บทที่เก้า อิสรจร(ต่อหน้า 3)

แต่ผู้อาวุโสผู้นั้นกลับเดินจากไปโดยไม่เหลียวมอง เสียงขับขานของเขาแว่วลอยมาตามสายลม “ณ อุดรสมุทรปรากฏพญามัจฉานามคุน รูปร่างของคุนมโหฬารมิทราบกี่พันลี้ คุนกลายร่างเป็นพญาปักษานามเผิง...”

หมี่เยวี่ยยืนอึ้งงันอยู่ตรงนั้น ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด สายลมหนาวพลันโฉบพัด ทำให้นางถึงกับตัวสั่นสะท้าน ครานี้ถึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าดวงอาทิตย์กำลังคล้อยต่ำไปทางทิศตะวันตก

นางออกมานานเกินไปแล้ว จำต้องกลับไปเสียที เมื่อนึกถึงตรงนี้ แม้จะรู้ว่าต้องไป กระนั้นก็มิอาจหักใจปล่อยตำราในกระท่อมทิ้งไว้เช่นนี้ จึงหมุนตัวกลับไป ถอดชุดคลุมออกมาห่อ “อิสรจร” หลายม้วนที่เมื่อครู่อ่าน ก่อนจะแบกกลับตำหนัก

 

 

เวลานี้ ตำหนักรองล้วนจุดตะเกียงแล้ว จวี่จีกับคนอื่นๆ รับประทานอาหารเย็นเรียบร้อย หมี่เยวี่ยเพิ่งรับประทานไก่ย่างมาครึ่งตัว ย่อมไม่หิว จึงไม่เอ่ยอันใด ย่องเข้าไปในห้องของตน จุดตะเกียงน้ำมันให้ความสว่าง ก่อนจะหยิบม้วนไม้ไผ่ออกมาอ่านต่อ

อ่านคราหนึ่งก็ใช้เวลาทั้งคืน กระทั่งฟ้าสาง นางถึงขยี้ดวงตาแดงก่ำพลางวางม้วนไม้ไผ่ลง หนี่ว์ขุยรู้ดีว่านางเป็นคนไม่ยอมแพ้ต่ออันใดโดยง่าย เมื่อเห็นนางเป็นเช่นนี้ แม้จะลอบร้อนใจ แต่ก็รู้ดีว่ามิอาจหว่านล้อม จึงได้แต่ตามใจนาง เว้นเแต่สถานการณ์ย่ำแย่อย่างยิ่ง ถึงกล้าไปรายงานจวี่จี เวลานี้นางยกอ่างน้ำพร้อมภาชนะบรรจุน้ำเข้ามา เตรียมล้างหน้าล้างตาให้หมี่เยวี่ย

หมี่เยวี่ยหย่อนมือลงไปในอ่าง หนี่ว์ขุยรินน้ำจากภาชนะลงไป เมื่อหมี่เยวี่ยล้างหน้าล้างตาเสร็จเรียบร้อย หนี่ว์ขุยจึงยกกระจกสำริดมาตั้ง แกะมวยผมเมื่อวานของหมี่เยวี่ยออก หวีผมให้นาง ก่อนจะเกล้ามวยสองข้างให้นางดังเดิม

หมี่เยวี่ยลุกขึ้นยืน ส่องกระจกสำรวจความเรียบร้อย จากนั้นจึงไปร่วมรับประทานอาหารเช้าที่ห้องจวี่จีพร้อมจวี่จีกับหมี่หรง

จวี่จีเอ่ยถาม “เมื่อวานเจ้าไปที่ใดมา ศิษย์ของชวีจื่อมาถามข้าที่นี่สองครั้ง วันนี้หากเจ้าไม่มีอันใด ก็จงไปชี้แจงให้ชวีจื่อเข้าใจ”

หมี่เยวี่ยพยักหน้า “เมื่อวานตอนข้าออกมาเห็นยังมีเวลา จึงไปเดินเล่นในป่าตรงเขาซีซาน ด้วยเหตุนี้จึงกลับมาช้า ดูท่าชวีจื่อคงไม่ทราบ วันนี้ข้าจะไปชี้แจงกับชวีจื่อเอง”

จวี่จีเอาแต่ก้มหน้าป้อนข้าวหมี่หรง ไม่มีแก่จิตแก่ใจสนใจ เพียงแต่ร้อง “อ้อ” ก่อนจะเอ่ย “ต่อไปอย่าทำเช่นนี้อีก”

เดิมวันนี้หมี่เยวี่ยตั้งใจจะไปขนม้วนไม้ไผ่ที่เหลือในกระท่อม ได้ยินจวี่จีบอกว่าชวีจื่อมาถามหาถึงสองครั้ง จึงจำต้องไปหอหนานซวินก่อน

นางเพิ่งจะออกจากตำหนักรอง ก็เห็นไกลๆ ว่าหวงเซียยืนรออย่างร้อนใจอยู่หน้าประตู เมื่อเห็นหมี่เยวี่ยก็รีบวิ่งมาหา คว้ามือนางเอ่ยถาม “เมื่อวานเจ้าไปที่ใดมา ข้ามาหาเจ้าหลายครั้งแต่ไม่พบ”

สภาพจิตใจของหมี่เยวี่ยในตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว เมื่อพบเขาก็รู้สึกละอายใจน้อยๆ  เอ่ยตอบ “เมื่อวานข้าออกจากวัง...” นางพลันนึกอะไรขึ้นได้ ดึงมือหวงเซียพลางเอ่ย “เจ้ามากับข้า...”

หวงเซียถูกนางพาเดินไปด้านหน้า เอ่ยถามอย่างงุนงง “เจ้าจะพาข้าไปที่ใด”

หมี่เยวี่ยไม่ตอบ เอาแต่ดึงมือเขาวิ่งไปด้านนอก หวงเซียถามนางหลายครั้ง ล้วนมิได้รับคำตอบ จึงไม่ถามอีก วิ่งไปพร้อมนางเงียบๆ

เมื่อวานตอนวิ่งมานางหาได้รู้สึกอันใดไม่ ตอนกลับถึงรู้สึกว่าระยะทางช่างยาวไกล แต่เพราะตื่นเต้นยินดี จึงไม่มีแก่จิตแก่ใจนึกถึง เวลานี้มาพร้อมหวงเซีย ยิ่งนึกอยากไปให้ถึงเพียงก้าวเดียว กอปรกับหวงเซียซักถามตลอดทาง หมี่เยวี่ยอยากอวดอ้าง จึงรู้สึกเพียงว่ากระท่อมหลังนั้นไยจึงอยู่ไกลถึงเพียงนี้

ในที่สุดก็มาถึง หมี่เยวี่ยกวาดตามอง พบว่าสภาพไม่ต่างจากเมื่อวาน เห็นได้ชัดว่าผู้อาวุโสผู้นั้นมิได้ย้อนกลับมา จึงค่อยวางใจลง รีบดึงหวงเซียเข้าไปในกระท่อม ช่วยกันขนม้วนไม้ไผ่เหล่านั้น

ทั้งสองคนช่วยกันคนละไม้คนละมือ จึงย่อมเร็วกว่าเดิมมาก หวงเซียตัดสินใจนำม้วนไม้ไผ่ทั้งหมดมาห่อรวมกันเป็นห่อใหญ่ ก่อนจะช่วยกันแบกกลับมา จากนั้นทั้งคู่ก็นำม้วนไม้ไผ่สองม้วนไปถามชวีหยวน

ชวีหยวนดูม้วนไม้ไผ่ ตกใจไม่น้อย หันไปถามหมี่เยวี่ย “เจ้านำม้วนไม้ไผ่เหล่านี้มาจากที่ใด”

หมี่เยวี่ยจึงเล่าเรื่องเมื่อวานให้เขาฟัง ชวีหยวนฟังจบ นิ่งเงียบไม่เอ่ยวาจา เอาแต่จับจ้องม้วนไม้ไผ่ในมือ สีหน้าฉายแววทอดถอนใจเกินพรรณนา

หมี่เยวี่ยเอ่ยถามอย่างสงสัย “ฟูจื่อ ท่านลุงผู้นั้นเป็นใครหรือ” นางสังเกตสีหน้าชวีหยวน เอ่ยเสริม “เหมือนฟูจื่อจะรู้จักเขา”

ชวีหยวนไม่เอื้อนเอ่ย เอาแต่ลูบอักษรบนม้วนไม้ไผ่ไปมา คล้ายกับต้องการจดจำอักษรเหล่านั้นให้ขึ้นใจ ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงเอ่ย “ม้วนไม้ไผ่เหล่านี้ในเมื่อเขายกให้เจ้า เจ้าก็ต้องเก็บรักษาให้ดี”

หมี่เยวี่ยพยักหน้ารับคำ “ทราบแล้ว”

ชวีหยวนเงียบไปอีกครั้ง เนิ่นนานกว่าจะเอ่ย “เจ้าให้ข้ายืมม้วนไม้ไผ่เหล่านี้มาคัดลอกได้หรือไม่”

หมี่เยวี่ยพยักหน้ารัวเร็ว “หากฟูจื่อถูกใจก็นำไปเถิด”

แต่ชวีหยวนกลับส่ายหน้า “วิถีชีวิตของผู้คนตั้งอยู่บนกฎแห่งผืนดิน การกำเนิดสรรพสิ่งของผืนดินตั้งอยู่บนกฎแห่งผืนฟ้า การผันแปรเปลี่ยนผันของผืนฟ้าตั้งอยู่บนกฎแห่งมรรควิถี กฎแห่งมรรควิถีตั้งอยู่บนกฎแห่งธรรมชาติ ปล่อยไปตามธรรมชาติแล้วจึงกลายเป็นธรรมชาติ เขาเป็นคนเฉลียวฉลาด สามารถหยั่งรู้วิถีแห่งธรรมชาติ กระทำตามหลักธรรมชาติ เมื่อกระทำ จึงวางเฉย เมื่อวางเฉย จึงไร้ประโยชน์ เมื่อม้วนไม้ไผ่สามารถนำมาก่อไฟ จึงนำมาก่อไฟ แต่ประจวบเหมาะตรงที่เจ้าบังเอิญไปกระท่อมหลังนี้พอดี ทั้งยังชื่นชอบของเหล่านี้ เขาจึงยกให้เจ้า ล้วนเป็นวิถีแห่งธรรมชาติ หากข้าหมายมาดจะคัดลอก ย่อมเป็นการจงใจ!”

เขาคิดครู่หนึ่ง พลันนั้นก็ยิ้ม “หากข้ามิอาจคัดลอก ย่อมว้าวุ่นกระสับกระส่าย นึกถึงมิรู้วาย แต่หากบังคับให้ตนเองปฏิเสธเพื่อกระทำตามวิถีแห่งธรรมชาติของเขา มิเท่ากับเสแสร้งแกล้งทำหรอกหรือ ช่างเถิด ช่างเถิด ข้าเพียงยลก็พอ ไยจึงต้องคัดลอกให้วุ่นวาย”

หมี่เยวี่ยแม้ไม่เข้าใจความหมาย กระนั้นก็เข้าใจความคิดของชวีหยวน จึงเอ่ย “ถูกต้องอย่างยิ่ง ข้าชื่นชอบบทความเหล่านี้ ข้าจึงต้องการเก็บรักษาไว้ เช่นนี้ผิดอันใดเล่า”

หวงเซียรีบพยักหน้า ทว่าปากกลับเอ่ย “ฟูจื่อ ม้วนไม้ไผ่เหล่านี้มีอักษรมากมายที่พวกเราไม่รู้จัก มีประโยคมากมายที่ไม่เข้าใจ คงต้องรบกวนฟูจื่ออธิบายให้พวกเราฟังแล้ว”

ชวีหยวนมองศิษย์ทั้งสองตรงหน้า พยักหน้าแย้มยิ้ม

จากนั้นชวีหยวนจึงงดสอนตำราเดิมชั่วคราว สั่งให้ทั้งคู่คัดลอกบทความบนม้วนไม้ไผ่พลางอธิบายความหมายให้ฟัง

เช่นนี้ เมื่ออธิบาย “อิสรจร” “สรรพสิ่งคือหนึ่งเดียว” และ “ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่” บทความเหล่านี้เสร็จสิ้น หมี่เยวี่ยก็ระงับความอยากรู้อยากเห็นไว้ไม่ไหวอีกต่อไป แอบยุหวงเซียหลายครั้ง บังคับให้เขาไปถาม 

ในที่สุดวันหนึ่งเมื่อชวีหยวนอธิบายบทความหนึ่งจบ หวงเซียก็เอ่ยถามอย่างอดไม่ได้ “ฟูจื่อ ในเมื่อเราศึกษาตำราของวิญญูชนผู้นี้ จะมิทราบว่าเขาเป็นใครได้อย่างไร”

เวลานี้นอกหน้าต่าง กิ่งหลิวห้อยย้อย นกขมิ้นขับขาน ชวีหยวนกำลังอารมณ์เบิกบาน เมื่อได้ยินเช่นนี้ สุดท้ายจึงเอ่ย “คนผู้นี้เดิมสืบเชื้อสายมาจากชนชั้นสูงแห่งรัฐฉู่เรา...”

หมี่เยวี่ยอุทาน “โอ” ก่อนจะเอ่ย “สืบเชื้อสายมาจากแซ่หมี่เช่นกันหรือ”

ชวีหยวนพยักหน้า “เขาสืบเชื้อสายมาจากจวงหวัง ดังนั้นสายตระกูลนี้จึงใช้ ‘จวง’ เป็นชื่อสกุล ชื่อโจว หลังการปฏิรูปของอู๋ฉี่ เหล่าชนชั้นสูงสังหารอู๋ฉี่หน้าพระศพเต้าหวัง เนื่องจากทำให้พระศพของเซียนหวังได้รับความเสียหาย หลังเซียวหวังขึ้นครองราชย์ จึงสืบความลงทัณฑ์ชนชั้นสูงเหล่านี้ จากนั้น บรรพบุรุษตระกูลจวงลี้ภัยไปรัฐซ่ง สืบเชื้อสายแซ่หมี่สกุลจวงเรื่อยมาหลายชั่วอายุคน จนมาถึงรุ่นจวงโจว (เชิงอรรถจวงจื่อ ปราชญ์รุ่นหลังเหลาจื่อ เสมือนเป็นผู้แทนคนหนึ่งของลัทธิเต๋า) เนื่องจากเขาเปี่ยมสติปัญญา ครั้นออกเดินทางไปตามรัฐต่างๆ ล้วนแต่เป็นที่ชื่นชมสรรเสริญ เซียนหวังเคยเชื้อเชิญตระกูลจวงของเขาหวนคืนสู่ภูมิลำเนา รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ แม้เขาจะปฏิเสธคำเชื้อเชิญของเซียนหวัง กระนั้นก็กลับมารัฐฉู่หลายครา ข้ากับเขารู้จักกันตอนนั้น”

หมี่เยวี่ยตั้งใจฟัง ขณะเดียวกันก็ลอบสะกิดแขนเสื้อหวงเซียจากด้านหลัง หวงเซียทำได้เพียงถามต่อ “ฟูจื่อ เขาเป็นคนเช่นไรหรือ”

ชวีหยวนถอนใจเอ่ย “เขา...เป็นผู้ฉลาดที่สุดที่ข้าเคยพบ แต่น่าเสียดายที่ฉลาดเกินไป...”

หมี่เยวี่ยเอ่ยถามอย่างอดรนทนไม่ไหว “ฉลาดไม่ดีหรือ”

ชวีหยวนว่า “ฉลาดเกินไป รู้แจ้งเห็นจริงเกินไป ย่อมปลีกตนจากสังคมอันวุ่นวายอย่างง่ายดายเกินไป...ต้าหวังมิอาจเรียกใช้เขา ผู้ครองรัฐอื่นล้วนมิอาจเรียกใช้เขา สิ่งที่ดวงตาของเขามองเห็นมิใช่เรื่องราวบนผืนดิน หากแต่ทะลุผ่านผืนฟ้าไปไกลไร้ขอบเขต...”

หมี่เยวี่ยนิ่งฟังอย่างเคลิบเคลิ้ม “เช่นนั้นมิยิ่งประเสริฐหรอกหรือ”

ชวีหยวนถอนใจเอ่ย “ใช่ ประเสริฐยิ่ง ทว่าน่าเสียดาย...”

หวงเซียเป็นศิษย์คนสนิทของชวีหยวน ค่อนข้างเข้าใจอาจารย์ เห็นชวีหยวนขมวดคิ้วมุ่น จึงเอ่ยเสริม “อยู่ท่ามกลางความวุ่นวาย ยึดมั่นในคุณธรรมส่วนตนเพียงลำพังอาจทำได้ ทว่าความอยู่รอดปลอดภัยของแผ่นดินมิอาจไม่เหลียวแล ชวีจื่อเป็นขุนนางของรัฐฉู่ รัฐฉู่จะรุ่งเรืองหรือตกต่ำ ล้วนเป็นภาระหน้าที่ที่มิอาจหลีกหนี”

ชวีหยวนมองหมี่เยวี่ย “เจ้าเคยพบเขาเพียงครั้งเดียวเท่านั้นหรือ”

หมี่เยวี่ยพยักหน้า “ฟูจื่อ ท่านลุงผู้นั้นไปที่ใดแล้ว”

ชวีหยวนถอนใจตอบ “ข้าเองก็หารู้ไม่ วันนั้นหลังพวกเจ้ากลับไป กระท่อมหลังนั้นก็ไม่มีผู้ใดย้อนกลับมา”

หมี่เยวี่ยร้อง “โอ” ย่ำเท้าเอ่ย “น่าเสียดายยิ่ง”

ชวีหยวนมองหมี่เยวี่ย “นับจากวันที่เจ้าวิ่งหนีไป ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานี้ ข้ารู้สึกเหมือนเจ้าเปลี่ยนไป”

หมี่เยวี่ยก้มหน้าท่าทางกระอักกระอ่วน คิดครู่หนึ่งสุดท้ายก็ตัดสินใจยอมรับตามตรง “แต่ก่อนข้าเพียงแต่คิดว่า ข้าจะพากเพียรบากบั่น มิให้ผู้ใดดูแคลนข้า รังแกข้า ต่อมา ข้ารู้สึกว่า หากตนเองกลายเป็นพญาปักษา เหินบินนับพันลี้ เช่นนั้นนกกระจอกจะมองข้าเช่นไร จะสำคัญอันใดเล่า”

ชวีหยวนถอนใจยาว ศิษย์หญิงผู้นี้ฉลาดปราดเปรื่องถึงเพียงนี้ ทำให้เขาลอบไม่สบายใจ วาจาของจวงโจว คล้ายกับหาทางออกใหม่ให้นาง แต่ขณะเดียวกันก็คล้ายจะส่งผลกระทบต่อนางในลักษณะที่ต่างไปจากเดิม กระทั่งบัดนี้เขาเองก็หารู้ไม่ว่า ผลกระทบที่ว่านี้แท้จริงแล้วดีหรือร้าย หากแต่คิดในอีกแง่มุมหนึ่ง ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายเช่นนี้ อิสตรีผู้หนึ่ง จะหวังให้นางเป็นเช่นใดกันเล่า ขอเพียงนางรู้จักเอาตัวรอด ก็นับว่าประเสริฐที่สุดแล้ว ส่วนหลักการ “ยึดมั่นในคุณธรรมส่วนตน” ของจวงโจว สำหรับนางแล้ว คงจะเป็นทิศทางที่ประเสริฐที่สุดแล้วกระมัง

หนังสือแนะนำ