บทที่ 1 ใบเมเปิ้ล

“ผู้น้อยซ่อนกายในป่าเขา ผู้ยิ่งใหญ่เร้นกายในเมือง”

โลกนี้มีวิธีแบ่งประเภทคนมากมาย กว่าครึ่งเปรียบเทียบด้วยคู่ตรงข้าม เพราะมีชายจึงมีหญิง ผู้นำจะมีคุณค่าย่อมไม่อาจขาดผู้ตาม สิ่งที่เศรษฐีดูถูกก็คือขอทาน คู่ตรงข้ามของเมียน้อยคือนายบำเรอ

แต่มีคนประเภทหนึ่งที่เรียกตนเองว่าผู้เร้นกาย กลับไม่มีคำเรียกคู่ตรงข้ามแต่อย่างใด

อาจเพราะเดิมผู้เร้นกายก็ไม่มีใครสนใจ หรืออาจเพราะคู่แข่งของผู้เร้นกาย มีเพียงตนเองเท่านั้น!

ที่จริงเย่เฟิงเป็นมนุษย์เงินเดือนขั้นทดลองงานที่ธรรมดาจนไม่อาจจะธรรมดาได้อีก เย่ที่แปลว่าใบไม้ เฟิงที่แปลว่าเมเปิ้ล ตัวเขาก็ดาษดื่นเช่นเดียวกับใบเมเปิ้ล ถูกสายลมใบไม้ร่วงที่ไร้หัวใจพัดพา และเป็นเช่นเป็ดไก่ที่ถูกต้อนในโรงเชือด เขาเดินทางมายังเมืองแห่งหนึ่งทางตอนใต้ซึ่งค่อนข้างเป็นเมืองที่เปิดกว้าง แน่นอนว่าเราอาจเรียกกันตามที่ชาวบ้านเขาเรียก ที่นี่คือเขตปกครองพิเศษ หรือจะเรียกเมือง S ก็ได้

แม้ชื่อจะธรรมดา แต่เย่เฟิงกลับหน้าตาดีทีเดียว ถ้าหากไม่มีแว่นกรอบดำหนานั่นกดอยู่บนจมูก ถ้าหากไม่มีรองเท้าหนังที่สวมจนขาดมีรอยปะ ถ้าหากไม่ได้ใส่เชิ้ตขาวที่ซักจนซีดเหลืองบ่งบอกฐานะ เขาก็ถือว่าค่อนข้างเป็นชายในฝันของสาวๆ เหมือนกัน…

แต่ถ้าหากก็คือถ้าหาก ชีวิตก็คือชีวิต ชีวิตไม่มีคำว่าถ้าหาก มีแต่ความเป็นจริงที่โหดร้าย และตอนนี้ความเป็นจริงคือ เย่เฟิงกำลังฟุบอยู่บนโต๊ะทำงาน ตรงตำแหน่งอับโชคที่สุดของบริษัทพอดี!

คนในเมือง S เชื่อถือเรื่องฮวงจุ้ยอย่างยิ่ง แน่นอนว่าในสำนักงานก็ไม่ต่างกัน ส่วนใหญ่จะบูชาเทพกวนอูแน่นอนว่ายังมีความเชื่อส่วนบุคคลอื่นๆ ที่ตกทอดมาอีก และแน่นอนว่าใครๆ ก็อยากจะนั่งโต๊ะข้างหน้าต่าง แต่ที่ตรงนั้นปัจจุบันเป็นของภรรยาเถ้าแก่ ติดกระจกสีเข้มกั้นเขตแดนไว้ พร้อมเหตุผลสวยหรูว่าทิวทัศน์ด้านนอกไม่ดีต้องติดป้องกันความโชคร้าย ในสำนักงานยังมีพวกต้นไม้ใบใหญ่ระพื้น เอาเคล็ดว่าเป็นการเชื้อเชิญโชคลาภ ตำแหน่งนี้ถูกแผนกการเงินยึดครอง ส่วนที่นั่งตรงข้ามประตูและระเบียงปกติจะไม่มีใครแย่ง เพราะนั่นเป็นจุดอับโชคที่สุด!

เย่เฟิงเพิ่งมาก็ถูกจัดให้นั่งตำแหน่งดวงกุด ด้านซ้ายมือของเขาเป็นผนัง ตรงหน้าคือระเบียง ด้านขวามีเครื่องถ่ายเอกสารเครื่องใหญ่ ส่งเสียงดังกึงกังทั้งวัน เครื่องถ่ายเอกสารนั้นถูกพนักงานฟันธงว่าต้องเป็นตัวซวยอันดับต้นๆ ทำให้นอกจากเวลาถ่ายเอกสารแล้ว น้อยคนนักจะเข้าใกล้

เย่เฟิงพอนั่งลง ทั้งความโชคร้ายอับเฉาตกต่ำก็รุมเร้าใส่ แต่ก็ไม่มีปัญญาทำอย่างไรได้ ด่านนรกช่วงเป็นเด็กใหม่ไม่ได้ก้าวข้ามกันง่ายๆ ขนาดนั้น!

ตอนนี้เขาใช้สองแขนเท้าโต๊ะ ระยะห่างระหว่างตากับกระดาษ ยังสั้นกว่าระยะห่างระหว่างปลายปากกากับกระดาษเสียอีก ทำเอาคนอื่นสงสัย เขากำลังกรอกเอกสาร หรือกำลังฉวยโอกาสอู้หลับ

ทันใดนั้นโทรศัพท์ก็ดัง ‘กริ๊ง’ ขึ้นมา เย่เฟิงลูบศีรษะปรายตาหันกลับไปอย่างสงสัย

“เย่เฟิง โทรศัพท์นาย” สาวสวยตาโตคนหนึ่งมองเย่เฟิงกึ่งขุ่นเคืองกึ่งตำหนิ “อู้อีกแล้ว”

สมัยนี้นิยามคำว่าสาวสวยคลายความเข้มงวดลงมาก แค่แอ่นอกเผยขาอ่อน ก็จัดว่าเป็นคนสวยได้แล้ว หากบิดเอวอ้อนแอ้นอีกนิด จะนับเป็นคนงามในหมู่คนงาม!

ฟางจูหยุนหากยึดหลักนี้ รับรองว่าตกขบวนไม่เห็นฝุ่น เธอสวมชุดทำงานสีดำ ทั้งไม่เปิดหน้าอก และไม่เผยขาอ่อน แต่กลับเน้นความเรียบร้อยเป็นมืออาชีพ ผมประบ่าทิ้งตัวสลวยราวน้ำตกสีดำพลิ้วไหวเป็นประกาย ทำเอาหนุ่มๆ ในออฟฟิศหลายคนมองตาม กลืนน้ำลายอย่างคุมตัวเองไม่อยู่

แต่สายตาที่เย่เฟิงมองฟางจูหยุนไม่ต่างจากมองท่อนไม้ เพียงเพิ่มความสงสัยขึ้นมาเท่านั้น “โทรหาผมเหรอ”

“ไม่หานายแล้วจะหาฉันหรือไง”ฟางจูหยุนแทบเขวี้ยงโทรศัพท์ใส่ โต๊ะของเย่เฟิงไม่ใช่ไม่มีสายโทรศัพท์ เพียงแต่ตัวเครื่องเสียไปเมื่อหลายวันก่อน รายงานฝ่ายการเงินแล้วแต่ไม่ได้รับการแก้ไข

ตำแหน่งงานเขาคือหัวหน้าแผนกการขาย แต่ว่ากันตามตรง สมัยนี้ถ้าคุณออกไปขายของ แล้วนามบัตรไม่มีคำว่าหัวหน้าแผนกพิมพ์ไว้คงถูกคนทิ้งลงถังขยะ ตำแหน่งหัวหน้าแผนกของเขารับผิดชอบการขายในสองมณฑล ล้วนแต่เป็นมณฑลยากไร้กันดาร ที่จริงเขาอาจเปิดตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ แต่ตอนนี้บริษัทคล้ายยังไม่มีแผนบุกตลาดฝั่งนั้น

เย่เฟิงรับคำ ลุกขึ้นอย่างงุ่มง่ามราวคนแก่ที่ภาวะสมองเสื่อมกำเริบก่อนเวลา รับโทรศัพท์โดยไม่มองฟางจูหยุนที่กลอกตาใส่ “ท่านไหนนะครับ ผู้จัดการเฉินหรือ ได้ ผมจะไปเดี๋ยวนี้”

ปากเขาบอกจะไป แต่กลับจัดเก็บโต๊ะ มองเอกสารบนโต๊ะแล้วส่ายหน้า ขยำมันเป็นก้อน ก่อนทิ้งลงถังขยะ ฟางจูหยุนอึ้งไป มองเขาอย่างลืมตัว ก็นั่นมันเอกสารขอเลื่อนเป็นพนักงานประจำ!

กว่าจะถึงห้องทำงานของผู้จัดการเฉินก็ผ่านไปห้านาทีแล้ว เสียงเปิดประตูดังขึ้น สาวน้อยคนหนึ่งเดินออกมาน้ำตานองหน้า เหลือบมองเย่เฟิงแว่บหนึ่ง เอ่ยเบาๆ “เย่เฟิง โชคดีนะ”

สาวน้อยนั้นใบหน้ามีรอยปรุหลายแห่ง แต่ไม่สะดุดตานัก ชื่อว่าจ้าวตัน คนในสำนักงานที่น้ำลายไหลใส่เธอมีไม่น้อย แน่นอนว่ารวมถึงผู้จัดการเฉินที่อยู่ในห้องด้วย

“เตะฝุ่นแล้วหรือ” มุมปากเย่เฟิงมีรอยยิ้มเล็กๆ “รอผมหน่อย ผมก็อาจจะชะตาเดียวกับคุณนี่ล่ะ”

“ได้” จ้าวตันรับคำแผ่วเบา เดินไปเก็บข้าวของที่โต๊ะตัวเอง สองเดือนนี้เธอกับเย่เฟิงล้วนไม่มีผลงานโดดเด่น แต่ละเดือนรับเงินแปดร้อยหยวนไปเปล่าๆ ไม่ได้สร้างกำไรให้ ย่อมตกเป็นเป้าหมายที่บริษัทต้องจัดการ!

เย่เฟิงเดินเข้าไปในห้องทำงานก่อนปิดประตู ทำความเคารพแล้วนั่งลง สายตาที่มองผู้จัดการเฉินราบเรียบ ราวกับมองท่อนไม้

ผู้จัดการเฉินอายุราวสี่สิบ เป็นคนประเภทที่ประสบความสำเร็จ หน้าท้องนูนป่อง ชนิดที่ก้มหน้าลงจะไม่เห็นหลังเท้า

“เย่เฟิง สองเดือนแล้ว” ในที่สุดสายตาผู้จัดการเฉินก็เบนจากสะโพกจ้าวตันที่อยู่ห่างออกไป มาจ้องหน้าเย่เฟิงแทน เห็นสีหน้าชายหนุ่มแล้วผู้จัดการก็หงุดหงิดเล็กน้อย เพราะดูจากท่าทาง เย่เฟิงเหมือนผู้นำมากกว่าเขาอีก “แต่นายไม่มีผลงานอะไรสักนิด ตอนแรกที่ฉันรับนายเข้าบริษัทก็เห็นว่ามีความสามารถดี แบ่งเขตที่ไม่เคยมีใครบุกเบิกให้นายโดยเฉพาะ แต่ผลงานของนายทำฉันผิดหวังจริงๆ!”

ผู้จัดการเฉินมีกฎเหล็กอยู่ข้อหนึ่ง คือต้องขายหวีให้พระ ขายรองเท้าให้คนขาขาดได้ จึงจะถือว่าเป็นพนักงานขายตัวจริง ขณะที่ผลิตภัณฑ์ของบริษัทคือระบบอัตโนมัติต่างๆ ในอาคาร ที่เขาหวังให้เย่เฟิงทำ คือขายระบบเครื่องใช้ไฟฟ้าสำหรับตึกใหญ่ให้หมู่บ้านเล็กๆ ซึ่งแม้แต่ไฟยังเปิดไม่ติด

เย่เฟิงยิ้ม ไม่เอ่ยอะไร

“แต่ฉันยังเห็นความสามารถนาย” ผู้จัดการเฉินถอนหายใจ เลื่อนกระดาษแผ่นหนึ่งให้ “หากนายเอาจริง ระยะฝึกงานของจะยืดไปอีกสามเดือน ทุกเดือนได้แปดร้อยหยวนเหมือนเดิม ว่าไง นี่เป็นโอกาสของนาย!” น้ำเสียงเขาปลุกเร้า แถมเน้นคำว่าเอาจริงเป็นพิเศษ เขาเชื่อว่า ขอเพียงไม่ใช่คนปัญญาอ่อน ต้องเข้าใจความหมายที่แฝงไว้

“ทำไมไม่ให้โอกาสจ้าวตันล่ะครับ” เย่เฟิงยิ้ม ถามเนิบนาบ “เพราะเธอไม่ยอมนอนกับคุณหรือ”

“นายว่าอะไร” ผู้จัดการเฉินผุดลุกขึ้นทันที ความสุขุมปลิวหายหมด ถลึงจ้องเย่เฟิง “ไหนพูดใหม่อีกที!”

“ผมบอกว่า คุณไล่จ้าวตันออก แค่เพราะเธอไม่ยอมนอนกับคุณ” เย่เฟิงถอนหายใจ “ไม่กี่วันก่อนแม่ของเธอยังนอนโรงพยาบาลให้น้ำเกลือ คุณก็รู้ว่าเธอต้องการเงิน ต้องการงาน เลยยื่นข้อเสนอให้เธอนอนกับคุณ แต่น่าเสียดาย ดูท่าเธอคงไม่ยอม!”

ผู้จัดการเฉินนั่งลง ความเยือกเย็นเริ่มกลับคืนมา “เย่เฟิง ถึงเราจะสนิทกัน แต่นายปากพล่อยแบบนี้ ระวังฉันฟ้องหมิ่นประมาท! นายต้องรู้ ที่นี่เราว่ากันตามกฎหมาย!”

“ว่ากันตามกฎหมาย?” เย่เฟิงหัวเราะ น้ำเสียงแจ่มใสร่าเริง “ดูเหมือนกฎหมายไม่อนุญาตให้จดทะเบียนซ้อนนะครับ และเหมือนผมได้ยินมาว่าผู้จัดการเฉินมีภรรยาอยู่ข้างนอกอย่างน้อยสองคน!”

ใบหน้ามันเยิ้มของผู้จัดการเฉินพลันกลายเป็นซีดขาว “อย่าพูดจาเหลวไหล!”

“คนแรกอยู่ที่เมือง Z ส่วนอีกคน...” เย่เฟิงเคาะศีรษะ ทำท่าคิดหนัก “ผมขอนึกดีๆ ก่อน ใช่แล้ว อยู่เมืองนี้ แต่แน่นอนว่าไม่ได้อยู่ที่บ้านผู้จัดการเฉิน ที่นั่นมีลูกเมียคุณอยู่ มีอยู่วันหนึ่งผมเห็นคุณเดินออกมาจากตึกจิ่งหมิง สองคนจูงมือกัน ท่าทางรักกันดี”

ผู้จัดการเฉินอ้าปากราวกับถูกจับยัดคางคกเข้าไปสองตัว “นายพูดอะไร นาย... นาย...” เขากวาดตามองรอบข้างเหมือนกระต่ายตื่นตูม ปล่อยมู่ลี่หน้าต่างลงอย่างคนมีชนักปักหลัง จากนั้นค่อยหันกลับมา ตบไหล่เย่เฟิงหนักๆ “เสี่ยวเย่ ฉันไม่ได้มองนายผิดไปจริงๆ ก็บอกแล้วว่านายเก่ง ตำแหน่งรองผู้จัดการฝ่ายขายของบริษัทยังว่างนะ นายจะลองคิดดูไหม”

“ไม่” เย่เฟิงส่ายหน้า

“เสนอเงื่อนไขมาเถอะ” ผู้จัดการเฉินงุนงง ไม่เข้าใจว่าเด็กนี่คิดอะไรอยู่ ที่แล้วมาเขาจัดการเรื่องนี้อย่างระมัดระวัง สักหนึ่งอาทิตย์หรือครึ่งเดือนถึงจะไปสักครั้ง ในบริษัทไม่มีใครรู้เรื่องนี้ แต่เด็กนี่ไปได้ยินมาจากไหน แถมสถานที่ที่บอก ยังถูกต้องไม่ผิดพลาด!

“อย่าให้ต้องแตกหักไปข้างเลย แบบนั้นไม่ดีต่อใครทั้งนั้น” ผู้จัดการเฉินเอ่ยเสียงต่ำ “นายเองก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร!”

เย่เฟิงลุกขึ้นยิ้มๆ ตบบ่าผู้จัดการเฉินหนักๆ ราวกับเขากลายเป็นผู้จัดการของบริษัทนี้แทน “ผู้จัดการเฉิน คำขอร้องผมง่ายมาก ให้โอกาสจ้าวตันอีกสักครั้ง รอให้แม่เธอหายก่อนค่อยว่ากัน!”

ผู้จัดการเฉินมองเย่เฟิงปากอ้าตาค้างราวกับเห็นสัตว์ประหลาด กระทั่งเสียงประตูดัง ‘ติ๊งต่อง’ สติถึงกลับมา เขาลนลานกลับโต๊ะ ตะปบโทรศัพท์ขึ้นมา “เสี่ยวหวัง จ้าวตันไปหรือยัง ยังใช่ไหม รีบเรียกเธอเข้ามา”

 

คนทั้งบริษัทล้วนประหลาดใจ ไม่ทราบผู้จัดการเฉินท่านนี้เก็บกดมานาน ต้องการหาคนระบายอารมณ์หรืออะไรแต่ทุกคนก็พากันเป็นกังวลแทนจ้าวตันขึ้นมา

แต่จ้าวตันเข้าไปแค่ไม่กี่นาทีก็เดินออกมาอย่างตื่นเต้น ถือกระดาษแผ่นหนึ่งวิ่งมาที่โต๊ะเย่เฟิงอย่างลิงโลด “เย่เฟิง...”

“เย่เฟิงไปแล้ว” เสี่ยวหวังบอก “ตอนเธอเข้าไป เขาก็ไปแล้ว”

“แต่ฉันยังไม่ได้คืนเงินห้าร้อยหยวนให้เขา!” จ้าวตันร้อง “ค่ามัดจำที่แม่ฉันเข้าโรงพยาบาลคราวก่อนก็ได้เขาช่วยออก”

“เธอโทรเข้ามือถือเขาสิ” เสี่ยวหวังรีบเสนอ

ทว่า...

“หมายเลขที่ท่านเรียกค้างค่าบริการ...”

จ้าวตันตะลึงฟังสัญญาณตอบรับ ไม่ทราบควรทำอย่างไรดี ในมือยังถือสัญญารับเข้าทำงานกับบริษัทอย่างเป็นทางการ

 

 

เย่เฟิงเดินออกจากตึก ระบายลมหายใจยาว เหยียดแขนขว้างเศษขยะลงถัง ปัดมือแล้วพึมพำ “เพิ่งสองเดือนเอง เฮ้อ”

“เย่เฟิง!” เสียงสดใสดังขึ้นด้านหลัง ฟังรื่นหูไม่น้อย

เย่เฟิงถอนหายใจ หันหน้ากลับไปก็เห็นฟางจูหยุนยืนจังก้าอยู่ “มีอะไร มารั้งผมหรือ”

“เชอะ!” ฟางจูหยุนแค่นเสียง หน้าแดงเรื่อ “ทำไมจะไปไม่เลี้ยงส่งกับเพื่อนร่วมงานบ้าง”

“คุณจะเลี้ยงหรือ” เย่เฟิงเบะปาก “รีบกลับไปเถอะ ไม่งั้นตามกฎข้อสามสิบเอ็ดของบริษัท เขาจะถือว่าคุณทิ้งงานนะ”

“นายเลี้ยงฉันไม่ได้หรือ” ฟางจูหยุนรวบรวมความกล้า สื่อความนัยเต็มที่ ต่อให้เป็นคนหูหนวกยังฟังความหมายที่เธอแฝงไว้ออก

เย่เฟิงฝืนยิ้มส่ายหน้า “โอกาสหน้าเถอะ ตอนนี้ผมต้องคิดเรื่องหาที่อยู่” เขาดึงธนบัตรจากกระเป๋าสะพาย แม้แต่กระเป๋าสตางค์ก็ไม่มี นับว่า “หนึ่งพันหนึ่งร้อยห้าสิบแปดหยวน นี่ทั้งเนื้อทั้งตัวผมแล้ว เงินเดือนต้องรอบริษัทคิดให้ภายในสิบห้าวัน หาที่อยู่สักแห่งก็ต้องห้าร้อยหยวนขึ้นไป เฮ้อ”

เขาถอนหายใจ แต่ประกายตาทอดมองฟางจูหยุน จงใจดึงเนคไทเก่า ๆลง คลายปกเสื้อออก เผยเห็นเสื้อที่ซักจนเหลือง

“นายยังหาที่อยู่ไม่ได้หรือ” ฟางจูหยุนตาเป็นประกาย “ฉันเช่าแบบสามห้องนอนสองห้องนั่งเล่น มีรูมเมทอยู่คน เดือนละพันห้า มีห้องว่างหนึ่งห้อง คิดนายสามร้อยก็พอ”

“ไม่ได้” เย่เฟิงรีบส่ายหน้า “ผมไม่ชิน”

สีหน้าฟางจูหยุนฉายแววผิดหวัง “งั้นนายจะเอายังไงต่อ”

“ก็หาทำเลค้าขายสักที่” เย่เฟิงถอนหายใจ ปั้นหน้าทดท้อ “การศึกษาผมไม่สูง นอกจากค้าขายแล้วจะทำอะไรได้”

เขาหันกลับไป เอ่ยเบาๆ

“คุณรักษาเนื้อรักษาตัวเถอะ ถือว่าไม่เคยพบผมดีกว่า”

“เย่เฟิง!” ฟางจูหยุนร้อง

เย่เฟิงชะงักเท้า แต่ไม่เหลียวหลังกลับมา

“นายฉลาดขนาดนี้ ขอเพียงไม่ยอมแพ้ ต้องประสบความสำเร็จ” ฟางจูหยุนโพล่ง “แต่ทำไมนายต้องขี้เกียจ ทำไมไม่รู้จักคว้าโอกาสให้ตัวเอง นายรู้ไหม แฟ้มงานขายเล่มนั้นที่ฉันให้นาย เป็นความทุ่มเทตลอดสองปีของฉัน ขอเพียงนายศึกษาดู ต่อให้สองมณฑลนั้นไม่ใช่งานง่าย แต่ติดต่อให้สำเร็จสักรายสองรายไม่ใช่เรื่องยาก แต่นายดู...”

ฟางจูหยุนเดินอ้อมมาด้านหน้าเย่เฟิง ยื่นแฟ้มนั้นออกพลิกดู

“หลายหน้านี้ฉันจงใจติดกาวไว้ แต่ไม่มีรอยพลิกอ่านสักนิดเลย แม้แต่เปิดดูนายยังไม่เปิด”

เย่เฟิงอึ้งไป พูดไม่ออกเอาจริงๆ เขานึกไม่ถึงเลยว่าฟางจูหยุนจะละเอียดขนาดนี้ เป็นห่วงเขาขนาดนี้ บางที...การห่วงใครสักคนอาจเป็นเพราะรัก? คำพูดใครคนหนึ่งวาบเข้ามาในสมองเย่เฟิง เขาสั่นศีรษะ สลัดความคิดนั้นทิ้งไปอย่างหวาดกลัว

“ผมไม่มีพรสวรรค์ด้านนี้” เย่เฟิงฝืนยิ้ม “ฟางจูหยุน ขอบคุณที่หวังดี แต่คนอย่างผมไม่ชอบถูกผูกมัด คุณปล่อยผมไปเถอะ”

“ปล่อยนาย?” ฟางจูหยุนขบริมฝีปากแดงสดเบาๆ สายตาที่เดิมให้กำลังใจเริ่มมีแววโมโหบ้างแล้ว “หาว่าฉันรั้งนายเหรอ ก็ได้ ถือว่าฉันสอดเอง เย่เฟิง เก่งนักก็จำคำฉันไว้แล้วกัน!”

ฟางจูหยุนโมโหจนพูดจาติดๆ ขัดๆ หญิงสาวขยี้เท้าแรงๆ ก่อนเดินข้าอาคารสำนักงานไปอย่างหงุดหงิด กลับถึงออฟฟิศแล้วยังไม่หายขุ่นใจ โยนแฟ้มลงบนโต๊ะดังโครม!

จ้าวตันสาวเท้าเข้าหาอย่างระมัดระวัง “จูหยุน เจอเย่เฟิงหรือเปล่า”

“ไม่เจอ เธอคิดว่าเขาตายแล้วก็แล้วกัน” ฟางจูหยุนยังหงุดหงิด

“แต่ฉันต้องคืนเงินเขา” จ้าวตันบอกซื่อๆ “ต้องขอบคุณเขาด้วย”

“ขอบคุณไปทำอะไร หมอนี่น่ะสุนัขชัดๆ แว้งกัดหลู่ต้งปิน ( เชิงอรรถ - หลู่ต้งปินเป็นหนึ่งในแปดเซียน คำพังเพย “สุนัขแว้งกัดหลู่ต้งปิน” หมายถึงไม่รู้จักดีชั่ว!) ” ฟางจูหยุนโต้ “ระวังเขาเห็นเธอแล้วจะกัดเอาบ้างเถอะ”

จ้าวตันแม้ไม่รู้ทำไมเพื่อนโมโห แต่ยังคงเอ่ยอย่างซาบซึ้ง

“เมื่อกี้ผู้จัดการเฉินบอกว่า ที่จริงคราวนี้บริษัทรับคนมาทดลองงานสองคน แต่ตั้งใจรับจริงแค่คนเดียว คนที่ได้โอกาสน่ะคือเย่เฟิง แต่เขายืนยันจะถอยให้ฉัน ผู้จัดการเฉินยังบอกด้วย ให้ฉันไปหาเย่เฟิง ขอบคุณเขาเสีย”

สาวน้อยรู้ดีว่างานหาไม่ง่าย จึงลืมหมดแล้วว่าผู้จัดการเฉินคิดอกุศล ยิ่งไม่รู้ว่าที่ผู้จัดการเฉินตั้งใจ ไม่ใช่ให้เธอไปขอบคุณเย่เฟิงหรอก แต่เพื่อบอกใบ้กับเขาว่าตัวเองทำตามคำสั่งแล้ว ภายหน้าน้ำบ่อไม่ยุ่งกับน้ำคลอง ไม่ติดค้างกันอีกต่อไป

ฟางจูหยุนอึ้ง

“เธอพูดจริงหรือเปล่า งั้นรีบโทรหาเขาเร็ว”

“แต่โทรไม่ติดนี่ บอกว่าค้างค่าบริการ” เสียงจ้าวตันเริ่มเจือสะอื้น “เมื่อกี้ฉันออกไปหาแล้ว แต่หาเขาไม่เจอ”

หญิงสาวนึกถึงวันนั้น เย่เฟิงควักห้าร้อยเหรียญจ่ายมัดจำให้โดยไม่ขมวดคิ้ว แต่โทรศัพท์ตัวเองกลับไม่มีเงินไปเติม น่าละอายแท้ๆ!

“อะไรนะ” ฟางจูหยุนลนลานคว้าโทรศัพท์มือถือตัวเองขึ้นมา กดแป้นสองครั้งก็ส่งสัญญาณโทรออกได้ หากสังเกตดูจะรู้ว่านี่คือระบบต่อสายตรง ปกติมักใช้ติดต่อกับคนในครอบครัวหรือเพื่อนสนิท!

“หมายเลขที่ท่านเรียกค้างค่าบริการ” เสียงพนักงานให้บริการที่ปลายสายดังมา ทั้งนุ่มนวลทั้งเย็นชา ฟางจูหยุนฟังแล้วโทรศัพท์หลุดมือร่วงลงบนโต๊ะ มึนงงไม่ทราบควรทำอย่างไร

หากเย่เฟิงไม่ติดต่อมา หมายความว่าเธอจะไม่ได้พบเขาอีกเหรอ หญิงสาวพลันรู้สึกปวดใจ นึกถึงคำพูดที่เคยได้ยินขึ้นมา

ลิขิตฟ้าว่าไว้ สร้างผลบุญร้อยปีได้ร่วมล่องสายชล สั่งสมกุศลพันปีค่อยร่วมเรียงเคียงหมอน

หรือเธอกับเขาจะวาสนาจืดจางเท่านี้ ได้รู้จักกันเพียงช่วงสั้นๆ สองเดือนเท่านั้น?!

 

...

 

เย่เฟิงมองจนฟางจูหยุนเดินเข้าตึกไปแล้วจึงหันกลับมา ยักไหล่ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เขาล้วงเอาของประหลาดสิ่งหนึ่งออกมา เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสหน้าตาเหมือนเครื่องเล่น mp3 แต่เพิ่งยกเครื่องขึ้น ยังไม่ทันกดอะไร ไฟสัญญาณสีแดงด้านบนก็สว่างวาบ เย่เฟิงบ่นงึมงำ แนบเครื่องกับหู ประโยคแรกก็ว่า

“ขอร้องเถอะนะครับอย่าหาเรื่องให้ผมนักจะได้ไหม”

เสียงที่ตอบกลับมาฟังดูชราเล็กน้อย ทั้งแข็งกระด้างแต่กลับมีร่องรอยยิ้มหัว

“ถูกไล่ออกอีกแล้วหรือ บอกไว้ก่อน ต่อให้เธอถูกไล่ออกก็อย่ามาลงที่ฉันล่ะ!”

“ทุกครั้งที่ผมโดนไล่ออก คุณต้องโทรมาทันทีทุกครั้ง นี่คุณจงใจอยากให้ผมด่าหรือเปล่า” เย่เฟิงลดเสียงลงขู่ฟ่อ

“เฉินฟาง โอ จุดอ่อนผู้จัดการเฉินที่เคารพของเธอฉันก็บอกไปหมดไส้หมดพุงแล้ว หากเธอจับจุดนี้ได้ แต่ยังรักษาตำแหน่งไว้ไม่ได้อีก…” น้ำเสียงปลายสายฟังดูสบายใจ “…นอกจากบอกว่าหัวเธอมีแต่ขี้เลื่อยแล้ว ฉันก็ไม่รู้จะพูดอะไรจริงๆ”

“คุณนี่มัน…” เย่เฟิงอยากอาละวาดแต่สุดท้ายก็ไม่ได้ด่าทอออกมา เขาคล้ายด่าใครไม่เป็น ปกติเป็นคนดีไม่น้อย ฟางจูหยุนนั้นเพราะสองเดือนนี้ไม่ได้ยินเขาพูดคำหยาบสักประโยคเดียว จึงนึกชอบเขาอยู่เงียบๆ “ผมชอบถูกไล่ออก คุณจะทำไม” เขาชะงักไปนิดหนึ่ง “ช่วงนี้มีข่าวดีอะไรบ้างหรือเปล่า อย่างเช่นประจำเดือนคุณมาไม่ปกติ หรือใกล้ถึงอายุไขอะไรแล้ว หากเป็นแบบนั้น คุณจะพักสักครึ่งเดือนสิบวันก็ได้ ไม่ต้องคุยกับผมทุกวันหรอก”

เสียงปลายสายยังคงราบเรียบ “วันนี้ดัชนีฮั่งเส็งขึ้น เมื่อวานฉันก็บอกเธอแล้ว ขอแค่เธอเลือกซื้อเข้าสักตัว จะได้กำไรมากกว่ากินเงินเดือนบริษัทเส็งเคร็งนี่สองปีอีก แต่เธอไม่เชื่อ ฉันก็หมดปัญญา!”

“เชื่อคุณกับผีน่ะสิ” เย่เฟิงบ่น “ใครจะไปรู้ว่าคุณพูดจริงพูดเล่น สมบัติผมทั้งหมดมีแค่พันกว่า จะเช่าห้องยังต้องเลือกที่ถูกๆ คุณน่ะจิตใจชั่วร้าย อยากให้ผมเอาเงินไปละลายน้ำ จะได้ดูเล่นเป็นการบันเทิงใช่ไหมล่ะ”

“ฉันให้เธอยืมเงินก็ได้” เสียงนั้นเอ่ยเรียบๆ “ขาดทุนฉันรับผิดชอบ ได้กำไรก็ยกให้เธอ จะกี่พันกี่หมื่นก็ได้ ขอแค่เธอให้เลขบัญชีฉัน อีกสิบนาทีได้เงิน”

“คุณป่วยหรือเปล่า” เย่เฟิงอยากจะร้องไห้

“ฉันไม่ได้ป่วย ฉันแค่มีเงิน” เสียงนั้นตอบกลับมา “จะคิดดูหน่อยไหม หุ้นยังขึ้นได้อีกแค่กำไรน้อยลงนิด”

“คิดดูอะไรเล่า!” เย่เฟิงโต้ มือก็กดปุ่มตัดการสนทนา บ่นพึม “ผู้เร้นกายอะไร อาชญากรสิไม่ว่า พูดขนาดนี้ยังไม่ไปอีก น่าสงสัยจริงๆ ว่าเป็นคนหรือเปล่า!”

ตัดการติดต่อไปแล้ว เย่เฟิงก็ตั้งใจจะโยนเครื่องมือประหลาดนั้นทิ้ง แต่คิดอีกที ยังคงเก็บมันลงกระเป๋า หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถอดซิมการ์ดออก เพียงบีบด้วยนิ้ว การ์ดก็กลายเป็นก้อนกลม จากนั้นดีดออกไป ก้อนกลมพุ่งเป็นวิถีโค้ง ร่วงลงถังขยะข้างทางอย่างแม่นยำ!

ดูท่าหางานใหม่ได้แล้ว คงต้องซื้อซิมการ์ดใหม่ด้วย เย่เฟิงส่ายหน้าฝืนยิ้ม ตอนนี้จึงได้เก็บเงินเข้ากระเป๋ากางเกง หางตาเพียงกวาดแวบเดียวก็เห็นคนๆ หนึ่ง ในมือมีประกายโลหะแวววาว กำลังเดินมาทางเขาช้าๆ

ด้านหน้าก็มีอีกคนหนึ่งจ้ำพรวดเข้ามา มือถือหนังสือพิมพ์ ตั้งท่าจะชนเย่เฟิงราวคนสายตาสั้น เย่เฟิงถอนหายใจ ถอยไปหนึ่งก้าว คนถือมีดที่ด้านหลังก็วาดมีดแผ่วเบา ขณะจะลงมือ เย่เฟิงพลันยื่นมือออกคว้าข้อมือของนักวิ่งราวไว้ “นี่พี่ชาย กระเป๋าฉันมีไม่เท่าไหร่หรอกนะ ธนบัตรแค่ไม่กี่ใบ ละเว้นให้หน่อยได้หรือเปล่า”

“พูดอะไรของนาย” นักวิ่งราวนั้นรูปร่างซูบผอม แต่แต่งตัวคล้ายคนมีเงิน เห็นชัดว่าสมัยนี้พวกฉกชิงพัฒนาไปมาก ทั้งยังตั้งใจเลือกเหยื่อเป็นพนักงานบริษัท เดิมเข้าใจว่าหนุ่มสี่ตาท่าทางจืดชืดอย่างนี้ แค่ยื่นมือช่วงชิงก็คงคว้าเงินในกระเป๋าได้ แต่นึกไม่ถึงว่ามือตนเองที่ฉกชิงร้อยครั้งไม่เคยผิดพลาด กลับถูกอีกฝ่ายจับไว้!

คนที่ถือหนังสือพิมพ์พอชนไม่โดนก็ใช้ไหล่งัด สบตากับนักวิ่งราววูบ นักวิ่งราวนั้นเข้าใจความหมาย แต่เพิ่งออกแรงดิ้นรนก็พลันร้องโอดโอยคุกเข่าลง เหงื่อเม็ดเท่าเมล็ดถั่วบนหน้าผากหยดแหมะลงมา “ปล่อยผมเถอะครับ!”

คนที่เดินชนนั้นยังไม่ทันเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ศีรษะก็กระแทกเข้ากับเสาจนเห็นดาวพร่างพราย มือเท้าปั่นป่วน สะโพกถูกเตะซ้ำอีกหนึ่งเท้า ล้มถลาลงกับพื้นราวสุนัขแย่งอาจม

เย่เฟิงปล่อยมือ ยิ้มเล็กน้อย ผู้คนแถวนั้นเริ่มตื่นตัวกันบ้างแล้ว พากันเข้ามามุงดู เย่เฟิงปัดแขนเสื้อ แหวกกลุ่มคนเดินไปด้านหน้าอย่างเงียบงัน นักวิ่งราวทั้งสองทั้งแตกตื่นทั้งดีใจ พากันลุกขึ้น ไม่นานก็ปะปนกลืนหายไปกับกลุ่มคน!

ระหว่างเดินช้าๆ ไปตามถนนใหญ่ เย่เฟิงทั้งไม่เสียใจและไม่กลุ้มใจที่ตกงาน สถิติสูงสุดของเขา คือหนึ่งเดือนทำงานห้าที่ มีอยู่ครั้งหนึ่ง เจ้านายช่างติไร้เหตุผลเขาเลยโดนไล่ออก อีกครั้งหนึ่งนายจ้างสาวแอบส่งสายตาให้เขา เขาเลยลาออก บางครั้งเขาถูกตำหนิยับเยินเกินจะอธิบายได้ และบางครั้งไม่ต้องพูดถึงคำอธิบาย แค่ส่งเสียงสักแอะยังไม่มีโอกาส

ตลอดเวลาที่ผ่านมาเงินเขาไม่มาก ก็ใช้จ่ายอย่างประหยัด แต่กลับใช้ชีวิตสบายใจกว่าคนอื่นๆ ข้ามสะพานลอยไปฝั่งตรงข้ามเป็นแหล่งห้องเช่า เย่เฟิงวางแผนไว้ว่าคราวนี้จะย้ายไปห้องที่ไกลหน่อย ไม่งั้นหากฟางจูหยุนมาพบเข้าคงได้ปวดหัวแน่ ดีที่เมืองนี้กว้างใหญ่ คนๆ หนึ่งเร่ร่อนอยู่ในเมือง เฉกเช่นกับเข็มเล่มหนึ่งในมหาสมุทร คิดหาให้พบไม่ใช่เรื่องง่าย

ระหว่างเดินทอดน่องขึ้นสะพานลอย เด็กคนหนึ่งก็ใช้สองมือตะกายตัวเข้าหา ปากคาบชามหนึ่งใบ ในชามมีเศษเหรียญไม่กี่เหรียญ เด็กนั้นขาขาดทั้งสองข้าง ทรงตัวอยู่บนแขนทั้งคู่ ดูน่าสงสารอย่างบอกไม่ถูก เย่เฟิงสองตาลุกวาบด้วยความโกรธ ต้องสูดอากาศเย็นๆ เข้าไป ข่มตนเองให้เยือกเย็นลง

ระหว่างเดินผ่านเด็กชาย เย่เฟิงไม่ได้โยนเศษเหรียญให้อย่างคนอื่นๆ แต่มองไปรอบๆ ก่อนส่ายหน้า เดินไปซื้อหนังสือพิมพ์ข้างทาง เลือกบันไดขั้นหนึ่งแล้วนั่งลง

แหล่งห้องเช่านี้อยู่ติดกับตลาดหางาน นักศึกษาและคนงานชั่วคราวมากมายก็ทำเช่นเดียวกับเขา คือพลิกหนังสือพิมพ์ไปหน้ารับสมัครงาน เสาะหาตำแหน่งงานอันน้อยนิดอย่างลำบากยากเข็ญ

เย่เฟิงพอได้นั่งก็นั่งจนฟ้ามืด แม้แต่โฆษณารักษาโรคสะเก็ดเงิน กามโรค ซิฟิลิส เขาก็อ่านมาแล้วสองรอบ ในที่สุดก็รอจนพบคนที่เขาต้องการพบ

รถแวนเก่าๆ ขนาดกลางแล่นเข้ามา คนสองคนลงจากรถอย่างว่องไว คนหนึ่งสูงคนหนึ่งเตี้ย ม่านราตรีมืดดำอย่างยิ่ง และเป็นโอกาสเหมาะสมอย่างยิ่ง สำหรับกระทำเรื่องราวซึ่งไม่อาจให้ผู้อื่นพบเห็น คนทั้งสองขึ้นสะพานอย่างรวดเร็ว พาเด็กนั้นลงมา หลายคนที่เดินผ่านเห็นแล้วรีบลนลานหลบไปด้านข้าง คนทั้งสองโยนเด็กขึ้นท้ายรถโดยไม่สนใจ คล้ายกับโยนขยะถุงหนึ่ง รถแวนนั้นผ่านการปรับแต่งมาแล้ว เบาะหลังสองแถวถูกถอดออก เห็นชัดว่าเพื่อให้จุเด็กประเภทนี้ได้มากขึ้น

“วันนี้เป็นไงบ้าง” คนขับรถที่ใบหน้ามีรอยบากหันมาถาม

“บัดซบ” คนหนึ่งสบถ “ยังไม่พอค่าน้ำมันเลย คนสมัยนี้แล้งน้ำใจขึ้นทุกวัน เด็กนี่ก็ไม่ขยัน กลับไปไม่ต้องกินข้าว!”

เด็กนั้นสั่นสะท้านทั้งตัว พูดอะไรไม่ออกสักคำเดียว

คนทั้งสองขึ้นรถ สั่งว่า “รีบออกรถ ยังต้องไปรับอีกหลายคน...”

ทั้งสามวิ่งรอกตามสะพานลอยอีกหลายแห่ง รับเด็กเช่นนี้อีกหลายคน จับยัดเข้ารถตู้ เด็กบางคนแขนขาดไปข้าง บางคนขาขาด บางคนเป็นหนองทั่วตัว น้ำเหลืองไหลเยิ้ม ส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งตลอดเวลา ต่อให้เป็นสองคนนั้นที่รับส่งประจำยังอดไม่ได้ต้องปิดจมูก “ทำให้เด็กแซ่หลี่นี่สะอาดหน่อยไม่ได้หรือไง” ชายร่างสูงครวญ

“สะอาดแล้วได้เงินไหมล่ะ” ชายเตี้ยกว่าโต้อย่างเย็นชา

“เป็นแบบนี้ ใครเห็นเข้าก็ต้องหลีกห่าง ได้เงินกะผีอะไร” ชายร่างสูงด่า

“คราวหน้าพวกเราต้องเสนอความเห็นให้ลูกพี่บ้าง”

คนทั้งสามบนรถถกกันเรื่องหาเงินและศีลธรรมน้ำใจ ไม่เหลือบแลไปด้านหลัง รถเลี้ยวอยู่เจ็ดแปดรอบก็วกเข้าตรอกสายหนึ่ง หยุดจอดที่หน้าประตูบ้านหลังโต กดกริ่งก่อนรออีกครู่ใหญ่ ชายขาพิการคนหนึ่งจึงกุลีกุจออกมาเปิดประตูบ้าน

“เตรียมข้าวสำหรับห้าคน” ชายร่างสูงลงจากรถ เดินเข้าไปในบ้าน ตะโกนดังๆ “วันนี้เงินน้อย บางคนไม่ทำงาน ไม่ต้องให้มันกินข้าว”

สุ้มเสียงเย็นชาเสียงหนึ่งดังสวนมา “นายกินได้ก็กินให้มากหน่อย เพราะต่อไปอาจกินไม่ลงก็ได้!”

คนทั้งสี่ชะงักไป หันกลับมาอย่างพร้อมเพรียง เห็นชายคนหนึ่งในชุดสูทราคาถูก สวมรองเท้าหนังขาดๆเดินเข้ามา สีหน้าไร้ความรู้สึก แต่ไว้หนวดโค้งเหนือริมฝีปาก ใบหน้าดำเล็กน้อย

เย่เฟิงถอดแว่นออก เปลี่ยนโฉมหน้าเป็นอีกรูปหนึ่งเรียบร้อยแล้ว เขาก้าวเข้ามาช้าๆ ดวงตาที่คล้ายสายตาสั้นตอนนี้กลับลุกวาบด้วยความโกรธ!

“ประสาท แกมุดมาจากรูไหน ยุ่งอะไรเรื่องของฉัน” ชายเตี้ยด่าไฟแลบพลางเดินเข้าหา “ฉันบอกให้แกไสหัวไป ได้ยินไหม ฉันจะนับถึงสาม หนึ่ง สอง...”

“สาม” เย่เฟิงเอ่ยเสียงเย็น เพียงสะบัดมือก็ได้ยินเสียง ‘กร๊อบ” ตามด้วยเสียงโหยหวนกรีดผ่านท้องฟ้ายามค่ำ ชายเตี้ยสลบไปทันที แขนข้างหนึ่งถึงกับถูกบิดเป็นเกลียวไปแล้ว!

ชายทั้งสามตอนนี้ค่อยรู้ว่าหมอนี่ไม่ใช่ตอแยได้ง่ายๆ น้ำเสียงชายร่างสูงเริ่มสั่น

“ลูกพี่มาจากไหน พวกเรามีอะไรคุยกันได้!”

เขาทางหนึ่งพูดจาโอนอ่อน แต่กลับส่งสายตาให้คนขับรถอ้อมไปด้านหลังเย่เฟิง ชักมีดออกมาฟันฉับใส่อย่างดุร้าย

“คุยกันได้” เย่เฟิงตอบรับ ไม่หันไปมองด้วยซ้ำ ก็เตะกลับหลังไปเท้าหนึ่ง มีดของคนขับรถลอยขึ้นกลางอากาศ ส่วนตัวคนปลิวออกไปปะทะกับผนังเต็มแรง ได้ยินเสียงดัง ‘โครม’ ก่อนร่วงรูดลงมาราวกับโคลนเหลว ไม่ส่งเสียงอีก

มีดเล่มนั้นหมุนคว้างกลางอากาศ ร่วงลงในมือเย่เฟิง เขาก็ขว้างออกไปโดยไม่หยุดคิด มีดปักเข้าใส่ขาชายร่างสูง ชายร่างสูงกรีดร้องพลิกตัวล้มลง

ชายพิการรู้แต่แรกว่าสถานการณ์ไม่สู้ดี คว้าไม้ค้ำได้ก็จะวิ่งหนี แต่แล้วต้องชะงักตัวแข็ง เพราะเย่เฟิงมายืนอยู่ตรงหน้าแล้ว ฉาดแรกที่ถูกตบหน้าเขาก็ถ่มเลือดสดๆออกมา ส่วนฉาดที่สองเป็นฟันกราม

“หากนายไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว ให้ขาอีกข้างเป็นอย่างเด็กพวกนั้น ทางที่ดีก็นั่งลง”

คำพูดนี้มีประสิทธิภาพยิ่งกว่าประโยคใดๆ ชายพิการเหลือขาเพียงข้างเดียวตัวสั่น ลุกลี้ลุกลนคุกเข่าลง ร้องไห้โฮ “ลูกพี่ครับ ผมแค่คนทำกับข้าว” เพียงแต่น้ำเสียงเลอะเลือน ฟังไม่ได้ความ

ชายร่างสูงยังคงอยู่ตรงนั้น กอดขาข้างหนึ่ง แผดร้องคร่ำครวญ เย่เฟิงเดินเข้าไปดึงมีดมีดพรวดออกมา ก่อนเสียบเข้าไปอีกรอบ

“นายร้องอีก ฉันก็จะแทงอีก!”

ชายร่างสูงนั้นคล้ายลำคอถูกอุด เสียงกรีดร้องชะงักลง แต่เห็นเลือดสดๆทะลักจากขา เขาก็ทนไม่ได้อีกแล้ว

“ลูกพี่ จะให้ผมทำอะไรก็บอก ขอแค่ให้ผมห้ามเลือดก่อน!”

เย่เฟิงถอนมีดออก แต่แทนที่จะห้ามเลือด กลับเรียกเลือดแทน เขาแทงอีกมีดอย่างไม่สนใจ คล้ายกำลังหั่นหัวไชเท้าหั่นแตง

“นายมีคุณสมบัติต่อรองกับฉันหรือ”

ชายร่างสูงเจ็บปวดจนคิดจะร้องออกมา แต่นึกถึงคำพูดเย่เฟิงขึ้นมาได้ เมื่อไม่อาจกุมปากแผล ก็ได้แต่กุมปากตัวเอง จ้องมองชายหนุ่มอย่างตื่นกลัวเต็มที่ เพียงแต่ในแววตายังแฝงคำวิงวอนโดยไม่พูดออกมา

“ใครทำ” ในที่สุดเย่เฟิงก็ถามคำถาม เรียบง่ายตรงประเด็นอย่างยิ่ง

ชายร่างสูงคล้ายลังเลแวบหนึ่ง

“ไป๋เปาผีที่อยู่ฝั่งตะวันออก

หนังสือแนะนำ

Special Deal