บทที่สิบเอ็ด หอเกาถัง (ต่อหน้า 2)

หมี่เยวี่ยหลับไปอย่างสะลึมสะลือ ฟ้าเพิ่งสาง หนี่ว์เจียวก็ปลุกเรียกนาง “กงจู่เก้า กงจู่เก้า ถึงเวลาตื่นแล้วเพคะ”

หมี่เยวี่ยลืมตา เอ่ยอย่างตระหนก “เกิดอะไรขึ้น”

หนี่ว์เจียวเอ่ยเสียงนุ่ม “กงจู่เก้า เมื่อวานเข้าเฝ้าเวยโฮ่ว วันนี้ต้องไปพบปะกงจู่ทุกท่าน กงจู่เป็นน้องสาวคนเล็ก มิอาจเสียมารยาท”

หมี่เยวี่ยชะงัก เลิกผ้าห่มลุกจากที่นอน ให้หนี่ว์เจียวปรนนิบัติล้างหน้าเปลี่ยนอาภรณ์ เอ่ยถาม “ยังมีกงจู่อีกกี่ท่าน” นางจำได้ว่าในวันที่หนึ่งเดือนหนึ่งของทุกปี ฟู่หมู่จะพานางไปถวายบังคมฉู่เวยโฮ่วที่หอเจี้ยน ตั้งแต่ตอนนั้นก็รู้สึกว่าเบื้องหน้าตนมีพี่สาวหลายคน ตอนนั้นฟู่หมู่เพียงแต่กระซิบบอกนางว่า ต้ากงจู่(เชิงอรรถกงจู่คนโตหรือกงจู่ที่มีอายุมาก)กับกงจู่แปดเป็นธิดาของหวังโฮ่ว มิอาจล่วงเกิน ส่วนที่เหลือมิได้กล่าวอันใด

หนี่ว์เจียวรีบตอบ “ในตำหนักนอกจากท่าน ยังมีกงจู่อีกหกท่าน นอกจากกงจู่รองกับกงจู่ห้าจากไปก่อนวัยอันควร ต้ากงจู่ กงจู่สาม กงจู่สี่ และกงจู่หกพำนัก ณ ตำหนักหน้า ท่านกับกงจู่เจ็ดและกงจู่แปดพำนัก ณ ตำหนักหลัง วันนี้ต้องไปพบต้ากงจู่ที่ตำหนักหน้าเพคะ”

หมี่เยวี่ยเอ่ยถาม “ข้าจำได้ว่า พี่หญิงใหญ่กับพี่หญิงแปด เป็นธิดาของเสด็จแม่ใช่หรือไม่”

หนี่ว์เจียวตอบอย่างนบนอบ “เพคะ บัดนี้ต้ากงจู่ตอบรับการหมั้นหมายของรัฐฉี ไว้ทุกข์ครบสามปี กำลังจะอภิเษกสมรสไปรัฐฉี มีกงจู่สาม กงจู่สี่ และกงจู่หกติดตามขบวนแต่งงาน สิ้นปีนี้ก็ต้องออกเดินทางแล้ว”

หมี่เยวี่ยถอนใจยาว เช่นนี้แล้ว ต้ากงจู่แห่งหอเกาถังย้ายออกไป ก็เหลือเพียงกงจู่เจ็ดกับกงจู่แปด แม้หนึ่งในนั้นจะเป็นธิดาของภรรยาเอกเช่นฉู่เวยโฮ่ว แต่ถึงอย่างไรก็เป็นเพียงเด็กสาวที่โตกว่าตนไม่กี่ปี นางหากลัวไม่

เมื่อล้างหน้าหวีผมเสร็จสิ้น หนี่ว์เจียวกับหนี่ว์ฉีก็พาหมี่เยวี่ยไปตำหนักหน้าเพื่อพบปะกงจู่ที่เหลือ

ต้ากงจู่หมี่เหิงนั่งคุกเข่าอยู่บนที่นั่งยกสูงกลางห้อง มองหมี่เยวี่ยเดินเข้ามาด้วยสายตาสงสัยใคร่รู้ นางมีรูปโฉมคล้ายฉู่เวยโฮ่วหลายส่วน ไม่เพียงแต่ประกายหยิ่งทระนงบนใบหน้าคล้ายคลึงเจ็ดแปดส่วน แม้แต่ประกายเลือดเย็นเช่นฉู่เวยโฮ่วก็มีอยู่หนึ่งถึงสองส่วน แต่ถึงอย่างไรนางก็ยังเยาว์วัย ยังมิเคยประสบอุปสรรคใดๆ  ประกายเลือดเย็นเช่นนั้นจึงมิใคร่ชัดเจน

หมี่เยวี่ยเอ่ยพลางทำความเคารพ “คำนับพี่หญิง” 

หมี่เหิงเอ่ยยิ้มๆ “ล้วนเป็นพี่น้องกัน มิต้องมากพิธี” พลางแนะนำสตรีสองสามคนที่นั่งพินอบพิเทาข้างกายนาง “ผู้นี้คือพี่หญิงสามของเจ้า ชื่อหลิง ผู้นี้คือพี่หญิงสี่ของเจ้า ชื่อเฉียว ผู้นี้คือพี่หญิงหกของเจ้า ชื่ออี้”

หมี่เยวี่ยคำนับทีละคน กงจู่ทั้งสามต่างรับคำนับจากนาง นางสังเกตเห็นว่าทั้งสามคนนี้ ผู้หนึ่งมีท่าทางขลาดกลัว ผู้หนึ่งสุขุมนุ่มลึก ขณะที่อีกผู้หนึ่งจงใจประจบเอาใจ ทั้งสามคนนี้ครั้นอยู่ต่อหน้าหมี่เหิง หากไม่จงใจประจบยกยอ ก็มีท่าทางยำเกรง ไม่ก็มีลับลมคมใน ทำให้หมี่เยวี่ยพลันลอบสะท้านใจ

ขณะที่หมี่เหิงยังคงแย้มยิ้มสนทนา ท่าทางเป็นกันเองยิ่ง ถามหมี่เยวี่ยว่าอายุเท่าใด รู้หนังสือหรือไม่ เคยอ่านตำราใด ปกติชอบเล่นอะไร ชอบรับประทานอะไร 

หมี่เยวี่ยเอ่ยตอบอย่างระมัดระวังทุกคำถาม หมี่เหิงหันไปมองด้านนอก เอ่ยขึ้น “น้องหญิงซูเหตุใดจึงยังไม่มา”

ฟู่หมู่ข้างกายลอบสังเกตสีหน้าของนาง เอ่ยตอบ “กงจู่แปดยังเยาว์วัย คาดว่าคงต้องการพักผ่อนอีกครู่หนึ่ง...”

หมี่เหิงขมวดคิ้ว “กงจู่เก้ายิ่งเยาว์กว่านาง ไยจึงมาถึงแล้วเล่า ล้วนเป็นเพราะฟู่หมู่ข้างกายนางตามใจนางมากเกินไป ข้าต้องไปบอกเสด็จแม่ มิอาจตามใจจนเคยตัวเช่นนี้...”

ยังไม่ทันสิ้นประโยค ก็ได้ยินเสียงตื่นเต้นของใครคนหนึ่งแว่วดังมาแต่ไกล “อยู่ที่ใด อยู่ที่ใด” ตามด้วยเสียงตึงตังยามฝีเท้ากระทบแผ่นไม้บนระเบียง เด็กสาวสวมชุดแดงผู้หนึ่งใบหน้าแดงระเรื่อขณะวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา 

หมี่เหิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ต้องการเอื้อนเอ่ยแต่สุดท้ายก็ตัดสินใจนิ่งเงียบ กวักมือเรียกนางมาหาตน ใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดเหงื่อให้นางพลางเอ่ย “ไยจึงวิ่งกระหืดกระหอบ ผู้ติดตามเจ้าเล่า ไยจึงปล่อยให้เจ้าวิ่งตึงตังเช่นนี้”

เด็กสาวผู้นั้นผลักมือนางออกด้วยท่าทีรำคาญ กวาดตามองหาไปทั่วห้อง “น้องหญิงเก้าอยู่ที่ใด นางอยู่ที่ใด” ขณะเอ่ยถาม สายตาพลันเหลือบไปเห็นผู้อายุน้อยที่สุดในห้องเช่นหมี่เยวี่ย กวักมือเรียกอย่างดีใจ “นี่ เจ้ามานี่เร็ว ให้ข้าดูเจ้าใกล้ๆ”

หมี่เยวี่ยก้าวไปหยุดหน้านางอย่างว่าง่าย เด็กสาวผู้นั้นดึงหมี่เยวี่ยมายืนข้างตน เทียบความสูงครู่หนึ่ง พบว่าตนสูงกว่าเล็กน้อย พลันเอ่ยอย่างปลาบปลื้ม “ข้าสูงกว่าเจ้า ข้าโตกว่าเจ้า นี่ รีบเรียกข้าว่าพี่หญิง”

หมี่เยวี่ยรู้ทันทีว่านางคือกงจู่แปดหมี่ซู จึงย่อตัวคำนับอย่างว่าง่าย เอ่ยเรียก “พี่หญิง”

หมี่ซูตอบรับคำหนึ่ง “โอ ประเสริฐ ต่อไปเจ้าก็พำนักกับข้า เล่นกับข้า”

เดิมนางก็เป็นธิดาคนเล็กของฉู่เวยโฮ่ว เนื่องจากมารดาและพี่สาวรักใคร่เอ็นดู ผู้คนรอบข้างคอยประจบเอาใจ ทำให้นางมีนิสัยเอาแต่ใจไร้เดียงสา 

การแก่งแย่งชิงดีในวัง ฉู่เวยโฮ่วล้วนปิดบังและกันออกจากชีวิตของนาง การทะเลาะกันเมื่อสามปีก่อน สำหรับนางแล้ว เพียงแต่หนอนไหมสองตัวตายไป โวยวายคราหนึ่ง เสียใจสองวัน เมื่อได้หนอนไหมมาใหม่สองตัว ก็ลืมเลือนจนสิ้น

เวลานี้ นางกำลังอยู่ในวัยเด็กสาว หากแต่ปกติผู้ที่นางพบเห็น มีเพียงนางที่อายุน้อยที่สุด ซ้ำยามอยู่ต่อหน้านาง หมี่เหิงก็มักวางมาดพี่สาวคนโต คอยควบคุมบงการ ทำให้นางรำคาญยิ่ง บัดนี้ได้ยินว่าหอเกาถังมีน้องสาวผู้หนึ่งที่อายุน้อยกว่านางย้ายเข้ามาพำนัก ความยินดีที่ “ในที่สุดข้าก็จะได้เป็นพี่สาวเสียที” ทำให้นางตื่นเต้นยินดีจนนอนไม่หลับ ผลปรากฏว่าเผลอหลับจนฟ้าสาง ถึงรู้ว่าล่าช้า ด้านหนึ่งตำหนิฟู่หมู่ที่ไม่ยอมปลุกนาง ด้านหนึ่งก็รีบวิ่งมาอย่างดีอกดีใจ

หมี่เหิงเอ่ยเสียงดุ “มีน้องสาวเพิ่มมาคนหนึ่ง เจ้าดีใจถึงเพียงนี้เชียวหรือ”

หมี่ซูหมุนตัวอย่างคล่องแคล่วรอบหนึ่ง เอ่ย “ข้าต้องดีใจอยู่แล้ว บัดนี้ข้ามิใช่กงจู่ที่อายุน้อยที่สุดในวังอีกแล้ว ข้าเป็นพี่สาวแล้ว”

เห็นท่าทางบริสุทธิ์ไร้เดียงสาของนาง บรรดากงจู่ต่างยิ้มอย่างกลั้นไม่อยู่ หมี่เหิงต้องการเอ่ยอะไรบางอย่างแต่สุดท้ายก็เปลี่ยนใจ เพียงกล่าว “ดูท่าทางดีอกดีใจของเจ้า เห็นทีคงไม่มีแก่จิตแก่ใจอยู่สนทนากับข้าแล้ว เอาเถิด เจ้าพานางกลับตำหนักหลัง บัดนี้เจ้าเป็นพี่สาวแล้ว ต้องรู้จักทำตัวให้เหมาะกับเป็นพี่สาว อย่ารังแกน้องสาว แล้วก็อย่าเดี๋ยวใจดีเดี๋ยวงอแง วิ่งมาให้ข้าจัดการเรื่องราวให้”

หมี่ซูรีบเอ่ย “ข้ารู้ ข้ารู้ พี่หญิงคนดี ข้าพานางไปแล้ว”

กล่าวจบก็ดึงมือหมี่เยวี่ยวิ่งไปด้านนอก

หมี่เยวี่ยสังเกตเห็นว่า เมื่อออกจากห้องหมี่เหิง เดินผ่านทางเดินตรงกลาง ก็มาถึงห้องหมี่ซู การตกแต่งภายในห้องงดงามหรูหรายิ่งกว่าห้องของหมี่เหิง ประดับประดาด้วยผ้าปักลาย มุกหยกเรียงรายเต็มห้อง

หมี่เยวี่ยกำลังมองสำรวจ พลันนั้นก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังมาจากอีกฝั่งหนึ่ง เด็กสาวสวมชุดเขียวผู้หนึ่งที่อายุไล่เลี่ยกับหมี่ซูวิ่งเข้ามา เมื่อเห็นหมี่ซูก็เอ่ยอย่างเบาใจ “ซู เจ้าไม่ยอมรอข้า ไหนบอกว่าจะไปหาพี่หญิงใหญ่พร้อมกันมิใช่หรือ”

หมี่ซูแลบลิ้นเล็กน้อย ยิ้มเอ่ย “โอ ข้าลืมเสียสนิท” ก่อนจะดึงหมี่เยวี่ยมาด้านหน้า “แต่ข้าพาน้องหญิงเก้ากลับมาแล้ว” จากนั้นก็ชี้ไปทางเด็กสาวผู้นั้น “ผู้นี้คืออิน”

เด็กสาวผู้นั้นเหลือบมองหมี่เยวี่ยคราหนึ่ง แย้มยิ้มพลางก้าวเข้ามาจับมือนาง “ข้าก็เป็นพี่สาวของเจ้าเช่นกัน ลำดับเจ็ด ชื่ออักษรตัวเดียวว่าอิน เจ้าเรียกข้าว่าพี่หญิงก็ได้ หรือจะเรียกข้าว่าอินเช่นเดียวกับซูก็ได้”

หมี่เยวี่ยย่อตัวคำนับเล็กน้อย เอ่ยเรียก “พี่หญิง” ทว่าในใจลอบใคร่ครวญ หลิง เฉียว อี้ อิน ล้วนเป็นชื่อต้นหญ้า จิตใจของฉู่เวยโฮ่วช่างคับแคบยิ่งนัก

นางเงยหน้าชำเลืองมองหมี่อิน เห็นหมี่อินยังคงมีสีหน้าปกติ เห็นทีคงไม่รู้ว่าหมี่เยวี่ยกำลังลอบวิจารณ์ชื่อนางกระมัง

ในเมื่อล้วนรู้จักกัน หมี่ซูต้องการแสดงความเป็นพี่สาว จึงสั่งให้คนนำของเล่นที่แต่ก่อนตนเคยเล่นทั้งเถากู่ รูปปั้นดินเหนียว ขลุ่ยกระดูก และลูกแก้วออกมาให้หมี่เยวี่ยเล่น หมี่เยวี่ยเห็นว่าของเหล่านี้ล้วนเป็นของเล่นสำหรับเด็กเล็ก สีหน้าฉายแววลำบากใจเล็กน้อย หมี่อินมองออก จึงสะกิดหมี่ซูพลางกระซิบบอกสามสี่ประโยค หมี่ซูพลันตระหนักได้ในบัดดล ตบศีรษะตัวเองเบาๆ “ข้าลืมไป น้องหญิงดูท่าคงไม่ชอบเล่นของเหล่านี้แล้ว”

นางหน้าเจื่อน ไม่รู้ว่าควรทำเช่นไรดี

หมี่อินเอ่ยขึ้นเสียงนุ่ม “ลองถามน้องหญิงดูว่าเคยศึกษาอะไรมา ชื่นชอบสิ่งใด”

หมี่ซูพยักหน้า เลียนแบบท่าทางหมี่เหิง จับมือหมี่เยวี่ยเอ่ยถามด้วยท่าทางราวกับเป็นผู้ใหญ่ “น้องหญิงสามารถบรรเลงเครื่องดนตรีใด คงโหว ปาฉื่อ เซิง อวี๋ พิณ เจิง เซ่อ ฉือ เซียว หรือขลุ่ย”

เมื่อนางเอ่ยถึงเครื่องดนตรีชนิดใด หมี่เยวี่ยล้วนสั่นศีรษะ ก่อนนางอายุแปดปี ถูกฉู่เวยหวังตามใจเช่นเด็กชาย ชื่นชอบเพียงสงครามและการยิงนก คุ้นเคยกับชีวิตอิสรเสรี ต่อมาติดตามชวีหยวนศึกษาธรรมเนียมพิธีกรรม โคลงกลอนบทกวี ประวัติศาสตร์ ปรากฏการณ์ดวงดาว และปรัชญาร้อยสำนัก แม้ชวีหยวนจะชำนาญการดนตรี แต่หมี่เยวี่ยไม่สนใจเครื่องดนตรีเหล่านี้ ชื่นชอบเพียงคงโหวและเครื่องดนตรีไม่กี่ชนิดเท่านั้น 

นางเห็นหมี่ซูเอ่ยถึงคงโหวเป็นอย่างแรก รู้ว่าต้องเป็นเครื่องดนตรีที่อีกฝ่ายถนัดเป็นแน่ จึงจงใจสั่นศีรษะ แต่เมื่ออีกฝ่ายเอ่ยถึงเครื่องดนตรีชนิดอื่น ก็ทำได้เพียงสั่นศีรษะจริงๆ  ลอบเสียใจว่าคราแรกมิควรสั่นศีรษะ ทำให้ผู้อื่นดูแคลนโดยใช่เหตุ

หมี่ซูเดิมกระตือรือร้นยิ่ง แต่เมื่อเห็นหมี่เยวี่ยเอาแต่สั่นศีรษะ ก็ไม่รู้จะเอ่ยอย่างไรต่อไป

หมี่อินเอ่ยแก้สถานการณ์เสียงนุ่ม “สิ่งเหล่านี้ล้วนเรียนยากยิ่ง ข้าเองก็มิใคร่ชำนาญ ถึงอย่างไรพวกเราก็เป็นสตรี เรื่องบางอย่างไม่จำเป็นต้องศึกษาลึกซึ้ง รู้เพียงการแยกประเภทเสื้อผ้าอาภรณ์และพิธีกรรมบางประการ เข้าใจการจัดการสรรพสิ่งประจำฤดูกาลทั้งสี่ ล่วงรู้การบวงสรวงเซ่นไหว้และคุณธรรมสตรีก็เพียงพอ”

หมี่เยวี่ยเอ่ยถาม “อะไรคือการแยกประเภทเสื้อผ้าอาภรณ์และพิธีกรรม สรรพสิ่งประจำฤดูกาลทั้งสี่ ต้องทำอย่างไรถึงจะนับว่าล่วงรู้การบวงสรวงเซ่นไหว้และคุณธรรมสตรี”

หมี่อินทำท่าจะตอบ แต่แล้วก็พลันชะงัก หันไปชำเลืองมองหมี่ซู หมี่ซูเข้าใจโดยพลัน เอ่ยอย่างตื่นเต้น “น้องหญิงเก้า เจ้าต้องรู้ไว้ พวกเราเป็นกงจู่ ภายหน้าหากคู่ครองมิใช่ผู้ครองรัฐก็ต้องเป็นขุนนางผู้ปกครองที่ดิน จำต้องบวงสรวงเทพเจ้าทั้งสี่ทิศ เซ่นไหว้เหล่าบรรพบุรุษ ขอพรให้ราษฎรร่มเย็นเป็นสุข แผ่นดินเจริญรุ่งเรือง ดังนั้นการบวงสรวงทั้งสี่ฤดูกาลมิอาจมีอันใดผิดพลาด นับเป็นสิ่งแรกที่ต้องศึกษาเรียนรู้...”

เอ่ยถึงตรงนี้ นางก็หลงลืมไปบางส่วน จึงเหลือบมองหมี่อินคราหนึ่ง

หมี่อินเอ่ยขึ้นเสียงนุ่ม “ในฐานะสตรี แม้อาจจะมิต้องเข้าครัวตัดเย็บอาภรณ์ด้วยตนเอง ทว่ามิอาจไม่รู้เรื่องเหล่านี้ เวลาใดควรสวมใส่อาภรณ์ประเภทใด เวลาใดควรรับประทานอาหารชนิดใด ล้วนต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ ในธรรมเนียมปฏิบัติแห่งราชวงศ์โจวก็มีข้อกำหนดมากมาย หากกล่าวถึงเรื่องอาหาร สิ่งแรกที่จำต้องรู้คือแต่ละฤดูกาลมีวัตถุดิบประเภทใด จะจัดการเก็บเกี่ยวอย่างไร ถนอมอาหารอย่างไร รวมถึงการปรุงเครื่องปรุงแต่ละชนิด การหมักบ่มสุรา การประดิษฐ์ภาชนะอาหาร การแบ่งหน้าที่และขั้นตอนการทำงานของคนครัว นอกจากนี้ยังมีอาหารประจำฤดูกาลชนิดต่างๆ  อาหารที่ใช้สำหรับพิธีบวงสรวง การจัดเตรียมอาหารในงานเลี้ยงใหญ่เล็ก ล้วนต้องเข้าใจอย่างถี่ถ้วน หาไม่แล้วหากภายหน้าเกิดข้อผิดพลาดเพียงเล็กน้อย ย่อมกลายเป็นที่หัวเราะเยาะของผู้อื่น”

หมี่เยวี่ยแย้มยิ้ม ใช้สายตาเลื่อมใสมองอีกฝ่าย “พี่หญิงเปี่ยมความรู้ยิ่ง”

หมี่อินถึงอย่างไรก็ยังเยาว์วัย ได้ยินนางเอ่ยชมเช่นนี้ นึกอยากโอ้อวด จึงเอ่ยต่อ “การเย็บปักถักร้อย ต้องเริ่มจากการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม รู้จักแยกแยะหนอนไหมแต่ละชนิด จากนั้นรู้จักการสานทอ แยกแยะเนื้อผ้าแต่ละประเภท จากนั้นคือการย้อมสีผ้า...ตัดเย็บเป็นผืนผ้าลักษณะต่างๆ...”

เมื่อนางโอ้อวด หมี่ซูก็เริ่มไม่พอใจ พลันตัดบทวาจาโอ้อวดของนาง “พอแล้ว พี่หญิงทำให้น้องหญิงเก้างุนงงไปหมดแล้ว”

หมี่อินหยุดวาจาโดยพลัน เอ่ยสีหน้าจืดเจื่อน “ซูย่อมรู้มากกว่าข้า ข้าลืมตัวไป”

หมี่เยวี่ยเอ่ยอย่างไร้เดียงสา “พี่หญิงเปี่ยมความรู้ยิ่ง ข้าฟังไม่เข้าใจแม้แต่น้อย”

หมี่ซูได้ยินดังนั้นก็รู้สึกปลาบปลื้ม เอ่ย “ใช่แล้ว นางจะรู้อันใด จู่ๆ ก็พล่ามเสียยาวเหยียด ไฉนเลยจะฟังเข้าใจ” เอ่ยพลางจูงมือหมี่เยวี่ย “สิ่งเหล่านี้ภายหน้าข้าจะพาเจ้าไปดูว่าข้ารับใช้ในวังทำงานอย่างไร ไม่รีบร้อน ส่วนสิ่งที่เจ้าไม่เข้าใจ หากร่ำเรียนพร้อมข้า ประเดี๋ยวก็เข้าใจ”

หมี่เยวี่ยแย้มยิ้มพยักหน้า

หมี่ซูเอ่ยถามหมี่เยวี่ย “ปกติเจ้าชอบทำอะไร เล่นอะไร ข้าจะเล่นเป็นเพื่อนเจ้า หากข้าไม่มี จะให้พวกนางไปหามา”

หมี่เยวี่ยตอบ “ปกติพี่หญิงเล่นอะไรข้าก็เล่นอย่างนั้น หากไม่เข้าใจ พี่หญิงก็จะสอนข้า ใช่หรือไม่” 

หมี่ซูพอใจยิ่ง “ใช่แล้ว น้องหญิงฉลาดปานนี้ ย่อมเข้าใจทันทีที่สอน” พลางพาหมี่เยวี่ยไปเล่นโยนธนู

การโยนธนูเป็นการละเล่นที่สืบทอดต่อกันมาแต่โบราณ นำภาชนะสำริดทรงสูงปากแคบใบหนึ่งมาตั้งไว้ ห่างจากผู้เล่นสามสี่ก้าวหรือสิบกว่าก้าว ผู้เล่นจะถือลูกธนูโยนใส่ภาชนะ ผู้ที่โยนลูกธนูลงภาชนะได้มากที่สุดเป็นผู้ชนะ กติกาแม้ง่าย ทว่าเนื่องจากปากภาชนะแคบ จึงยากที่จะโยนลง หากในภาชนะมีลูกธนูอยู่แล้วหลายดอก จะโยนให้ลงเพิ่มอีกดอกจึงยิ่งยาก

แม้เป็นการละเล่น แต่แท้จริงแล้วสืบทอดมาจากการฝึกขว้างอาวุธของเหล่าอนารยชนในยุคบรรพกาล เริ่มจากเป็นการละเล่นในชีวิตประจำวันของเหล่าบุรุษ ต่อมายามจัดงานเลี้ยง เพื่อยืดเวลาการสังสรรค์และเพิ่มความสำราญ จึงมีการละเล่นเพิ่มขึ้นมากมาย การละเล่นที่เป็นทั้งการทดสอบพละกำลัง ฝึกสมอง และประลองฝีมือเช่นการโยนธนูจึงยิ่งเป็นที่นิยม กระทั่งภายหลัง สตรีในวังจึงหันมานิยมการละเล่นชนิดนี้

สาวใช้นำภาชนะมาตั้ง หมี่ซูเริ่มสาธิตอย่างกระตือรือร้น ดูท่าปกตินางคงเล่นการละเล่นนี้เป็นประจำ ท่าทางคล่องแคล่วอย่างยิ่ง ลูกธนูสิบดอก ลงภาชนะหกดอก

ทุกครั้งที่นางโยนลง สาวใช้ข้างกายจะโห่ร้องชมเชย แต่หมี่ซูเห็นว่าโยนลงเพียงหกดอก รู้สึกมิใคร่พอใจ หันไปส่งลูกธนูให้หมี่เยวี่ย ให้หมี่เยวี่ยลองโยน หมี่เยวี่ยเอ่ยอย่างสุภาพให้หมี่อินโยนก่อน หมี่อินโยนธนูหกดอกแรก ลงภาชนะสี่ดอก จากนั้นโยนพลาดสองดอก โยนลงหนึ่งดอก ดอกสุดท้ายโยนพลาด โยนลงทั้งหมดห้าดอก

หมี่เยวี่ยก้าวไปด้านหน้า หมี่อินนำลูกธนูสิบดอกที่สาวใช้เก็บกลับมายื่นส่งให้หมี่เยวี่ย เอ่ยอย่างมีความหมาย “น้องหญิงเพิ่งเริ่มเล่น มิเป็นไร มิต้องกลัว หากล้วนโยนไม่ลง ภายหน้าค่อยๆ ฝึกฝนแล้วกัน”

หมี่เยวี่ยยิ้มน้อยๆ “ขอบคุณพี่หญิงที่เป็นห่วง”

หมี่อินก้าวไปหยุดมุมหนึ่ง เห็นหมี่ซูแทบจะจับมือหมี่เยวี่ยเพื่อสอนวิธีโยนลูกธนูลงภาชนะ ในใจลอบยิ้มหยัน ภาชนะสำริดนี้ดูเผินๆ คล้ายปากแคบ แต่ขอบรอบล้วนเอียงงุ้ม เพียงหัวธนูสัมผัสปากภาชนะก็จะหล่นลงไป เดิมประดิษฐ์ขึ้นเพื่อหมี่ซูโดยเฉพาะ ปกติหมี่ซูสามารถโยนลงเจ็ดถึงแปดในสิบดอก ดูท่าวันนี้คงปลื้มปีติ จึงโยนพลาดหลายดอก ทำให้นางต้องเหน็ดเหนื่อยแสร้งทำเป็นโยนพลาด เพราะจำต้องโยนให้ได้น้อยกว่าหมี่ซูหนึ่งดอก

นางโตกว่าหมี่เยวี่ยสองปี โตกว่าหมี่ซูหนึ่งปี เรื่องในอดีตนับว่าพอรู้อยู่บ้าง กงจู่เก้าผู้นี้กาลก่อนชอบใช้ลูกกลมทองคำยิงนก ทักษะการโยนธนูคงมิยากเกินความสามารถ นางคิดอย่างลำพอง ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะโยนลงกี่ดอก หากกล้ามากกว่าหมี่ซู ก็เท่ากับหาเรื่องใส่ตัว แต่หากน้อยกว่านาง ก็แสดงว่ารู้จักลำดับสูงต่ำ ยอมก้มศีรษะให้ตน

หมี่เยวี่ยหยิบลูกธนูมาถือ สี่ดอกแรกล้วนโยนพลาด ทำให้หมี่ซูอุทานด้วยความลุ้นระทึก ทำไม้ทำมือแนะนำนางไม่หยุด หมี่เยวี่ยด้านหนึ่งแสร้งทำเป็นเชื่อฟัง อีกด้านกลับโยนลูกธนูลงภาชนะหกดอกรวด

รอบด้านพลันเงียบงัน

ทุกคนลอบสังเกตสีหน้าหมี่ซู ท่าทางประหวั่นพรั่นพรึง

แต่หมี่เยวี่ยกลับดูเหมือนมิทันสังเกต ดึงมือหมี่ซูเอ่ยอย่างดีใจ “พี่หญิง พี่หญิง ข้าโยนลง ข้าโยนลง ข้าโยนได้เท่าพี่หญิง โชคดีที่มีพี่หญิงสอน หาไม่แล้วข้าคงไม่รู้วิธี พี่หญิงยอดเยี่ยมยิ่ง”

หมี่ซูเห็นหมี่เยวี่ยโยนลงหกดอก สะท้านใจน้อยๆ  แต่เมื่อได้ยินหมี่เยวี่ยเอ่ยชมเช่นนี้ ก็อดภูมิใจมิได้ พลันรู้สึกว่าตนเองเก่งกาจยิ่ง ที่สามารถสอนให้ผู้ที่เพิ่งเริ่มเล่นโยนลงถึงหกในสิบดอก

แต่สีหน้าหมี่อินกลับเปลี่ยนไป นางไม่นึกว่าหลังจากตนเอ่ยเตือน หมี่เยวี่ยยังจะกล้าทำเกินหน้าเกินตาตนเช่นนี้ นางมองสีหน้าหมี่เยวี่ยพลางคิดในใจว่า แท้จริงแล้วนางจงใจล่วงเกิน หรือเป็นเพราะอายุยังน้อย ไม่เข้าใจวาจาของตนกันแน่

หมี่อินลอบสงสัย เมื่อเห็นหมี่ซูเล่นต่ออีกครู่หนึ่งจนเหนื่อย หมี่เยวี่ยขอตัวกลับ จึงเอ่ยขึ้น “น้องหญิงเก้าเพิ่งย้ายมา ไม่คุ้นทางในตำหนัก ข้าพานางออกไปแล้วกัน”

หมี่ซูเอ่ยอย่างยินดี “ประเสริฐยิ่ง รบกวนพี่หญิงแล้ว” ก่อนจะกำชับหมี่เยวี่ย “พรุ่งนี้เช้า หนี่ว์ซือจะมาสอนศาสตร์พื้นฐานทั้งหกให้พวกเราในยามอวี๋ (เชิงอรรถเวลา 09.00 – 12.00 .) ของทุกวัน เจ้าอย่ามาสาย”

หมี่เยวี่ยรีบตอบรับ “ทราบแล้ว” หมี่อินเดินนำนางออกมา เดินไปพลางถามไปพลาง “ได้ยินว่าน้องหญิงมิใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของจวี่ฟูเหรินหรือ”

หมี่เยวี่ยไม่ตอบคำ เอ่ยยิ้มๆ “พี่หญิงไยจึงต้องถามเรื่องนี้”

หมี่อินนึกไม่ถึงว่านางจะย้อนถาม ได้แต่ยิ้มตอบ “ข้าเพียงแต่สงสัยเท่านั้น”

แต่หมี่เยวี่ยกลับเอ่ย “แล้วพี่หญิงเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของผู้ใด”

สีหน้าหมี่อินพลันเปลี่ยนไป “เจ้าช่างไร้มารยาทนัก ไม่รู้จักลำดับอาวุโส ข้าถามเจ้า เจ้าเพียงตอบมาก็พอ ไยจึงบ่ายเบี่ยงไม่ตอบ ซ้ำยังย้อนถามข้า”

หมี่เยวี่ยยิ้มเอ่ย “พี่หญิงอาวุโสกว่าข้า ข้าไม่เข้าใจเรื่องใด ย่อมต้องถามพี่หญิง พี่หญิงมิสามารถทำตนเป็นแบบอย่าง ซ้ำยังซักไซ้ข้าอย่างไร้มารยาทเช่นนี้หรือ”

หมี่อินสีหน้าบูดบึ้ง ทำท่าจะอาละวาด แต่แล้วพลันนั้นก็ยิ้ม เอ่ยอย่างดูแคลน “ที่แท้ก็เป็นเพียงเด็กป่าเถื่อนที่ไร้การศึกษา ก็ไม่แปลก เลือดเนื้อเชื้อไขของสตรีชั้นต่ำในตลาดตะวันตกก็เช่นนี้ แม้เข้าหอหงส์ฟ้ากระนั้นก็ยังเป็นไก่ป่า” 

สีหน้าหมี่เยวี่ยเปลี่ยนไปทันที ซักไซ้นาง “เจ้าว่าอะไร”

หมี่อินหัวเราะคิกคัก “ข้าว่าอะไร เจ้ารู้อยู่แก่ใจดี ไยจึงต้องให้ข้าเอ่ยออกมาให้เจ็บช้ำน้ำใจ”

กล่าวจบก็เดินจากไป

หมี่เยวี่ยหน้าเคร่งเครียด จวี่จีมารดาผู้เลี้ยงดูนางยังอยู่ในตำหนักรอง หญิงสกุลเซี่ยงมารดาผู้ให้กำเนิดนับแต่เซียนหวังสิ้นพระชนม์ก็หายตัวไป นางสืบข่าวหลายครั้ง แต่เพราะเยาว์วัยไร้หนทาง จึงมิทราบข่าวคราวแม้แต่น้อย บัดนี้ได้ยินหมี่อินเอ่ยถึง “สตรีชั้นต่ำในตลาดตะวันตก” เช่นนี้ เห็นได้ชัดว่ามิได้หมายถึงจวี่จี หรือว่านางจะรู้ข่าวคราวของหญิงสกุลเซี่ยง?

หนังสือแนะนำ