเช่นนั้น...”

หนี่ว์เจียวแสร้งทำเป็นตำหนิ “อย่าเอ่ยเหลวไหล ในวังมีกฎระเบียบ ผู้อื่นกล่าววาจาเหลวไหล เช่นนั้นก็อย่ารับฟัง จะถือเป็นเรื่องจริงจังได้อย่างไร กงจู่เป็นผู้สูงศักดิ์ ยามโกรธมิอาจเสียกิริยา วาจามิอาจพลั้งเผลอ”

หมี่เยวี่ยพลันยื่นมือปัดอ่างสำริดตกพื้น เอ่ยอย่างกราดเกรี้ยว “นางก็เอ่ยเช่นนี้ เจ้าก็เอ่ยเช่นนี้ นางเอ่ยนั้นช่างเถิด แต่เจ้ามีสถานะเช่นใดหรือ”

หนี่ว์เจียวรีบหมอบตัวขอขมา ทว่าในใจกลับยิ้มหยัน ถึงอย่างไรก็เป็นเพียงเด็ก วาจาบางอย่างเพียงหยั่งเชิงก็หลงกล

หมี่เยวี่ยเห็นหนี่ว์เจียวออกไป ดูท่าคงไปรายงานไต้เม่า พลันแค่นยิ้มในใจ ลูกไม้ตื้นๆ ของบ่าวรับใช้เช่นนี้ก็คิดจะใช้กับนางหรือ ต่อให้นางยังเยาว์วัย แต่ไฉนเลยจะเป็นเช่นที่พวกนางคาดการณ์เล่า

ไต้เม่าฟังคำรายงานของหนี่ว์เจียว เดาว่าหมี่เยวี่ยคงนำวาจาของหมี่อินไปซักไซ้จวี่จีแต่กลับถูกจวี่จีตำหนิ ในใจลอบเบาใจ เรื่องนี้ หากปล่อยผ่านไปเช่นนี้ย่อมดีที่สุด ทุกคนไร้ปัญหา หาไม่แล้วคงเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นเป็นแน่

จากนั้นก็สั่งหนี่ว์เจียวกับหนี่ว์ฉี ระยะนี้ให้คอยจับตาดูหมี่เยวี่ย ดูว่านางต้องการสืบเรื่องนี้ต่อ หรือว่าปล่อยผ่านไปเช่นนี้

หนี่ว์เจียวกับหนี่ว์ฉีสังเกตอยู่หลายวัน พบว่าเป็นไปตามที่คาดไว้ หมี่เยวี่ยไม่เอ่ยถึงเรื่องนี้อีก เมื่อพบหมี่อินก็มิเคยเอ่ยถาม ทุกวันหากไม่ร่วมศึกษาและเล่นสนุกกับหมี่ซูและหมี่อิน ก็จะกลับมาอ่านตำราที่ห้อง ไม่ก็เล่นกับปี้ลี่และหนี่ว์หลัวนางกำนัลเด็กทั้งสอง

ไต้เม่าได้ยินดังนั้น ครานี้ถึงรู้สึกโล่งใจอย่างแท้จริง ก่อนจะไปตักเตือนหญิงสกุลหยาง จากนั้นหญิงสกุลหยางก็ลอบกำชับหมี่อินอีกครั้งหนึ่ง

เดิมหมี่อินตกใจยิ่งเมื่อเห็นหญิงสกุลหยางร้องไห้น้ำตานองหน้า ต่อมาสาวใช้สองคนก็ถูกไต้เม่าจัดการ ครานี้ถึงลอบเสียใจที่ตนเองปากไวจนเกือบก่อเรื่องใหญ่ วันรุ่งขึ้นเมื่อพบหมี่เยวี่ย จึงประหวั่นพรั่นพรึงยิ่ง กลัวว่านางจะซักไซ้เรื่องนี้ วิตกอยู่หลายวัน เห็นหมี่เยวี่ยเหมือนจะลืมจนสิ้น ถึงค่อยวางใจลง กระนั้นก็ไม่กล้าแสดงท่าทีโกรธแค้นต่อหมี่เยวี่ยอีก แม้แต่ยามอยู่เบื้องหน้าหมี่ซู ก็ต้องพยายามแสร้งทำเป็นพี่น้องรักใคร่สนิทสนม

หากทว่า ทุกคราเมื่อถึงยามดึกสงัด หมี่เยวี่ยจะลูบม้วนไม้ไผ่ในมือ ใช้มีดสลักขนาดเล็ก ออกแรงกรีดรอยหนึ่งลงไป

“หนึ่ง สอง สาม...สี่สิบสี่ สี่สิบห้า” ท่ามกลางความมืด หมี่เยวี่ยนอนอยู่บนเสื่อ ไล้มือไปตามม้วนไม้ไผ่ข้างหมอน นอนนับวันอย่างเงียบๆ  หนึ่งเดือนครึ่งแล้ว ไม่รู้ว่าจวี่จีตามหามารดาผู้ให้กำเนิดนางพบแล้วหรือไม่

 

 

ตลาดตะวันตก

การวางผังเมืองตามปกติแล้วจะให้ความสำคัญกับทิศตะวันออกมากกว่าทิศตะวันตก ทิศตะวันออกเป็นที่ตั้งของวัด ทิศตะวันตกเป็นที่ตั้งของตลาด ฝั่งตะวันตกของเมืองเป็นชุมชนพักอาศัยของชนชั้นต่ำสุด อาศัยอยู่รวมกันอย่างแออัด

ที่แห่งนี้มีกลุ่มคนยากจนป่าเถื่อนอาศัยอยู่ปะปนกัน ทุกวันจำต้องดิ้นรนอย่างยากเข็ญอยู่บนเส้นแบ่งระหว่างความเป็นกับความตาย ขอทานขออาหารเพื่อประทังชีวิต นับเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไป แม้แต่แย่งอาหารกับสุนัขก็มิใช่เรื่องแปลก

จวี่กงกับเซี่ยงโซ่วน้องชายหญิงสกุลเซี่ยงมาตามหาที่ตลาดตะวันตกเกือบหนึ่งเดือนแล้ว หากแต่ตลาดตะวันตกเต็มไปด้วยเพิงเก่าโทรม ผู้ยากไร้อาศัยอยู่รวมกันอย่างแออัด ชนชั้นต่ำเหล่านี้ส่วนใหญ่ไร้ชื่อไร้สกุล ต่อให้เป็นบุรุษก็ล้วนตั้งชื่ออย่างส่งเดชตามลำดับเจี่ยอี่ปิ่งติ่ง ส่วนสตรียิ่งมิต้องกล่าวถึง ส่วนใหญ่ไม่มีแม้แต่คำเรียกขาน

จวี่กงเป็นผู้เปี่ยมฝีมือในตระกูลจวี่จี รับคำสั่งจากจวี่จีสืบข่าวคราวหญิงสกุลเซี่ยง เขาคิดว่าแม้ตนจะเคยพบหญิงสกุลเซี่ยง แต่ก็เป็นตอนก่อนหญิงสกุลเซี่ยงเข้าวัง บัดนี้ผ่านมาสิบกว่าปี ไฉนเลยจะจำได้ และตระกูลเซี่ยงเองก็เหลือผู้สืบเชื้อสายน้อยเต็มที บัดนี้ที่สามารถหาได้ก็มีเพียงเซี่ยงโซ่วน้องชายคนเล็กของหญิงสกุลเซี่ยงเท่านั้น

ก่อนหญิงสกุลเซี่ยงเข้าวัง เซี่ยงโซ่วผู้นี้อายุเพียงสี่ห้าปี ย่อมจำมิได้ว่าหญิงสกุลเซี่ยงมีหน้าตาเช่นไร แต่ถึงอย่างไรก็เป็นพี่น้องร่วมมารดา ซื่อเหรินจิงข้ารับใช้ข้างกายจวี่จีเห็นหน้าตาเซี่ยงโซ่ว บอกว่าเขาละม้ายคล้ายหญิงสกุลเซี่ยงอยู่สี่ห้าส่วน จวี่กงจึงพาเซี่ยงโซ่วมาด้วย จากนั้นจวี่จีก็อ้างเหตุขับป้าเหยี่ยนหญิงรับใช้ที่เคยปรนนิบัติหญิงสกุลเซี่ยงออกจากวัง ให้นางช่วยจวี่กงออกตามหาอีกแรงหนึ่ง

จวี่กงรูปร่างกำยำสูงใหญ่ สามารถช่วยคุ้มภัย เซี่ยงโซ่วเป็นพี่น้องร่วมมารดาของหญิงสกุลเซี่ยง สามารถช่วยตามหา ทว่าหญิงสกุลเซี่ยงถึงอย่างไรก็เป็นสตรี พอดีป้าเหยี่ยนผู้นั้นจะได้ช่วยสอบถามข่าวคราวจากหญิงชาวบ้านในตลาด

วันนี้ทั้งสามออกมาตามหาเช่นเคย ทุกวันในตลาดจะมีเหตุวุ่นวายเกิดขึ้นมากมาย ตอนนี้ด้านหน้าเต็มไปด้วยผู้คนยืนมุง คล้ายกำลังเกิดเรื่องอะไรบางอย่าง

จวี่กงขมวดคิ้ว ท่าทางส่อแววรำคาญ แม้รัฐจวี่จะสิ้นสลายไปแล้ว แต่ถึงอย่างไรจวี่จีก็เป็นที่โปรดปราน ตระกูลจวี่จึงนับว่ายังพอมีที่ดินสำหรับพักอาศัย พอมีที่นาสำหรับเพาะปลูก แม้เขาจะมิใช่สายหลักในตระกูล กระนั้นก็มีอาหารการกินและเสื้อผ้าอาภรณ์พร้อมพรั่ง ปกติจะใช้ชีวิตอยู่แต่ฝั่งตะวันออกของเมือง บัดนี้อดทนอยู่ในตลาดตะวันตกแห่งนี้นานถึงหนึ่งเดือนกว่า ให้รู้สึกรำคาญเกินทานทน เอ่ยขึ้น “ไม่รู้ว่าคนป่าเถื่อนใดก่อความวุ่นวายอีก มิจำเป็นต้องสนใจ” 

เนื่องจากตระกูลเซี่ยงตกต่ำมานาน สำหรับเซี่ยงโซ่วแล้ว ความวุ่นวายในตลาดตะวันตกหาได้ลำบากเกินทานทนเช่นที่จวี่กงรู้สึกไม่ เขาเอ่ยด้วยความเป็นห่วงพี่สาว “ท่านอา มิสู้ไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น ด้านหน้าผู้คนคลาคล่ำ ไม่แน่อาจสอบถามข่าวคราวของพี่สาวข้าได้”

จวี่กงจนใจ ได้แต่เดินตามเขาเบียดฝ่าเข้าไปในฝูงชน ในใจรำคาญอย่างยิ่ง เมื่อเดินเข้าไปใกล้ เห็นว่าผู้คนยืนล้อมเป็นวงกลม ตรงกลางมีชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งกำลังทำร้ายภรรยา

ชายฉกรรจ์ผู้นั้นแก่ชราอัปลักษณ์ กลิ่นสุราโชยคลุ้ง ปากตะโกนด่าทอพลางยื้อแย่งถุงเงินจากสตรีท่าทางมอมแมมผู้หนึ่ง

สตรีผู้นั้นแม้สภาพย่ำแย่ แต่กลับไม่ดุดันหยาบคายเช่นหญิงชาวบ้านในตลาดยามทะเลาะกับสามี หญิงชาวบ้านในตลาดแห่งนี้ ครั้นมีเรื่องกับผู้อื่น ตบตีจนล้มกลิ้งไปบนพื้นก็มี ด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคายก็มี ถึงขนาดตบตีทั้งร่างเปลือยเปล่าก็มี ทว่าสตรีผู้นั้นกลับเห็นได้ชัดว่าบอบบางไร้เรี่ยวแรง เพียงแต่ยกมือข้างหนึ่งบังศีรษะ มืออีกข้างกำถุงเงิน ยอมถูกทำร้ายฝ่ายเดียวโดยไม่ตอบโต้ ร่ำไห้อย่างบอบช้ำ “ท่านพี่ ลูกน้อยป่วยหนักยิ่ง นี่คือเงินช่วยชีวิตลูกน้อย ท่านมิอาจเอาไป”

ทว่าชายฉรรจ์ผู้นั้นกลับลงมืออย่างไม่ปรานี เหวี่ยงเท้าถีบท้องสตรีผู้นั้นเต็มแรง ไม่ดูดำดูดีสตรีผู้นั้นที่เจ็บปวดจนตัวงอ ตะโกนด่าทอไม่หยุด “เจ้าเดรัจฉานนั้นดวงแข็งยิ่ง นำเงินเหล่านี้ไปหาหมอซื้อยาล้วนสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ ข้าเล่นแพ้มาเก้าวันแล้ว หมอดูบอกว่าวันนี้ข้าจะเล่นชนะ ปล่อยมือเดี๋ยวนี้ เอาเงินมาให้ข้า หากทำข้าเสียฤกษ์ ข้าจะฆ่าเจ้าเสีย”

สตรีผู้นั้นทรุดตัวลงกับพื้นด้วยความเจ็บปวด กระนั้นก็ยังคงร่ำไห้วิงวอน “ท่านฆ่าข้าให้ตายเถิด ลูกน้อยไข้ขึ้นหลายวันแล้ว หากวันนี้ไม่หาหมอย่อมไม่รอด หากลูกน้อยไม่รอด ข้าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่ออะไร ท่านฆ่าข้าให้ตายเถิด...”

ชายฉกรรจ์ผู้นั้นชะงัก ขาข้างหนึ่งยกขึ้นหมายจะเตะ แต่สุดท้ายก็มิได้ทำเช่นนั้น เพียงแต่ออกแรงกระชากถุงเงินมาจากมือของสตรีผู้นั้น

เมื่อยื้อแย่งกันเช่นนี้ก็เห็นว่ามือของสตรีผู้นั้นเต็มไปด้วยบาดแผล แสดงว่าปกติคงถูกทำร้ายร่างกายเป็นประจำ ฝูงชนที่ยืนมุงต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์เซ็งแซ่ ล้วนตำหนิชายฉกรรจ์ผู้นั้น ชายฉกรรจ์ผู้นั้นแม้จะรู้สึกผิดอยู่บ้าง แต่สุดท้ายแล้วจิตใจฝ่ายผีพนันก็เป็นฝ่ายชนะ ในที่สุดก็กระชากเชือดรัดถุงเงินจนขาด ฉวยถุงเงินได้ก็เดินจากไปทันที

เชือกรัดถุงเงินฉีกขาดกระจัดกระจาย เบี้ยหน้าผี (เชิงอรรถเงินที่ใช้แทนหอยเบี้ยในรัฐฉู่ คำเรียกเหรียญโลหะทั่วไป เนื่องจากลายสลักด้านบนคล้ายหน้าผี จึงได้ชื่อเรียกเช่นนั้น) สองสามเหรียญกลิ้งหล่นไปบนพื้น สตรีผู้นั้นนอนฟุบอยู่บนพื้น สะอื้นไห้พลางเก็บเหรียญสองสามเหรียญนั้นขึ้นมา

เซี่ยงโซ่วเห็นแล้วรู้สึกสงสาร จึงก้าวไปหา หยิบเงินจำหนวนหนึ่งออกมาจากถุงเงิน ยื่นส่งให้สตรีผู้นั้น “ท่านน้า เงินนี้ท่านนำไปรักษาลูกน้อยเถิด...”

สตรีผู้นั้นเงยหน้าขึ้น ทั้งสองคนมองหน้ากัน จวี่กงกับป้าเหยี่ยนถึงกับร้องอุทานด้วยความตกใจ สตรีผู้นั้นแม้ใบหน้าจะเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นดินและคราบน้ำตา สภาพย่ำแย่ดูไม่ได้ ทว่าใบหน้ากลับดูละม้ายคล้ายเซี่ยงโซ่วอย่างยิ่ง

สตรีผู้นั้นมองเซี่ยงโซ่ว ถึงกับผงะอึ้ง เมื่อหันไปเห็นชายหญิงแปลกหน้าที่ยืนอยู่หลังเซี่ยงโซ่ว ใบหน้าพลันเปลี่ยนเป็นเผือดซีด กำเหรียญสองสามเหรียญในมือแน่นก่อนจะหมุนตัววิ่งหนีไป

เซี่ยงโซ่วอึ้งไปชั่วครู่ พลันนั้นก็ได้สติ เขากับจวี่กงรีบวิ่งตามไปทันที

หนังสือแนะนำ