บทที่เก้า อิสรจร

และแล้วการศึกษาเล่าเรียนก็เริ่มต้นขึ้น

ชาวรัฐฉู่มีภาษาและบทกวีเป็นของตนเอง ซึ่งแตกต่างจากรัฐอื่นๆ ในจงหยวน แม้ชาวรัฐฉู่จะถือตนว่าสืบเชื้อสายมาจากจวนซวีเกาหยาง (เชิงอรรถหลานของหวงตี้ หนึ่งในห้าราชันแห่งยุคบรรพกาลของจีน) ตั้งแต่สมัยฉู่อู่หวังก็ตั้งตนเป็นหวังเทียบเท่าประมุขราชวงศ์โจว แต่นอกจากการปฏิสัมพันธ์ภายในรัฐของตน ในฐานะลูกหลานตระกูลสูงศักดิ์ สิ่งแรกที่ต้องศึกษาอย่างไรก็หนีไม่พ้นธรรมเนียมปฏิบัติแห่งราชวงศ์โจวและบทกวีแห่งรัฐหลู่ (เชิงอรรถรัฐหลู่คือรัฐหนึ่งในยุคชุนชิวจ้านกั๋ว เป็นรัฐที่สืบทอดธรรมเนียมปฏิบัติแห่งราชวงศ์โจว จนได้รับการกล่าวขานจากผู้คนในสมัยนั้นว่าธรรมเนียมปฏิบัติแห่งราชวงศ์โจวล้วนอยู่ที่รัฐหลู่”)

ศึกษาบทกวี จำต้องเริ่มจาก “บทกวี”

ตอนเยาว์วัยหมี่เยวี่ยเคยศึกษาบทกวีจากจวี่จีมาบ้าง แต่ก็เป็นเพียงบทกวีขนาดสั้นและจำง่ายไม่กี่บท เช่น “นกจวีจิวคูร้อง” “ยอดสะใภ้” และ “อาภรณ์สีเขียว” ทั้งยังล้วนแต่ท่องจำเป็นภาษาฉู่ เมื่อเริ่มศึกษาบทกวีกับชวีหยวนอย่างจริงจัง จึงจำต้องเริ่มศึกษาใหม่ตั้งแต่ต้น

สิ่งแรกที่ต้องศึกษาคือภาษาราชสำนัก หรือก็คือภาษาที่ใช้ในเขตพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การปกครองของโจวเทียนจื่อ เป็นภาษาทางการที่รัฐต่างๆ ใช้ติดต่อสื่อสาร  เริ่มศึกษาตอนอายุสิบปีกำลังดี เพราะหากเร็วกว่านั้น ความสามารถในการแยกแยะของเด็กเล็กยังอยู่ในระดับต่ำ จะทำให้เกิดความสับสนระหว่างภาษาราชสำนักกับภาษาแม่

เริ่มจากสอน “ทศกวีเหวินหวัง” บทกวีใน “เพลงราชสำนักใหญ่” รวมทั้งสิ้นสิบบท บรรยายถึงความสำเร็จของโจวเหวินหวัง นับเป็นบทประพันธ์ที่คนราชวงศ์โจวชื่นชมสรรเสริญบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งราชวงศ์โจวในด้านต่างๆ โดยส่วนใหญ่จะกล่าวถึงโจวเหวินหวังเป็นหลัก ศึกษากวีบทนี้ ประการหนึ่งเพื่อศึกษาภาษาราชสำนัก อีกประการเพื่อศึกษาประวัติศาสตร์การก่อตั้งราชวงศ์โจว  

วันแรกศึกษาบทกวีสิบสองวรรค ชวีหยวนอธิบายว่า กวีบทนี้กล่าวถึงกู่กงต่านฟู่บรรพบุรุษของคนราชวงศ์โจว นำผู้คนอพยพจากจวี่ชีไปยังเขาฉีซาน แต่งงานกับฟูเหรินสกุลเจียง อพยพตั้งถิ่นฐาน ณ ที่แห่งนี้ บทกวีไม่กี่วรรคนี้เนื้อหาเข้าใจง่าย อธิบายเพียงเล็กน้อยก็เข้าใจ จุดประสงค์หลักเพื่อให้ศิษย์ทั้งหลายหมั่นท่องจำเพื่อฝึกฝนสำเนียงที่ถูกต้อง

หมี่เยวี่ยเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว สนมนางในในวังฉู่ล้วนมาจากรัฐต่างๆ  บางคนเคยเรียนภาษาฉู่มาก่อน แต่ภาษาฉู่แตกต่างจากภาษาของรัฐอื่น บางคนพูดไม่คล่อง บางคนอับอายที่ตนออกเสียงเพี้ยนแปร่ง ส่วนใหญ่จึงนิยมใช้ภาษาราชสำนัก

ผ่านไปเช่นนี้สองสามเดือน ก็ศึกษา “เพลงราชสำนักใหญ่” จนเกือบครบถ้วนสมบูรณ์ หมี่เยวี่ยฝังตัวเองอยู่กับการเรียน ถือตำราไม่ห่างมือ ความกระตือรือร้นในการเรียนแทบจะใกล้เคียงกับความบ้าคลั่ง กับม้วนไม้ไผ่ทั้งหมดที่หามาได้ก็หมายจะจดจำเนื้อหาทั้งหมดให้ได้ภายในคืนเดียว แม้แต่ตอนเดินยังเดินชนเสาหลายครั้งเพราะมัวแต่ก้มหน้าก้มตาอ่านตำรา

นางศึกษาอย่างพากเพียรบากบั่น แต่กลับทำให้หวงเซียไม่พอใจยิ่ง

เด็กชายในวัยนี้เริ่มรู้สึกสนใจเพศตรงข้าม แต่การแสดงออกกลับแตกต่างกัน บางคนอาศัยวิธีแกล้งเด็กหญิงเพื่อให้อีกฝ่ายจดจำตนได้ ขณะที่บางคนใช้วิธีเอาอกเอาใจเด็กหญิง

หวงเซียตั้งแต่เยาว์วัยก็มีนิสัยเฉลียวฉลาด เป็นความหวังของตระกูล ทั้งยังเป็นศิษย์ของชวีหยวน จึงรู้ความเร็วยิ่ง ตอนที่เขากับหมี่เยวี่ยพบกันครั้งแรกแม้จะไม่น่าประทับใจเท่าใด แต่พอเขารู้ว่านางเป็นเด็กหญิง ความโกรธก็มลายหายไป และถึงขนาดที่ว่านับจากวันนั้น เขาก็เริ่มสังเกตเสี่ยวกงจู่ผู้ไม่เหมือนใครผู้นี้อย่างเงียบๆ

ตอนเขารู้ว่าต้าหวังสิ้นพระชนม์ นางย้ายไปพำนัก ณ ตำหนักรอง ให้รู้สึกเศร้าใจในชะตาชีวิตของนางยิ่งนัก ทว่าน่าเสียดาย เขาเป็นเพียงศิษย์ของชวีหยวน ในวังแห่งนี้หาได้มีความสามารถใดๆ ไม่ ทำได้เพียงห่วงใย แต่กลับไร้หนทางจะช่วยเหลือ วินาทีที่พบหมี่เยวี่ยที่หอหนานซวิน เขาดีใจจนแทบบ้า

ชวีจื่อรับนางเป็นศิษย์ ต่อจากนี้นางจะได้มีเวลาอยู่กับตนมากขึ้น เพียงนึกถึงตรงนี้ เด็กหนุ่มตัวน้อยในวันนั้น ก็ปีติยินดีจนนอนไม่หลับทั้งคืน

แต่แล้ว ครั้นวันรุ่งขึ้น เขาต้องรู้สึกน้อยใจยิ่งเมื่อพบว่า ตนอุตส่าห์ดีใจที่มีวันนี้ อุตส่าห์เฝ้ารอให้วันนี้มาถึง เตรียมเรื่องสนทนามากมายหมายจะเล่าให้นางฟัง เตรียมการละเล่นมากมายหมายจะเอาใจนาง ทว่าสำหรับนางแล้ว ตนประหนึ่งไร้ตัวตนก็ไม่ปาน

ทุกวันที่นางมา เพียงพบหน้า ทำความเคารพ เอ่ยเรียก “ศิษย์พี่” จากนั้นก็ไม่เหลือบแลเขาอีก สายตาหากไม่จับจ้องม้วนตำรา ก็จับจ้องไปยังชวีจื่อ ส่วนเขาซึ่งนั่งอยู่ข้างกายนาง รวมถึงคนอื่นๆ ทุกคน ล้วนแต่ถูกนางมองข้าม นางร่ำเรียนอย่างคร่ำเคร่งถึงเพียงนั้น ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วถึงเพียงนั้น คล้ายกับว่าในชีวิตของนาง นอกจากสิ่งเหล่านี้แล้ว ล้วนไม่มีสิ่งใดสามารถดึงดูดความสนใจของนางได้

หวงเซียไม่พอใจยิ่ง กระนั้นก็ไม่ยอมแพ้ เขาต้องการทำอะไรบางอย่างให้นางเห็นเขาในสายตา ครั้นนางมา เขาคอยช่วยเหลือนาง จัดโต๊ะให้นาง ฝนหมึกให้นาง ลับมีดสลักเตรียมไว้ให้นาง วางม้วนไม้ไผ่เตรียมไว้ให้นาง ทว่านาง เพียงแต่พยักหน้าอย่างเย็นชา จากนั้นก็ไม่สนใจเขาอีก

อากาศร้อนอบอ้าว เขาคอยพัดให้นาง ยกน้ำแร่ให้นาง ปล่อยม่านให้นาง ทว่านาง กลับเอ่ยโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้า “อย่าบังแสงข้า”

ในที่สุดหวงเซียก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป

วันนี้เห็นชวีหยวนไม่อยู่ เขาจึงดึงนางมายังที่ปลอดคน เอ่ยถาม “ตกลงเจ้าหมายความว่าอย่างไร”

หมี่เยวี่ยไม่แม้แต่จะเปลี่ยนสีหน้า ย้อนถามเสียงเย็นชา “อะไรหมายความว่าอย่างไร”

หวงเซียระบายความอัดอั้นตันใจตลอดหลายวันมานี้ออกมาจนหมดสิ้น “เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นกงจู่ แล้วจะไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตา จะหมางเมินผู้อื่น จะรังแกผู้อื่นเช่นนี้ได้หรือ”

หมี่เยวี่ยขมวดคิ้ว “เจ้าช่างพิลึกคนยิ่ง ผู้ใดรังแกเจ้ากัน อย่ามาโวยวายไม่มีเหตุผล”

หวงเซียโมโหยิ่ง ออกแรงผลักนาง “เจ้าช่างไร้มารยาทนัก! ข้าถามเจ้า ม้วนไม้ไผ่ของเจ้าใครเป็นคนเตรียม มีดสลักของเจ้าใครเป็นคนลับ ใครกันที่ยกน้ำให้เจ้า ใครกันที่ปล่อยม่านให้เจ้า เจ้าล้วนทำเป็นมองไม่เห็นหรืออย่างไร”

หมี่เยวี่ยย้อนเสียงเย็น “ผู้ใดใช้ให้เจ้าทำมิทราบ ข้ามิเคยขอให้เจ้าทำ!”

หวงเซียมือสั่นเทาขณะชี้ไปทางหมี่เยวี่ย พูดอะไรไม่ออกไปครู่ใหญ่ “เจ้า...เจ้า...”

หมี่เยวี่ยหันหนี “หากไม่มีอะไรข้าจะไปแล้ว ข้ายังมีตำราต้องอ่านอีกมาก!”

หวงเซียนึกไม่ถึงว่าน้ำใจที่ตนมีให้ จะถูกอีกฝ่ายหมางเมินเช่นนี้ ซ้ำยังเอ่ยวาจาไม่ไยดีต่อหน้าต่อตา ถึงอย่างไรก็เป็นเพียงเด็ก เวลานี้เขารู้สึกว่าตนเองถูกเอาเปรียบ คิดแต่อยากจะทำลายความเย็นชาและความหยิ่งทระนงในแววตาของนาง พลันเอ่ยออกไปโดยไม่ทันคิด “เฮอะ ตำรา ตำรา เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นบุรุษหรือ เจ้าคิดว่าเจ้าเรียนไปแล้วจะได้ใช้ประโยชน์หรือ”

หมี่เยวี่ยเดิมกำลังเดินหนี ได้ยินเช่นนี้ฝีเท้าก็พลันหยุดนิ่ง หันกลับไปมองหวงเซีย “จะได้ใช้ประโยชน์หรือไม่ เกี่ยวอะไรกับเจ้า ตัวเจ้าไม่พากเพียรศึกษา มัวแต่มาหาเรื่องผู้อื่น”

หวงเซียแค่นเสียง “เฮอะ” ก่อนจะเอ่ย “เจ้าเป็นเพียงสตรีเพศ จะพากเพียรศึกษาปานนั้นไปเพื่ออะไร หรือพอเจ้าเติบใหญ่ คิดจะเป็นต้าฟูหญิง ซั่งชิงหญิง (เชิงอรรถตำแหน่งขุนนางในสมัยโบราณ ในยุคชุนชิว ราชวงศ์โจวและรัฐทุกรัฐจะมีขุนนางระดับสูงตำแหน่งชิง แบ่งเป็นซั่งชิง จงชิง และซย่าชิง) อย่างนั้นหรือ”

หมี่เยวี่ยเอ่ยเสียงเย็น “แม้ข้าจะมิอาจเป็นต้าฟูหรือซั่งชิง แต่น้องชายข้าสามารถเป็นต้าฟู ซั่งชิง ไม่ก็เป็นถึงผู้ครองรัฐ หากข้าร่ำเรียนสำเร็จ ก็จะสามารถช่วยเหลือเขาได้”

หวงเซียแค่นเสียง “เฮอะ” เอียงคอเอ่ย “น้องชายเจ้าหาใช่คนโง่ไม่ หากเขาต้องการเป็นต้าฟู ซั่งชิง หรือผู้ครองรัฐ ย่อมพึ่งพาความสามารถของเขาเอง นับแต่โบราณกาล หาเคยมีบุรุษใดก้าวขึ้นมาเป็นใหญ่เพราะพึ่งพาความสามารถของพี่สาวไม่”

หมี่เยวี่ยเริ่มโกรธ “ต่อให้มิเคยมีมาก่อน หากแต่เริ่มที่ข้า มีอะไรไม่ถูกเล่า”

หวงเซียแค่นหัวเราะ “แต่ไหนแต่ไรหากไร้ความดีความชอบย่อมมิได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ ต่อให้ความสามารถด้านการศึกษาของเจ้าจะล้ำเลิศเพียงใด แต่เจ้าสามารถออกศึกฆ่าฟันศัตรูแทนน้องชายเจ้าได้หรือ หรือเจ้าสามารถปกครองขุนนางและออกว่าราชการแทนน้องชายเจ้าได้เล่า”

หมี่เยวี่ยอึ้งไปเล็กน้อย เอ่ย “พอเขาเติบใหญ่ ย่อมสามารถออกศึกฆ่าฟันศัตรู ปกครองขุนนางและออกว่าราชการ ถึงตอนนั้น ข้าจะเป็นที่ปรึกษาของเขา ช่วยเขาดูแลที่ดินในปกครอง เช่นนี้มีอะไรไม่ถูกเล่า”

หวงเซียแค่นหัวเราะอีกครั้ง “เจ้าอายุเท่าใด น้องชายเจ้าอายุเท่าใด กว่าน้องชายเจ้าจะสามารถสร้างความดีความชอบจนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ เกรงว่าเจ้าคงแต่งงานมีลูกไปนานแล้ว”

หมี่เยวี่ยนิ่งอึ้ง เบือนหน้าหนีด้วยความโกรธ “ข้าไม่แต่ง!”

หวงเซียเบ้ปาก “บุรุษสตรีแต่งงานกัน นับเป็นธรรมชาติของมนุษย์”

หมี่เยวี่ยย่ำเท้าเอ่ย “กระนั้นข้าก็ไม่แต่ง เจ้าจะทำอะไรได้”

หวงเซียเอ่ยอย่างมั่นใจประหนึ่งผู้เปี่ยมประสบการณ์ “ข้าย่อมมิอาจทำอะไรได้ แต่ผู้อื่นสามารถทำได้ น้องชายเจ้าภายหน้าต้องเติบใหญ่ เขาจะตัดสินใจด้วยตัวของเขาเอง ไม่มีทางเชื่อฟังเจ้าไปตลอดชีวิต”

หมี่เยวี่ยเลิกคิ้ว “เขากล้าหรือ”

หวงเซียว่า “ตอนนี้เขาย่อมมิกล้า แต่ภายหน้าเมื่อเขาเติบใหญ่เป็นบุรุษผู้เปี่ยมความสามารถ กลายเป็นขุนนาง ออกศึกทำสงคราม ไฉนเลยจะยอมฟังวาจาของสตรีผู้หนึ่ง เหล่าขุนนางและข้ารับใช้ของเขา ไฉนเลยจะยอมให้เขาฟังวาจาของสตรีผู้หนึ่ง”

หมี่เยวี่ยผงะอึ้ง คล้ายกับนิ่งงันไปชั่วขณะ พลันนั้นก็ได้สติ ทั้งขุ่นเคืองทั้งอับอาย “เกี่ยวอะไรกับเจ้ามิทราบ”

แต่หวงเซียกลับยิ่งได้ใจ “ภายหน้าน้องชายเจ้าเติบใหญ่ ย่อมจัดการราชกิจด้วยตนเอง ส่วนเจ้าก็ต้องแต่งงานมีครอบครัว ติดตามสามีไปอยู่ที่อื่น แต่สิ่งที่เจ้าศึกษาในตอนนี้ล้วนมิใช่สิ่งที่สตรีทั่วไปศึกษาเรียนรู้ บังคับตัวเองให้พากเพียรศึกษาราวบุรุษเช่นนี้ ภายหน้าสามีของเจ้าจะรักเจ้าลงได้อย่างไร”

หมี่เยวี่ยกัดริมฝีปาก เอ่ยอย่างไม่ยอมแพ้ “ข้าเป็นกงจู่ สามีของข้าจะควบคุมบงการข้าได้หรือ”

หวงเซียสั่นศีรษะ “ข้าได้ยินว่า กงจู่ล้วนต้องแต่งงานเชื่อมสัมพันธไมตรีกับรัฐอื่น”

หมี่เยวี่ยโกรธจัด “เจ้าช่างน่าไม่อาย อายุเพียงเท่านี้ กลับเอาแต่พูดเรื่องแต่งงานมีครอบครัว”

หวงเซียได้ยินดังนั้น ถึงเพิ่งตระหนักถึงจุดนี้ ใบหน้าพลันแดงระเรื่อ กระนั้นก็ยังมิวายโต้เถียง “เจ้าเถียงสู้ข้ามิได้แล้วกระมัง ถึงได้เถียงข้างๆ คูๆ เช่นนี้”

หมี่เยวี่ยย้อน “เจ้าต่างหากที่เถียงข้างๆ คูๆ!”

จากนั้นก็เป็นการโต้เถียงกันไปมาตามประสาเด็ก ซึ่งก็หนีไม่พ้น “เจ้าผิดแล้ว” “เจ้าต่างหากที่ผิด” หมี่เยวี่ยโต้เถียงครู่หนึ่งก็เริ่มรำคาญ อาศัยจังหวะขณะหวงเซียไม่ทันระวัง ผลักเขาล้มลงบนพื้น ก่อนจะนั่งทับตัวเขา เอ่ยอย่างลำพองใจ “เจ้ายอมแพ้หรือไม่ หากไม่ยอมแพ้ ข้าจะมิปล่อยให้เจ้าลุกขึ้น”

หวงเซียเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน “ไม่ยอม เจ้าเล่นคดโกง”

หมี่เยวี่ยย้อน “เจ้าไม่รู้จักคำว่าการทหารย่อมไม่หน่ายกลอุบายหรือ”

หวงเซียไม่ยอมจำนน พยายามผลักนางออกและฝืนยันกายลุกขึ้น ทั้งคู่ผลักกันไปมา ไม่รู้ทำอย่างไร จมูกของหวงเซียกระแทกเข้ากับศีรษะของหมี่เยวี่ย เลือดสดๆ พลันไหลทะลัก

หวงเซียอึ้งงันด้วยความตกใจ หมี่เยวี่ยคลำศีรษะ แม้จะรู้สึกเจ็บ แต่เมื่อเห็นใบหน้าหวงเซียเต็มไปด้วยเลือด ก็ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก

ทั้งคู่มองหน้ากันไปมา ต่างตะลึงงันไปชั่วขณะ จู่ๆ หมี่เยวี่ยก็รู้สึกกลัว จึงรีบดีดตัวลุกขึ้น และวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว

นางวิ่งออกมาไกลโดยไม่หยุดพัก ครานี้ถึงหยุดฝีเท้าหอบหายใจ ในใจยังคงหวาดกลัว ได้แต่คิดปลอบใจตนเอง ไม่มีอะไร เขาต้องไม่เป็นอะไร แต่อีกใจก็อดกลัวมิได้ เขามีเลือดออก เขาจะตายหรือไม่

นางกลัวว่าหวงเซียจะสิ้นใจเพราะได้รับบาดเจ็บ แต่ขณะเดียวกันก็กลัวว่าหากกลับไปจะถูกฟูจื่อลงโทษ ลังเลอยู่นาน สุดท้ายก็ตัดสินใจย่องกลับไปเงียบๆ  ยืนแอบอยู่ข้างประตู ได้ยินเสียงสนทนาของชวีหยวนกับหวงเซียซึ่งอยู่ด้านในดังลอดออกมา

ชวีหยวนใช้ผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำประคบหน้าผากหวงเซีย เพื่อให้เลือดค่อยๆ หยุดไหล พลางเอ่ยถามเขา “จื่อเซีย ปกติเจ้าเรียบร้อยเชื่อฟัง ไยวันนี้จึงต้องยั่วโมโหนางเช่นนั้น”

หวงเซียยอมรับผิดแต่โดยดี “ฟูจื่อ ข้าผิดไปแล้ว”

“เจ้ายังมิได้ตอบคำถามข้า” ชวีหยวนเอ่ย

ในห้อง หวงเซียหน้านิ่วคิ้วขมวด คล้ายกับมิอาจหาเหตุผลให้กับการกระทำของตนเอง คิดอยู่ครู่ใหญ่ถึงเอ่ย “ข้าเพียงแต่ไม่ชอบที่นางเป็นเช่นนี้...”

“เป็นเช่นนี้คือเป็นเช่นไร” ชวีหยวนเอ่ยถาม 

นอกห้อง หมี่เยวี่ยกำลังกลั้นหายใจ รอฟังคำตอบของหวงเซีย

หวงเซียคิดครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ย “แต่ก่อนแม้นางจะซุกซน แต่ก็ร่าเริงเปิดเผย ทว่านางในตอนนี้กลับดูเหมือน...ดูเหมือน ชวนให้คนรู้สึกอึดอัด นางไม่สนทนากับผู้ใด และไม่คิดจะมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใด...ฟูจื่อ ศิษย์รู้สึกว่า รู้สึกว่า...นางเป็นเช่นนี้ เหมือนจะ เหมือนจะ ไม่ดีอย่างยิ่ง”

ชวีหยวนถอนใจเอ่ย “นางจะไม่ดีอย่างไร ถึงอย่างไรก็เป็นเด็กหญิง เจ้าเป็นเด็กชาย ไยจึงต้องยั่วโมโหนาง”

หวงเซียเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสา “ยั่วให้นางโมโห ก็ยังดีกว่าปล่อยให้นางเก็บเนื้อเก็บตัวเช่นตอนนี้”

ชวีหยวนไม่เอ่ยวาจา หวงเซียเอ่ยขึ้นอย่างกังวล “ฟูจื่อ ศิษย์ทำผิดไปใช่หรือไม่”

ชวีหยวนถอนหายใจ สำหรับศิษย์หญิงเช่นหมี่เยวี่ย เขามีความรู้สึกคล้ายกับว่าไม่รู้จะเริ่มเอ่ยอย่างไร เขามองออกว่านางมีพรสวรรค์และความมุ่งมั่นตั้งใจในการศึกษาหาความรู้ แต่ถึงอย่างไรนางก็ยังเป็นเพียงเด็กผู้หนึ่ง เรื่องบางอย่างคิดในแง่ดีเกินไป โดยไม่รู้ว่าเรื่องราวในใต้หล้าหาได้เปลี่ยนแปลงไปเพราะปณิธานของผู้คนไม่ คนฉลาดที่มีพรสวรรค์และความมั่นใจในตัวเองมากเกินไปเช่นนี้ นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบันล้วนหาได้ยากยิ่ง หากทว่า ตั้งแต่เยาว์วัยเฉลียวฉลาดเกินไป มองทุกอย่างอย่างง่ายดายเกินไป มุ่งมั่นตั้งใจมากเกินไป หากพบเรื่องราวที่ไม่เป็นดั่งใจ กลับจะได้รับการกระทบกระเทือนทางจิตใจง่ายดายกว่าผู้อื่น อันว่าฉลาดเกินไปจึงแพ้ภัยตนเอง ก็คือเช่นนี้

และเพราะเป็นเช่นนี้ สำหรับเด็กลักษณะนี้ จึงมิอาจบอกอันใดกับนางโดยตรง เพราะหลังจากนางรับฟังครั้งหนึ่ง แม้ดูผิวเผินจะยอมรับในความคิดเห็นเหล่านั้น ทว่าแท้จริงแล้วกลับฟังหูซ้ายทะลุหูขวา

เขามองหวงเซีย บางทีคงมีเพียงเด็กกับเด็กด้วยกัน ถึงสามารถทำลายเกราะกำแพงในใจนางลงได้

เมื่อนึกถึงตรงนี้ จึงเอ่ย “ในเมื่อนางเป็นศิษย์น้องของเจ้า ต่อไปเจ้ามีความคิดเห็นอย่างไรต่อนาง ก็จงเอ่ยออกมาตามตรง วิถีแห่งการศึกษา มิเพียงอยู่ที่การเรียนรู้ แต่ยังอยู่ที่การซักถาม ถามผู้คน ถามเรื่องราว ต้องรู้จักเรียนรู้และซักถาม ถึงจะสามารถพัฒนาความรู้ จุดประสงค์แห่งการศึกษา แท้จริงแล้วก็เพื่อเข้าใจเรื่องราวในใต้หล้า สร้างประโยชน์แก่แผ่นดิน”

หวงเซียคิดใคร่ครวญ สุดท้ายก็เอ่ยถามความข้องใจในวันนี้ออกไปจนได้ “ฟูจื่อ กงจู่เก้าเป็นเช่นนี้ ทำเหมือนตนเองเป็นกงจื่อ เช่นนี้แล้วภายหน้าจะเป็นเช่นไร”

ชวีหยวนได้แต่ถอนใจยาว

ทั้งในและนอกห้องล้วนเงียบงัน

หวงเซียมองชวีหยวนด้วยสายตารอคอยคำตอบ แม้แต่หมี่เยวี่ยซึ่งอยู่ด้านนอกยังกลั้นหายใจด้วยความอยากรู้

ครู่ใหญ่ผ่านไป ชวีหยวนถึงเอ่ย “จำได้ว่าตอนนั้นที่เซียนหวังให้ข้ารับนางเป็นศิษย์ เพียงเพราะเชื่อใน...” เขาเหลือบมองหวงเซีย แต่แล้วก็ตัดสินใจกลืนคำว่า “อาณัติสวรรค์” ลงไป เอ่ย “เซียนหวังเห็นว่านางฉลาดปราดเปรื่อง มิอาจทนเห็นสติปัญญาของนางสูญเปล่า ถึงได้ให้ข้ารับนางเป็นศิษย์ แต่ข้ามิได้รับปากเซียนหวัง เหตุผลคืออะไร ข้าเคยบอกนางแล้ว”

หวงเซียเอ่ยอย่างไม่เข้าใจ “ฟูจื่อ เช่นนั้นตอนนี้ท่านเปลี่ยนความคิดแล้วหรือ ที่ท่านรับนางเป็นศิษย์ เป็นเพราะนางสามารถกลายเป็นอินทรีได้แล้วใช่หรือไม่”

ชวีหยวนเอ่ยพลางส่ายหน้า “มิใช่”

หมี่เยวี่ยซึ่งอยู่นอกห้องตัวสั่นสะท้าน

แม้แต่หวงเซียยังอดน้อยใจแทนหมี่เยวี่ยมิได้ “เช่นนั้นเหตุใดท่านจึงยังรับนางเป็นศิษย์”

ชวีหยวนเอ่ยช้าๆ “ข้าเคยบอกแล้ว ผู้ฉลาดมักทุกข์ใจ ผู้สามารถมักเหน็ดเหนื่อย หากกงจู่สามารถมีชีวิตสุขสบายไร้กังวล เช่นนั้นย่อมไม่มีความจำเป็นศึกษาสิ่งเหล่านี้ แต่หากกงจู่มิอาจมีชีวิตสุขสบายไร้กังวล เช่นนั้นศึกษาไว้บ้าง เรียนรู้ไว้บ้าง ตนเองจะได้รู้จักรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ  ทว่าน่าเสียดาย นางเข้าใจผิดไป”

“ผิดไป? ผิดไปอย่างไร” หวงเซียถาม

หมี่เยวี่ยแนบหูกับบานประตู ใจเต้นรัวเร็ว

ชวีหยวนถอนใจเอ่ย “ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นางเห็นว่าผู้ที่สามารถปกป้องคุ้มครองทุกคนได้มีเพียงเซียนหวัง ดังนั้นเมื่อประสบเรื่องใด นางจึงเอาแต่พิจารณาเรื่องนั้นโดยยึดเซียนหวังเป็นแบบอย่าง นางต้องการเป็นเช่นเซียนหวัง เข้าใจว่าเพียงศึกษาสิ่งที่เซียนหวังเคยศึกษาก็เพียงพอ ความบากบั่นคร่ำเคร่งอันผิดธรรมดาของนางตลอดหลายวันที่ผ่านมานี้ ไยข้าจะมองไม่เห็น เพียงแต่ข้ามิอาจเอ่ย มิสะดวกเอ่ย บางคราครั้นคนเรากำลังจมอยู่ในห้วงความทุกข์ หากสามารถมีเป้าหมายใดให้เพียรพยายาม เช่นนั้นก็นับเป็นเรื่องดี”

หวงเซียหลุดปากถาม “เช่นนั้นทุกอย่างที่นางพากเพียรศึกษาในตอนนี้ มิเท่ากับสูญเปล่าหรือ ฟูจื่อ เช่นนั้นไยท่านจึงยังถ่ายทอดความรู้แก่นาง”

ชวีหยวนส่ายหน้าพลางเอ่ย “ถูกต้อง นางเป็นสตรีเพศ ชั่วชีวิตนี้มิอาจเป็นเช่นกงจื่อ มิอาจรับมือกับรัฐต่างๆ  มิอาจออกศึกฆ่าฟันศัตรู แต่เหตุใดจึงต้องให้นางรับรู้สิ่งเหล่านี้ เผชิญหน้าสิ่งเหล่านี้ในตอนนี้เล่า บัดนี้นางยังเยาว์วัย รอจนนางเติบใหญ่อย่างแท้จริง เข้มแข็งและหนักแน่นพอจะเผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านี้ ค่อยรับรู้จะเป็นอะไรไป หลักเหตุผลในใต้หล้ามีมากมาย หากคนเราล้วนศึกษาย่อมมิอาจรับไหว หากล้วนไม่ศึกษา ก็ไม่นับว่าเสียหายอันใด แต่หากศึกษาแล้วสามารถทำให้นางมีเป้าหมาย มีความสุข มีสติปัญญารับมือกับสถานการณ์ในภายหน้า เช่นนั้นมีอะไรไม่ดีเล่า”

ทันใดนั้นพลันได้ยินเสียงตึงตังนอกประตู ชวีหยวนสะดุ้ง ขณะจะออกไปมอง ก็เห็นหวงเซียโยนผ้าเช็ดหน้าทิ้ง ก่อนจะวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว

หนังสือแนะนำ