ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน

หยางหลิงเพิ่งเดินออกไปสองก้าว ได้ยินเสียงหวืด ไม้พลองด้ามหนึ่งจ่อมาที่ทรวงอก สร้างความตื่นตระหนกแก่มันจนร้องคำ “อย่าได้...” จากนั้นกลืนน้ำลายคำหนึ่ง กล่าวเสริมว่า “โย่วเหนียง เป็นข้าพเจ้า”

หานโย่วเหนียงร้องโอยคำหนึ่ง โยนไม้พลองทิ้ง ตรงเข้ามาประคองมันไว้ กล่าวอย่างร้อนรุ่มว่า “เซี่ยงกง ท่านเพิ่งฟื้นไข้ ไฉนจึงออกมา ข้างนอกอากาศเหน็บหนาว หากท่านเป็นไรไปอีก จะให้ข้าพเจ้า...ให้ข้าพเจ้าทำอย่างไร?”

หยางหลิงตอบว่า “ไม่เป็นไร ข้าพเจ้าดีขึ้นมากแล้ว เพียงแต่ไม่ได้เคลื่อนไหว จึงมีร่างกายอ่อนล้า”

พลางยื่นมือหมายช่วยหานโย่วเหนียงหิ้วถุงเสบียง หานโย่วเหนียงไหนเลยยินยอมให้มันเคลื่อนไหว รีบประคองมันเดินกลับเข้าบ้าน

หลังจากกลับเข้าห้อง หยางหลิงอดกล่าวมิได้ว่า “โย่วเหนียง เพราะรักษาอาการป่วยของเรา บ้านเราใช้เงินไปจนหมดสิ้นกระมัง?”

หานโย่วเหนียงวางถุงเสบียงลงบนเตา ค่อยประคองมันเข้าห้อง ทางหนึ่งกล่าวเบาๆ ว่า “เมื่อฤดูใบไม้ร่วง พวกตาดมองโกลยกกำลังมา ข้าพเจ้าแบกท่านหลบหนีขึ้นเขา เสบียงในบ้านถูกพวกตาดมองโกลกวาดไปสิ้น ดังนั้น...ได้แต่นำเครื่องเรือนในบ้านไปจำนำ”

นางประคองหยางหลิงนั่งลงบนคั่งที่นอน ทางหนึ่งช่วยถอดรองเท้าให้กับมัน ทางหนึ่งเงยหน้าขึ้นแย้มยิ้มให้ กล่าวว่า “เซี่ยงกงไม่ต้องเป็นห่วง รอถึงปีหน้าบ้านเราเก็บเกี่ยวได้ ชีวิตจะดีขึ้น ท่านเป็นบัณฑิตซิ่วไฉ ไม่ต้องวุ่นวายกับเรื่องปลีกย่อยเหล่านี้ รอจนแข็งแรงดีขึ้น ก็ตั้งใจท่องหนังสือ ปีหน้าจะถึงเวลาสอบแข่งขันของตำบลแล้ว”

หยางหลิงเห็นดวงตานางทอแววเคารพยกย่อง ต้องฝืนยิ้มในใจ ด้วยสภาพของตนเองยามนี้ นับว่าหาบคอนไม่เป็น เพียงอาศัยความเรียงปากู่เหวิน* กลับถูกนางยึดถือเป็นลูกผู้ชายชาตรี หากว่าเป็นยุคปัจจุบัน ต่อให้ท่านสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชิงหัวหรือเป่ยต้า** หากยากจนข้นแค้นถึงเพียงนี้ คงถูกภรรยาเตะออกไปตั้งแต่แรก

* แบบข้อสอบเป็นขุนนางสมัยราชวงศ์หมิง

** มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศจีน

นี่ยากตำหนินางให้ความสำคัญถึงเพียงนี้ ยุคสมัยราชวงศ์หมิงยกย่องกสิกรรม สะกดพ่อค้า ต่อให้พ่อค้ามั่งมีเงินทอง ฐานะทางสังคมยังไม่เทียบเท่าเจ้าของที่ดินที่มีที่นาสามสี่มู่ (ไร่จีน) ดังนั้นหนทางเจริญก้าวหน้าได้แต่รับราชการ คอดรับราชการต้องผ่านการแข่งขัน ตอนนี้หยางหลิงเพียงเป็นบัณฑิตซิ่วไฉ แต่ในยุคสมัยนั้น ไม่ว่าอยู่ในเมืองหรือชนบท บัณฑิตซิ่วไฉได้รับการนับหน้าถือตา มีนักศึกษาบางคนอายุเจ็ดแปดสิบปี ยังสอบเป็นซิ่วไฉไม่ได้

ราชวงศ์หมิงปกครองราษฏรอย่างเข้มงวด ต่อให้ออกจากหมู่บ้านไปเยี่ยมญาติ ก็ต้องขอใบผ่านทางจากท้องถิ่น เวลาผ่านด่านจะประทับตราเป็นเครื่องหมาย แต่บัณฑิตซิ่วไฉหรือจวี้เหยินได้รับการยกเว้น มีสิทธิ์พกพากระบี่ สวมแพรต่วนสีเขียว เพียงบอกประวัติความเป็นมา ขุนนางตามรายทางไม่อาจสกัดขัดขวาง พบเห็นนายอำเภอไม่ต้องคุกเข่า ทั้งยังมีที่นั่ง ในสายตาของผู้คนทั่วไป ย่อมยึดถือเป็นผู้มีศักดิ์ฐานะพิเศษ

หานโย่วเหนียงดึงผ้าห่มใสคลุมร่างมัน จากนั้นยกน้ำร้อนมาอ่างหนึ่ง ตั้งอกตั้งใจล้างเท้าให้กับมัน หยางหลิงที่ย้อนเวลามาไหนเลยเคยได้รับการปฏิบัติเช่นนี้ แต่พอกล่าวปฏิเสธก็สร้างความไม่สบายใจแก่นาง สุดท้ายได้แต่รับการปรนนิบัติจากนาง

ค่ำคืนนั้นหยางหลิงใช้แขนหนุนศีรษะ คิดอ่านต่างๆ นานา ข้างหูได้ยินเสียงลมหายใจของหานโย่วเหนียงเบาๆ คาดว่านางหลับสนิทแล้ว

นับตั้งแต่ทั้งสองแต่งงานกัน หานโย่วเหนียงแม้นอนบนคั่งที่นอนเดียวกัน แต่ไม่เคยร่วมหลับนอนมาก่อน ค่ำคืนนี้เซี่ยงกงไม่สติเลอะเลือนเช่นกาลก่อน กลับสร้างความเอียงอายแก่นาง ถึงแม้ดับตะเกียงน้ำมันเข้านอน มันมองไม่เห็นตัวเอง หานโย่วเหนียงยังร่างร้อนผะผ่าว ดึงผ้าห่มมานอนคลุมโปง ไม่กล้าโผล่ศีรษะออกมา

แต่ว่าค่ำคืนนี้นางเบิกบานใจยิ่ง เซี่ยงกงไม่เพียงตายแล้วฟื้นคืนชีพ ทั้งยังทุเลาหายดี ดูท่าหลังจากบำรุงร่างกาย จะมีสุขภาพแข็งแรง สร้างความหวังให้กับนางอย่างเต็มเปี่ยม

หยางหลิงกับนางแม้เป็นสามีภรรยา แต่นับตั้งแต่มันลืมตาขึ้นมา ก็พบเห็นความโชคร้ายตลอดจนความเด็ดเดี่ยวของนาง ในใจนึกภาวนาสงสารหญิงสาวนางนี้ หวนนึกถึงตนเองมีชีวิตอีกเพียงสองปี จึงไม่คิดแตะต้องสัมผัสนาง

ภายในห้องมืดมิด มองไม่เห็นอันใด เพียงได้ยินเสียงลมหายใจที่แผ่วเบาของนาง ราวกับแมวน้อยตัวหนึ่ง หยางหลิงต้องลอบทอดถอนใจ ตอนนี้หญิงสาวนางนี้เมื่อได้ชื่อว่าเป็นภรรยาของตนเอง ตนเองมิเพียงต้องหาทางมีชีวิตสืบไป ทั้งยังต้องดูแลรับผิดชอบต่อนาง แต่ว่าบ้านที่ไม่มีสมบัติติดตัวเช่นนี้ จะเลี้ยงดูนางได้อย่างไร?

หยางหลิงครุ่นคิดฟุ้งซ่านวุ่นวาย ยังนึกหาวิธีไม่ออก ยามนี้ความร้อนบนคั่งที่นอน* ค่อยเย็นลง ไม่เพียงใบหน้าที่อยู่นอกผ้าห่ม ถูกแช่จนแข็ง แม้แต่ในผ้าห่มก็เริ่มเย็นแยบ มันกระชับผ้าห่มคราหนึ่ง พลันฉุกคิดว่าตนเองนอนอยู่ข้างใน หานโย่วเหนียงนอนอยู่ข้างนอก ไม่ทราบนางทนทานได้อย่างไร?

* คั่งเป็นที่นอนรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ชาวจีนภาคเหนือจะก่อด้วยอิฐ ข้างล่างมีรูทะลุกับปล่องไฟ พอฤดูหนาวจะก่อไฟให้ไออุ่นไหลเข้ามาในช่อง

หยางหลิงยื่นมือออกลูบคลำคั่งที่นอนที่ข้างกายหานโย่วเหนียง ก็สัมผัสถูกความเย็นเฉียบ ในหมู่บ้านสมควรตัดไม้ได้ไม่ยาก เหตุใดไม่ตัดฟืนให้มากกว่านี้ จำได้ว่าตอนสำรวจบ้านช่องที่ข้างเตาคล้ายไม่มีไม้ฟืน จากนั้นค่อยได้คิด ที่ผ่านมาตนเองหลงเหลือลมหายใจอันรวยริน หานโย่วเหนียงต้องดูแลตัวเอง ไหนเลยมีเวลาขึ้นเขาไปตัดฟืน?

ยามนั้นนิ้วมือกระทบถูกขอบผ้าห่ม หยางหลิงต้องงงงันวูบ หากเปรียบกับผ้าห่มที่คลุมร่างตนเอง ผ้าห่มของนางเบาบางแล้ว ไม่ทราบนางผ่านราตรีกาลอันเหน็บหนาวมาได้อย่างไร?”

ร่างของหานโย่วเหนียงพลันสั่นระริก คล้ายขดตัวขึ้นมา หยางหลิงหน้าร้อนผะผ่าว ที่แท้นางยังไม่นอน จึงกล่าวเบาๆ ว่า “โย่วเหนียง ยังไม่นอนหรือ?”

หานโย่วเหนียงรับคำเสียงอู้อี้ หยางหลิงทอดถอนใจกล่าวว่า “ผ้าห่มของท่านไฉนเบาบางถึงเพียงนี้ นี่จะผ่านฤดูหนาวได้อย่างไร ที่บ้านไม่มีผ้าห่มหนาหนักเลยหรือ?”

หานโย่วเหนียงส่งเสียงดังอืมม์ กล่าวเบาๆ ว่า “เซี่ยงกง ท่านป่วยหนักยิ่ง โย่วเหนียงนึกหาวิธีเชิญหมอมาไม่ได้ ได้แต่...ได้แต่...ขออภัย...”

หยางหลิงลูบคลำผ้าห่มหนาหนักของตนเอง หัวใจต้องร้อนวูบ พลันลุกขึ้นนั่ง ยื่นมือดึงผ้าปูที่นอนใต้ร่างหานโย่วเหนียงออกมา สร้างความแตกตื่นลนลานแก่หานโย่วเหนียง จนกล่าวเสียงสั่นสะท้านว่า “เซียงกง...ท่าน...ท่านทำอะไร?”

หยางหลิงเห็นนางแตกตื่นตระหนกถึงเพียงนี้ รู้สึกน่าหัวร่อ จงใจหยอกเย้าว่า “พวกเราเป็นสามีภรรยา นอนด้วยกันมีอันใดไม่ได้?”

หานโย่วเหนียงประหวั่นลนลานกว่าเดิม แต่ฟูจวินกล่าวเช่นนี้ ไม่มีอันใดไม่ถูกต้อง ได้แต่กล่าวตะกุกตะกักว่า “แต่ว่า...แต่ว่าท่านเพิ่งหายดี พวกเราไม่อาจ...”

หยางหลิงอดหัวร่อมิได้ กล่าวว่า “ยาโถว* โง่เขลา...ผ้าห่มของท่านเบาบางไปแล้ว เมื่อเห็นท่านเหน็บหนาว ข้าพเจ้ายังหลับลงหรือ มา พวกเรานอนด้วยกัน”

* ในที่นี้เป็นคำเรียกหญิงสาว

พลางปูผ้าห่มที่นอนสองผืนซ้อนกัน หยางหลิงเลิกผ้าห่มของนางขึ้น ห่มผ้าของตนเองลงบนร่างนาง จากนั้นคลุมผ้าห่มเบาบางลงบนผ้าห่มหนาหนัก กล่าวว่า “ท่านดู เช่นนี้ดีขึ้นมากนัก”

หานโย่วเหนียงซ่อนตัวอยู่ในผ้าห่มไม่กล้าออกมา ทั้งขดตัวราวกับคันธนูคันหนึ่ง กำหมัดน้อยๆ ทั้งสองอยู่เหนืออก นางเองก็ไม่ทราบว่าตัวเองไฉนตื่นเต้นหวาดกลัวถึงเพียงนี้

หยางหลิงเป็นสามีที่ชอบธรรมของนาง นางได้รับการอบรมตั้งแต่เล็กว่า สตรีต้องกอปรด้วยสามคล้อยตามสี่จริง** สามีคือฟ้า สตรีคือดิน ทั้งยังมีคำกล่าวว่า “สตรีเป็นผู้ศิโรราบ” หากว่าสามีต้องการนาง แต่มีอันใดไม่สมควร แต่พอนึกถึงเหตุการณ์ที่จะบังเกิดขึ้น อดแตกตื่นลนลานมิได้ เปรียบกับตอนที่ติดตามออกล่าสัตว์ เผชิญเสือร้ายเป็นครั้งแรก ยังหวาดกลัวยิ่งกว่าอีก

** คำสอนในสังคมศักดินา ให้สตรีอยู่บ้านคล้อยตามบิดา แต่งงานแล้วคล้อยตามสามี สามีตายคล้อยตามบุตร ทั้งต้องประพฤติดี มีกิริยาอ่อนหวาน แต่งตัวเรียบร้อย และยินดีทำงานบ้าน

หยางหลิงก็รู้สึกถึงความตื่นเต้นของนาง กล่าวตามความสัตย์ มันก็ไม่กล้าใกล้ชิดหานโย่วเหนียงเกินไป หากว่าทั้งสองสนิทชิดใกล้ ยากรับรองว่าตนเองไม่หวั่นไหวใจ อย่างน้อยมันมีร่างกายแข็งแรง เมื่ออยู่เคียงคู่กับหญิงสาวเยาว์เช่นนี้ ต่อให้ในใจไม่นึกถึง ทางสรีร่างก็จะเกิดปฏิกิริยาขึ้น

แต่ว่าเมื่อเป็นเช่นนี้ ความอบอุ่นอันน้อยนิดในผ้าห่มก็ปลาสนาการไป ถึงแม้ผ้าห่มหนาหนัก แต่ไม่รู้สึกอุ่นแต่อย่างไร หยางหลิงพานลุกขึ้นมา คลหารองเท้าสวมใส่

หานโย่วเหนียงโผล่ศีรษะออกมา ถามว่า “เซี่ยงกง ท่าน...ท่านคิดไปที่ใด?”

หยางหลิงถามว่า “ตะเกียงจุดอย่างไร มิใช่ตะเกียงอยู่ที่ใด?”

หานโย่วเหนียงรีบลุกขึ้นมา ตีหินเหล็กไฟจุดตะเกียงน้ำมัน ใต้แสงไฟสาดส่อง ใบหน้านางแดงเปล่งปลั่ง ไม่ทราบเป็นอับอายหรือถูกแสงไฟสาดส่อง กลับเพิ่มความงามอีกหลายส่วน นางกล่าวอย่างสงสัยใจว่า “เซี่ยงกง คิดปลดทุกข์เบาหรือ ถังปัสสาวะอยู่ห้องด้านนอก”

หยางหลิงสั่นศีรษะกล่าวว่า “ไม่ เราคิดเติมฟืนในเตา”

หานโย่วเหนียงถือตะเกียงน้ำมัน ติดตามมันออกมายังห้องด้านนอก ที่ใต้เท้ามีไม้ฟืนมัดเล็กๆ หยางหลิงมองดูแวบหนึ่ง แล้วเดินไปหอบผ้าเขียนคำไว้อาลัย หลัวไม้ไผ่และกระดาษเงินกระดาษทองยัดใส่ใต้เตา สิ่งของเหล่านี้ทำจากก้านต้นเกาเหลียงและกระดาษ จุดติดได้โดยง่าย ไม่นานไฟที่ใกล้มอดดับจึงลุกโชนขึ้นมาใหม่

หยางหลิงยังโยนไม้ฟืนมัดนั้นลงไป หานโย่วเหนียงอ้าปากคิดกล่าวกระไร แต่แล้วกล้ำกลืนไว้ ครุ่นคิดขึ้น ‘เผาทิ้งก็เผาทิ้งเถอะ จะอย่างไรฟูจวินหายดีแล้ว พรุ่งนี้เช้าเราขึ้นเขาไปตัดฟืนก็แล้วกัน’

หยางหลิงมองดูไฟที่ลุกไหม้ หันมากล่าวว่า “เมื่อเป็นเช่นนี้คืนนี้จะได้อุ่นขึ้น”

มันพอเหลียวหน้ามา ภายใต้แสงไฟสาดส่อง ค่อยเห็นชัดตาว่าหานโย่วเหนียงสวมเสื้อชั้นในเนื้อหยาบสีขาวตัวหนึ่ง ถึงแม้มีรอยปุปะหลายแห่ง แต่ยังไม่อาจปกปิดเรือนร่างที่รัดรึงใจ โดยเฉพาะผิวพรรณบริเวณปกเสื้อถูกแสงไฟขับจนเย้ายวนใจเป็นพิเศษ

หยางหลิงใจเต้นระทึกขึ้น รีบเบือนสายตาไปไม่กล้ามองดูอีก หานโย่วเหนียงก็พบเห็นประกายตาของมัน บังเกิดความเอียงอายอยู่บ้าง พกความกระบิดกระบวนประคองหยางหลิงกลับเข้ามา เมื่อหยางหลิงรับตะเกียงน้ำมันจากมือหานโย่วเหนียง พบว่าฝ่ามือของนางเกิดรอยสาก หลังมือก็หยาบกร้าน ถูกความหนาวคุกคามจนปริแตก ถึงแม้ว่าวันนี้เพิ่งรู้จักกัน ยังสร้างความเจ็บปวดใจแก่หยางหลิงยิ่ง

หานโย่วเหนียงชักดึงมือกลับไป กล่าวว่า “เซี่ยงกง อย่าได้ทนหนาวแล้ว รีบพักผ่อนเถอะ”

หลังจากเคลื่อนไหวเช่นนี้ ทั้งสองไม่สำรวมตนเช่นคราแรก ในใจเกิดความผูกพันอย่างบอกไม่ถูก หลังจากมุดเข้าผ้าห่ม ก็ไม่ระมัดระวังตัวเช่นตอนแรกอีก

แต่ว่าความเย็นที่ชำแรกเข้ามาตามร่องของผ้าห่มยังยากทนทาน สุดท้ายหยางหลิงต้องขยับเข้าใกล้ หานโย่วเหนียงสะท้านขึ้นคราหนึ่ง ร่างแข็งทื่ออยู่บ้าง แต่ไม่ขัดขืนอันใด

หยางหลิงเพียงแนบชิดกัน เพื่อมิให้ไอร้อนรั่วไหลออกไป พลางกล่าวเป็นเชิงเยาะเย้ยตัวเองว่า “โย่วเหนียง พวกเราเฉกเช่นปลาที่ขาดน้ำ พ่นน้ำลายแก่กันเพื่อให้ต้าชุ่ม*” พลางลูบคลำมือน้อยๆ ของนาง กล่าวด้วยความรักเวทนาว่า “มือของท่านล้วนปริแตก เกิดจากการซักเสื้อผ้าผ่าฝืนกระมัง เจ็บหรือไม่?”

* เป็นสุภาษิตบทหนึ่ง หมายถึงร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน

หานโย่วเหนียงสั่นศีรษะ จากนั้นพบว่ามันทองไม่เห็น จึงกล่าว “ไม่เจ็บ เซี่ยงกง ขอเพียงท่านมีสุขภาพดีขึ้น โย่วเหนียงแม้รับความลำบากกว่านี้ก็ไม่ปริปากบ่น”

หยางหลิงพอฟัง ต้องกุมมือนางแนบแน่น มีความรู้สึกว่าการกลับชาติเกิดใหม่ครั้งนี้แม้เป็นครั้งที่ยากลำบากที่สุด แต่ในใจทั้งอบอุ่นทั้งเป็นสุข ผ่านไปครู่หนึ่ง ฟังจากเสียงลมหายใจของหานโย่วเหนียงคล้ายยังไม่นอนจึงถามว่า “คิดอะไร?”

หานโย่วเหนียงถอนใจเบาๆ กล่าวว่า “เซี่ยงกง ข้าพเจ้านึกถึงเรื่องเข้าสอบในปีหน้าของท่าน ทางบ้าน...ไม่มีเงินอีกแล้ว บ้านมารดาเรามีเกอเกอ (พี่ชาย) สองคน ตี้ตี้ (น้องชาย) คนหนึ่ง ท่านพ่อภาระหนัก ไม่สามารถช่วยเหลือได้ ที่นาทั้งสี่มู่ของบ้านเราตกทอดจากบรรพบุรุษ ไม่อาจขายทิ้ง แล้วนี่จะทำอย่างไร”

หยางหลิงฉุกใจคิด มันไม่มีความคิดว่ามรดกตกทอดจากบรรพบุรุษไม่อาจแตะต้อง เพียงครุ่นคิดที่นาทั้งสี่มู่จะขาดได้เท่าใด ทางที่ดีช่วยให้ตนเองอยู่สุขสบายสักสองปี หลังจากตายแล้ว สตรีนางนี้ไม่ต้องลำบากลำบนอีก

หลังจากคิดอ่านฟุ้งซ่าน ค่อยเกิดความง่วงเหงาทีละน้อย มีความรู้สึกว่าใต้คั้งที่นอนยิ่งมายิ่งร้อน หานโย่วเหนียงแม้ปล่อยให้มันกระทบไหล่ แต่ยังนอนขดตัวไว้ ร่างกายเขม็งเกร็ง หยางหลิงบังเกิดความขบขัน ยิ้มพลางกล่าวว่า “โย่วเหนียง ผ่อนคลายกว่านี้ อากาศหนาวถึงเพียงนี้ ท่านกลัวเราทำอะไร อืมม์...เราพลันนึกถึงคนโบราณผู้หนึ่ง”

หานโย่วเหนียงไม่ทราบว่าเซี่ยงกงซิ่วไฉของตัวเองกล่าวอันใด จึงกล่าวด้วยความสงสัยอยากรู้ว่า “เซี่ยงกงนึกถึงคนโบราณอันใด?”

หานโย่วเหนียงกลั้นหัวร่อไว้ กล่าวว่า “เรานึกถึงหลิวเซี่ยฮุ่ย* หากว่า ‘วิญญูชน’ ท่านนี้ไม่ได้บกพร่องอันใด คงมีสภาพไม่ต่างกับเรา ยามฤดูหนาวโอบกอดหญิงสาวนางหนึ่งที่หน้าประตูเมือง เนื่องเพราะ...เหน็บหนาวเกินไป ไม่ว่าความคิดต่ำช้าใดล้วนถูกแช่แข็งไป”

* หมายถึงบุรุษที่ยึดถือข้อห้ามฉันบุรุษสตรีโดยเคร่งครัด

หานโย่วเหนียงอดหัวร่อคิกมิได้ ก่อนแต่งงานนางยังหวั่นวิตกว่าเซี่ยงกงตัวเองหัวโบราณคร่ำครึ คิดไม่ถึงมีอารมณ์ขันถึงเพียงนี้ ในใจต้องบังเกิดความรู้สึกที่แปลกประหลาดขึ้น ขยับเข้าใกล้หยางหลิง ร่างกายก็ผ่อนคลาย กล่าวเบาๆ ที่ข้างหูมันว่า “เซี่ยงกง ข้าพเจ้ายินยอมแนวชิดกับท่านเช่นนี้ ไม่ว่าเกิดแก่เจ็บตายหรือยากดีมีจน ข้าพเจ้าจะอยู่เป็นเพื่อนท่านตลอดไป”

หยางหลิงได้ยินนางเปิดเผยความในใจ อดใจสั่นสะท้านมิได้ ชนชาวโลกมิใช่ค้นหาคู่ชีวิตที่กล่าวคำ “ข้าพเจ้ายินยอม” เช่นนี้หรอกหรือ ยามพลุ่งพล่านใจถึงกับคิดบอกว่าตนเองก็ยินยอมอยู่เป็นเพื่อนนางเช่นนี้ แต่พอหวนนึกถึงตนเองมีอายุอีกเพียงสองปี ต้องกล้ำกลืนคำพูดไว้

ร่างของหานโย่วเหนียงทั้งนุ่มนิ่ม ทั้งร้อนผะผ่าว ยามโอบรั้งกับอ้อมอกให้ความสุขสบายยิ่ง ยามรักถนอมต้องหักห้ามความต้องการไว้ จากนั้นบังเกิดความง่วงเหงา อ้าปากหาวคำหนึ่งม่อยหลับไป

............

ไก่แจ้ของบ้านตระกูลหลี่ที่อยู่ติดกันขันเอ๊กอีเอ๊ก ปลุกหยางหลิงตื่นขึ้นมา พอยกมือลูบคลำกลับพบกับความว่างเปล่า รีบลืมตาขึ้นพบว่าในผ้าห่มมีแต่มันคนเดียว

หยางหลิงฝืนยิ้มออกมา ตนเองยังคิดดูแลผู้อื่น คิดไม่ถึงผู้อื่นตื่นแต่เช้า ตนเองยังมุดอยู่ในผ้าห่ม จึงหยิบฉวยเสื้อผ้าสวมใส่ พบว่าชุดยาวสีเขียวที่ยัดไส้ปุยฝ้ายมีรอยปุปะหลายแห่งเช่นกัน

พอเดินออกมายังห้องด้านนอก สอดส่ายสายตามอง แต่ไม่เห็นหานโย่วเหนียงแม้แต่เงา หยางหลิงเดินออกจากประตูบ้าน อากาศหนาวเย็นยิ่ง ความเย็นพวยพุ่งเข้ามายังจมูก ต้องยืดแขนเหยียดขา ค่อยมีชีวิตชีวาขึ้น

ภายใต้แสงอาทิตย์สาดส่อง นี่เป็นหมู่บ้านเล็กๆ บริเวณไหล่เขาแห่งหนึ่ง มีอยู่สิบกว่าหลัง ส่วนใหญ่โกโรโกโส ที่เชิงเขาก็ปลูกบ้านหลายสิบหลัง ลักษณะดีกว่านี้ สมควรมีความเป็นอยู่เหนือกว่า

หยางหลิงยืนอยู่ข้างรั้งขวามือสำรวจดูเชิงเขา พลันได้ยินเสียงเปิดประตูรั้วดังแอ๊ด พอเหลียวหน้าไป เห็นไม้ฟืนมัดใหญ่ กิ่งไม้บางกิ่งยังมีคราบหิมะอยู่ ใต้ไม้ฟืนเป็นร่างเล็กๆ ร่างหนึ่ง ตัดกับไม้ฟืนมัดใหญ่ ท่ามกลางไม้ฟืนเผยเห็นใบหน้าน้อยๆ ที่ถูกความเย็นคุกคามจนแดงเปล่งปลั่ง

หยางหลิงรีบวิ่งเข้าไป กล่าวด้วยความละอายว่า “โย่วเหนียง ท่านไฉน...รีบวางลง ไฉนตัดฟืนมากมายถึงเพียงนี้?”

หานโย่วเหนียงพอเห็นมัน ยังร้อนใจยิ่งกว่า รีบวางไม้ฟืนลงที่ด้านข้าง ถือขวานวิ่งมาประคองมัน กล่าวอย่างร้อนรุ่มว่า “เซี่ยงกง ท่านแนออกมาอีก ข้างนอกเหน็บหนาวยิ่ง รีบกลับบ้านไป”

หยางหลิงนึกตำหนิตัวเอง แย่งชิงขวานจากมือหานโย่วเหนียงโยนทิ้งไป สองมือกุมมือน้อยๆ ที่แดงก่ำของนางไว้ กล่าวว่า “โย่วเหนียง หลังจากนี้อย่าได้ตัดฟืนมากมายถึงเพียงนี้ ท่านสมควรปลุกข้าพเจ้าขึ้นมา งานเช่นนี้สมควรให้บุรุษกระทำจึงถูกต้อง”

หานโย่วเหนียงบังเกิดความอบอุ่นใจ ปากกล่าวอย่างจริงใจว่า “ท่านเป็นซิ่วไฉ หากว่าทำงานเช่นนี้จะถูกผู้คนหัวร่อเยาะ เซี่ยงกง รีบกลับเข้าบ้านเถอะ อย่าได้ทนเหน็บหนาวแล้ว”

มือของนางก็เย็นเฉียบ นิ้วทั้งสิบแข็งทื่ออยู่บ้าง หยางหลิงห่อมือน้อยๆ ของนางอยู่ในฝ่ามือ สาวเท้าเข้าห้องไป กล่าวว่า “ท่านจึงสมควรเข้าบ้านไปรับความอบอุ่น ท่านสวมเสื้อผ้าเบาบางไปแล้ว” พลางกล่าวด้วยความลำบากใจว่า “ทางบ้านยากจนไม่มีเสื้อผ้าสักชุดหรือ?”

หานโย่วเหนียงยิ้มอย่างเอียงอายว่า “ยังมีเสื้อผ้าชุดใหม่ชุดหนึ่ง ข้าพเจ้าคิดรอถึงปีใหม่ค่อยสวมใส่ เซี่ยงกง ท่านหิวแล้วกระมัง ข้าพเจ้าจะไปหุงข้าว”

หยางหลิงบังเกิดความหดหู่ใจ คิดอ่านในใจ ‘หน้าม้าหัววัว พวกท่านชนะแล้ว หากไม่ช่วยเหลือหญิงสาวที่น่าเวทนานี้มีชีวิตที่ดีขึ้น ต่อให้พวกท่านให้เราเป็นเก้าพันปีบวกอีกพันปี เราก็ไม่กลับไป’

มันฉุดลากหานโย่วเหนียงมานั่งลงที่ริมขอบของคั่งที่นอน แบะปกเสื้อออก วางมือทั้งสองของนางอยู่ในอกเสื้อ วางอำนาจของสามีกล่าวว่า “นั่งอย่างเรียบร้อย รอจนมืออุ่นขึ้นแล้วค่อยว่ากล่าว”

หานโย่วเหนียงเหม่อมองดูมัน พลันสะอึกสะอื้นไห้ออกมา หยางหลิงรีบกล่าวว่า “โย่วเหนียง ท่านเป็นไรแล้ว?”

หานโย่วเหนียงดึงมือข้างหนึ่งจากอกเสื้อ มันไปปาดเช็ดน้ำตา กล่าวว่า “ผู้อื่นเบิกบานใจยิ่ง เซี่ยงกงท่านดีต่อข้าพเจ้าไปแล้ว โย่วเหนียงสามารถแต่งให้กับท่าน นับเป็นบุญวาสนาของโย่วเหนียง”

นางเห็นว่าสวรรค์ดีต่อนางไม่น้อย ไม่เพียงคืนสามีแก่นาง มันยังนุ่มนวลเอาใจถึงเพียงนี้ โลกนี้ให้แก่ตัวมากมายไปแล้ว หยางหลิงมองดูสีหน้าที่เปี่ยมสุขของนาง ต้องโอบรั้งนางเข้ามายังอ้อมอก

อาหารเช้ายังคงเป็นข้าวต้มข้าวฟ่างกับผักดอง หานโย่วเหนียงหุงข้าวต้มมากกว่าเมื่อวาน สำหรับกับหยางหลิง อาหารที่ฝืดคอกลับหอมหวนอยู่บ้าง มันกัดกินผักดองที่แฝงเกล็ดน้ำแข็ง พลันถามว่า “โย่วเหนียง ตอนนี้ที่ดินหนึ่งมู่ราคาเท่าใด?”

หานโย่วเหนียงงงงันวูบจึงกล่าวว่า “หากว่าเป็นที่ดินเมืองเซวียนฝู่เขตต้าถง ที่ดินหนึ่งมู่มีราคาหกถึงแปดตำลึง ส่วนที่นาภูเขาของพวกเราประมาณสี่ตำลึง”

หยางหลิงร้องว่าเพียงสี่ตำลึง หานโย่วเหนียงกะพริบตากล่าวว่า “สี่ตำลึงถือว่าไม่น้อย เท่ากับเงินสี่ก้วน* พวกเราครอบครัวชาวนาสามารถใช้จ่ายถึงสองปี”

* เงินตราสมัยโบราณ ใช้เชือกร้อยเป็นพวง พวงละหนึ่งพัน เรียกว่าหนึ่งก้วน

หยางหลิงค่อยพบว่าตนเองคุ้นกับการใช้ค่านิยมในยุคปัจจุบันนึกถึงปัญหาหลังจากเลียบเคียงถามดู ค่อยทราบว่าหนึ่งตำลึงเทียบเท่าหนึ่งพันเหรียญ มิน่าเล่าหานโย่วเหนียงบอกว่าไม่น้อยแล้ว แต่การคำนวณเช่นนี้หมายความว่ารับประทานข้าวที่ปลูกเอง ไม่เช่นนั้นเงินหนึ่งตำลึงอย่างมากใช้จ่ายได้หนึ่งปี

หยางหลิงใคร่ครวญดู ที่นาหนึ่งมู่ขายได้สี่ตำลึง ที่นาสี่มู่เท่ากับสิบหกตำลึง ถือว่าไม่น้อยแล้ว คาดว่าเพียงพอให้หานโย่วเหนียงใช้จ่ายเป็นสิบปี ดูจากสภาพเมื่อวาน หากว่าตนเองไม่มีชีวิตอยู่ ทางตระกูลหยางคงไม่ยอมให้หานโย่วเหนียงได้ครอบครองที่นา แต่ว่าหากตนเองคิดขายที่นา ก็ไม่มีผู้ใดมีสิทธิ์คัดค้าน

หยางหลิงกล่าวว่า “โย่วเหนียง ข้าพเจ้าคิดขายบ้านช่องที่นา ย้ายเข้าเมืองไปพักอาศัย”

หานโย่วเหนียงลืมตากลมกว้างกล่าวว่า “นี่จะได้อย่างไร นั่นเป็นมรดกที่กงกงผอผอ (พ่อผัวแม่ผัว) ทิ้งไว้ ไหนเลยปล่อยให้หลุดลอยจากมือได้ เซี่ยงกงหวั่นวิตกว่าพวกเราไม่สามารถดำรงชีวิตกระมัง ท่านไม่ต้องเป็นห่วง วันเวลาที่ผ่านมาท่านไม่สบาย ข้าพเจ้าไม่กล้าอยู่ห่างจากท่าน ตอนนี้ท่านหายดีแล้ว ท่านเพียงท่องตำรับตำรา ส่วนข้าพเจ้าเคยฝึกวิธีล่าสัตว์จากท่านพ่อ อีกสองวันข้าพเจ้าจะขึ้นเขาไปล่าสัตว์ ขอเพียงผ่านฤดูหนาวนี้ได้จะดีขึ้น”

หยางหลิงฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า “ดินฟ้าอากาศเหน็บหนาว ท่านเป็นสตรีขึ้นเขาไปล่าสัตว์เสี่ยงอันตรายถึงเพียงไหน วันเวลาที่ผ่านมาสร้างความลำบากแก่ท่านแล้ว ข้าพเจ้าคาดว่าอาศัยความสามารถในการขีดๆ เขียนๆ พอเข้าเมืองไปสามารถหางานทำ ข้าพเจ้า...ไม่อาจปล่อยให้ท่านเลี้ยงดูราวเศษสวะตนหนึ่ง”

หานโย่วเหนียงพอฟัง บังเกิดความร้อนใจจนหลั่งน้ำตาออกมากล่าวว่า “ข้าพเจ้าไม่สามารถปรนนิบัติเซี่ยงกงให้ดี ปล่อยให้บัณฑิตซิ่วไฉเช่นท่านต้องไปทำงาน ภายภาคหน้าไหนเลยแบกหน้าไปพบกับกงกงผอผอได้ เซี่ยงกง วิงวอนท่านเถอะ เมื่อมีบ้านค่อยมีราก อย่าได้ผลัดที่นาคาที่อยู่ไปแล้ว”

หยางหลิงเห็นนางหลั่งน้ำตา ต้องวางชามข้าวลง เดินอ้อมมาโอบรั้งนางกับอ้อมอก ปาดเช็ดน้ำตาให้กับนาง กล่าวเบาๆ ว่า “โย่วเหนียงอย่าได้ร้องไห้แล้ว ท่านพอร้องไห้ ข้าพเจ้าพลอยลำบากใจขึ้นมา ท่านฟังข้าพเจ้ากล่าว ปีหน้าทางตำบลจัดสอบแข่งขัน พวกเรากระทั่งค่าเดินทางยังไม่มี จะเดินทางไปเข้าสอบได้อย่างไร มิสู้ชักฟืนจากใต้เตา สู้แบบหลังพิงแม่น้ำ ยังหวงแหนที่นาไม่กี่มู่ทำอะไร หากวันหน้าเจริญก้าวหน้า พวกเราซื้อที่ดินสักร้อยชิ่ง* มิใช่มีหน้ามีตาไปพบกับท่านพ่อท่านแม่ยิ่งกว่าหรอกหรือ?”

* หนึ่งชิ่งเท่ากับหนึ่งร้อยไร่จีน

หยางหลิงอยู่ในถิ่นยากไร้เช่นนี้ เฉกเช่นนักเศรษฐศาสตร์หลงพลัดมายังชนเผ่าดึกดำบรรพ์ หลุดพ้นจากมาตรฐานการผลิต สิ่งที่เรียนรู้ไม่มีตลาดรองรับ ในความคาดคิดของมัน หากเดินทางเข้าเมือง อาจจะมีชะตาแกเช่นบุคคลย้อนเวลาสู่อดีตที่อ่านจากหนังสือ คิดค้นสิ่งแปลกใหม่อันใด จนร่ำรวยมหาศาล ช่วยให้หานโย่วเหนียงดำรงชีวิตอย่างสุขสบาย เพราะเหตุนี้จึงยืนกรานไปจากที่นี้

แต่ว่าเรื่องนี้ไม่อาจบอกต่อหานโย่วเหนียงตรงๆ ได้แต่กล่าวว่า “เมื่อวานท่านก็เห็นแล้ว ข้าพเจ้าไม่คิดติดค้างน้ำใจสูสู อย่าว่าแต่...” มันกล่าวสัพยอกว่า “วันเวลาที่ผ่านมาใช้มีอันธพาลมาเกาะแกะท่านหรือไม่ ข้าพเจ้าไหนเลยทิ้งให้ภรรยาอันเฉิดโฉมอยู่ที่นี้อย่างวางใจ”

มันความจริงคิดหยอกเอินหานโย่วเหนียงให้นางทั้งอับอายทั้งแง่งอนขึ้นมา มิคาดหานโย่วเหนียงหน้าซีดสลด ดิ้นรนจากอ้อมอกหยางหลิง กล่าวเสียงสั่นสะท้านว่า “เซี่ยงกง ท่านเข้าใจว่าข้าพเจ้าไม่รักนวลสงวนตัวหรือ โย่วเหนียงแม้เป้นบุตรีนายพราน ยังล่วงรู้หลักการประพฤติตน ไหนเลยกระทำเรื่องลามกบัดสีเช่นนั้นได้?”

หยางหลิงใจหายวาบ รีบกล่าวว่า “โย่วเหนียงท่านคิดมากไปแล้ว เรา...ผู้เป็นสามีเพียงชมว่าท่านงดงาม ไหนเลยตำหนิท่านได้ ถือว่าเราผู้เป็นสามีกล่าวผิดไป ท่านทุบตีข้าพเจ้าเถอะ”

พลางคว้าหมัดน้อยๆ ของนางทุบใส่หน้าอกตัวเอง เห็นนางยังมีสีหน้าคับแค้น จึงบังเกิดปฏิภาณวูบ แสร้งเป็นกระแอมไอ หมากตานี้ได้ผล หานโย่วเหนียงรีบประคองมันไว้ กล่าวว่า “เซี่ยงกง ท่านไม่สบายหรือ รีบนอนลง”

หยางหลิงลอบหัวร่อในใจ ปล่อยให้นางประคองขึ้นไปบนคั่งที่นอน จากนั้นกระแอมไอกล่าวว่า “ข้าพเจ้าไม่เป็นไร เพียงแต่สัพยอกวุ่นวาย พูดจาผิดไป เห็นท่านเศร้าเสียใจ สร้างความร้อนใจจน...แค็กแค็ก...”

หานโย่วเหนียงรีบกล่าวว่า “โย่วเหนียงเชื่อแล้ว ทุกประการล้วนแล้วแต่เซี่ยงกงจัดการเถอะ”

นางฟุบร่างกับป้อมอก โอบเอวของมันไว้ ทอดถอนใจกล่าวว่า “แต่ว่า...เซี่ยงกงให้เวลาข้าพเจ้าสักหลายวัน ข้าพเจ้าคิดกลับบ้านมารดาไปบอกต่อท่านพ่อสักคำ หลายวันนี้ท่านพ่อกับเกอเกอเข้าป่าไปล่าสัตว์ยังไม่กลับมา”

หยางหลิงกล่าวว่า “ย่อมแน่นอน ต่อให้คิดขายบ้านช่องที่นา ไม่แน่ว่าจะหาผู้ซื้อได้ นี่ต้องใช้เวลาอยู่บ้าง อีกสองวันข้าพเจ้าจะติดตามท่านไปคำนับเยี่ยจั้ง (ท่านพ่อตา)”

หนังสือแนะนำ

Special Deal