บทที่เก้า อิสรจร(ต่อหน้า 2)

แต่ต่อให้เป็นหวงเซีย ก็มองเห็นเพียงปลายแขนเสื้อของหมี่เยวี่ยที่สะบัดอยู่ไกลๆ  มิอาจตามไปได้ทัน

 

 

 

หมี่เยวี่ยหมุนตัวห้อตะบึงไปด้านนอก เสาระเบียงและแมกไม้สองข้างทางล้วนวูบผ่านตัวนางอย่างรวดเร็ว ประหนึ่งขี่บังคับสายลม ประดุจควบม้าพุ่งทะยาน ราวกับนางต้องการระบายความโกรธเคือง ขุ่นข้อง ระคนทุกข์ใจทั้งหมดออกมาพร้อมการวิ่งครานี้ 

นางไม่รู้จะไปที่ใด ทั้งไม่ต้องการกลับตำหนักรองฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ และไม่เต็มใจกลับหอหนานซวิน แต่นอกจากสถานที่ทั้งสองแห่งนี้ นางหาได้มีที่อื่นให้ไปไม่ สมองของนางมึนงงสับสน ไร้หนทางวิเคราะห์แยกแยะ ได้แต่ทำตามจิตใต้สำนึก ไปให้ไกลจากสถานที่ทั้งสองแห่งนี้ ไปให้ไกลจากเขตวัง ไปยังที่ที่ไร้ผู้คน

ราชอุทยานในวังฉู่เดิมก็กินพื้นที่ส่วนใหญ่ในเขตวัง มีหลายที่ที่อาศัยเพียงแมกไม้เป็นเขตกั้น มิใช่ว่าทุกหนแห่งจะเต็มไปด้วยกำแพงวังสูงตระหง่าน เดิมนางก็พำนักอยู่ในตำหนักรองที่อยู่ห่างไกล เมื่อวิ่งผ่านป่าไม้ลำธารมาพักใหญ่ ก็วิ่งผ่านประตูบานเล็กที่แง้มเปิดอยู่ครึ่งหนึ่งออกจากวังไปโดยไม่รู้ตัว

นางวิ่งไปตามทางสายเล็กในป่าโดยไม่หยุดพัก ไม่รู้ว่าวิ่งอยู่นานเท่าใด ในที่สุดก็ทนไม่ไหว ล้มกลิ้งลงบนพื้น

นางหลับตา นอนอยู่เช่นนั้นเงียบๆ

ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด พลันได้กลิ่นหอมลอยมาจากที่ใดสักแห่ง เย้ายวนใจยิ่งนัก

นางออกแรงวิ่งอยู่นาน อาหารเช้าล้วนย่อยจนสิ้น เมื่อครู่อยู่ในอารมณ์โกรธจึงมิทันนึกถึง บัดนี้เมื่อนอนไปพักหนึ่ง สติอารมณ์ค่อยๆ สงบลง สมองพลันว่างเปล่า สัมผัสได้เพียงกลิ่นหอมหวนเย้ายวนใจนั้น

นางลุกขึ้นนั่ง อึ้งงันไปชั่วขณะ กลิ่นหอมยิ่งทวีความเย้ายวน นางเดินตามกลิ่นหอมนั้นไปอย่างไม่รู้ตัว ไม่นานก็เห็นกระท่อมสองสามหลังตั้งอยู่ไม่ไกลนัก มีผู้อาวุโสสวมชุดสีเทาผู้หนึ่งกำลังย่างไก่ฟ้าตัวหนึ่งอยู่หน้ากระท่อม

หมี่เยวี่ยเดินไปหยุดเบื้องหน้าผู้อาวุโสผู้นั้น มองเขาอย่างแปลกใจ เห็นอีกฝ่ายรูปร่างซูบผอม เคราสามแฉกใต้คางพลิ้วไหวตามแรงลม สีหน้าท่าทางเหม่อลอย แม้เขาจะกำลังย่างไก่ฟ้า ทว่าดวงตาหรี่ปรือ ไม่ยอมหมุนไม้ย่างให้ตัวไก่สัมผัสความร้อนได้ทั่วถึง จนด้านหนึ่งของตัวไก่มีกลิ่นเหม็นไหม้โชยออกมา กระนั้นเขาก็หาได้สนใจไม่

หมี่เยวี่ยมองเปลวไฟ ก้าวเข้าไปหมุนไม้ย่างให้อีกด้านหนึ่งของตัวไก่สัมผัสความร้อน

ผู้อาวุโสชุดเทาผู้นั้นเห็นเด็กหญิงผู้หนึ่งพลันก้าวเข้ามาแย่งหน้าที่ กระนั้นก็ไม่มีท่าทีแปลกใจ ถึงขนาดเขยิบเปิดทางให้นางนั่งลงข้างกองไฟ ขณะที่ตนยังคงนั่งเหม่อลอยต่อไป

หมี่เยวี่ยเองก็ไม่สนใจเขา ตั้งใจย่างไก่จนสุก จนได้กลิ่นหอมลอยอวล จึงนำไก่ฟ้าตัวนั้นลงมา ฉีกส่วนที่ไหม้ออก ก่อนจะฉีกไก่เป็นสองส่วน แต่เพราะนางยังเด็ก ไม่มีแรงพอ ฉีกอยู่นานแต่ก็ไม่สำเร็จ ผู้อาวุโสชุดเทาผู้นั้นเหมือนจะได้สติ ยื่นมือออกมาฉีกไก่เป็นสองส่วน ยื่นส่งให้หมี่เยวี่ยครึ่งหนึ่ง ขณะที่ตนยกอีกครึ่งหนึ่งขึ้นกัด

หมี่เยวี่ยรับมา เห็นว่าเป็นส่วนที่ตนต้องการพอดี อดมองอีกฝ่ายด้วยความประหลาดใจมิได้ “นี่ ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าต้องการรับประทานครึ่งนี้”

ผู้อาวุโสผู้นั้นไม่ตอบคำ เอาแต่รับประทานอย่างเอร็ดอร่อย

หมี่เยวี่ยเห็นท่าทางของเขา ท้องก็เริ่มร้องด้วยความหิว จึงไม่สนใจสนทนาพาที ก้มหน้าก้มตารับประทาน ไก่ฟ้าตัวนั้นเดิมก็หมักด้วยเครื่องเทศ แม้จะย่างไม่ทั่วถึง ทว่ารสชาติอร่อยกำลังดี

นางรับประทานไปไม่กี่คำก็รู้สึกคอแห้ง จึงมองซ้ายขวาหาน้ำดื่ม ตอนนั้นเองที่ขวดน้ำเต้าขวดหนึ่งพลันยื่นมาตรงหน้านาง

หมี่เยวี่ยดึงฝาขวดออก ดื่มน้ำเข้าไปหลายอึก เช็ดริมฝีปากก่อนจะเอ่ย “ขอบคุณมาก”

แต่ผู้อาวุโสผู้นั้นกลับเอาแต่ก้มหน้าก้มตารับประทาน

ครู่ใหญ่กว่าทั้งคู่จะรับประทานไก่ย่างเสร็จสิ้น ต่างอิ่มหนำจนส่งเสียงเรอออกมา หมี่เยวี่ยพลันถามขึ้น “ท่านลุง ท่านเป็นใคร มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”

ผู้อาวุโสผู้นั้นตอบ “ที่นี่คือชีหยวน (สวนชี) ข้าคือคนดูแลสวนแห่งนี้”

หมี่เยวี่ยเอ่ยย้ำอย่างประหลาดใจ “ชีหยวนหรือ”

ผู้อาวุโสผู้นั้นชี้ไปยังต้นไม้ในป่าพลางเอ่ย “ต้นไม้ในป่านี้ล้วนเป็นต้นชี ยางจากต้นชีสามารถนำไปเคลือบเครื่องใช้”

หมี่เยวี่ยร้อง “อ้อ” คำหนึ่ง “ที่แท้ภาชนะบรรจุอาหารที่พวกเราใช้ ก็เคลือบด้วยเนื้อยางจากต้นไม้เหล่านี้หรือ”

ผู้อาวุโสผู้นั้นพยักหน้า

“ท่านอยู่ที่นี่นานเท่าใดแล้ว” หมี่เยวี่ยเอ่ยถาม 

ผู้อาวุโสผู้นั้นเอียงคอคิดครู่หนึ่ง ส่ายหน้าอย่างใจลอย “จำมิได้”

หมี่เยวี่ยย้อนถามอย่างประหลาดใจ “จะจำมิได้ได้อย่างไร”

ผู้อาวุโสผู้นั้นเอ่ยเสียงเรียบ “จำมิได้ก็คือจำมิได้ มีอะไรน่าแปลก”

หมี่เยวี่ยถามอีก “แล้วปกติไม่มีผู้ใดมาหาท่านหรือ”

ผู้อาวุโสผู้นั้นตอบ “ที่นี่เงียบสงบ ย่อมไม่มีผู้ใดมา”

“ไม่มีผู้ใดมา ท่านอยู่คนเดียวไม่เหงาหรือ” หมี่เยวี่ยถามต่อ

ผู้อาวุโสผู้นั้นหัวเราะน้อยๆ “มีสายลมสดชื่น มีหมู่เมฆสีขาว มีต้นไม้ใบหญ้า มีแมลงนานาชนิด พวกมันล้วนสนทนากับข้า จะเหงาได้อย่างไร ว่าแต่เจ้าเถิด เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร”

หมี่เยวี่ยพลันนึกถึงเรื่องทุกข์ใจ ก้มหน้าเอ่ยด้วยท่าทางกลัดกลุ้ม “ท่านลุง เหตุใดคนเราจึงต้องแบ่งแยกเพศชายหญิง เรื่องบางอย่าง บุรุษสามารถกระทำ แต่เหตุใดสตรีจึงมิอาจกระทำ”

ผู้อาวุโสผู้นั้นแค่นหัวเราะ “นี่มันเรื่องเหลวไหลอันใด! ฟ้าดินให้กำเนิดผู้คน มีอันใดแตกต่าง เป็นเพียงสิ่งที่ผู้ไร้สาระบางคนกำหนดขึ้นมาเท่านั้น”

หมี่เยวี่ยเอ่ยเสียงเศร้า “แต่ธรรมเนียมปฏิบัติในใต้หล้าล้วนเป็นเช่นนี้”

ผู้อาวุโสผู้นั้นยังคงแค่นหัวเราะ “ธรรมเนียมปฏิบัติสามร้อยประเภทสามพันประการ ยิ่งใหญ่หาใดเปรียบ ล้วนเป็นวาจาเหลวไหลทั้งเพ คนเราถือกำเนิดเกิดมา เฉกเช่นสรรพสิ่งทั่วไป เกิดมาแล้วก็ดับไป ผู้คนในยุคบรรพกาลหาได้มีธรรมเนียมกฎระเบียบใดๆ ไม่ ก็ล้วนแต่มีชีวิตอิสรเสรี ครั้นผู้คนในใต้หล้าปล่อยให้ธรรมเนียมกฎระเบียบอันไร้สาระเหล่านี้ควบคุมบงการชีวิต สภาพผู้คนนับวันก็ยิ่งบิดเบี้ยว จิตใจนับวันก็ยิ่งอัปลักษณ์”

หมี่เยวี่ยผุดลุกขึ้นด้วยความตกใจ “ท่านลุง ความหมายของท่านคือ ธรรมเนียมกฎระเบียบมิจำเป็นต้องศึกษาหรือ”

ผู้อาวุโสผู้นั้นตอบ “แน่นอนอยู่แล้ว”

หมี่เยวี่ยท้วง “แต่หากใต้หล้านี้ปราศจากธรรมเนียมกฎระเบียบ จะไม่สับสนวุ่นวายหรือ”

ผู้อาวุโสผู้นั้นก้มหน้าจัดการโครงไก่ช้าๆ  หยิบใบจื่อซูครึ่งใบออกมา เอ่ย “ใบจื่อซูเดิมใช้สำหรับห่อเนื้อย่าง หากเนื้อย่างไม่ห่อใบจื่อซู ย่อมไม่น่ามอง แต่ว่า...” เขาหยิบใบจื่อซูใส่ปากรับประทาน “ต่อให้นำใบจื่อซูออกไป รสชาติของเนื้อย่าง ก็ใช่ว่าจะได้รับผลกระทบ”

หมี่เยวี่ยส่ายหน้าอย่างอึ้งงัน “ข้าไม่เข้าใจ”

ผู้อาวุโสผู้นั้นยังคงจัดการโครงไก่ต่อไป

จู่ๆ หมี่เยวี่ยก็ถามขึ้น “ในเมื่อธรรมเนียมกฎระเบียบล้วนเป็นสิ่งเหลวไหล เช่นนั้นเหตุใดบุรุษจึงสามารถออกศึกทำสงคราม ปกครองว่าราชการ ได้รับพระราชทานที่ดิน หากแต่สตรี ไม่ว่าสติปัญญาเป็นเช่นไร ความสามารถด้านการศึกษาเป็นเช่นไร กลับไม่มีวันได้รับโอกาสเหล่านั้น”

ผู้อาวุโสผู้นั้นหัวเราะลั่น “น่าขัน!”

หมี่เยวี่ยไม่เข้าใจ เอ่ยถามอย่างสงสัย “ท่านว่าอะไร”

ผู้อาวุโสผู้นั้นตอบ “เจ้าเศร้าโศกเสียใจเพราะมิอาจกระทำเรื่องเหล่านี้ ช่างน่าขันนัก”

หมี่เยวี่ยดีดตัวขึ้น เอ่ยอย่างเคืองขุ่น “ไยท่านจึงกล่าวเช่นนี้”

แต่ผู้อาวุโสผู้นั้นกลับหันมาถาม “เช่นนั้น เจ้าได้รับความสุขจากการร่ำเรียนศึกษา จากการออกศึกทำสงคราม จากการออกว่าราชการ หรือจากการปกครองที่ดินศักดินา? เจ้าเคยได้รับความสุขจากสิ่งเหล่านี้บ้างหรือไม่”

หมี่เยวี่ยอึ้งไปเล็กน้อย “ข้าเคยได้รับความสุขจากสิ่งเหล่านี้บ้างหรือไม่น่ะหรือ อันที่จริงข้ายังมิเคยออกศึกทำสงคราม และมิเคยออกว่าราชการ ยิ่งมิเคยปกครองที่ดินศักดินา...แต่ว่า...”

“เวลาที่เจ้ามีความสุขที่สุด คือเวลาทำสิ่งใด” ผู้อาวุโสผู้นั้นถามนาง

หมี่เยวี่ยย้อนถามตนเองอย่างไม่รู้ตัว “เวลาที่ข้ามีความสุขที่สุด...”

เวลาที่นางมีความสุขที่สุด คือตอนใช้ลูกกลมทองคำยิงนก ตอนงอแงใส่หญิงสกุลเซี่ยง ตอนแกล้งหมี่หรง ตอนออดอ้อนฉู่หวังซาง ตอนแอบทำเรื่องซุกซนลับหลังจวี่จี ทว่าความสุขเช่นนี้ นางไม่มีวันได้สัมผัสอีกแล้ว...

“เวลาที่ข้ามีความสุขที่สุด ล้วนไม่มีแล้ว...” หมี่เยวี่ยพึมพำ “ช่วงเวลาเหล่านั้นล้วนเป็นเพราะยังเยาว์วัยไร้เดียงสา ถึงได้มีความสุข ทว่าบัดนี้ มิอาจเป็นเช่นนั้นอีกแล้ว”

“เช่นนั้นสิ่งที่เจ้าต้องการคืออะไร” ผู้อาวุโสผู้นั้นถาม

หมี่เยวี่ยตอบ “ข้าต้องการ...ข้าต้องการให้ทุกคนในครอบครัวข้าอยู่รอดปลอดภัย ไม่ถูกผู้ใดทำร้าย”

ผู้อาวุโสผู้นั้นยิ้มน้อยๆ “ใต้หล้านี้ ที่ที่คร่าชีวิตผู้คนมากที่สุดคือสมรภูมิรบ ที่ที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือราชสำนัก เรื่องที่จัดการยากที่สุดคือปกครองที่ดินศักดินา ทว่าเจ้ากลับเลือกทั้งสามอย่างนี้ ประหนึ่งนกน้อยที่โผบินเข้าสู่กับดักนายพราน แต่กลับต้องการอยู่รอดปลอดภัย เช่นนี้ไม่น่าขันหรือ”

หมี่เยวี่ยเอ่ยถาม “เช่นนั้นข้าควรทำอย่างไร”

ผู้อาวุโสผู้นั้นเงยหน้า มองไปทางป่าไม้ ครู่ใหญ่ถึงเอ่ย “เมื่อวานข้าเข้าไปในป่า เห็นต้นไม้มากมายถูกโค่น ข้าถามต้นไม้ที่ไม่ถูกโค่นว่า เหตุใดพวกเขาจึงไม่โค่นเจ้า ต้นไม้ต้นนั้นบอกว่า ต้นไม้แคระแกร็นเหล่านั้นถูกโค่นทิ้งเพราะพวกมันไร้ประโยชน์ จึงถูกตัดไปทำฟืน ส่วนต้นไม้ที่สูงใหญ่ที่สุด เพราะมันแข็งแรงเหนือต้นไม้ต้นใด เหมาะจะนำไปทำเสาหลัก ผู้คนจึงตัดมันไปทำเสาในตำหนัก ส่วนต้นไม้ที่ไม่ถูกตัด นั่นเป็นเพราะมันอยู่ตรงกลางระหว่างไร้ประโยชน์กับล้ำประโยชน์”

หมี่เยวี่ยเอ่ยถามอย่างงุนงง “มิใช่ว่าต้นไม้ยิ่งสูงใหญ่ก็ยิ่งดีหรอกหรือ คำว่า ‘เสาหลัก’ มิใช่คำชมประเภทหนึ่งหรือ”

ผู้อาวุโสผู้นั้นยิ้มน้อยๆ “เช่นนั้นเจ้าชื่นชอบคำชมที่ต้องแลกมาด้วยชีวิตของเจ้าหรือ”

หมี่เยวี่ยส่ายหน้า

ผู้อาวุโสผู้นั้นไม่เอ่ยวาจา

ขณะที่หมี่เยวี่ยยังคงใคร่ครวญเรื่องนี้ ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าพอเข้าใจอะไรบางอย่างได้ลางๆ  กระนั้นก็ยังคงเลือนรางไม่ชัดเจน

หมี่เยวี่ยพลันเงยหน้าขึ้น ถามผู้อาวุโสผู้นั้น “ท่านลุง ความหมายของท่านคือ หากข้ากับน้องชายต้องการชีวิตอยู่ต่อไป ก็มิอาจทำอะไรโดดเด่นเกินไป แต่ต้องอยู่ตรงกลางระหว่างล้ำประโยชน์และไร้ประโยชน์ใช่หรือไม่”

ผู้อาวุโสผู้นั้นหยิบขวดน้ำเต้าขึ้นมาดื่มน้ำอึกหนึ่ง เหม่อมองไปด้านหน้า ท่ามกลางป่าไม้ ไม่รู้เพราะเหตุใด ฝูงนกพลันโผบินขึ้นสู่ท้องฟ้า

ผู้อาวุโสผู้นั้นเอ่ย “กาลก่อน มีนกทะเลตัวหนึ่งบินผ่านรัฐหลู่ หยุดพักนอกเมืองหลวงของรัฐหลู่ ชาวรัฐหลู่เห็นเข้า นำความไปทูลผู้ครองรัฐ หลู่โหวจึงสั่งให้นำเสลี่ยงรับนกตัวนี้ไปที่ศาลบรรพชน จัดเตรียมสุราต้อนรับ บรรเลงดนตรีรับรอง สังหารวัว แพะ และหมูเป็นอาหาร สำหรับมนุษย์ นับเป็นเกียรติสูงสุด หากแต่สิ่งที่นกตัวนี้ชื่นชอบคือการโผบินเหนือท้องทะเล จับปลาเล็กปลาน้อยกินเป็นอาหาร การเลี้ยงดูเช่นนี้มันมิอาจรับไหว ผ่านไปสามวันก็ตาย”

หมี่เยวี่ยสบถ “หลู่โหวผู้นี้ช่างทรมานคน ไม่ ทรมานนกยิ่ง”

ผู้อาวุโสผู้นั้นเอ่ยถาม “เช่นนั้นเจ้าเห็นว่า ควรจัดการอย่างไรกับนกตัวนี้”

หมี่เยวี่ยตอบ “ปล่อยมันไป ไม่ก็จับมันมาปรุงเป็นอาหาร”

ผู้อาวุโสผู้นั้นยิ้มกว้าง “ถูกยิ่ง ถูกยิ่ง เจ้ามิใช่ปลา ไฉนเลยจะรู้ความสุขของปลา เจ้ามิใช่นก ไฉนเลยจะรู้ความสุขของนก”

หมี่เยวี่ยเอ่ยขึ้น “ข้ามิใช่น้องชายข้า ข้าจึงมิอาจตัดสินใจแทนเขา มิอาจนำชีวิตของข้าไปผูกติดกับเขา ใช่หรือไม่”

ผู้อาวุโสผู้นั้นไม่ตอบ ก้มเก็บเศษกระดูกไก่บนพื้น ถอนใจเอ่ย “โอ หากเผาติงเห็นไก่ฟ้าตัวนี้ คงเสียดายยิ่ง”

หมี่เยวี่ยเอ่ยอย่างงุนงง “เผาติง?”

เผาเหรินก็คือคนครัว บ่าวรับใช้ในสมัยนั้นส่วนใหญ่ไม่มีชื่อเรียก เพียงแต่เรียกชื่อตำแหน่งหน้าที่ตามด้วยลำดับเจี่ยอี่ปิ่งติงเท่านั้น

ผู้อาวุโสผู้นั้นว่า “เผาติงก็คือคนครัวผู้หนึ่ง ชื่อติง เขาเป็นคนครัวที่มีความสามารถโดดเด่นยิ่ง มีหน้าที่ชำแหละวัว ฝีมือสูงล้ำอย่างน่าอัศจรรย์” 

หมี่เยวี่ยเบ้ปากอย่างไม่เห็นด้วย ต่อให้คนผู้นั้นจะมีความสามารถโดดเด่นเพียงใด ถึงอย่างไรก็เป็นเพียงคนครัวผู้หนึ่ง จำต้องยกยอสรรเสริญถึงเพียงนั้นเชียวหรือ

ผู้อาวุโสผู้นั้นกล่าวต่อ “คนครัวทั่วไปชำแหละวัว หนึ่งเดือนต้องเปลี่ยนมีดหนึ่งเล่ม คนครัวฝีมือดีหนึ่งปียังต้องเปลี่ยนมีดเล่มหนึ่ง ทว่ามีดของเขาใช้มาแล้วสิบเก้าปี ชำแหละวัวมาแล้วหลายพันตัว กระนั้นใบมีดก็ยังวาววับเหมือนใหม่”

ครานี้หมี่เยวี่ยถึงเอ่ยถามอย่างประหลาดใจ “เป็นเพราะเหตุใด”

ผู้อาวุโสผู้นั้นตอบ “คนครัวทั่วไปเวลาชำแหละวัว ใช้มีดตัดกระดูก คนครัวฝีมือดีเวลาชำแหละวัว ใช้มีดกรีดเส้นเอ็น แต่ตอนเผาติงชำแหละวัว กลับเริ่มจากตัดข้อต่อกระดูก แยกส่วนตามรอยเส้นเอ็น วัวจะตัวใหญ่เพียงใด หากมองเห็นข้อต่อกระดูกและรอยเส้นเอ็นอันเป็นจุดแยกส่วนของมัน ย่อมสามารถชำแหละได้อย่างง่ายดาย”

หมี่เยวี่ยครุ่นคิดใคร่ครวญ แต่สุดท้ายก็ส่ายหน้า “ท่านลุง เรื่องที่ท่านเล่าล้วนประหลาดยิ่ง!”

ผู้อาวุโสผู้นั้นหัวเราะก่อนจะลุกขึ้นยืน สั่นศีรษะพลางเอ่ย “แม่นางน้อย ข้าหวังจากใจจริงว่าเจ้าจะไม่มีวันเข้าใจ เพราะวันใดที่เจ้าเข้าใจ แสดงว่าเจ้าเคยหลั่งน้ำตามาแล้วมากมายนัก!”

หมี่เยวี่ยเห็นเขาเก็บข้าวของ จึงช่วยเก็บอีกแรงหนึ่ง เมื่อกองขี้เถ้าปลิวหาย ถึงพบว่าสิ่งที่ใช้สุมไฟเบื้องใต้มิได้มีเพียงกิ่งไม้ แต่ยังมีม้วนไม้ไผ่อีกไม่น้อย

หมี่เยวี่ยตกใจยิ่ง รีบเขี่ยกองไฟ หยิบม้วนไม้ไผ่ครึ่งหนึ่งที่เผาไหม้ไม่หมดออกมา พินิจอ่านสองสามประโยค เอ่ยอย่างประหลาดใจ “ท่านลุง ม้วนไม้ไผ่เหล่านี้นำมาจากที่ใดหรือ”

ผู้อาวุโสผู้นั้นชี้ไปในกระท่อม “ด้านในยังมีอีกกองหนึ่ง”

หมี่เยวี่ยชะงัก รีบหมุนตัววิ่งเข้าไปในกระท่อมทันที

เมื่อเข้าไปด้านในนางก็นิ่งอึ้ง ในกระท่อมซอมซ่ออย่างยิ่ง มีเพียงเสื้อผืนหนึ่งกับโต๊ะตัวหนึ่ง ด้านข้างเต็มไปด้วยม้วนไม้ไผ่กองสุม นางหยิบม้วนไม้ไผ่ขึ้นมาม้วนหนึ่ง เห็นว่าด้านบนเขียนไว้ดังนี้ ชีวิตคนเรามีจำกัด หากแต่ความรู้ไร้จำกัด ใช้สิ่งจำกัดไล่ตามสิ่งไร้จำกัด นับว่าอันตรายยิ่งนัก! ทั้งที่รู้ตามประการฉะนี้ กระนั้นก็ยังไขว่คว้าไม่สิ้นสุด นับว่าอันตรายเกินประมาณ...”

นางลอบสะดุ้ง คล้ายกับเคยได้ยินวาจาเหล่านี้จากที่ใดมาก่อน แต่กลับนึกไม่ออกว่าเคยได้ยินเมื่อใด จึงวางม้วนไม้ไผ่ม้วนนั้นลง และหยิบม้วนไม้ไผ่อีกม้วนหนึ่งขึ้นมา เห็นด้านบนเขียนไว้ว่า อุดรสมุทรปรากฏพญามัจฉานามคุน รูปร่างของคุนมโหฬารมิทราบกี่พันลี้ คุนกลายร่างเป็นพญาปักษานามเผิง แผ่นหลังของเผิงมโหฬารมิทราบกี่พันลี้ ครั้นกระพือปีกเหินบินกลางเวหา สองปีกแผ่กว้างประหนึ่งหมู่เมฆริมขอบฟ้า...”

เมื่อนางอ่านท่อนนี้จบ ก็มิอาจหักใจวางลง จึงนั่งลงบนเสื่อเก่าโทรมผืนนั้น ก่อนจะเริ่มอ่านอย่างตั้งอกตั้งใจ ถึงขนาดอ่านออกเสียงอย่างไม่รู้ตัว “ท้องนภาสีครามเข้ม เป็นสีที่แท้จริงของมันหรือไม่ ความเวิ้งว้างกว้างใหญ่นั้นไร้ขอบเขตจริงหรือ ครั้นเผิงมองลงไปเบื้องล่าง สิ่งที่มองเห็นก็คงเป็นเช่นนี้ หากระดับน้ำไม่ลึก ย่อมมิอาจรับน้ำหนักเรือลำใหญ่ หากเทน้ำแก้วหนึ่งลงบนที่ลุ่มต่ำหน้าลานบ้าน เพียงหญ้าต้นหนึ่งก็สามารถแล่นไหลได้เช่นเรือ แต่หากวางแก้วใบหนึ่งซ้อนลงไป ย่อมหยุดนิ่งมิอาจแล่นเคลื่อน นั่นเป็นเพราะน้ำตื้นเขินทว่าเรือลำใหญ่ หากระดับลมไม่แรง ย่อมมิอาจรับน้ำหนักปีกขนาดใหญ่ ด้วยเหตุนี้ เผิงจึงเหินหาวเหนือขึ้นไปเก้าหมื่นลี้ เช่นนี้สายลมย่อมอยู่เบื้องใต้ จากนั้นอาศัยแรงลมโผบิน แบกท้องฟ้าไว้บนหลัง ปราศจากสิ่งขวางกั้น มุ่งหน้าไปยังทิศใต้...”

 

ขณะที่นางกำลังอ่านอย่างติดลม สายตาเหลือบไปเห็นผู้อาวุโสผู้นั้นเดินเข้ามาด้านใน กอบม้วนไม้ไผ่กองหนึ่งออกไป นางพลันนึกถึงม้วนไม้ไผ่ที่ถูกเผาไหม้เหล่านั้น รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี จึงรีบวางม้วนไม้ไผ่ในมือลง เอ่ยถาม “ท่านลุง ท่านจะนำม้วนไม้ไผ่เหล่านี้ไปทำอะไร”

ผู้อาวุโสผู้นั้นเอ่ยอย่างแปลกใจ “ย่อมนำไปก่อไฟอย่างไรเล่า”

หมี่เยวี่ยผุดลุกขึ้น “ไยท่านจึงต้องนำม้วนไม้ไผ่เหล่านี้ไปก่อไฟ”

ผู้อาวุโสผู้นั้นเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ “จะเป็นอะไรไป กิ่งไม้ชื้นเกินไป ข้าจึงต้องใช้ของสิ่งนี้ก่อไฟแทน”

หมี่เยวี่ยดีดตัวขึ้น พุ่งเข้าไปคว้าม้วนไม้ไผ่เหล่านั้นพลางร่ำร้อง “มิได้ มิได้ ท่านรู้หรือไม่ว่าของเหล่านี้คือตำราที่สำคัญมากเพียงใด ไยท่านจึงยังกล้านำไปก่อไฟ”

ผู้อาวุโสผู้นั้นไม่ตอบคำ คล้ายกับตกใจท่าทางของนาง

หมี่เยวี่ยยิ่งเอ่ยยิ่งโมโห “ท่านนำม้วนไม้ไผ่เหล่านี้มาจากที่ใด”

ผู้อาวุโสผู้นั้นเอ่ยอย่างใจลอย “นำมาจากที่ใดหรือ ล้วนอยู่ที่นี่เรื่อยมา เพียงแต่เผาไปประมาณหนึ่งแล้ว”

หมี่เยวี่ยตกใจยิ่ง “อยู่ที่นี่เรื่อยมาหรือ กระท่อมหลังนี้แต่ก่อนเป็นที่พำนักของผู้ใด ท่านรู้หรือไม่ว่าใครเป็นผู้เขียนตำราเหล่านี้”

ผู้อาวุโสผู้นั้นมองหมี่เยวี่ยนิ่ง พลันนั้นก็ยิ้ม ชี้ไปยังกองม้วนไม้ไผ่ เอ่ยถาม “เจ้าต้องการของเหล่านี้หรือ”

หมี่เยวี่ยพยักหน้าอย่างเอาเป็นเอาตาย กลัวว่าหากล่าช้าไปก้าวหนึ่ง ของเหล่านี้จะกลายสภาพเป็นกองฟืน

ผู้อาวุโสผู้นั้นพลันปรบมือ “ในเมื่อเจ้าต้องการ เช่นนั้นยกให้เจ้าแล้วกัน...”

สิ้นประโยค เขาเดินไปหยุดข้างบานประตู เอื้อมหยิบขวดน้ำเต้าบรรจุสุราใบหนึ่งที่แขวนไว้หลังประตู ก่อนจะเดินจากไปโดยไม่เหลียวมอง

หมี่เยวี่ยนิ่งอึ้ง กว่าจะรู้ตัว ในกระท่อมก็เหลือเพียงนาง

นางรีบวิ่งตามออกไป เห็นแขนเสื้อพลิ้วไหวอยู่ไกลๆ  ผู้อาวุโสผู้นั้นเดินห่างไปไกลแล้ว

นางรีบตะโกนเรียก “ท่านลุง ท่านเป็นใคร ท่านจะไปที่ใด ท่านจะกลับมาอีกหรือไม่”

หนังสือแนะนำ