บทที่สิบเอ็ด หอเกาถัง

สองเดือนต่อมา ชวีหยวนรับคำสั่งจากฉู่หวังไหว เป็นตัวแทนรัฐฉู่ไปเยือนห้ารัฐทางเหนือ

หลังชวีหยวนออกเดินทางไม่กี่วัน หมี่เยวี่ยย้ายเข้าไปพำนัก ณ หอเกาถัง

ทางเดินสายยาวในวังยังคงเป็นเช่นเดิม

ฟู่หมู่หนี่ว์ขุยจูงหมี่เยวี่ย เดินตามหลังหัวหน้าสำนักฝ่ายในไปตามทางเดินในวัง มีสาวใช้สองสามคนติดตามด้านหลัง คอยถือของใช้ส่วนตัวที่ใช้เป็นประจำของหมี่เยวี่ย

บัดนี้ผู้ที่รับตำแหน่งหัวหน้าสำนักฝ่ายในคือคนสนิทของเจิ้งซิ่วฟูเหริน ชื่อจี๋ฮ่วน เขาดวงตาหรี่ปรือ ท่าทางไร้ชีวิตชีวา เดินสูดถุงหอมในมือเพื่อเรียกความกระปรี้กระเปร่าพลางบ่นงึมงำ “นับว่าพวกท่านโชคดี ระยะหลังมานี้เวยโฮ่วเมตตาปรานีกว่าเดิมไม่น้อย เรื่องในวังก็มิใคร่จะยุ่งเกี่ยว...”

หนี่ว์ขุยคลี่ยิ้มเอ่ย “เช่นนั้นบัดนี้ผู้ใดคอยดูแลเรื่องในวัง”

จี๋ฮ่วนตอบ “จะผู้ใดเล่า แต่ก่อนเป็นหน้าที่ของหนานโฮ่ว แต่นับจากปีก่อนหนานโฮ่วล้มป่วย เจิ้งซิ่วฟูเหรินก็เข้ามาช่วยดูแลแทน...”

หนี่ว์ขุยดวงตาเป็นประกาย “คาดว่าท่านคงเป็นผู้ที่เจิ้งฟูเหรินไว้ใจกระมัง...”

จี๋ฮ่วนเหลือบมองหนี่ว์ขุยด้วยสีหน้ากึ่งยิ้ม เอ่ย “ฟู่หมู่ฉลาดยิ่ง”

ทั้งคู่สบตากัน พลันเข้าใจความนัยของอีกฝ่าย

เดินมาถึงหัวเลี้ยว จี๋ฮ่วนผู้นั้นเดินเลี้ยวไปทางขวา หนี่ว์ขุยเอ่ยขึ้นอย่างประหลาดใจ “เอ๊ะ ดูเหมือนมิใช่ทางไปหอเจี้ยน”

จี๋ฮ่วนแค่นเสียง “หนี่ว์ขุย เจ้าเลอะเลือนแล้วหรือ บัดนี้เวยโฮ่วมีสถานะเป็นมารดาจวินหวัง ย้ายออกจากหอเจี้ยนตั้งนานแล้ว บัดนี้พำนัก ณ หออวี้จาง”

หมี่เยวี่ยดวงตาเป็นประกาย คอยสังเกตรับฟังทุกอย่างรอบด้าน นางรับรู้ได้ถึงความนัยที่ซ่อนอยู่ในวาจาจี๋ฮ่วน ลอบใคร่ครวญในใจว่า ดูท่าหลังจากฉู่เวยโฮ่วย้ายไปหออวี้จาง คงไม่พึงใจเท่าใด

เดินไปพลางสนทนาไปพลาง กระทั่งหออวี้จางปรากฏเบื้องหน้า จี๋ฮ่วนถึงหยุดวาจา ชี้ตำหนักด้านหน้าพลางเอ่ย “ถึงหออวี้จางแล้ว”

ระหว่างเดินขึ้นระเบียงวนสองข้างทางของหออวี้จาง หมี่เยวี่ยก้มหน้าลอบสังเกตสิ่งรอบด้าน

หออวี้จางแม้ดูเผินๆ จะหรูหรากว่าหอเจี้ยน หากแต่ปกคลุมไปด้วยบรรยากาศหมองหม่นที่มิยอมเลือนหาย ข้ารับใช้ที่เดินผ่านไปมาแม้จะยังคงลอยหน้าลอยตาไม่ต่างจากคราวอยู่หอเจี้ยน กระนั้นก็ดูเหงาเศร้ากว่าเดิมหลายส่วน บัดนี้เวยโฮ่วมีสถานะเป็นมารดาจวินหวัง ไม่มีแม้แต่ผู้ที่คอยแก่งแย่งชิงดี เรื่องในวังก็มอบหมายให้สนมนางในของจวินหวังคนใหม่ดูแล ความสูงศักดิ์เช่นนี้ กลับแฝงไว้ซึ่งความอ้างว้างเหว่ว้าอย่างบอกไม่ถูก

หมี่เยวี่ยนั่งคุกเข่าอยู่กลางระเบียงวนครู่ใหญ่ ถึงเห็นไต้เม่านางกำนัลของเวยโฮ่วออกมาเรียกนางเข้าไป

เวยโฮ่วนั่งผึ่งผายอยู่บนที่นั่งยกสูงกลางห้อง กำลังคำนวณจารึกระดองเต่าแผ่นหนึ่งในมือ ท่าทางใจลอยเล็กน้อย ไต้เม่าก้าวเข้าไปเรียกนางเสียงเบา นางถึงได้สติ ชำเลืองมองหมี่เยวี่ยคราหนึ่ง เอ่ย “ผู้นี้คือกงจู่เก้าหรือ เข้ามาใกล้ๆ”

หมี่เยวี่ยลอบกำหมัด ก้าวไปด้านหน้าก่อนจะคุกเข่าคำนับ เอ่ย “ลูกถวายบังคมเสด็จแม่”

เวยโฮ่วยังคงไม่ละสายตาไปจากจารึกกระดองเต่า เอ่ยน้ำเสียงเรื่อยๆ “ลุกขึ้นได้”

หมี่เยวี่ยลุกขึ้นยืน เวยโฮ่วเหลือบมองนางคราหนึ่ง เอ่ยขึ้น “เหมือนจะสูงกว่าเดิม” ตามด้วยมองหน้านาง หมี่เยวี่ยพยายามคลี่ยิ้มอย่างเต็มที่ เวยโฮ่วปรายตามองนางอีกครา พบว่านางสูงขึ้นไม่น้อย เอ่ย “ดูจะรู้ความมากขึ้น ไม่หัวแข็งเช่นแต่ก่อน”

หมี่เยวี่ยไม่ตอบคำ

หนี่ว์ขุยเริ่มร้อนใจ กลัวว่านางจะทำให้ฉู่เวยโฮ่วโมโห รีบก้าวไปด้านหน้า คลี่ยิ้มเอ่ย “กงจู่บัดนี้เติบใหญ่แล้ว ย่อมรู้ความเป็นธรรมดาเพคะ”

ฉู่เวยโฮ่วขมวดคิ้ว เอ่ยอย่างไม่พอใจ “ข้ากำลังสนทนากับกงจู่ เจ้าเป็นใครกัน บังอาจเอ่ยแทรก”

หนี่ว์ขุยตระหนก ร้อนรนคุกเข่า “หม่อมฉันเป็นฟู่หมู่ผู้ดูแลกงจู่ กงจู่ยังเยาว์ ขอเวยโฮ่วโปรด...”

ฉู่เวยโฮ่วตัดบทนาง เอ่ยเสียงเยียบเย็น “กงจู่ยังเยาว์ ทว่าเจ้าไม่เยาว์แล้ว เป็นถึงฟู่หมู่ผู้ดูแลกงจู่ ไยจึงไม่รู้กฎระเบียบ หัวหน้าสำนักฝ่ายใน...”

หัวหน้าสำนักฝ่ายในกุลีกุจอก้าวเข้ามา คลี่ยิ้มเอ่ย “พ่ะย่ะค่ะ”

ฉู่เวยโฮ่วเอ่ยเสียงเรียบ “ลากตัวบ่าวรับใช้ไร้มารยาทผู้นี้ออกไป โบยยี่สิบไม้”

ขันทีสองคนพลันก้าวเข้ามา จับตัวหนี่ว์ขุยลากออกไป

หมี่เยวี่ยตะลึงงัน นางเคยคิดว่าฉู่เวยโฮ่วคงจะข่มเหงนางยามพบหน้า และอาจจะถึงขั้นหยามศักดิ์ศรีนาง ทว่านึกไม่ถึงว่า การข่มเหงรังแกที่นางคาดการณ์ มิใช่ลงมือกับนางโดยตรง แต่ให้หนี่ว์ขุยเป็นผู้รับเคราะห์แทน

หลังหนี่ว์ขุยถูกลากออกไป ก็ถูกโบยอยู่กลางลานหน้าตำหนัก เสียงไม้กระทบเนื้อหนังกับเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของหนี่ว์ขุย ยิ่งทำให้หมี่เยวี่ยคับแค้นใจยิ่ง

หมี่เยวี่ยพลันเงยหน้าขึ้น เห็นสายตาท้าทายของฉู่เวยโฮ่ว พลันเข้าใจทุกอย่างในบัดดล ฉู่เวยโฮ่วต้องการรังแกนาง แต่เพราะไม่ต้องการเป็นที่ครหา จึงใช้วิธีสั่งสอนหนี่ว์ขุยเพื่อยั่วโมโหนาง ยุให้นางโกรธ หากนางเสียกิริยาเพราะเรื่องนี้ ก็เท่ากับนางไร้มารยาทต่อเสด็จแม่ เช่นนี้แล้ว ฉู่เวยโฮ่วก็จะมีเหตุผลในการลงโทษนาง

หมี่เยวี่ยฝืนระงับอารมณ์โกรธ หันไปมองฉู่เวยโฮ่ว น้อมกายอย่างนบนอบ “เสด็จแม่ ฟู่หมู่ดูแลข้าตั้งแต่ครั้งยังเยาว์ ปฏิบัติตามกฎระเบียบเรื่อยมา หลายปีมานี้แม้ไม่มีความดีความชอบ กระนั้นก็นับว่าลำบากเหน็ดเหนื่อย ตอนนี้นางอายุมากแล้ว ทนรับโทษโบยยี่สิบไม้ไม่ไหว เสด็จแม่มีใจเมตตากรุณา ขอท่านโปรดละเว้นโทษนางสักครั้งเถิด!”

ฉู่เวยโฮ่วโยนจารึกกระดองเต่าไปอีกทางอย่างเบื่อๆ  เอ่ย “ในเมื่อเจ้าเป็นกงจู่ นางรับโทษแทนเจ้านับเป็นหน้าที่ การที่เจ้าขอละเว้นโทษเพื่อนาง ถึงนับว่าทำตัวไม่เหมาะสม แต่ก็ไม่แปลก ล้วนเป็นเพราะข้างกายพวกเจ้ามีข้ารับใช้น้อยเกินไป ไต้เม่า ให้หัวหน้าสำนักฝ่ายในจัดฟู่หมู่สองคน ขันทีสี่คน และเด็กรับใช้สี่คนให้กงจื่อหรง จัดฟู่หมู่สองคนกับสาวใช้แปดคนให้กงจู่เยวี่ย นับจากนี้ไป กงจู่หรงกับไท่จื่อเหิงร่วมร่ำเรียนวิชาจากชวีหยวนที่พ่านกง กงจู่เยวี่ยกับกงจู่คนอื่นๆ ร่วมศึกษาเล่าเรียนจากหนี่ว์ซือ(เชิงอรรถสตรีผู้มีหน้าที่ถ่ายทอดวิชาความรู้แก่สตรีในตระกูลสูงศักดิ์)

ไต้เม่าตอบรับอย่างนอบน้อม “เพคะ!” หันไปเอ่ยกับหมี่เยวี่ย “กงจู่ ยังไม่รีบขอบพระทัยในพระกรุณาของเวยโฮ่วอีกหรือ”

หมี่เยวี่ยกัดริมฝีปาก พยายามระงับโทสะอย่างเต็มที่ขณะเอ่ย “ขอบพระทัย...ในพระกรุณาของเสด็จแม่”

ฉู่เวยโฮ่วโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “ไปเถิด ข้าเหนื่อยแล้ว”

เสียงโบยในลานหน้าตำหนักยังคงแว่วดังอย่างโหดร้าย

หมี่เยวี่ยเดินออกจากตำหนัก ยืนอยู่บนระเบียง มองไปทางลานด้านหน้า

ดอกเบญจมาศเต็มลานล้วนผลิบานสะพรั่ง ขันทีสองในสี่คนจับตัวหนี่ว์ขุย อีกสองคนถือไม้โบยร่างนาง

ชุดด้านหลังของหนี่ว์ขุยเปียกชุ่มไปด้วยเลือด เสียงครางแผ่วลงทุกขณะ

หมี่เยวี่ยสีหน้าไร้ความรู้สึก ยืนหลังตรงนิ่ง มีฟู่หมู่สองคนกับสาวใช้แปดคนที่เมื่อครู่ฉู่เวยโฮ่วจัดให้ติดตามด้านหลัง

เสียงโบยยังคงดำเนินต่อไป กระทั่งโบยครบยี่สิบไม้ ร่างตรงนิ่งของหมี่เยวี่ยพลันโซเซเล็กน้อย แต่เพียงชั่วครู่ก็กลับมายืนหลังตรงอีกครั้ง

ไต้เม่าซึ่งแอบยืนสังเกตการณ์อยู่มุมหนึ่งเหยียดริมฝีปาก จะหัวแข็งเพียงใด จะมีความสามารถในการเสแสร้งเพียงใด ถึงอย่างไรก็เป็นเพียงเด็กผู้หนึ่ง นางเลิกสนใจ หมุนตัวเดินกลับเข้าไปเงียบๆ

หมี่เยวี่ยหน้าเครียด เอ่ยสั่ง “ประคองนางขึ้นมา พากลับหอเกาถัง”

หอเกาถังคือที่พำนักของกงจู่ทั้งหลาย เซียนหวังมีธิดาทั้งสิ้นเก้าคน นอกจากธิดาคนรองกับธิดาคนที่ห้าที่จากไปก่อนวัยอันควร ธิดาหกคนที่เหลือนับแต่ธิดาคนโตถึงธิดาคนที่แปดล้วนพำนัก ณ ที่แห่งนี้

หมี่เยวี่ยย้ายมาพำนักในหอเกาถัง ได้รับที่พำนักเป็นส่วนสัดขนาดเล็ก รวมถึงฟู่หมู่สาวใช้เช่นเดียวกับกงจู่คนอื่นๆ

นางยืนอยู่ริมระเบียง ฟู่หมู่ผู้หนึ่งยืนเป็นเพื่อนนาง อยู่คุมทุกคนทำความสะอาดลาน ฟู่หมู่อีกผู้หนึ่งสั่งให้ข้ารับใช้พยุงหนี่ว์ขุยเข้าไปในห้องพักบ่าวรับใช้ ครู่หนึ่งผ่านไปถึงกลับมารายงาน “ทูลกงจู่ หม่อมฉันพาหนี่ว์ขุยเข้าไปพักผ่อน และทายาให้นางเรียบร้อยแล้ว นางมิได้เจ็บหนัก เพียงแต่บาดเจ็บภายนอก พักฟื้นประมาณสิบยี่สิบวันก็จะหายดี”

หมี่เยวี่ยเหลือบมองนาง พยักหน้าเล็กน้อย เอ่ยถาม “เจ้าชื่ออะไร” 

ฟู่หมู่ผู้นั้นกวาดตามองทุกคนคราหนึ่ง ทุกคนล้วนหยุดงานในมือ ก้าวมายืนเรียงแถวด้านหลังนาง คำนับหมี่เยวี่ย ฟู่หมู่ผู้นั้นแนะนำตนเอง “หม่อมฉันหนี่ว์เจียว”

ฟู่หมู่อีกผู้หนึ่งแนะนำตนเอง “หม่อมฉันหนี่ว์ฉี”

นางกำนัลเด็กแปดคนนั้นก้าวเข้ามาคำนับ กล่าวชื่อของตน “หม่อมฉันซีเจี่ย” “ซีอี่” “ซีปิ่ง”...ที่แท้ใช้คำนำหน้าว่า “ซี” ตามด้วยลำดับเจี่ย อี่ ปิ่ง ติง อู้ จี่ เกิง และซิน

หนี่ว์เจียวเป็นคนช่างสังเกต เห็นหมี่เยวี่ยขมวดคิ้วน้อยๆ  รีบเอ่ย “ชื่อเหล่านี้เป็นเพียงชื่อที่ตั้งขึ้นเพื่อความสะดวกตอนคัดเลือกข้ารับใช้ หากกงจู่ถูกใจ ตั้งชื่อให้พวกนางใหม่ได้ตามต้องการเพคะ”

หมี่เยวี่ยพยักหน้า ชี้ไปทางนางกำนัลเด็กสองคนที่ค่อนข้างชำนาญงานให้เป็นหัวหน้าสาวใช้ ตั้งชื่อให้ว่าปี้ลี่กับหนี่ว์หลัว จากนั้นตั้งชื่อให้สาวใช้ที่เหลือทั้งหกคนว่าสือหลาน ตู้เหิง หลิงซิว เยี่ยนหวา เก๋อม่าน และอวิ๋นหรง ล้วนนำมาจากบทกวี “ภูตภูผา” ของชวีหยวน ทุกคนเอ่ยย้ำรอบหนึ่ง รู้สึกออกเสียงยากยิ่ง กระนั้นก็ทำได้เพียงเชื่อฟัง

หมี่เยวี่ยเพิ่งย้ายมาหอเกาถัง ในใจหวาดหวั่นกังวล ระแวดระวังทุกฝีก้าว กลัวว่าหากก้าวพลาดเพียงก้าวหนึ่ง จะพบจุดจบที่น่าสะพรึงกลัว จึงยิ่งปฏิบัติต่อฟู่หมู่และสาวใช้ที่ฉู่เวยโฮ่วจัดหามาให้ด้วยความระมัดระวัง

หมี่เยวี่ยนิ่งมองนางกำนัลเด็กทั้งแปดคนนั้น แม้จะเฉลียวฉลาด แต่เพราะอายุเพียงสิบกว่าปี คาดว่าหากมีใจคิดไม่ซื่อก็คงไร้สามารถจะเสแสร้งแกล้งทำ มีเพียงฟู่หมู่สองคนนั้นที่ดูเปี่ยมไหวพริบเปี่ยมฝีมือ ในใจจึงระแวดระวังมากเป็นพิเศษ

หารู้ไม่หนี่ว์เจียวกับหนี่ว์ฉีฟู่หมู่ทั้งสองกลับรู้หน้าที่ยิ่ง ไม่ว่าเรื่องใดไม่รอให้หมี่เยวี่ยเอ่ยปาก ก็จัดการทุกอย่างอย่างเรียบร้อย เอาใส่ใจอย่างถี่ถ้วน ปรนนิบัติอย่างเป็นที่พอใจ

เพียงแต่ในความพอใจนี้ กลับแฝงไว้ซึ่งความไม่พึงใจมากมาย นั่นก็คือการติดตามนางทุกฝีก้าว ทั้งคู่จะผลัดเวรรับใช้ ทุกอิริยาบถของหมี่เยวี่ย ไม่มีชั่วเวลาใดที่รอดพ้นสายตาของพวกนาง

หมี่เยวี่ยเคยชินกับการมีชีวิตอิสระมาแต่ไหนแต่ไร เมื่อถูกติดตามทุกฝีก้าวเช่นนี้ ประหนึ่งถูกเชือกสิบมัดรัดพันร่างก็ไม่ปาน ให้รู้สึกอึดอัดยิ่ง หากแต่ฟู่หมู่ทั้งสองล้วนเคารพนบนอบ ต่อให้นางจะโมโหปานใด กระนั้นก็มิอาจอาละวาด ต่อให้นางอาละวาด คาดว่าฟู่หมู่ทั้งสองก็คงไม่ถือสา คิดเพียงว่านางเอาแต่ใจตามประสาเด็ก หากเรื่องรู้ไปถึงฉู่เวยโฮ่ว ไม่รู้จะสร้างเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงนางอันใดอีก

ถึงอย่างไรนางก็ศึกษาธรรมเนียมปฏิบัติมาสามปี รู้ดีถึงจุดอ่อนจุดแข็งของมัน จึงได้แต่อดทนอดกลั้น ไม่แสดงท่าที

ฟู่หมู่ทั้งสองปรนนิบัตินางเปลี่ยนอาภรณ์ ชำระล้างฝุ่นละอองจากการเดินทาง ถามนางอย่างเอาใจใส่ว่าต้องการไปเยี่ยมหนี่ว์ขุยหรือไม่ จากนั้นก็พานางไปเยี่ยมหนี่ว์ขุย เห็นว่าหนี่ว์ขุยทายาแล้ว แม้จะมีบาดแผลทั่วทั้งตัว แต่หนี่ว์เจียวบอกว่ามิได้กระเทือนถึงกระดูก เป็นเพียงบาดแผลภายนอกเท่านั้น ผ่านไปยี่สิบกว่าวันก็จะหายดี

หนี่ว์ขุยเห็นนางมาหา แม้จะมีวาจาอัดแน่นเต็มอกต้องการเอื้อนเอ่ย แต่ก็มิอาจเอ่ยวาจาต่อหน้าฟู่หมู่ทั้งสอง สีหน้าเปี่ยมล้นไปด้วยความห่วงใยระคนจงรักภักดี ได้แต่กล้ำกลืนความวิตกกังวล ฝืนยิ้มบอกว่าตนไม่เป็นอะไร ก่อนจะ “กำชับ” หมี่เยวี่ยว่าต้องเชื่อฟังฟู่หมู่ทั้งสองที่เสด็จแม่ส่งมา อย่าดื้อรั้นเอาแต่ใจ

หมี่เยวี่ยกลับมานั่งในห้องของตนด้วยจิตใจเคร่งเครียด หนี่ว์ฉียกอาหารเย็นเข้ามา หมี่เยวี่ยปรายตามอง เห็นว่ามีอาหารหลากหลาย ทั้งข้าวสวย น้ำแกง เนื้อสัตว์ และน้ำจิ้ม นางรู้ว่าในวังฉู่ มีเพียงผู้มีสถานะเป็นนายเท่านั้นถึงรับประทานอาหารสามมื้อ ส่วนบรรดาข้ารับใช้ต่างรับประทานเพียงสองมื้อเช่นเดียวกับชาวบ้านทั่วไป คิดว่าเมี่อครู่หนี่ว์ขุยถูกโบย ซ้ำตอนนี้ก็พ้นเวลาอาหารแล้ว คงจะหิวมากเป็นแน่

เมื่อนึกถึงตรงนี้ จึงชี้ไปยังปลาดิบจานหนึ่งตรงหน้า เอ่ยกับหนี่ว์เจียวและหนี่ว์ฉี “ปลาดิบจานนี้ ยกให้พวกเจ้าสองคนแล้วกัน”

หนี่ว์เจียวกับหนี่ว์ขุยสบตากัน แม้สีหน้ามิได้เปลี่ยนไปมากนัก ทว่าสายตากลับฉายแววดีใจอย่างปิดไม่มิด พวกนางถึงอย่างไรก็มีสถานะเป็นสาวใช้ แม้ในวังจะมีอาหารให้ แต่ถึงอย่างไรนายบ่าวก็แตกต่างกัน มิอาจยกมาเทียบเทียม อาหารเหล่านี้เป็นอาหารของผู้สูงศักดิ์ นอกเสียจากเจ้านายตกรางวัล ถึงมีโอกาสรับประทานเนื้อสัตว์สักครั้งหนึ่ง หนี่ว์เจียวกับหนี่ว์ฉีแม้จะเป็นคนในตำหนักฉู่เวยโฮ่ว แต่หากเป็นที่ต้องใจ ก็คงไม่ถูกส่งมารับใช้กงจู่ที่ไม่เป็นที่โปรดปรานของฉู่เวยโฮ่วผู้นี้

ทว่านายบ่าวถึงอย่างไรก็สถานะแตกต่าง ทั้งสองแม้มีใจคิดเป็นอื่น แต่ก็อดคาดหวังมิได้ จึงคิดจะเอาใจทั้งสองฝ่าย

แต่กระนั้น ทั้งสองก็เพียงแต่ขอบคุณหมี่เยวี่ย ยังคงปรนนิบัติหมี่เยวี่ยรับประทานอาหาร หมี่เยวี่ยเข้าใจความหมายของพวกนาง จึงฝืนรับประทานเล็กน้อย ก่อนจะนำปลาดิบที่แทบมิได้แตะต้องให้ทั้งสองคนยกออกไป จากนั้นจึงชี้ไปยังข้าวกับน้ำแกงข้นในชาม เอ่ย “อาหารเหล่านี้ยกให้หนี่ว์ขุย ส่วนที่เหลือก็แบ่งให้ผู้อื่นแล้วกัน” 

หนี่ว์เจียวกับหนี่ว์ฉีครานี้ถึงยกอาหารออกไป หมี่เยวี่ยโบกมือให้ทั้งสองถอยออกไป เอ่ย “ข้าต้องการพักผ่อนสักครู่”

ทั้งสองตอบรับ แต่กลับมีเพียงหนี่ว์ฉีออกไป ส่วนหนี่ว์เจียวยังคงยืนเฝ้าด้านนอก ท่าทางนบนอบรอรับคำสั่ง กระทั่งหนี่ว์ฉีรับประทานเสร็จถึงมาอยู่เวรแทนนาง

ฟู่หมู่ทั้งสองนี้ ต่างผลัดเวรติดตามนางทั้งวัน

หมี่เยวี่ยมองท้องฟ้าซึ่งค่อยๆ มืดลง ไม่นาน หนี่ว์เจียวก็นำนางกำนัลเด็กเข้ามา ปรนนิบัตินางเปลี่ยนอาภรณ์เตรียมเข้านอน

ทว่านางกลับมิอาจข่มตาหลับ ความทรมานตลอดวันนี้ ทำให้นางเหนื่อยล้าทั้งกายใจ กระนั้นหัวใจก็ยังห่วงกังวล ไม่รู้ว่าวันนี้จวี่จีกับหมี่หรงเป็นอย่างไรบ้าง

วันนี้หมี่หรงไปตำหนักหลักเพื่อถวายบังคมฉู่หวังไหว แต่ฉู่หวังไหวกำลังหารือราชกิจกับเหล่าขุนนาง จึงให้เฟิ่งฟางหัวหน้าขันทีออกมาปลอบโยน ก่อนจะให้เป่าซื่อ (เชิงอรรถขุนนางผู้รับผิดชอบด้านการศึกษา) พาเขาไปสถานศึกษาเพื่อคำนับซือซื่อ (เชิงอรรถขุนนางผู้มีหน้าที่ถ่ายทอดวิชาความรู้แก่ลูกหลานในตระกูลเชื้อพระวงศ์และตระกูลสูงศักดิ์)

สถานศึกษาตั้งอยู่นอกเมือง เดิมเป็นสถานที่สำหรับลูกหลานชนชั้นสูงแห่งรัฐฉู่โดยเฉพาะ พี่ยงมีลักษณะคล้ายหยกกลม มีน้ำล้อมรอบสี่ด้าน ส่วนพ่านกงมีลักษณะคล้ายหยกครึ่งชิ้น มีน้ำล้อมรอบสามด้าน มีเพียงสะพานขนาดเล็กเชื่อมถึง เช่นนี้เป็นเพราะลูกหลานชนชั้นสูงนับแต่ถือกำเนิดก็มีเบี้ยหวัดบรรดาศักดิ์ จะให้ผู้มีสถานะสูงศักดิ์เหล่านี้ศึกษาเล่าเรียนอย่างเชื่อฟังตั้งใจนับเป็นปัญหาหนึ่ง ดังนั้นจึงใช้วิธีจับพวกเขามาขังไว้ด้วยกัน ศึกษาไม่สำเร็จไม่อนุญาตให้กลับบ้าน นับเป็นวิธีที่ใช้ได้ผลดี

หมี่หรงบัดนี้เป็นเพียงศิษย์แรกศึกษา คนโบราณย้ายเข้าสถานศึกษาเมื่ออายุแปดปี ศึกษาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน ปฎิบัติตามธรรมเนียมพื้นฐาน อันว่าศาสตร์ขั้นพื้นฐานหมายถึงศาสตร์ทั้งหกแขนง หนึ่งคือพิธีกรรมทั้งห้า สองคือดนตรีทั้งหก สามคือการยิงธนูทั้งห้า สี่คือการขี่ม้าทั้งห้า ห้าคือการเขียนพู่กันทั้งหก หกคือการคำนวณทั้งเก้า อันว่าธรรมเนียมพื้นฐานหมายถึงธรรมเนียมปฏิบัติทั้งหก หนึ่งคือธรรมเนียมการบวงสรวง สองคือธรรมเนียมการรับแขก สามคือธรรมเนียมในราชสำนัก สี่คือธรรมเนียมในพิธีศพ ห้าคือธรรมเนียมในกองทัพ หกคือธรรมเนียมการเดินทาง

ไท่จื่อของผู้เป็นหวัง สามารถเริ่มศึกษาเมื่ออายุแปดปี เจ็ดปีหลังจากนั้น หรือก็คืออายุสิบห้าปีเริ่มศึกษาวิชาขั้นสูง ทายาทที่เหลือจะเริ่มศึกษาช้ากว่าสองปี นั่นคือเริ่มศึกษาเมื่ออายุสิบปี ส่วนบุตรชายคนโตในภรรยาเอกของขุนนางชั้นสูงจะเริ่มศึกษาเมื่ออายุสิบสามปี ทายาทที่เหลือจะเริ่มศึกษาช้ากว่าสองปี นั่นคือเริ่มศึกษาเมื่ออายุสิบห้าปี

ด้วยเหตุนี้ในสถานศึกษา ผู้ที่ร่วมศึกษาระดับเดียวกัน จึงอายุไม่เท่ากัน แม้ในสถานศึกษาจะไม่แบ่งแยกลำดับสูงต่ำ หากแต่ผู้เยาว์สถานะสูงศักดิ์ ผู้ใหญ่สถานะต่ำต้อย กลับเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไป

หมี่หรงเริ่มศึกษาเมื่ออายุสิบปีพอดี แม้สตรีในตำหนักในจะแก่งแย่งชิงดี แต่ถึงอย่างไรเมื่อเขาออกไปนอกวัง ก็มีสถานะเป็นถึงบุตรชายของเซียนหวัง ในวังส่งขันทีและเด็กรับใช้คอยติดตามรับใช้  ณ ขณะนี้จึงไม่มีผู้ใดกล้าดูแคลน

หลังจากคำนับเป่าซื่อและซือซื่อเสร็จสิ้น ก็เริ่มศึกษาพิธีกรรมต่างๆ  ตอนหมี่หรงอยู่ตำหนักรอง จวี่จีกับหมี่เยวี่ยล้วนเคยสอน ดังนั้นเมื่อเริ่มศึกษาจึงค่อนข้างคุ้นเคย แม้ยามเขามีมารดาและพี่สาวคอยคุ้มครอง จะดูไร้ทุกข์ไร้เดียงสา ทว่าถึงอย่างไรก็ประสบเรื่องเลวร้ายมาก่อน กิริยาท่าทางจึงแตกต่างจากเด็กชายในวัยเดียวกัน

หลังเลิกเรียน เขารู้จักสหายใหม่สองคน ผู้หนึ่งคือจิ่งชุ่ยลูกหลานตระกูลจิ่ง อีกผู้หนึ่งคือเจาหัวหลานชายของเจาหยาง

ถึงอย่างไรเขาก็ยังเยาว์วัย ครั้นพำนักในสถานศึกษาคืนนี้จึงหลับสบายยิ่ง โดยไม่รู้ว่าในคืนเดียวกันนั้น พี่สาวกับมารดาของเขา กลับมิอาจข่มตาหลับได้ลง

หมี่เยวี่ยมิอาจข่มตาหลับเพราะเรื่องน่าตกใจที่ประสบในวันนี้ ส่วนจวี่จีก็มิอาจข่มตาหลับเพราะความวิตกกังวล

ราตรีนี้ แสงตะเกียงในตำหนักรองฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ ส่องสว่างตลอดคืน

หนังสือแนะนำ