บทที่สิบ หอฟ่างอิง (ต่อหน้า 2)

หลายปีมานี้ ชวีหยวนถ่ายทอดวิชาความรู้ด้านโคลงกลอนบทกวีและดนตรีพิธีกรรมแก่เหล่าลูกศิษย์ พร้อมกันนั้นก็อธิบายประวัติความเป็นมาของรัฐฉู่ ซึ่งที่กล่าวถึงบ่อยครั้งที่สุดคือความยากลำบากของบรรพบุรุษแห่งรัฐฉู่ยามก่อร่างสร้างตัว การฟันฝ่าอุปสรรคและก้าวขึ้นมาเป็นใหญ่ของเจ้านครรัฐผู้ปรีชาสามารถทั้งอู่หวัง เหวินหวัง จวงหวัง และเวยหวัง ภายใต้อำนาจของโจวเทียนจื่อและการร่วมกดดันของรัฐต่างๆ ทางเหนือตลอดระยะเวลาหลายร้อยปีที่ผ่านมา สติปัญญาและการรับมือกับปัญหา รวมทั้งสงครามนองเลือดครั้งต่างๆ

เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ของรัฐฉู่ที่ไม่น่าอภิรมย์ยิ่งเรื่องนี้ หมี่เยวี่ยหาได้เคยฟังมาก่อนไม่ จึงเอ่ยถาม “แล้วหลังจากนั้นเล่า ชาวรัฐอู๋ยึดครองอิ่งตู จากนั้นพ่ายแพ้แก่ผู้ใด”

ชวีหยวนตอบ “คราวอู๋จื่อซวีอยู่รัฐฉู่มีสหายสนิทผู้หนึ่งชื่อเซินเปาซวี ทั้งคู่สนิทสนมแน่นแฟ้น ตอนอู๋จื่อซวีหลบหนี เซินเปาซวีเป็นผู้ช่วยเหลือ อู๋จื่อซวีบอกเซินเปาซวีว่า ความแค้นที่สังหารบิดามิอาจอยู่ร่วมแผ่นดิน ข้าจักทำลายรัฐฉู่ แต่เซินเปาซวีกลับบอกเขาว่า หากเจ้าทำลายรัฐฉู่ ข้าจักกอบกู้รัฐฉู่ อู๋จื่อซวีนำชาวรัฐอู๋บดขยี้อิ่งตูจนราบเป็นหน้ากลอง เซินเปาซวีหนีไปรัฐฉิน ร่ำไห้หน้าราชสำนักรัฐฉินถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน สุดท้ายฉินอายกงซึ้งใจ จึงสั่งให้นำทัพช่วยรัฐฉู่ ไล่รัฐอู๋ออกจากรัฐฉู่ สามารถรักษารัฐฉู่ไว้ได้” 

หมี่เยวี่ยเอ่ยอย่างผิดหวัง “ที่แท้หาใช่พึ่งความสามารถของตนเองไม่ แต่อาศัยความช่วยเหลือจากรัฐฉินหรอกหรือ”

หวงเซียเอ่ยปลอบ “การร่วมมือหรือขัดแย้งระหว่างรัฐนับเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ว่าคนผู้หนึ่งหรือรัฐรัฐหนึ่งล้วนมิอาจต่อสู้เพียงลำพัง หากสามารถอาศัยการช่วงชิงระหว่างรัฐ ทำให้ตนเองรุ่งเรืองแข็งแกร่ง เช่นนี้ถึงนับเป็นสิ่งสำคัญที่สุด”

ชวีหยวนถอนใจเอ่ย “เรื่องนี้นับเป็นหายนะครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์รัฐฉู่เรา ฉะนั้นข้าถึงให้พวกเจ้ามาที่นี่ ถือประวัติศาสตร์เป็นบทเรียน หลีกเลี่ยงมิให้หายนะเกิดขึ้นในภายหน้า”

หวงเซียเตะเศษหินบนพื้น เอ่ย “อู๋จื่อซวีผู้นี้ช่างน่ารังเกียจยิ่ง ภายหน้าข้าจะเป็นขุนนางเลื่องชื่อผู้กอบกู้รัฐเกิดเช่นเซินเปาซวี”

แต่หมี่เยวี่ยกลับเอาแต่ก้มหน้าครุ่นคิด หวงเซียสะกิดนาง

หมี่เยวี่ยเงยหน้าขึ้น “อะไรหรือ”

หวงเซียถาม “เจ้ากำลังคิดอันใด”

หมี่เยวี่ยชำเลืองมองชวีหยวน ท่าทางลังเลเล็กน้อย

ชวีหยวนเอ่ย “กงจู่ ท่านต้องการเอ่ยอันใดก็ว่ามาเถิด”

หมี่เยวี่ยว่า “แม้ตระกูลอู๋จะมากล้นด้วยอำนาจและอิทธิพล แต่ก็ล้วนมาจากความสามารถและความดีความชอบทางการศึก สละเลือดเนื้อกลางสมรภูมิรบ และสร้างคุณูปการแก่รัฐฉู่ หากต้าหวังสูญเสียอำนาจทั้งฝ่ายบุ๋นบู๊ จำต้องพึ่งพาชนชั้นสูง เช่นนั้นย่อมมิอาจกุมอำนาจไว้ในมือ หากผู้เป็นเจ้านครรัฐมิอาจอาศัยคุณธรรมปัญญาทำให้ผู้คนยอมรับนับถือ กลับเอาแต่สร้างเหตุอาศัยอิทธิพลกำจัดขุนนางผู้มีความดีความชอบ เช่นนี้มิทำให้ผู้คนท้อใจหรือ ตระกูลอู๋มีหนี้แค้น อู๋จื่อซวีจะไม่แก้แค้นได้อย่างไร เกิดเป็นบุรุษ บุญคุณต้องทดแทน หนี้แค้นต้องชำระ เป็นเพราะผู้นำไม่ประพฤติตนเช่นผู้นำ ขุนนางถึงไม่ปฏิบัติตนเช่นขุนนาง เซินเปาซวีแม้จะน่ายกย่อง แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล่าวว่า อู๋จื่อซวีกระทำผิดที่แก้แค้น ใต้หล้านี้มีเซินเปาซวี ก็ย่อมมีอู๋จื่อซวี มิเช่นนั้นจวินหวังกระทำตามอำเภอใจแต่กลับไร้การตักเตือน เช่นนี้แผ่นดินไม่วุ่นวายหรอกหรือ”

ชวีหยวนมองหมี่เยวี่ยอย่างอึ้งงัน คล้ายกับต้องการทำความรู้จักนางใหม่อีกครั้ง หมี่เยวี่ยก้มศีรษะ กังวลว่าตนจะกล่าวผิดไป

หมี่เยวี่ยเอ่ยอย่างหวาดหวั่น “ฟูจื่อ ข้ากล่าวผิดหรือ”

ชวีหยวนตบไหล่นางเบาๆ ด้วยท่าทางเคร่งขรึม “ไม่ เจ้ามิได้กล่าวผิด”

เห็นหมี่เยวี่ยก้มหน้าไม่เอื้อนเอ่ย ความคิดหนึ่งพลันบังเกิดขึ้นในใจชวีหยวน เอ่ยถาม “กงจู่ หากตำหนักหลังหนึ่ง ขาดการซ่อมแซมนานปี เสาคานล้วนผุกร่อน ควรทำเช่นไร”

หมี่เยวี่ยเงยหน้า เอ่ยอย่างไม่เข้าใจ “ย่อมต้องเปลี่ยนอย่างไรเล่า!”

ชวีหยวนถอนใจยาว “แต่หากล้วนเปลี่ยน เกรงว่ายามเปลี่ยน ตำหนักจะพังทลายเพราะมิอาจรับน้ำหนัก”

หมี่เยวี่ยยิ้ม “ฟูจื่อ แต่หากไม่เปลี่ยน ตำหนักก็พังทลายอยู่ดี!”

ชวีหยวนลูบเคราพยักหน้า “จะว่าไปก็ถูก”

หมี่เยวี่ยพลันถอนใจแผ่วเบา “เพียงแต่เสาคานเหล่านั้นใช้งานมานาน หากเปลี่ยนอย่างกะทันหัน เสาคานย่อมไม่พอใจ”

ชวีหยวนมองหมี่เยวี่ย “เจ้าฟังเข้าใจหรือ”

แต่หมี่เยวี่ยกลับเอ่ยถาม “ฟูจื่อ อู๋เซอก็คือเสาคานที่ต้องถูกเปลี่ยนใช่หรือไม่”

ชวีหยวนถอนใจยาว “เจ้ากล่าวถูกต้อง เสาคานย่อมไม่พอใจ และอาจจะถึงขั้นก่อการพังทลาย การปฏิรูปนับว่ามิใช่เรื่องง่าย! บางที เรื่องบางอย่าง ข้าควรต้องใคร่ครวญใหม่อีกครั้ง”

สามปีมานี้ เขามิเพียงแต่ถ่ายทอดวิชาความรู้แก่เหล่าลูกศิษย์ สิ่งสำคัญที่สุดคือปฏิบัติตามคำสั่งเสียของเวยหวัง ร่วมกับฉู่หวังคนใหม่หาทางผลักดันการปฏิรูประบบกฎหมายอย่างเต็มที่ เพียงแต่ชนชั้นสูงดั้งเดิมพากันกดดันคัดค้าน ฉะนั้นแม้จะทุ่มเทกายใจ กระนั้นก็ยากจะเริ่มต้น

หากแต่วาจานี้ของหมี่เยวี่ย กลับกล่าวได้ตรงประเด็นยิ่ง กล่าวถึงอำนาจของเจ้านครรัฐฉู่ที่ตกไปอยู่ในมือผู้อื่น หากจวินหวังปราศจากอิทธิพล อำนาจย่อมตกไปอยู่ในมือผู้อื่น ซึ่งอำนาจที่ตกอยู่ในมือผู้อื่นนั้น ทำได้เพียงอาศัยความสามารถของตัวจวินหวังช่วงชิงกลับมา หาไม่แล้ว ก็เท่ากับเปลี่ยนขุนนางผู้ทรงอิทธิพลคนใหม่ ซึ่งขุนนางผู้ทรงอิทธิพลที่สูญเสียอำนาจ ย่อมคิดแต่จะแก้แค้น แต่ก่อนเขาเพียงแต่คิดว่า การปฏิรูปนับเป็นเรื่องที่ “สมเหตุสมผล” ทว่าบัดนี้ ท่ามกลางความ “สมเหตุสมผล” นี้ กลับมีความไม่แน่ใจเพิ่มขึ้นมาหลายส่วน

 

 

 

คืนนี้ ณ จวนลิ่งอิ่น

ชวีหยวนกับลิ่งอิ่นเจาหยางนั่งตรงข้ามกัน

เจาหยางเหมือนจะชราลงมาก แต่เขากรำศึกมานาน ลักษณะท่าทางยามปกติจึงล้วนคงไว้ซึ่งความองอาจน่าเกรงขาม ยังคงนั่งหลังตรงผึ่งผาย กล่าวเสียงดังกังวาน

เจาหยางหยิบส้มกลีบหนึ่งรับประทานอย่างเบิกบาน เอ่ย “ชวีจื่อ ลองลิ้มรส นี่คือส้มที่ทางใต้เพิ่งส่งเข้ามา ทำให้ข้านึกถึงบทกวี ‘ชมส้ม’ ที่เจ้าประพันธ์...” กล่าวจบก็ตบเข่าพลางขับร้องเสียงเบา “เขียวขจีทอสลับเหลืองอร่าม รุจีงามราวแสงทองจับขอบฟ้า นอกรังรองในพิสุทธิ์ลออตา ทรงคุณค่าเฉกเช่นปัญญาชน ผลไม้เช่นส้มนี้ แรกเปรี้ยวตามหวาน ข้างนอกสุกใสข้างในงดงาม ประหนึ่งวิญญูชนผู้ทรงคุณธรรม!”

ชวีหยวนยิ้มเอ่ย “ลิ่งอิ่นอาวุโสชมเกินไปแล้ว”

เจาหยางเอ่ยพลางโบกมือ “โอ ข้าชราแล้ว ภายหน้ารัฐฉู่คงต้องพึ่งพาชวีจื่อ”

บัดนี้ตำแหน่งของชวีหยวนคือจั่วถู หากดูจากอันดับขุนนางรัฐฉู่ในแต่ละสมัยที่ผ่านมา นับว่าเป็นบันไดขั้นหนึ่งที่มีขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการรับตำแหน่งลิ่งอิ่นในอนาคต ซึ่งการรับตำแหน่งนี้ แน่นอนว่าได้รับความเห็นชอบจากเจาหยาง

ในฐานะลิ่งอิ่นแห่งรัฐฉู่ ประสบการณ์การมีปฏิสัมพันธ์ทางการเมืองกับรัฐทั้งหกตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทำให้เจาหยางรู้ดีว่า บัดนี้สงครามระหว่างรัฐต่างๆ รุนแรงขึ้นทุกที ภายใต้แรงกดดันเช่นนี้ หากรัฐใดต้องการอยู่รอดปลอดภัย ก็จำต้องรวมอำนาจทางทหารให้ได้มากที่สุด ถึงจะสามารถรวบรวมกำลังทั้งหมดทำสงครามครั้งใหญ่กับรัฐอื่น หาไม่แล้ว ท่ามกลางการขับเคี่ยวช่วงชิง ชนชั้นสูงแต่ละตระกูลต่างเป็นห่วงผลประโยชน์ส่วนตน คิดแต่จะรักษาผลประโยชน์ส่วนตน เช่นนั้นแล้ว ย่อมมิอาจหลีกเลี่ยงการพ่ายสงครามไปได้

หากแต่ในฐานะตัวแทนของขุนนางที่มาจากชนชั้นสูง เขากลับหวังอยู่ในใจลึกๆ ว่าเจ้านครรัฐจะไม่มีอำนาจมากกว่านี้ เพราะทันทีที่เป็นเช่นนั้น ชนชั้นสูงย่อมถูกลดความสำคัญลง หากจวินหวังกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ เช่นนั้นขุนนางเช่นพวกเขายังจะมีประโยชน์อันใดอีกเล่า

ฉะนั้นหลายปีมานี้ เขาจึงคอยช่วยเจรจาระหว่างจวินหวังกับชนชั้นสูง รักษาความเข้มแข็งทางการทหารของรัฐฉู่ ขณะเดียวกันก็ยับยั้งการผลักดันการปฏิรูป

หากแต่ทว่า ถึงอย่างไรเขาก็ชราแล้ว

คนเราพอแก่ชรา ความคิดบางอย่างก็เปลี่ยนไป เขาค่อยๆ ตระหนักได้ว่า ในใจของเขานั้น ส่วนที่เป็นลิ่งอิ่นแห่งรัฐฉู่ ได้ล้ำหน้าส่วนที่เป็นหัวหน้าตระกูลเจาเสียแล้ว

การปฏิรูปของรัฐต่างๆ ตลอดหลายปีมานี้ แม้ส่วนใหญ่สุดท้ายแล้วจะล้มเลิกกลางคัน แต่อย่างน้อยก็ดำเนินมาถึงครึ่งทาง ดังนั้นจึงก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อระบบการปกครองของรัฐต่างๆ ไม่มากก็น้อย อันที่จริงผู้ครองตำแหน่งก่อนหน้าเขาก็เคยกล่าวกับเขาว่า สักวันหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้จะทำลายระบบการปกครองเดิม แต่จะเป็นเมื่อใด กลับไม่มีผู้ใดล่วงรู้

ตอนรัฐฉินสนับสนุนหลักการปฏิรูปของซางยาง รัฐต่างๆ ต่างพากันให้ความสนใจ ครั้นฉินเซี่ยวกงถึงแก่กรรม ซางยางถูกประหารโทษฐานก่อการกบฏ รัฐต่างๆ คล้ายจะเบาใจลง หากทว่าท้ายที่สุด แม้ซางยางจะสิ้นชีพ หากแต่รัฐฉินยังคงดำเนินหลักกฎหมายของซางยางต่อไป สำหรับรัฐต่างๆ แล้ว มิอาจไม่นับเป็นแรงกดดันอันหนักหน่วง

ในที่สุดเจาหยางก็นั่งไม่ติด เขากับเซียนหวังและฉู่หวังคนใหม่ล้วนเห็นพ้องต้องกันโดยมิต้องเอื้อนเอ่ย ให้ชวีหยวนรับตำแหน่งจั่วถูในฐานะลิ่งอิ่นคนต่อไป คอยผลักดันเรื่องนี้อย่างเงียบๆ

ในเมื่อการปฏิรูปอย่างไรก็ต้องมาถึง และอาจจะมาถึงในไม่ช้านี้ เช่นนั้นแทนที่จะปล่อยให้ตระกูลเจาถูกลดทอนอำนาจในราชสำนักและกลายสภาพเป็นเครื่องสังเวยในการปฏิรูปหลังตนตาย มิสู้ร่วมกับตระกูลเชื้อพระวงศ์ผลักดันการปฏิรูปขณะที่ตนยังครองตำแหน่ง ได้รับผลประโยชน์จากการปฏิรูปพร้อมตระกูลเชื้อพระวงศ์ ซึ่งตัวของเขาเองนั้น ก็จะได้รับคำชื่นชมสรรเสริญจากชนรุ่นหลังในฐานะวิญญูชนผู้สนับสนุนการปฏิรูป

ด้วยเหตุนี้ ภายใต้การเห็นชอบของเขา ฉู่หวังคนใหม่กับชวีหยวน จึงค่อยๆ ผลักดันให้เกิดการปฏิรูป

คืนนี้ เขามีเรื่องบางอย่างต้องการหารือกับชวีหยวน ขณะที่ชวีหยวนก็มีเรื่องต้องการหารือกับเขาเช่นกัน

ส้มผลหนึ่ง เปิดฉากการสนทนาในวันนี้

ชวีหยวนเอ่ยอย่างถ่อมตน “ลิ่งอิ่นอาวุโสกล่าวล้อเล่นแล้ว ท่านเป็นเสาหลักแห่งรัฐฉู่ เป็นที่เคารพนับถือ ต้าหวังขึ้นครองราชย์หลายปีมานี้ กิจการทั้งนอกในล้วนมีท่านคอยดูแล ไม่ว่าราชการงานแผ่นดินหรือกิจธุระภายในครอบครัวล้วนทุ่มเทกายใจ ความรุ่งเรืองของต้าฉู่ในวันนี้ นับเป็นคุณูปการอย่างใหญ่หลวงของลิ่งอิ่นอาวุโส บัดนี้ต้องรักษาแผ่นดินของเซียนหวัง ทั้งยังต้องพัฒนาในรุ่งเรืองยิ่งขึ้นไป การผลักดันการปฏิรูประบบกฎหมาย คงต้องขอความช่วยเหลือจากลิ่งอิ่นอาวุโสแล้ว”

เจาหยางหัวเราะ “ชวีจื่อมีสติปัญญาเหนือข้า บัดนี้ข้าอายุมากแล้ว ใกล้เกษียณเต็มที ต้าหวังให้ความสำคัญกับชวีจื่อ เรื่องการปฏิรูประบบกฎหมายชวีจื่อจัดการได้อย่างเต็มที่ ข้าไม่คัดค้านอันใด เพียงแต่...”

ชวีจื่อยืดหลังตรง ประสานมือเอ่ย “ลิ่งอิ่นอาวุโสโปรดชี้แนะ ผิงน้อมรับฟัง” 

ผิงคือชื่อของชวีหยวน ครั้นอยู่ต่อหน้าเจาหยาง ต้องใช้ชื่อแทนตัวแสดงความถ่อมตน ผู้ที่คุ้นเคยกับเจาหยางย่อมรู้ดีว่า วาจาก่อนหน้าของเขาเป็นเพียงการเกริ่นนำ วาจาหลังคำว่า “แต่...” ต่างหากที่เป็นใจความสำคัญ

เจาหยางยิ้มกว้างพลางโบกมือ “ไม่สำคัญอันใด มิจำเป็นต้องจริงจังถึงเพียงนี้ ถือเสียว่าคนแก่ผู้หนึ่งพร่ำบ่น เจ้าฟังเพียงผ่านๆ ก็พอ”

ชวีหยวนพยักหน้า สีหน้ายังคงเคร่งขรึมไม่เปลี่ยน

เจาหยางเห็นเช่นนี้ ไม่รีบร้อนเอื้อนเอ่ย กลับรินน้ำถ้วยหนึ่งให้ชวีหยวนพลางกล่าว “ชวีจื่อ ดื่มน้ำสักถ้วยก่อน”

ชวีหยวนรับถ้วยเคลือบมา ยกดื่มรวดเดียวหมด

แต่เจาหยางกลับเอาแต่หมุนถ้วยเคลือบในมือเล่น น้ำในถ้วยกลิ้งหมุนไปมาตามการเคลื่อนไหวของเขา ครู่ใหญ่ผ่านไป เจาหยางถึงเอ่ย “เหลาจื่อนักปราชญ์แห่งรัฐฉู่เราเคยกล่าวไว้ว่า คุณความดีสูงสุดประดุจน้ำ ให้ประโยชน์แก่สรรพสิ่งโดยมิหวังช่วงชิง ดำรงตนอยู่ในที่ต่ำอันเป็นที่รังเกียจเดียดฉันท์ ฉะนั้นจึงใกล้เคียงกับหลักแห่งมรรควิถี เลือกพำนักในที่เหมาะสมจิตใจสงบกว้างขวาง มีใจดีงามต่อเพื่อนมนุษย์ ยึดมั่นในวาจาสัตย์ ปกครองบ้านเมืองอย่างยุติธรรม รับผิดชอบและเปี่ยมความสามารถ รู้จักปรับตัวตามสถานการณ์ เนื่องเพราะมิหวังช่วงชิง ดังนั้นจึงไร้ทุกข์ไร้กังวล ชวีจื่อ เจ้าเห็นเช่นไรกับวาจานี้”

ชวีหยวนเม้มปากเล็กน้อย แม้จะเพิ่งดื่มน้ำไปถ้วยหนึ่ง กระนั้นก็ยังรู้สึกลำคอแห้งผาก แม้เขาจะอายุไม่น้อยแล้ว แต่ในสายตาของขุนนางอาวุโสผู้นี้ ด้านการปกครองเขายังคงด้อยประสบการณ์เช่นมือใหม่

เจาหยางถอนหายใจ “ชวีจื่อ เจ้าเป็นคนรับผิดชอบต่อหน้าที่ จุดนี้ข้าชื่นชมเจ้า หากเจ้าเป็นผู้ใต้บัญชา เป็นที่ปรึกษาของผู้อื่น ความจริงจังประการนี้นับเป็นคุณสมบัติที่หายากยิ่ง แต่หากจะเป็นลิ่งอิ่น เป็นเครื่องชั่งที่คอยควบคุมสมดุลของราชสำนัก เช่นนี้ย่อมไม่เพียงพอ”

ชวีหยวนประสานมือเอ่ย “ขอลิ่งอิ่นอาวุโสโปรดชี้แนะ”

เจาหยางถอนใจเอ่ย “การปกครองรัฐใหญ่เฉกเช่นการปรุงอาหารเลิศรส สิ่งสำคัญที่สุดคืออะไร คือระดับไฟและความสมดุล หากเจ้าต้องการกระทำเรื่องหนึ่งให้สำเร็จ ย่อมมิอาจต่อสู้เพียงลำพัง แต่ต้องโน้มน้าวให้ผู้อื่นยืนอยู่ข้างเดียวกับเจ้า เจ้าต้องจำไว้ การจะหยัดยืนอยู่ในราชสำนักได้นั้น สิ่งสำคัญที่สุดมิใช่ความจริงจัง หากแต่เป็นการวางตัว ผูกมิตรให้มาก สร้างศัตรูให้น้อย ไม่ฉกฉวยผลประโยชน์ รู้จักช่วยเหลือผู้คน หากสามารถได้รับการสนับสนุนจากขุนนางส่วนใหญ่ในราชสำนัก เช่นนั้นไม่ว่าเจ้ากระทำสิ่งใดล้วนสำเร็จอย่างง่ายดาย ในทางกลับกัน ไม่ว่าเรื่องใดจะมีแต่ล้มเหลว”

ชวีหยวนเงียบไป รู้ดีว่าระยะนี้เขาผลักดันการปฏิรูป นำตัวลูกหลานชนชั้นสูงสองสามคนที่เหลวไหลไร้สามารถและประพฤติตนไม่เหมาะสมมาลงโทษตามกฎหมาย ย่อมมีคนนำเรื่องนี้มาฟ้องเจาหยาง พลันนึกถึงวาจาของหมี่เยวี่ยที่ว่า เสาคานที่ถูกเปลี่ยนย่อมไม่พอใจ ได้แต่ลอบทอดถอนใจ เพียงเปลี่ยนผู้ไร้สามารถไม่กี่คนนี้ก็เป็นเช่นนี้เสียแล้ว ภายหน้าหากดำเนินการปฏิรูป ส่งผลกระทบโดยตรงต่อขุนนางผู้ทรงอิทธิพล เกรงว่าผลที่ตามมาคงยากจะคาดการณ์ ทว่าปากกลับกล่าวกับเจาหยางว่า “หากขุนนางในราชสำนักอ่อนแอไร้สามารถ ทุจริตคดโกงเล่า ก็ต้องนิ่งดูดายเช่นนี้หรือ”

เจาหยางชี้มือไปทางเขาครู่หนึ่งก่อนจะลดมือลง ถอนใจเอ่ย “ชวีจื่อเอ๋ยชวีจื่อ ข้าต้องกล่าวอย่างไรเจ้าถึงจะเข้าใจ บัดนี้ในราชสำนัก ขุนนางคนสำคัญครึ่งหนึ่งล้วนมาจากตระกูลชวี ตระกูลเจา และตระกูลจิ่ง ส่วนที่เหลือครึ่งหนึ่งก็สืบเชื้อสายมาจากแซ่หมี่ ขุนนางที่มิใช่แซ่หมี่มีเพียงสองถึงสามในสิบส่วนเท่านั้น รัฐก็คือบ้าน บ้านก็คือรัฐ การปฏิรูปเป็นเรื่องของรัฐ ยิ่งไปกว่านั้นคือเรื่องในบ้านของคนแซ่หมี่...”

ชวีหยวนพลันเอ่ยขึ้น “แล้วต้าหวังเล่า การดำรงอยู่ของต้าหวังนับเป็นเช่นใด”

เจาหยางเห็นเขาดื้อรั้น เอ่ยอย่างจนใจ “เรื่องทุกอย่างต้องค่อยเป็นค่อยไป ไม่มีเรื่องใดที่สำเร็จตั้งแต่ก้าวแรก”

ชวีหยวนเดิมกำลังคุกเข่า เวลานี้กลับพลันยืดตัวตรง “ข้าประสงค์จะเป็นตัวแทนรัฐฉู่ไปเยือนห้ารัฐทางเหนือ ขอลิ่งอิ่นโปรดอนุญาต”

เจาหยางเอ่ยถามอย่างแปลกใจ “เจ้าทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร”

ชวีหยวนกล่าว “แทนที่จะวิจารณ์ มิสู้ลงมือทำ ที่วันนี้ลิ่งอิ่นมีอำนาจตัดสินใจ เป็นเพราะลิ่งอิ่นกรำศึกมาทั้งชีวิต หากต้าหวังมิเคยเป็นที่ยอมรับนับถือในด้านบุ๋นบู๊ หากสนับสนุนการปฏิรูป เกรงว่าคงถูกผู้คนควบคุมบงการ ข้าประสงค์จะไปเยือนห้ารัฐทางเหนือ เจรจาให้รัฐทั้งห้าร่วมเป็นพันธมิตรกับต้าหวัง เช่นนี้ เมื่อต้าหวังเป็นที่ยอมรับนับถือ ย่อมส่งผลดีต่อการสนับสนุนการปฏิรูป ลิ่งอิ่นเห็นเป็นเช่นไร”

เจาหยางคล้ายกับมิเคยรู้จักชวีหยวน พินิจมองเขาอีกครั้งอย่างพิจารณา ถอนใจเอ่ย “ในเมื่อชวีจื่อจงรักภักดีเช่นนี้ ข้าเลื่อมใส เจ้าไปเถิด ในราชสำนักมีข้าอยู่ แม้มิอาจพัฒนาการปฏิรูป กระนั้นก็จะไม่ปล่อยให้การปฏิรูปเสื่อมถอย”

ชวีหยวนประสานมือ โค้งตัวต่ำ “ขอบคุณลิ่งอิ่นยิ่งนัก”

หนังสือแนะนำ