บทที่สิบ หอฟ่างอิง

เวลาสามปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ในสามปีนี้ หมี่เยวี่ยเปลี่ยนจากเด็กหญิงตัวน้อยกลายเป็นเด็กสาวตัวน้อย ส่วนตำหนักรองฝั่งตะวันตกเฉียงใต้หลังน้อยแห่งนี้ ก็มิอาจกั้นขวางนางได้อีก นางปีนข้ามกำแพงตำหนักเล็กเตี้ย มีหวงเซียก้าวนำมุ่งไปยังที่ที่กว้างใหญ่ยิ่งกว่า

ในป่า ไก่ฟ้าสีทองอวบอ้วนตัวหนึ่งเกาะอยู่บนกิ่งไม้ ส่งเสียงขับขานอย่างเริงร่า

บนต้นไม้ที่อยู่ไม่ไกล หน้าไม้เล่มหนึ่งพุ่งเล็งอย่างเงียบกริบ หัวธนูทอประกายวาววับ มือข้างหนึ่งเหนี่ยวสลักไก ลูกธนูพุ่งออกไป ไก่ฟ้าสีทองร่วงตกลงบนพื้น จากนั้น ถูกถอนขน ทำความสะอาด เสียบเข้ากับกิ่งไม้ กลายสภาพเป็นไก่ย่างหอมกรุ่น

เด็กชายผู้หนึ่งหยิบไก่ย่างขึ้นมา สีหน้าฉายแววยินดีปรีดา ขณะกำลังจะอ้าปากกัดกิน มือเรียวเล็กของใครคนหนึ่งพลันยื่นมาฉวยไม้เสียบไก่ย่างไปจากเขา

เด็กชายหันไปมอง เอ่ยหน้ามุ่ย “พี่สาว”

หมี่เยวี่ยแย่งไก่ย่างที่หมี่หรงน้องชายอุตส่าห์เสียเวลาย่างจนสุกไปจากเขาด้วยท่าทางประหนึ่งผู้ที่อยู่เหนือกว่า เอ่ยอย่างวางท่า “หรง ไยเจ้าจึงลอบเกียจคร้าน ไม่ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน กลับมาเที่ยวเล่นที่นี่”

หมี่หรงรู้ดีว่าพี่สาวแท้ๆ ของตนผู้นี้ไม่ว่าเรื่องใดเป็นต้องกล่าวโทษตนก่อนเสมอ เพื่ออาศัยเป็นข้ออ้างอันชอบธรรมในการรังแกตน เอ่ยแย้งขึ้น “ข้าหาได้มาเที่ยวเล่นไม่ ดนตรี พิธีกรรม พู่กัน คำนวณ ขี่ม้า ยิงธนู ศาสตร์ทั้งหกแขนงนี้ ศาสตร์ยิงธนูจำต้องหมั่นฝึกฝน”

หมี่เยวี่ยทำสีหน้าล้อเลียน “ฝึกการยิงธนูอันใด มิสู้บอกว่าเจ้าตะกละตะกลาม”

หมี่หรงโต้เถียง “หากพี่สาวไม่ตะกละตะกลาม ก็อย่ารับประทานไก่ย่างของข้า” 

หมี่เยวี่ยหัวเราะคิกคัก “ข้าหาได้ตะกละตะกลามไม่ ข้าช่วยตรวจสอบสิ่งที่เจ้าย่างว่ารับประทานได้หรือไม่ต่างหาก” เอ่ยจบก็ฉีกน่องไก่ชิ้นใหญ่ใส่ปาก

หมี่หรงไม่เสียเวลาโต้เถียง พุ่งเข้าไปยื้อแย่ง ขณะที่สองพี่น้องกำลังยื้อแย่งกันอย่างสนุกสนาน พลันได้ยินเสียงถอนหายใจดังขึ้นด้านหลัง หมี่เยวี่ยตกใจ พลันคลายมือออก ไก่ย่างทั้งตัวถูกหมี่หรงแย่งไป เขารีบวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว

หมี่เยวี่ยจึงได้แต่หันไปมอง ยิ้มทักทาย “พี่จื่อเซีย”

นางกับหวงเซียหลังจากทะเลาะกันเมื่อสามปีก่อน ก็ปรับความเข้าใจคลายความขัดแย้ง เดิมนางก็เป็นคนเฉลียวฉลาด เพียงเพราะเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน จึงไม่เต็มใจใกล้ชิดผู้ใด หลังผ่านเรื่องครานั้น ก็เริ่มเปิดใจมากขึ้น หันมาสนิทสนมกับหวงเซีย ร่วมศึกษาเล่าเรียน ร่วมเรียนรู้ฝึกฝน ความสัมพันธ์ค่อยๆ แน่นแฟ้น

จวี่จีแม้จะดีต่อนาง แต่ก็ให้ความสำคัญกับหมี่หรงมากกว่า ชวีจื่อแม้จะเปี่ยมวิชาความรู้ แต่ก็มีกิจธุระมากมาย หมี่หรงแม้จะเชื่อฟังนาง แต่ก็เยาว์วัยด้อยความรู้ ส่วนบรรดาข้ารับใช้ ยิ่งมิต้องกล่าวถึง มีเพียงหวงเซียที่อายุเท่านาง นางมีเรื่องอันใด เขาล้วนรับฟัง นางมีความคิดอันใด เขาล้วนเข้าใจ ครั้นนางมีเรื่องไม่สบายใจ เพียงหันไปก็จะเห็นเขาอยู่ข้างกายนางเสมอ...

เวลานี้ การกระทำของนางแม้จะไม่นับเป็นการรังแกน้องชายเสียทีเดียว แต่เรื่องเช่นนี้นับเป็นเรื่องปกติยามอยู่กับน้องชาย ผู้ที่มีนิสัยค่อนไปทาง “วิญญูชนผู้ทรงธรรม” เช่นหวงเซียจึงย่อมไม่ชอบใจ เป็นต้องตักเตือนทุกครั้ง นางรู้ดีว่าอีกฝ่ายหวังดี แต่เมื่อถูกเขาจับได้เช่นนี้ ก็อดกริ่งเกรงไม่ได้

หวงเซียขมวดคิ้วมองท่าทางมอมแมมของหมี่เยวี่ย เอ่ยขึ้น “ไยเจ้าจึงยื้อแย่งกับจื่อหรงอีกแล้ว คนในสำนักฝ่ายในตัดส่วนแบ่งของพวกเจ้าหรือ”

หมี่เยวี่ยหัวเราะพรืด “มีที่ไหนกัน บัดนี้สำนักฝ่ายในมิได้ตัดส่วนแบ่งของพวกเรา ข้าเพียงแต่แกล้งจื่อหรงเล่นเท่านั้น”

หมี่หรงกำลังเจริญวัยเจริญอาหาร  แต่จวี่จีกลับไม่ยอมปล่อยให้เขารับประทานตามแต่ใจ นางเคยเห็นไท่จื่อไหวยามเยาว์วัยเนื่องจากฉู่เวยโฮ่วตามใจปล่อยให้รับประทานจนอ้วนท้วน ทำให้ฉู่เวยหวังไม่พอใจยิ่ง ส่งตัวไท่จื่อไปใช้ชีวิตในกองทัพนานสามปี ถึงขจัดความอ้วนออกไปได้ กระนั้นเรื่องนี้ก็ทำให้ความพึงใจที่ฉู่เวยหวังมีต่อไท่จื่อลดลงหลายส่วน

จวี่จีตั้งใจจะแสดงให้ทุกคนเห็นว่ากงจื่อหรงไว้ทุกข์ให้เซียนหวังนานสามปี เพื่อสร้างความประทับใจให้ตระกูลเชื้อพระวงศ์และเหล่าขุนนาง ภายหน้าจะได้รับพระราชทานที่ดินศักดินาโดยเร็ว ไฉนเลยจะยอมปล่อยให้เขารับประทานจนอ้วนท้วน ขัดกับความเหมาะสม

ด้วยเหตุนี้ หมี่หรงถูกจวี่จีสั่งห้าม จึงยิ่งตะกละตะกลาม เมื่อหมี่เยวี่ยพาออกมา จึงมักแอบไปล่าสัตว์เป็นอาหารรับประทานคลายหิว ใจหนึ่งหมี่เยวี่ยกลัวว่าตนจะทำให้น้องชายเสียนิสัย อีกใจก็กลัวว่าหากตามใจหมี่หรงมากเกินไป เมื่ออยู่ต่อหน้าจวี่จีจะสิ้นคำอธิบาย จึงมักตามใจเขาสักครั้งหนึ่ง แต่ขณะเดียวกันก็จะคอยควบคุมมิให้เขารับประทานมากเกินไป

นางไม่ต้องการทำให้หวงเซียเข้าใจผิด จึงอธิบายเรื่องนี้ให้เขาฟัง ก่อนจะเอ่ยถาม “พี่จื่อเซีย ท่านมามีธุระอันใดหรือ”

หวงเซียหยิบม้วนไม้ไผ่ม้วนหนึ่งออกมา “บท ‘หัวหน้าขุนนาง’ นี้ ข้านำมาแล้ว ม้วนก่อนหน้าเจ้าท่องได้แล้วหรือไม่”

หมี่เยวี่ยพยักหน้า “แน่นอนว่าได้แล้ว”

หวงเซียเอ่ย “น่าเสียดายที่พวกเจ้าพำนักอยู่ในตำหนักรอง ดนตรี พิธีกรรม พู่กัน คำนวณ ขี่ม้า ยิงธนู ศาสตร์ทั้งหกแขนงนี้ นอกจากพู่กันกับคำนวณ ที่เหลือล้วนเรียนรู้เพียงผิวเผิน...”

หมี่เยวี่ยเอ่ยยิ้มๆ “ผู้ใดบอก ข้ายิงธนูแม่นยำ ขี่ม้าคล่องแคล่ว อีกทั้งตอนนี้ข้าเริ่มศึกษาพิธีกรรมทั้งสามคัมภีร์แล้ว...”

หวงเซียเอ่ยพลางส่ายหน้า “เจ้าศึกษาเพียงผิวเผิน ไม่นับว่าศึกษาศาสตร์ทั้งหกแขนงอย่างจริงจัง พิธีกรรมมิใช่ตำรา มิใช่ว่าท่องได้แล้วจะเข้าใจ สภาพแวดล้อมและการเลี้ยงดูสามารถเปลี่ยนแปลงสภาพร่างกายและจิตใจของมนุษย์ มีเพียงสัมผัสพิธีกรรมต่างๆ ด้วยตนเอง ถึงสามารถเข้าใจว่าพิธีกรรมคืออะไร ดนตรีจำต้องใช้โสตประสาทรับฟัง จวี่ฟูเหรินแม้จะสามารถสอนเจ้าร่ายรำขับร้อง หากแต่ ‘อวิ๋นเหมิน ต้าเสียน ต้าเส้า ต้าซย่า ต้าฮู่ ต้าอู่’ ดนตรีทั้งหกประเภทนี้ ล้วนเป็นระบำที่จำต้องใช้ผู้คนหลายร้อยหลายพันคนร่ายรำ หากมิได้สัมผัสด้วยตนเอง ศึกษาจากม้วนไม้ไผ่ย่อมมิอาจเข้าใจได้อย่างถ่องแท้...”

หมี่เยวี่ยเลิกคิ้ว “วันก่อนมารดาบอกข้าว่า ไว้ทุกข์ให้เซียนหวังครบสามปีแล้ว นางจะขอให้จื่อหรงเข้าศึกษาที่พ่านกง พวกเราใกล้จะย้ายออกจากตำหนักรองแล้ว”

หวงเซียเอ่ยอย่างดีใจ “เช่นนี้ประเสริฐยิ่ง ฟูจื่อเคยบอกว่า หากสายโลหิตของเซียนหวังไม่ศึกษาศาสตร์ทั้งหกแขนงนี้ หากรัฐต่างๆ รู้เข้าย่อมหัวเราะเยาะเป็นแน่ ลิ่งอิ่นจึงนำเรื่องนี้ทูลต้าหวัง ต้าหวังทรงอนุญาตแล้ว”

หมี่เยวี่ยปรบมือยิ้มเอ่ย “ประเสริฐยิ่ง!”

เป็นเช่นจวี่จีคาดหมาย เมื่อไว้ทุกข์ให้ฉู่เวยหวังครบสามปี บรรยากาศของราชสำนักก็เปลี่ยนไป ลิ่งอิ่นเจาหยางเสนอว่ากงจื่อกงจู่หลายคนของเซียนหวังไว้ทุกข์ครบกำหนดแล้ว ล้วนได้เวลากลับวัง จะพระราชทานที่ดิน ส่งตัวไปกองทัพ หรือเข้ารับการศึกษา จำต้องจัดการให้เรียบร้อย

ฉู่หวังไหวไม่มีความเห็นใดๆ  จึงโบกมือเป็นเชิงอนุญาต

จากนั้น กงจื่อหรงก็เช่นเดียวกับกงจื่อคนอื่นๆ  ได้รับพระราชทานเด็กรับใช้และขันทีหลายคน เข้าศึกษา ณ พ่านกง สถานศึกษาของลูกหลานตระกูลเชื้อพระวงศ์ ส่วนฉู่เวยโฮ่วหลังจากได้ยินรับสั่งของฉู่หวัง ก็ออกคำสั่งเพิ่มอีกประการหนึ่งทันที ให้กงจู่หมี่เยวี่ยย้ายมาพำนัก ณ หอเกาถัง ร่วมศึกษาร่วมพำนักกับกงจู่คนอื่นๆ

จวี่จีรอข้ารับใช้ที่มาถ่ายทอดคำสั่งเดินออกไป กำหนังสือรับสั่งอึ้งงันไปชั่วขณะ ริมฝีปากค่อยๆ เหยียดออกเป็นรอยยิ้มเย็นชา

ฟู่หมู่หนี่ว์ขุยเอ่ยอย่างกังวล “ฟูเหริน หากกงจู่ย้ายไปหอเกาถัง มิเท่ากับว่า...”

จวี่จีแค่นยิ้ม “เวยโฮ่วนิสัยไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย ต่อให้นางมิได้รับประโยชน์ ก็ยังมิวายทำให้ผู้อื่นทุกข์ทรมาน”

หนี่ว์ขุยว่า “ฟูเหรินจำต้องติดตามกงจื่อใช่หรือไม่”

จวี่จีถอนหายใจก่อนจะเอ่ย “ช่วยมิได้ หากต้องการบรรลุเป้าหมาย ก็จำต้องยอมสูญเสีย!”

หากจะให้หมี่หรงเข้ารับการศึกษา ก็จำต้องยอมให้หมี่เยวี่ยแยกจากตน ไปใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การควบคุมของฉู่เวยโฮ่ว จวี่จีลอบถอนใจ คงทำได้เพียงขอให้คนในวังเช่นเจิ้งซิ่วช่วยดูแล เพียงแต่หอเกาถังอยู่ในเขตอิทธิพลของฉู่เวยโฮ่ว อย่าว่าแต่เจิ้งซิ่ว แม้แต่หนานโฮ่วก็เกรงว่าจะไร้หนทางยุ่งเกี่ยวเรื่องนี้

นึกถึงตรงนี้ จวี่จีเงยหน้าขึ้น “หนี่ว์ขุย”

หนี่ว์ขุยตอบรับ

จวี่จีถอนใจแผ่วเบา มีเพียงให้หมี่เยวี่ยย้ายไปหอเกาถังตามลำพัง ให้ฉู่เวยโฮ่วรู้สึกว่าตนมิได้ให้ความสำคัญกับบุตรสาวผู้นี้ นางถึงจะไม่จงเกลียดจงชังหมี่เยวี่ยมากไปกว่านี้ อีกทั้งภายใต้อำนาจเบ็ดเสร็จของฉู่เวยโฮ่ว ต่อให้นางติดตามหมี่เยวี่ยไปหอเกาถัง ก็เกรงว่ามิอาจปกป้องคุ้มครองนางได้ ซ้ำร้ายรังแต่จะทำให้นางถูกกดขี่ข่มเหงมากกว่าเดิม ไตร่ตรองไปมา สุดท้ายก็ได้แต่เอ่ยกำชับหนี่ว์ขุย “ข้ามิอาจติดตามกงจู่ไปหอเกาถัง ฉะนั้นชีวิตของกงจู่นับจากนี้ คงต้องฝากไว้กับเจ้าแล้ว ต่อให้เจ้าตาย ก็ต้องปกป้องนาง”

หนี่ว์ขุยทรุดตัวคุกเข่า เอ่ยอย่างจริงจัง “หม่อมฉันจะทำตามคำสั่งของฟูเหริน แม้นตายก็จะปกป้องกงจู่”

จวี่จีถอนใจยาว เรียกหมี่เยวี่ยมา อธิบายต้นสายปลายเหตุให้หมี่เยวี่ยฟังอย่างละเอียด

หมี่เยวี่ยฟังจบก็เงียบไปนาน ครู่ใหญ่ถึงเอ่ย “เช่นนั้น ต่อจากนี้ข้าจะพบมารดากับน้องหรงอีกได้อย่างไร”

จวี่จีเดิมกังวลว่านางฉลาดเกินไป กลัวว่านางจะรับเรื่องนี้ไม่ไหว จำต้องอาศัยความอดทนอย่างมากหว่านล้อมนาง นึกไม่ถึงว่านางจะรู้ความเช่นนี้ อดสงสารมิได้ กอดนางพลางเอ่ย “ลูกแม่ เจ้าสามารถพบพวกเราได้บ่อยครั้ง การศึกษาที่พ่านกงจะหยุดทุกวันที่หนึ่งกับวันที่สิบห้า คาดว่าเจ้าศึกษาที่หอเกาถัง ก็คงเป็นเช่นนี้เช่นกัน พอถึงวันที่หนึ่งกับวันที่สิบห้า เจ้าก็กลับมาอยู่กับพวกเรา ส่วนเวลาอื่น หากเจ้าคิดถึงมารดา ย่อมสามารถกลับมาเยี่ยมเยียน”

หมี่เยวี่ยกอดจวี่จีแน่น เอ่ยเสียงเศร้าสร้อย “มารดา ตอนนั้นข้าหวังแต่ว่าจะครบกำหนดไว้ทุกข์โดยไว พวกเราจะได้ออกจากตำหนักรอง กลับไปอยู่ในวัง แต่เหตุใดจึงกลายเป็นเช่นนี้ หากรู้แต่แรกว่าจะเป็นเช่นนี้ พวกเรามิสู้อยู่ที่ตำหนักรองต่อไป เช่นนี้ครอบครัวเราก็มิต้องแยกจากกัน”

จวี่จีถอนใจแผ่วเบา “มารดาก็ไม่ปรารถนาให้เจ้าแยกจากข้า แต่ว่า มารดาจำต้องทำเช่นนี้ พวกเราหลบอยู่ในตำหนักรองแห่งนี้ ทำตัวให้เล็กที่สุด ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด บางทีอาจสามารถขอพรอธิษฐานให้ศัตรูลืมเลือนพวกเรา มองข้ามพวกเรา แต่กระนั้นก็จำต้องอยู่ท่ามกลางความหวาดระแวงไปชั่วชีวิต กลัวว่าหากมีใครมองเห็นแล้วจะถูกเหยียบตายเช่นมดตัวหนึ่ง ข้าสามารถมีชีวิตเช่นนี้ แต่เจ้ากับจื่อหรงมิอาจ”

หมี่เยวี่ยเบือนหน้าเช็ดน้ำตา “มารดา ข้าเข้าใจแล้ว”

จวี่จีเอ่ยสีหน้าเคร่งขรึม “เจ้ากับจื่อหรง เป็นทายาทของเซียนหวัง เป็นสายโลหิตของเจ้านครรัฐ มิอาจใช้ชีวิตอยู่ในมุมมืดไปตลอดชีวิต เฉกเช่นสามัญชนคนธรรมดา ไร้ปากไร้เสียง มีชีวิตตามมีตามเกิด โคลงกลอนบทกวีและดนตรีพิธีกรรมล้วนไม่มีโอกาสศึกษาเรียนรู้ เหล่าชนชั้นสูงและตระกูลเชื้อพระวงศ์ล้วนไม่มีโอกาสทำความรู้จัก หากเป็นเช่นนี้ ภายหน้าพวกเจ้าจะมีที่ยืนในสังคมได้อย่างไร จะเอาตัวรอดในสังคมได้อย่างไร การมีชีวิตเช่นนี้ต่างอะไรกับตาย ผู้อื่นมิต้องเอาชีวิตพวกเรา พวกเราก็ปลิดชีพตนเองเสียก่อนแล้ว” 

หมี่เยวี่ยเอ่ยอย่างจริงจัง “มารดามิต้องเป็นห่วง ข้าจะให้จื่อหรงก้าวไปยืนอยู่ท่ามกลางแสงตะวัน เติบใหญ่อย่างภาคภูมิ ได้รับพระราชทานที่ดินบรรดาศักดิ์ พวกเราจะต้องมีชีวิตสุขสบายขึ้นเรื่อยๆ”

จวี่จีถอนใจเอ่ย “พวกเจ้าเป็นลูกหลานตระกูลเชื้อพระวงศ์ ทันทีที่ถือกำเนิดก็ได้บันทึกชื่อในทำเนียบวงศ์ตระกูลในศาลบรรพชน เมื่อเจ้าอายุสิบห้าปีต้องเข้าพิธีประดับปิ่น (เชิงอรรถเมื่อเด็กหญิงอายุครบสิบห้าปี จะได้รับการประดับปิ่น เพื่อแสดงว่าเข้าสู่วัยออกเรือน) จื่อหรงอายุยี่สิบปีต้องเข้าพิธีสวมเครื่องครอบมวยผม เป็นหน้าที่ของศาลบรรพชนที่ต้องรายงานให้ในวังรู้ ถึงตอนนั้นสตรีผู้นั้นย่อมนึกขึ้นได้ว่าพวกเรายังมีชีวิตอยู่ แต่ผู้คนในใต้หล้าอาจจะไม่รู้ ถึงตอนนั้น นางเพียงส่งทหารมาสามสี่คน ก็สามารถทำให้เราสาบสูญไปอย่างไร้สุ้มเสียง ฉะนั้นข้าจึงต้องเตรียมการแต่เนิ่นๆ  มิเพียงแต่ทำให้ผู้คนทั้งใต้กล้ารับรู้การดำรงอยู่ของเรา อีกทั้งก่อนหน้านั้น ยังต้องไขว่คว้าโอกาสและสั่งสมต้นทุนให้ได้มากที่สุด เพื่อพวกเจ้าจะได้มีที่พักพิงและอยู่รอดปลอดภัยในอนาคต” นางคว้ามือหมี่เยวี่ยมาจับ “ชีวิตของเจ้านี้ ภายหน้ายังต้องพบเจออะไรอีกมาก ข้าเพียงบอกเจ้าสองประการ หนึ่งอย่ากลัว สองอย่ารั้น”

หมี่เยวี่ยพยักหน้า “มารดา ข้าไม่มีทางกลัว”

จวี่จีเอ่ย “ผู้คนมากมายคิดว่าหากหลบอยู่ในมุมมืดก็จะปลอดภัย แต่กลับไม่รู้ว่าภูตผีปีศาจมักจะสังหารผู้คนในมุมมืด ปราศจากร่องรอยอย่างสิ้นเชิง ฉะนั้น เมื่อประสบเรื่องใด จงอย่าก้าวถอย แต่จงก้าวไปยืนอยู่ท่ามกลางแสงสว่างอย่างอาจหาญ ก้าวไปยืนอยู่ท่ามกลางที่ที่ผู้คนจับจ้อง เช่นนี้แล้ว ผู้ที่ทำร้ายเจ้าก็จะไม่มีที่หลบซ่อนกำบัง จำต้องชดใช้ท่ามกลางสายตาผู้คน”

หมี่เยวี่ยพยักหน้า “อืม ข้ารู้ พวกเรามิใช่มด พวกเราสืบเชื้อสายมาจากแซ่หมี่ เป็นสายโลหิตของฉู่หวัง!”

จวี่จีถอนใจเอ่ย “ความจริงแล้ว สิ่งที่ข้าเป็นห่วงที่สุด ก็คือนิสัยไม่กลัวฟ้าไม่กลัวดินของเจ้า ประสบเรื่องใดไม่รู้จักปรับตัว ก่อให้เกิดปัญหาวุ่นวายตามมา ลูกข้า ในวังเต็มไปด้วยกลอุบาย หากผู้อื่นวางกับดักให้เจ้าหลงกล เจ้าจงอย่าดื้อรั้นโต้เถียง ทางที่ดีควรอดทนอดกลั้น รู้จักประนีประนอม เจ้าต้องรู้ว่าสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดในใต้หล้า ก็คือชีวิตของเจ้าเอง ขอเพียง ณ ขณะนั้นเจ้าไม่วู่วาม ไม่ปล่อยให้ตนเองพลาดท่าเสียที ให้ผู้อื่นมีโอกาสสังหารเจ้าทันที ทุกเรื่องล้วนมีทางออก จำต้องค่อยๆ หาทางรับมือ เมื่อสามารถตั้งสติ ย่อมมีโอกาสรอด”

หมี่เยวี่ยพยักหน้าเงียบๆ  พลันนั้นก็ถาม “ตอนเสด็จพ่อสิ้นพระชนม์ ที่มารดายอมถอยไม่สู้รบปรบมือ ก็คือเช่นนี้ใช่หรือไม่”

จวี่จีพยักหน้า “ใช่แล้ว แม้ให้เจ้าย้ายไปหอเกาถัง ข้ามิอาจไม่ทำเช่นนี้ แต่จำต้องรู้ไว้ว่าในใต้หล้านี้ ที่ที่อันตรายที่สุดก็คือที่ที่ปลอดภัยที่สุด หากรัฐฉู่ยังคงเป็นแผ่นดินของคนแซ่หมี่ เวยโฮ่วก็มิอาจใช้ฝ่ามือปิดฟ้า หากผู้คนทั้งใต้หล้ารู้ว่านางคิดทำร้ายเจ้า เช่นนั้นนางกลับยิ่งต้องปกป้องเจ้าอย่างดี หาไม่แล้วหากเกิดอะไรขึ้นกับพวกเจ้าแม้เพียงเล็กน้อย เช่นนั้นนางย่อมมิอาจแก้ต่าง”

หมี่เยวี่ยฟังจวี่จีเอ่ยซ้ำไปซ้ำมา พลันคิดในใจว่า แท้จริงแล้วนางเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันกระมัง ไม่แน่ใจว่าชีวิตภายหน้าของตนจะเป็นเช่นไร เพราะไม่แน่ใจ ถึงได้หวาดกลัว ถึงได้กล่าวซ้ำไปซ้ำมา ผู้ที่นางต้องการเกลี้ยกล่อมมิใช่หมี่เยวี่ย แต่คือตัวนางเอง นางต้องการให้ตนเองเชื่อว่าการส่งหมี่เยวี่ยเข้าวัง มิได้น่ากลัวและอันตรายเท่าที่คิดไว้ ฉู่เวยโฮ่วยังคงหวั่นเกรง ย่อมไม่กล้าเอาชีวิตหมี่เยวี่ยจริงๆ

แต่ทว่า จะไม่มีอันตรายอันใดจริงหรือ

 

 

 

ณ หอฟ่างอิงซึ่งถูกทิ้งร้าง บนฐานของหอปกคลุมไปด้วยกอหญ้ารกชัฏ

ชวีหยวนก้าวช้าๆ ขึ้นไปด้านบน มีหมี่เยวี่ยซึ่งสวมอาภรณ์บุรุษกับหวงเซียเดินตามหลัง

ในที่สุดทั้งสามคนก็ขึ้นมาบนหอสูง มองเห็นเพียงซากปรักหักพังของหอตำหนักในอดีต

ชวีหยวนยืนเอามือไพล่หลัง ภายใต้ท้องฟ้ากว้างใหญ่ ตะวันกำลังลาลับขอบฟ้า สายลมสารทฤดูโฉบโชยหม่นเศร้า

เสียงของชวีหยวนฟังดูห่างไกลระคนโศกศัลย์ 

 

เหล่าต้นข้าวทอดรวงเหลืองอร่าม

เหล่าข้าวฟ่างงอกงามชูไสว

ผ่านถิ่นเดิมที่เคยศิวิไลซ์

โศกระทมล้นใจไร้ทางคลาย

ผู้ล่วงรู้กล่าวว่าข้าเฝ้าตรมช้ำ

ผู้ไม่รู้ถามสิ่งข้ามาดหมาย

วิงวอนถามสวรรค์สุดฟ้าปลาย

เหตุกลับกลายก่อเกิดด้วยมือใคร!”

 

หมี่เยวี่ยรู้ว่าเป็นบทกวีใน “เพลงพื้นบ้านของชนชั้นสูง” กล่าวถึงเหตุการณ์หลังโจวผิงหวังย้ายเมืองหลวงไปทางตะวันออก เมืองหลวงเก่าถูกทิ้งร้าง หลายปีต่อมาขุนนางเชื้อพระวงศ์โจวเดินทางผ่านเมืองหลวงเก่า เห็นหอตำหนักและศาลบรรพชนเต็มไปด้วยต้นข้าวขึ้นเรียงราย เศร้าใจในโชคชะตาอันพลิกผันของราชวงศ์โจว ท่ามกลางความช้ำตรมจึงประพันธ์กวีบทนี้ขึ้น เพียงแต่ว่า... 

“ฟูจื่อ ที่นี่คือที่ใดหรือ เหตุใดท่านจึงขับร้องกวีบทนี้” หมี่เยวี่ยถาม

เนื่องจากหมี่เยวี่ยใกล้จะย้ายไปหอเกาถัง นับจากนี้มิอาจเป็นเช่นคราวพำนักในตำหนักรอง สามารถเข้าออกได้อย่างเสรี ด้วยเหตุนี้ เมื่อเห็นว่าหลายวันนี้มีเวลาว่าง ชวีหยวนจึงพาหมี่เยวี่ยกับหวงเซีย อาศัยจังหวะขณะจัดพิธีในศาลบรรพชน แทรกตัวเข้าไปในฝูงชนเพื่อศึกษารับชมการร่ายรำประกอบดนตรีและพิธีกรรม ไปร่วมชมพิธีบวงสรวง ณ สถานที่บูชาเส้าซือมิ่ง ทั้งยังลอบรับชมการจัดแนวทัพขณะฉู่หวังไหวตรวจตรากองทหาร

วันนี้ ก็พาทั้งสองขึ้นมาเยือนหอฟ่างอิง

ได้ยินหมี่เยวี่ยถามเช่นนี้ ชวีหยวนจึงเอ่ย “ที่แห่งนี้คือหอฟ่างอิงที่แปลว่าหอปล่อยอินทรี เป็นพระราชนิเวศน์ที่หลิงหวังอดีตเจ้านครรัฐสร้างขึ้น กาลก่อนขุนนางของหลิงหวังเคยปล่อยอินทรี ล่าสัตว์ และประลองม้า ณ ที่แห่งนี้...”

หมี่เยวี่ยหันมองซ้ายขวาด้วยความประหลาดใจ รอบด้านคงเหลือเพียงซากปรักหักพัง ยากจะจินตนาการได้ว่ากาลก่อนที่แห่งนี้คือหอสูงของหลิงหวัง เอ่ยถาม “เช่นนั้นไยจึงกลายเป็นเช่นนี้”

หวงเซียพลันฉุกคิด “เป็นเพราะเหตุจลาจลของไท่จื่อเจี้ยนใช่หรือไม่”

ชวีหยวนพยักหน้าช้าๆ

หมี่เยวี่ยเอ่ยอย่างงุนงงระคนสงสัย “เหตุจลาจลของไท่จื่อเจี้ยน?”

หวงเซียมองชวีหยวน เห็นชวีหยวนพยักหน้า จึงคำนับชวีหยวนคราหนึ่งพลางเอ่ย “ศิษย์ด้อยความรู้ หากผิดพลาดประการใด ขอเซียนเซิงโปรดชี้แนะ” ก่อนจะหันไปอธิบายให้หมี่เยวี่ยฟัง “สมัยผิงหวังอดีตเจ้านครรัฐ สู่ขอปั๋วอิ๋งธิดาของฉินจิ่งกงให้ไท่จื่อเจี้ยน เฟ่ยอู๋จี้ขุนนางคนโปรดหว่านล้อมให้ผิงหวังรับปั๋วอิ๋งเป็นสนม ให้กำเนิดเจาหวังอดีตเจ้านครรัฐ ผิงหวังระแวงว่าไท่จื่อเจี้ยนมีใจคับแค้น หลงเชื่อวาจายุยงของเฟ่ยอู๋จี้ เข้าใจว่าอู๋เซอกับไท่จื่อเจี้ยนคิดก่อการกบฏ จึงสั่งประหารอู๋เซอทั้งตระกูล อู๋จื่อซวีบุตรชายของอู๋เซอลี้ภัยไปรัฐอู๋ ภายหลังอู๋จื่อซวีนำชาวรัฐอู๋บุกโจมตีอิ่งตู ขุดสุสานผิงหวัง ใช้แส้เหล็กฟาดศพสามร้อยครั้ง หอตำหนักเดิมของรัฐฉู่เราถูกทำลายเสียหายจำนวนมาก หอฟ่างอิงแห่งนี้ก็คงเป็นหนึ่งในนั้นกระมัง ฟูจื่อ ข้ากล่าวถูกหรือไม่”

ชวีหยวนพยักหน้า “เรื่องราวโดยสังเขปเป็นเช่นนี้ เพียงแต่มีเรื่องภายในบางอย่างที่พวกเจ้าอาจไม่รู้ ตอนนั้นผิงหวังสังหารอู๋เซอ มิใช่เพียงเพราะรับมือไท่จื่อเจี้ยน หลังจากอำนาจของรัฐจิ้นตกไปอยู่ในมือของขุนนางใหญ่ จวินหวังแต่ละสมัยของต้าฉู่เรา ก็ล้วนหวาดระแวงในตัวขุนนางผู้ทรงอิทธิพล ผิงหวังแม้จะทำผิดประเพณี รับสะใภ้มาเป็นภรรยา หากแต่ตระกูลอู๋และตระกูลปั๋วกุมอำนาจทางทหารมานาน ถูกจวินหวังมองเป็นเสี้ยนหนามที่ต้องกำจัดตั้งนานแล้ว เพียงแต่นึกไม่ถึงว่ารัฐอู๋จะฉวยโอกาสบ่อนทำลาย เรียกใช้อู๋จื่อซวีบุตรชายของอู๋เซอและปั๋วผี่บุตรชายของปั๋วซี่หวั่น นำทัพบุกโจมตี ส่งผลให้รัฐฉู่ประสบหายนะ อิ่งตูพินาศย่อยยับ ผู้คนบาดเจ็บล้มตาย...” 

หนังสือแนะนำ