บททิ่สิบสอง สตรีในตลาดตะวันตก

หมี่เยวี่ยร้อนใจดั่งไฟลน กระนั้นก็รู้ดีว่า หากตามไปถามหมี่อินตอนนี้ ย่อมมิได้ความอันใด ทำได้เพียงระงับอารมณ์โกรธ หมุนตัวเดินกลับห้องของตน เรียกหนี่ว์เจียวกับหนี่ว์ฉีมา เอ่ยถามพวกนางด้วยท่าทางแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง “ฟู่หมู่ วันนี้ตอนอยู่ในตำหนักรู้จักพี่หญิงทุกท่าน ข้าต้องการสนิทสนมกับพวกนาง แต่ไม่ทราบเรื่องราวของพวกนาง จึงตั้งใจมาขอคำแนะนำจากฟู่หมู่”

หนี่ว์เจียวกับหนี่ว์ฉีสบตากัน เอ่ย “มิทราบกงจู่ต้องการสอบถามเรื่องใด”

หมี่เยวี่ยตอบ “ข้าทราบว่าพี่หญิงใหญ่กับพี่หญิงแปดเป็นธิดาของเสด็จแม่ แต่ไม่ทราบว่าพี่หญิงที่เหลือ ตระกูลฝ่ายมารดาเป็นเช่นไร”

หนี่ว์เจียวกับหนี่ว์ฉีเห็นนางไม่ถามถึงหมี่เหิงกับหมี่ซูก็ถอนหายใจโล่งอก ก่อนจะกล่าวแนะนำทีละคน กงจู่สามสี่ท่านนั้น ตระกูลฝ่ายมารดาล้วนไม่สูงนัก หากมิใช่สตรีที่ติดตามขบวนแต่งงานก็เป็นสตรีบรรณาการจากรัฐเล็กที่ถูกกำราบ มารดาของกงจู่เจ็ดหมี่อินผู้นั้นคือสตรีที่ติดตามเข้าวัง

หมี่อินกลับถึงห้องของตน อดลำพองใจมิได้ ตอนนางถือกำเนิด จวี่จีกำลังเป็นที่โปรดปราน หญิงสกุลหยางมารดาผู้ให้กำเนิดนางเนื่องจากมีสถานะไม่สูงนัก ทั้งยังช่างประจบเอาใจ ยอมศิโรราบต่อฉู่เวยโฮ่ว หลังหมี่อินถือกำเนิดไม่นาน ฉู่เวยโฮ่วก็ตั้งครรภ์หมี่ซู ด้วยเหตุนี้หมี่อินจึงเติบโตมาพร้อมหมี่ซู

ดังนั้นเรื่องของหญิงสกุลเซี่ยง หญิงสกุลหยางมารดาผู้ให้เกิดนางจึงพอรู้อยู่บ้าง เห็นหมี่อินถามถึงหมี่เยวี่ยซึ่งเพิ่งเข้าวัง เผลอหลุดปากเอ่ย “เจ้าอย่าคิดว่านางเป็นบุตรสาวของจวี่ฟูเหรินแล้วต้องครั่นคร้ามยำเกรง จงรู้ไว้ว่ามารดาผู้ให้กำเนิดนาง บัดนี้เป็นเพียงสตรีชั้นต่ำที่อาศัยอยู่ในตลาดตะวันตกนอกเมือง”

หมี่อินดีใจยิ่ง ออดอ้อนหญิงสกุลหยางหมายจะถามให้แน่ชัด หญิงสกุลหยางรู้ตัวว่าพลั้งปาก แม้หมี่อินจะออดอ้อนอย่างไร กระนั้นก็มิกล้าเอ่ยอันใดอีก ซ้ำยังเอ่ยกำชับ “เจ้าฟังผิดแล้ว แล้วก็อย่าไปกล่าวเหลวไหลที่ใด หากเวยโฮ่วรู้เข้า จะกลายเป็นเรื่องใหญ่”

หมี่อินเองก็รู้ถึงความสำคัญของเรื่องนี้ จึงเลิกซักไซ้ รู้สึกปลาบปลื้มที่ตนเองล่วงรู้ จะได้นำมาเย้ยหยันเด็กผู้นั้น

วันรุ่งขึ้นหลังตื่นนอน หมี่เยวี่ยไปห้องหมี่ซูก่อน บังเอิญพบหมี่อินที่ระเบียงวน หมี่เยวี่ยหยุดเดิน มองหมี่อินอย่างระแวดระวัง กลัวว่านางจะเอ่ยวาจาทำร้ายจิตใจเช่นเมื่อวาน ไม่นึกว่าหมี่อินกลับก้าวมาหาด้วยท่าทางสนิทสนม คว้ามือนางไปจับพลางเอ่ย “ข้ากลัวว่าน้องหญิงเก้าเพิ่งย้ายมา ไม่รู้จักเส้นทาง จึงตั้งใจมารอเจ้า”

กล่าวจบก็จูงมือนางเดินไปด้านหน้า

หมี่เยวี่ยถามเสียงเบาอย่างอดไม่ได้ “พี่หญิงช่างใจกว้างยิ่ง วาจาเมื่อวาน เหมือนพี่หญิงมิได้เป็นคนกล่าว”

หมี่อินแสร้งทำเป็นประหลาดใจ “วาจาเมื่อวาน? เมื่อวานข้ากล่าววาจาใดหรือ ข้าเพียงแต่ส่งน้องหญิงเก้ากลับห้องเท่านั้น มิได้กล่าวอันใดทั้งสิ้น”

หมี่เยวี่ยชำเลืองมองนาง ทำท่าจะเอ่ยแต่แล้วก็เปลี่ยนใจ ในเมื่อนางเอ่ยเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าบัดนี้ ย่อมมิอาจสืบข่าวคราวใดจากนางได้

ทั้งคู่แสร้งทำเป็นสนิทสนม เดินมาถึงห้องหมี่ซู รอหมี่ซูล้างหน้าเกล้าผม ร่วมรับประทานอาหารเช้า ก่อนจะไปตำหนักปีกพร้อมกัน รอครู่หนึ่งก็เห็นหนี่ว์ซือเดินเข้ามา

กงจู่ก็เช่นเดียวกับกงจื่อ เริ่มศึกษาเมื่ออายุแปดปี มีหนี่ว์ซือคอยถ่ายทอดวิชาความรู้ด้านศาสตร์ทั้งหกและธรรมเนียมทั้งหก ดนตรี พิธีกรรม พู่กัน คำนวณ ล้วนไม่ต่างกัน จะแตกต่างตรงขอบเขตเนื้อหา กงจื่อจะเน้นการขี่ม้ายิงธนูและความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ ส่วนกงจู่จะเน้นด้านอาหารและอาภรณ์

เนื่องจากกงจู่ทั้งหลายอายุไม่เท่ากัน กงจู่สาม กงจู่สี่ และกงจู่หกใกล้จะติดตามต้ากงจู่หมี่เหิงแต่งงานไปรัฐฉี เวลานี้กำลังตระเตรียมเครื่องแต่งงาน จึงไม่ร่วมศึกษาเล่าเรียน บัดนี้จึงมีเพียงหมี่อิน หมี่เยวี่ย ร่วมศึกษาพร้อมหมี่ซู

หนี่ว์ซือมีสามคน ผู้หนึ่งสอนพิธีกรรม ผู้หนึ่งสอนดนตรี ผู้หนึ่งสอนคุณธรรมสตรี

วันนี้สิ่งที่สอนพวกนางคือคุณธรรมสตรี หมี่เยวี่ยใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ล้วนฟังหูซ้ายทะลุหูขวา เมื่อได้ยินหนี่ว์ซือสั่งทบทวนบทเรียนเสร็จสิ้น ก็คิดจะไปซักถามจวี่จีเรื่องนี้ พอดีหมี่ซูเมื่อมีนาง ประหนึ่งได้รับของเล่นใหม่ก็ไม่ปาน เอาแต่ชวนนางเล่นสนุก หมี่เยวี่ยมองใบหน้าบริสุทธิ์ไร้เดียงสาของนาง คิดว่าหากมารดาผู้ให้กำเนิดตนตกระกำลำบากอยู่ที่ตลาดตะวันตกจริง ย่อมเป็นฝีมือมารดาของนางเป็นแน่ เช่นนั้นต่อให้หมี่ซูจะไร้เดียงสากว่านี้อีกสิบเท่า เป็นมิตรกว่านี้อีกสิบเท่า กระนั้นก็มิอาจหยุดยั้งความเกลียดแค้นระคนหนาวเหน็บในใจของตนได้

นางอดกลั้นต่อความรำคาญ รอหมี่ซูเล่นจนเหนื่อย ถึงกลับมาห้องของตน เอ่ยกับหนี่ว์เจียว “ข้าจะไปเยี่ยมมารดาที่ตำหนักรอง เจ้าจะไปกับข้าหรือไม่”

หนี่ว์เจียวตกใจ เอ่ยหว่านล้อม “กงจู่ ท่านเพิ่งย้ายมาหอเกาถังเพียงสองวัน แม้จะคิดถึงจวี่ฟูเหริน แต่ไยจึงต้องไปเยี่ยมด้วยตนเอง ใช้บ่าวรับไปถามสารทุกข์สุขดิบก็พอ”

หมี่เยวี่ยเหลือบมองหนี่ว์เจียวคราหนึ่ง เอ่ย “นับแต่ข้าย้ายมาหอเกาถัง ไม่ว่าเรื่องใดล้วนไม่เข้าใจ และมิกล้ารบกวนเสด็จแม่ จึงได้แต่ขอคำแนะนำจากมารดา ฟู่หมู่ห้ามข้า หากข้าไม่รู้หนักเบา ก่อเรื่องอันใดขึ้น มิเท่ากับฟู่หมู่ทำให้ข้าเดือดร้อนหรือ”

หนี่ว์เจียวเห็นสีหน้าของนาง ลอบสะท้านใจ พลันก้มหน้าลง นางอยู่ในวังมานาน เด็กในวัยเช่นหมี่เยวี่ย ต่อให้วางอำนาจบาตรใหญ่เพียงใด ถึงอย่างไรก็เป็นเพียงเด็ก มักจะถูกผู้ใหญ่ควบคุมบงการ โน้มน้าวห้ามปรามอย่างง่ายดาย แต่กลับมิเคยพบเด็กเช่นหมี่เยวี่ยที่มีความคิดเป็นของตนเองและไม่โอนอ่อนโดยง่ายเช่นนี้มาก่อน ไตร่ตรองครู่หนึ่ง ทำได้เพียงคลี่ยิ้มเอ่ย “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ถึงอย่างไรข้าก็เป็นเพียงบ่าวรับใช้ ไฉนเลยจะกล้าขัดขวางกงจู่ เพียงแต่หากกงจู่ต้องการทำสิ่งใด อย่างไรก็ต้องขออนุญาตเวยโฮ่ว จะได้มิเป็นการเสียมารยาท”  

หมี่เยวี่ยมองท่าทางของหนี่ว์เจียว รู้ว่าทันทีที่ตนไปหาจวี่จี นางต้องไปรายงานฉู่เวยโฮ่วเป็นแน่ ความคิดหนึ่งพลันบังเกิด นึกอยากลองหยั่งเชิง คิดได้ดังนั้นจึงเอ่ย “ฟู่หมู่กล่าวถูกต้องอย่างยิ่ง ฟู่หมู่เองก็มิใช่ผู้อื่น เช่นนั้นข้าจะบอกฟู่หมู่ เมื่อวานพี่หญิงเจ็ดด่าว่าข้าเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของสตรีชั้นต่ำในตลาดตะวันตก ข้าไม่เข้าใจว่านางหมายความว่าอย่างไร จึงตั้งใจไปถามมารดา”

สีหน้าหนี่ว์เจียวเปลี่ยนไปทันที แม้นางจะไม่เข้าใจความหมาย กระนั้นก็รู้ดีว่าหมี่อินกับมารดาผู้ให้กำเนิดยามอยู่เบื้องหน้าฉู่เวยโฮ่วล้วนช่างประจบเอาใจยิ่ง หากปล่อยให้หมี่เยวี่ยโวยวายจนกลายเป็นเรื่องใหญ่ หมี่อินสองแม่ลูกย่อมถูกฉู่เวยโฮ่วตำหนิ แล้วพวกนางก็อาจจะพาลนำความโกรธมาลงที่ตน เมื่อนึกถึงตรงนี้ก็ร้อนใจเอ่ย “กงจู่อย่าฟังผู้อื่นกล่าวเหลวไหล กงจู่เจ็ดยังเยาว์วัย คาดว่าคงได้ยินวาจาไม่น่าฟังมาจากที่ใด จึงกล่าวตามไปเช่นนั้น ท่านโปรดนั่งลงก่อน หม่อมฉันจะไปสอบถามให้ท่าน”

หมี่เยวี่ยแสร้งทำเป็นดื้อรั้นเอาแต่ใจ “ข้าไม่ฟัง ข้าจะไปถามมารดาเดี๋ยวนี้”

กล่าวจบก็ผลักหนี่ว์เจียว วิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว

หนี่ว์เจียวยืนอยู่ที่เดิม ได้แต่ย่ำเท้าไปมาอย่างร้อนใจ อารามจนใจ จึงกำชับหนี่ว์ฉีอย่างเร่งรีบ ก่อนจะไปหาไต้เม่า เล่าเรื่องราวให้ฟังอย่างละเอียด 

ไต้เม่าตกตะลึง บังเอิญตอนนี้ในวังเกิดเรื่องขึ้น อันว่าคู่สมบัติแห่งรัฐฉู่ ปกติจวินหวังพกหยกเหอซื่อ หวังโฮ่วผูกมุกสุยโหว แต่แล้วหลังฉู่เวยหวังจากไป ฉู่เวยโฮ่วแม้จะย้ายออกจากหอเจี้ยน แต่ก็หาได้มอบมุกสุยโหวแก่หนานโฮ่วไม่ หนานโฮ่วเองก็นับว่ารู้ความ เพียงแต่รับมอบอำนาจในวังโดยไม่แสดงท่าที หาได้ช่วงชิงของสิ่งนี้ไม่ เพราะถึงอย่างไรฉู่เวยโฮ่วก็มิอาจนำมุกสุยโหวฝังลงสุสานไปพร้อมนาง สำหรับมุกเม็ดหนึ่ง นางมิได้หมายมาดปรารถนาถึงเพียงนั้น

หารู้ไม่หลายวันมานี้ ฟูเหรินเจิ้งซิ่วเป็นที่โปรดปราน ออดอ้อนออเซาะฉู่หวังไหว อ้างว่าตนนอนหลับไม่สนิท คิดจะขอยืมหยกเหอซื่อ ทั้งยังมีเหตุผลรองรับพร้อมสรรพ บอกว่าในเมื่อเซียนหวังเคยให้กงจู่ยืมหยกนี้ เช่นนั้นบัดนี้ให้นางยืมจะเป็นอะไรไป

ครั้นหนานโฮ่วได้ยินเรื่องนี้ก็ไม่พอใจยิ่ง กระนั้นก็ไม่แสดงท่าที แต่กระจายข่าวนี้จนรู้มาถึงฉู่เวยโฮ่ว ฉู่เวยโฮ่วโกรธจัด เรียกเจิ้งซิ่วมาต่อว่าเสียยกใหญ่ ด้านเจิ้งซิ่วก็เจ้าเล่ห์ไม่น้อย ดูเผินๆ คล้ายจะสุภาพเรียบร้อย แต่ทุกถ้อยคำกลับแฝงไว้ซึ่งความจองหองอวดดี ทำให้ฉู่เวยโฮ่วโมโหจนหมดสติ กำลังให้หมอหลวงสี่ห้าคนตรวจอาการ

ไต้เม่าเมื่อรู้เรื่องนี้ก็ไม่กล้าบอกฉู่เวยโฮ่ว กลัวจะทำให้นางยิ่งโกรธ ทำได้เพียงรีบไปหอเกาถัง เรียกตัวหญิงสกุลหยางมาซักถาม หญิงสกุลหยางตกใจ ยืนกรานหนักแน่นว่าตนมิเคยกล่าว ซ้ำยังโยนความผิดไปให้สาวใช้ข้างกายผู้หนึ่ง บอกว่าหมี่อินบังเอิญได้ยินขณะสาวใช้สองคนกำลังสนทนากัน 

ไต้เม่าเองก็กลัวความผิดเช่นกัน หญิงสกุลหยางปกติมักจะประจบเอาใจฉู่เวยโฮ่ว กับคนสนิทเช่นตนก็จงใจตีสนิท เรื่องของหญิงสกุลเซี่ยง เดิมเป็นเพราะตนพลั้งปากเอ่ยขณะสนทนากับหญิงสกุลหยาง เรื่องพรรค์นี้หากแพร่งพรายออกไปแล้วฉู่เวยโฮ่วรู้เข้า หากฉู่เวยโฮ่วอารมณ์ไม่ดี มีหวังบันดาลโทสะใส่ทุกคนเป็นแน่ ได้แต่ตำหนิหญิงสกุลหยางสามสี่ประโยค ก่อนจะเอ่ยเป็นเชิงขู่ให้หญิงสกุลหยางจับสาวใช้มาโบยและขับออกจากวัง ส่วนตนเฝ้าอยู่ในหอเกาถัง รอหมี่เยวี่ยกลับมา ดูว่านางมีปฏิกิริยาเช่นไร

หมี่เยวี่ยอับจนหนทาง เมื่อโยนความเดือดร้อนไปให้หมี่อิน ครานี้ถึงวิ่งออกไปโดยอาศัยข้ออ้าง “พลันได้ยินข่าวร้ายอย่างกะทันหัน” ความรู้สึกนี้แม้จะเสแสร้งครึ่งหนึ่ง แต่อีกครึ่งหนึ่งก็นับเป็นความรู้สึกที่แท้จริง นางอดทนถึงหนึ่งวันหนึ่งคืน จนทนไม่ไหวอีกต่อไป ต่อให้กลับไปฉู่เวยโฮ่วจะหาเรื่องนางเช่นไร นางก็ไม่มีแก่จิตแก่ใจคำนึงถึง

นางวิ่งโดยไม่หยุดพักจนมาถึงตำหนักรอง จวี่จีตกใจยิ่ง ร้อนใจถาม “เกิดอะไรขึ้น ไยเจ้าจึงกลับมาเพียงลำพัง” พลางมองไปด้านหลังนาง เห็นว่าไม่มีใครติดตาม ถามอย่างแปลกใจ “ข้ารับใช้ที่ติดตามเจ้าเล่า”

ใบหน้าเรียวเล็กของหมี่เยวี่ยจับจ้องจวี่จีเขม็ง “มารดา ข้ามีเรื่องต้องการสนทนากับท่านเป็นการส่วนตัว”

จวี่จีชะงัก รีบโบกมือให้สาวใช้ข้างกายถอยออกไป ถึงค่อยเอ่ย “เจ้าเป็นอะไรไป เพราะเรื่องที่หนี่ว์ขุยถูกโบยหรือ...”

นางพอมีคนอยู่ในวัง วันก่อนฉู่เวยโฮ่วลงโทษหนี่ว์ขุยเพื่อข่มขวัญ นางรู้เรื่องนี้แล้ว ยังกลัวอยู่ว่าหมี่เยวี่ยอายุยังน้อย จะรับเรื่องนี้ไม่ไหว อาจจะเกิดเรื่องขึ้น ในใจเป็นห่วงยิ่ง นึกไม่ถึงว่าไม่ถึงสองวัน จู่ๆ นางก็กลับมาเสียเอง

หมี่เยวี่ยก้าวมาหยุดเบื้องหน้านาง เอ่ยพลางทรุดตัวคุกเข่า “มารดา มารดาผู้ให้กำเนิดข้าอยู่ที่ใด”

จวี่จีอึ้งไป หันมองซ้ายขวาอย่างร้อนรน เห็นสาวใช้ล้วนถอยไปสิ้น ครานี้ถึงยื่นมือออกไปประคอง “ไยจู่ๆ เจ้าจึงถามถึงเรื่องนี้...” นางพลันนึกอะไรขึ้นได้ รีบกุมมือหมี่เยวี่ยพลางเอ่ย “เจ้ากลับวังเพียงสองวัน มีผู้ใดเอ่ยถึงเรื่องนี้กับเจ้าหรือ ระวังจะเป็นหลุมพราง...”

แต่หมี่เยวี่ยกลับสลัดมือนาง เอ่ยโดยไม่ยอมลุกขึ้น “บุตรสาวของหญิงสกุลหยาง กงจู่เจ็ดอิน เมื่อวานไม่พอใจที่ข้าไม่ยอมอ่อนข้อให้นาง เอ่ยกับข้าว่า ข้าคือเลือดเนื้อเชื้อไขของ ‘สตรีชั้นต่ำในตลาดตะวันตก’! นางหมายถึงมารดาผู้ให้กำเนิดข้าใช่หรือไม่ ท่านบอกว่ามารดาผู้ให้กำเนิดข้าถูกเวยโฮ่วขับออกจากวัง ไร้ซึ่งข่าวคราว ในเมื่อไร้ซึ่งข่าวคราว ไยกงจู่เจ็ดจึงรู้ว่านางอยู่ ‘ตลาดตะวันตก’ แม้แต่นางยังรู้ ท่านมีคนเก่าแก่อยู่ในวังตั้งมากมาย เหตุใดจึงบอกข้าว่า ‘ไร้ซึ่งข่าวคราว’ มารดาผู้ให้กำเนิดข้าแท้จริงแล้วอยู่ที่ใด ท่านตามหาไม่พบ หรือว่าไม่เต็มใจตามหา”

นางกล่าวถึงประโยคสุดท้าย น้ำเสียงพลันเปลี่ยนเป็นแหลมสูงอย่างไม่รู้ตัว

เสียง “เพียะ” พลันดังขึ้น จวี่จีตวัดฝ่ามือใส่ใบหน้านาง ลดเสียงลงขณะเอ่ยตำหนิ “ท่าทางเช่นนี้ของเจ้า ต้องการรนหาที่ตายหรือ เจ้าอยากตายก็ไป แต่อย่าทำให้ข้ากับน้องชายเจ้าต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย”

หมี่เยวี่ยยกมือกุมหน้า ท่าทางเหมือนไม่อยากเชื่อ นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่จวี่จีตบนาง ทว่าฝ่ามือนี้ กลับทำให้อารมณ์ของนางเย็นลง นางไม่เอ่ยวาจา ลมหายใจถี่กระชั้นค่อยๆ กลับเป็นปกติ  พลันผุดลุกขึ้น หมุนตัวทำท่าจะเดินออกไป

“เจ้าจะไปที่ใด” จวี่จีเรียกนาง

หมี่เยวี่ยหันหลังให้จวี่จี เอ่ยเสียงเย็นชา “ในเมื่อฟูเหรินไม่เต็มใจช่วยข้าตามหามารดาผู้ให้กำเนิด เช่นนั้นข้าจะไปตามหาเอง มี ‘ตลาดตะวันตก’ สองคำนี้ ข้ามิกลัวว่าจะหาไม่พบ”

“เจ้า...” จวี่จีโกรธจนพูดไม่ออก ได้แต่ตบหน้าอกเพื่อสงบสติอารมณ์ ครู่หนึ่งถึงเอ่ย “เจ้าจะไปตามหาเองได้อย่างไร เจ้าสามารถออกจากวังไปตามหานาง หรือว่ามีกำลังคนช่วยเจ้าตามหา? ตรอกตลาดเป็นสถานที่เสื่อมโทรมปานใด เจ้าคิดว่าเป็นเช่นในวังหรือ เจ้าสามารถหาคนพบในสถานที่เช่นนั้นได้หรือ ผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นล้วนมิใช่มนุษย์ แต่เป็นเดรัจฉานเช่นวัวม้า เจ้ารู้หรือไม่”

หมี่เยวี่ยหันกลับไป ขึ้นเสียงอย่างกราดเกรี้ยว “แต่มารดาผู้ให้กำเนิดข้าอยู่ที่นั่น! นางเป็นผู้ให้กำเนิดข้า มิใช่ท่าน...”

จวี่จีถูกวาจาสองประโยคนี้กรีดเชือดจนนัยน์ตาพร่าลาย ทำได้เพียงกุมหน้าอกหอบหายใจ มิอาจเอื้อนเอ่ยแม้เพียงประโยค

หมี่เยวี่ยเห็นท่าทางของจวี่จีก็เริ่มใจเสีย ถลาไปหานาง “ท่าน ท่านเป็นอะไรไป...”

จวี่จีเห็นใบหน้าเด็กสาวฉายแววตระหนกตกใจ แม้ในใจจะเจ็บปวด กระนั้นก็มิอาจไม่เอ่ย “แม้เจ้าจะสงสัยข้า แต่ข้าก็มิอาจไม่สนใจเจ้า ตอนนั้นเรื่องของมารดาผู้ให้กำเนิดเจ้า ไม่ว่าเจ้าจะเชื่อหรือไม่ ข้าสืบข่าวแล้วจริงๆ  แล้วก็มิอาจสืบข่าวคราวใดได้จริงๆ  ในเมื่อเจ้าได้ยินคำว่า ‘ตลาดตะวันตก’ อย่างไม่มีต้นสายปลายเหตุแล้วโวยวายจะออกไปตามหามารดาผู้ให้กำเนิด ข้าก็ทำได้เพียงช่วยเจ้าตามหา แต่ข้าบอกเจ้าไว้ก่อน ข้าจะช่วยเจ้าตามหา ส่วนเจ้าต้องอยู่รอข่าวเงียบๆ  มิอาจก่อเรื่องตามอำเภอใจ ต่อให้เจ้ามิเคยมองข้าเป็นมารดา แต่ถึงอย่างไรข้าก็เลี้ยงดูเจ้าสองพี่น้องมา มิอาจปล่อยให้เจ้าก่อปัญหา ทำให้แรงกายแรงใจของข้าตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา ต้องสูญไปโดยเปล่าประโยชน์!”

เด็กสาวเบื้องหน้าใช้สายตาเคลือบแคลงประดุจลูกสัตว์ป่าจ้องมองตน ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงเอ่ย “เช่นนั้น ท่านจะให้ข้ารอนานเท่าใด”

จวี่จียิ้มขมขื่น เบือนหน้าเช็ดน้ำตาหยดหนึ่งตรงหางตา ก่อนจะหันมาตอบ “กำหนดเวลาสามเดือน เป็นอย่างไร”

หมี่เยวี่ยอุทาน “สามเดือน? นานปานนั้นเชียวหรือ”

จวี่จีเบือนหน้าหนี “เวลาสามเดือนคือขีดจำกัดของข้าแล้ว หากเจ้าไม่เต็มใจ ก็ออกไปจากที่นี่ มิต้องมาถามข้าอีก”

หมี่เยวี่ยลังเลชั่วครู่ เอ่ยตอบ “เช่นนั้น ข้าจะรอท่านสามเดือน”

กล่าวจบก็คำนับจวี่จีอย่างนอบน้อม ทำท่าจะถอยออกไป

“ช้าก่อน” จวี่จีเรียกนาง “เจ้ามาได้อย่างไร ประเดี๋ยวกลับไป จะตอบคำถามอย่างไร”

หมี่เยวี่ยเงียบไป ครู่หนึ่งถึงเอ่ย “ข้าเข้าใจความหมายของมารดา ข้ามีวิธีรับมือ”

จวี่จียิ้มขมขื่น โบกมือเล็กน้อย ก่อนจะเบือนหน้าหนีไม่มองนาง

หมี่เยวี่ยเดินออกจากตำหนักเงียบๆ

เมื่อครู่ตอนมาถึง นางรู้สึกราวกับร่างทั้งร่างใกล้จะระเบิด หากแต่ครานี้ยามเดินออกมา กลับรู้สึกเคว้งคว้างไร้หนทางไป บางครานางถึงขนาดรู้สึกว่า นางยอมที่จะมองจวี่จีเป็นคนชั่วผู้ขัดขวางมิให้นางพบมารดาผู้ให้กำเนิด เช่นนี้อาจดีกว่า ทว่าเมื่อเห็นท่าทางของจวี่จี นางกลับรู้สึกหวาดกลัว หากจวี่จีมิใช่คนชั่ว หากหมี่อินล้วนกล่าววาจาเหลวไหล เช่นนั้นจะทำเช่นไร

การหายไปของมารดาและการจากไปของบิดา เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน ทำให้คนเราอดนำสองเรื่องนี้มาเชื่อมโยงกันมิได้ ในส่วนลึกในใจหมี่เยวี่ย แท้จริงแล้วเคยสงสัยอย่างยิ่งว่า หรือว่ามารดาผู้ให้กำเนิดจะจากไปพร้อมบิดา จวี่จีมิต้องการให้นางสองพี่น้องเสียใจ ถึงได้บอกว่า “ไปอยู่ในที่ที่ไกลแสนไกล” ไม่รู้ที่ใด และไม่รู้ว่าจะกลับมาเมื่อใด

มารดาผู้ให้กำเนิดสำหรับนางแล้ว เป็นบาดแผลลึก มิอาจจับต้อง ได้แต่เก็บซ่อนอยู่ในส่วนลึกที่สุดของหัวใจ นางมิใช่มิเคยคิดว่า “เมื่อข้าเติบใหญ่จะไปตามหานาง” แต่กลับมิเคยคาดคิดมาก่อนว่าเวลานี้ จู่ๆ จะมีคนฉีกกระชากบาดแผลในใจนางอย่างรุนแรง ชี้หน้าบอกนางว่า มารดาผู้ให้กำเนิดนางยังไม่ตาย นางยังมีชีวิตอยู่ ซ้ำทุกคนในวังล้วนรู้ นางมีชีวิตอยู่เฉกเช่นมดตัวหนึ่ง อยู่ในสถานที่ต่ำทรามเช่น “ตลาดตะวันตก” มีชีวิตอยู่อย่างน่าอัปยศอดสู

นางกับน้องชายนาง กลายเป็นเรื่องน่าขันของคนในวังมานานเท่าใดแล้ว ใช่หรือไม่ว่าทุกคนในวังล้วนพากันชี้มาที่นางพลางซุบซิบนินทาว่า เจ้าดู มารดาผู้ให้กำเนิดของคนผู้นั้นเกลือกกลั้วอยู่ในตลาด นางยังเดินเชิดหน้าในวังอยู่ได้...” ถึงขนาดอดคิดมิได้ว่า ชวีจื่อก็รู้เช่นกันใช่หรือไม่ หวงเซียก็รู้เช่นกันใช่หรือไม่...

เมื่อนึกถึงตรงนี้ หัวใจก็ยิ่งเจ็บร้าวราวถูกฝูงแมลงกัดกิน ปรารถนาจะรู้ข่าวคราวของมารดาผู้ให้กำเนิดเสียเดี๋ยวนั้น กำหนดเวลาสามเดือนอันใด ผู้ใดจะรู้ว่าจริงหรือไม่ หากสามเดือนผ่านไป นางยังบอกตนเช่นเดิมว่า “ไร้ซึ่งข่าวคราว” เช่นนั้นตนมิเท่ากับเสียเวลาสามเดือนโดยเปล่าประโยชน์หรือ

เมื่อตรึกตรองไปมาก็ยิ่งรู้สึกไม่แน่ใจ อาศัยโอกาสที่ตนยังอยู่ด้านนอกเพียงลำพัง ตัดสินใจไม่กลับหอเกาถัง แต่วิ่งตรงไปหอหนานซวิน

แม้ชวีหยวนจะไปเยือนรัฐฉี แต่หวงเซียเป็นสหายร่วมศึกษาของไท่จื่อเหิง มักจะไปหอหนานซวินเป็นประจำ อีกทั้งเนื่องจากปกตินางเข้าออกหอหนานซวินบ่อยครั้ง แม้จะแต่งกายเป็นบุรุษ แต่เด็กรับใช้สองสามคนเคยรับสินบนจากจวี่จี รู้ว่านางเป็นกงจู่ นางจึงมองหาเด็กรับใช้ที่พอจะสนิทสนมผู้หนึ่ง บอกให้เขาไปตามหวงเซียออกมา

นางยืนรอหวงเซียอยู่ในป่าเหมยทางขวาของหอหนานซวิน เพียงไม่นาน หวงเซียก็สาวเท้าตรงมาเพียงลำพัง เมื่อเห็นนางก็เอ่ยอย่างดีใจ “ข้ากำลังคิดว่าเจ้ากลับวัง ย่อมมิอาจออกมาได้บ่อยครั้ง นึกไม่ถึงว่าจะได้พบเจ้าเร็วเช่นนี้”

กล่าวจบก็ยื่นมือออกมาหมายจะคว้าแขนนาง แต่หมี่เยวี่ยกลับเอี้ยวตัวหลบ เอ่ย “จื่อเซีย ท่านเต็มใจช่วยข้าหรือไม่”

หนังสือแนะนำ