บทที่แปด หอหนานซวิน (ต่อหน้า 2)

ชวีหยวนเห็นหวงเซียพยักหน้า ลูบศีรษะเขายิ้มๆ “จื่อเซีย เจ้าพยักหน้า แสดงว่าเข้าใจวาจาของนางใช่หรือไม่”

หวงเซียพยักหน้า แต่แล้วก็ส่ายหน้า “ศิษย์รู้สึกว่านางกล่าวถูกต้อง แต่ว่า...ศิษย์ไม่รู้จะอธิบายเช่นไร...”

ชวีหยวนพยักหน้าเล็กน้อย เอ่ยกับหมี่เยวี่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ใช่แล้ว ท่านกล่าวได้ประเสริฐยิ่งแล้ว สิ่งที่ท่านคิด เป็นสิ่งที่เด็กวัยเดียวกับท่านส่วนใหญ่มิอาจคิดได้...”

หมี่เยวี่ยนัยน์ตาเป็นประกาย “ฟูจื่อ ท่านเอ่ยเช่นนี้ หมายความว่าข้าฉลาดกว่าผู้อื่นหรือ”

ชวีหยวนพยักหน้ายิ้มๆ “ใช่”

หมี่เยวี่ยถึงอย่างไรก็ยังเป็นเด็ก ได้ยินดังนั้นก็กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ ครู่หนึ่งถึงค่อยรู้สึกตัว ก้มหน้าอย่างเก้อเขิน ประสานมือเอ่ยด้วยท่าทางเป็นการเป็นงาน “ขอบคุณฟูจื่อยิ่งนัก”

ชวีหยวนเอ่ยถามเสียงนุ่ม “บัดนี้ท่านพำนักอยู่ที่ใด”

หมี่เยวี่ยชี้ไปทางตำหนักที่พำนัก “ข้าพำนักที่ตำหนักรองด้านหลัง”

“พำนักกับผู้ใด” ชวีหยวนถามต่อ 

หมี่เยวี่ยตอบ “มารดา น้องชาย แล้วก็ท่านแม่...ท่านแม่ข้าหายตัวไป หายตัวไปในวันที่พวกเราย้ายมาตำหนักรอง มารดาบอกว่านางไปอยู่ในที่ที่ไกลแสนไกล ฟูจื่อ ท่านทราบหรือไม่ว่านางไปที่ใด”

นางมองชวีหยวน รอคำตอบด้วยแววตาเปี่ยมความหวัง

ชวีหยวนลอบถอนใจ วาจาฝืดเฝื่อนยากจะเอื้อนเอ่ย เขาทรุดตัวนั่งยองๆ  เอ่ยพลางมองหมี่เยวี่ย “ขออภัย ฟูจื่อก็หารู้ไม่”

แววตาหมี่เยวี่ยพลันหม่นหมองลง กระนั้นก็ยังเอ่ยด้วยท่าทางฝืนทำเป็นรู้ความ “มิเป็นไร รอข้าเติบใหญ่ ข้าจะไปตามหานางเอง”

ชวีหยวนลุกขึ้นยืน เอ่ย “นอกจากวันที่หนึ่งกับวันที่สิบห้ามีการประชุมขุนนางใหญ่ ทุกวันไท่จื่อจะศึกษาบทเรียนที่หอหนานซวินในช่วงเช้า จากนั้นจะไปศึกษาวิชาต่อสู้ที่สนามประลอง หนึ่งชั่วยามหลังไท่จื่อกลับออกไป ข้าจะยังอ่านตำราอยู่ที่หอหนานซวิน ท่านสามารถมาหาข้าในช่วงเวลาหนึ่งชั่วยามนั้น”

หมี่เยวี่ยนัยน์ตาเป็นประกาย รู้ว่าอีกฝ่ายรับตนเป็นศิษย์แล้ว นางก้าวถอยหลังอย่างนบนอบ น้อมคำนับด้วยท่าทางจริงจัง “ขอบคุณฟูจื่อ”

 

 

 

หมี่เยวี่ยออกจากหอหนานซวิน เดินช้าๆ กลับตำหนักรอง นางเดินช้ายิ่ง ทว่าในใจปลื้มปีติยิ่งนัก ใบหน้านางแดงระเรื่อ นัยน์ตาสุกสกาวสดใส เจือไว้ด้วยความภาคภูมิใจตามประสาเด็ก

เสด็จพ่อเคยให้นางคำนับชวีหยวนเป็นอาจารย์ แต่ตอนนั้นชวีหยวนปฏิเสธ ทว่าบัดนี้ ตนอาศัยเพียงอารมณ์สับสนดื้อรั้น คิดจะไปแอบฟังบทเรียนที่หอหนานซวิน นึกไม่ถึงว่าจะบังเอิญพบชวีหยวน สามารถทำตามความหวังของเสด็จพ่อ

ด้านหนึ่งนางคิดว่า ต้องเป็นเพราะเสด็จพ่อซึ่งอยู่บนสวรรค์คอยคุ้มครองข้าเป็นแน่ อีกด้านหนึ่งก็คิดว่า หากข้ามิใช่เด็กที่ฉลาดและเก่งกาจปานนั้น หากมิใช่ข้ามุ่งมั่นไปหอหนานซวินทุกวันอย่างไม่ท้อถอย ก็คงมิสามารถประสบโอกาสอันประเสริฐเช่นนี้ เมื่อคิดว่าสามารถอาศัยฝีมือของตน ทำการใหญ่เช่นนี้จนสำเร็จลุล่วง นางพลันรู้สึกว่าตนเองเข้มแข็งแกร่งกล้า สามารถดูแลมารดาและน้องชายได้แล้ว

นึกถึงตรงนี้ ความภาคภูมิใจยิ่งเพิ่มทวี ฝีเท้าจึงยิ่งก้าวเร็วขึ้น อยากจะกลับไปพบจวี่จีโดยเร็ว เพื่ออวดความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของตน

นางวิ่งเหยาะๆ กลับถึงตำหนักรอง ก้าวไปหยุดหน้าประตูห้องจวี่จี แต่กลับพบว่าด้านในไร้ผู้คน นางเดินหาหลายรอบ แต่นอกจากในห้องข้างที่แม่นมกำลังกล่อมหมี่หรงนอน คนอื่นๆ ล้วนไม่อยู่ในตำหนัก

นางรู้สึกแปลกใจ เอ่ยถามแม่นมผู้นั้น “มารดาไปที่ใด คนอื่นๆ เล่า”

แม่นมผู้นั้นคิดครู่หนึ่งถึงตอบ “ฟูเหรินเห็นว่าวันนี้อากาศแจ่มใส จึงบอกว่าจะไปเดินเล่นที่สวนตะวันตก คนอื่นๆ ล้วนติดตามฟูเหริน”

หมี่เยวี่ยยิ่งประหลาดใจ นับแต่จวี่จีย้ายมาตำหนักรอง ก็เก็บตัวอยู่แต่ในตำหนัก เพราะกลัวจะดึงดูดความสนใจของฉู่เวยโฮ่ว ยิ่งไปกว่านั้นสวนตะวันตกยังตั้งอยู่ใกล้ตำหนักสนมนางใน นางไปเดินเล่นที่สวนตะวันตกตามอำเภอใจเช่นนี้ ไม่กลัวจะบังเอิญพบคนของฉู่เวยโฮ่วหรือ เมื่อในใจนางเกิดความสงสัยเช่นนี้ จึงมิอาจนั่งเฉยอยู่ได้ พลันวิ่งออกนอกตำหนัก มุ่งไปยังสวนตะวันตก

สวนตะวันตกแห่งนี้เดิมสร้างขึ้นในสมัยฉู่หลิงหวัง ฉู่หลิงหวังชมชอบความสำราญ ในสวนตะวันตกปลูกพันธุ์ไม้หายากจากทั่วทุกแห่งหน ประดับตกแต่งประหนึ่งธารสวรรค์ก็ไม่ปาน กาลก่อนจวี่จีมักจะตามเสด็จฉู่เวยหวังร่วมเที่ยวชมสวนแห่งนี้ ทว่าบัดนี้ เห็นทีจะกลายเป็นสถานที่หาความสำราญของฉู่หวังคนใหม่ไปแล้วกระมัง

กาลก่อนหมี่เยวี่ยมักจะชอบวิ่งเล่นในวัง บางครั้งจะเห็นข้ารับใช้ยืนเรียงรายในสวนตะวันตก คาดว่าหากมิใช่ฉู่หวังคนใหม่ ก็คงเป็นสนมคนใหม่กำลังเดินเล่นชมสวน ครานี้นางวิ่งเข้ามาในสวนตะวันตก เห็นนางกำนัลกับขันทีสิบกว่าคนยืนเรียงรายอยู่ไกลๆ  หมี่เยวี่ยตกใจ ไม่รู้ว่าจวี่จียังอยู่ด้านในหรือไม่ จะบังเอิญพบผู้ที่มิควรพบหรือไม่ จึงมิกล้าก้าวเข้าไปใกล้ ได้แต่หลบอยู่มุมหนึ่งพลางแอบมอง

พลันได้ยินเสียงหัวเราะอ่อนหวานแว่วดังมาแต่ไกล สตรีสูงศักดิ์ผู้หนึ่งเดินมาพร้อมจวี่จีพลางจับจูงมือสนทนาท่าทางถูกคอ 

หมี่เยวี่ยเพ่งมอง แม้จะมองไม่เห็นหน้า แต่เสื้อผ้าอาภรณ์ดูไม่เหมือนหวังโฮ่ว หากแต่ความวิจิตรหรูหรา แม้แต่จวี่จียามแต่งกายเต็มยศยังมิอาจเทียบได้ ดูจากท่าทางแล้ว สตรีสูงศักดิ์ผู้นั้นเหมือนจะสนิทสนมกับจวี่จียิ่งนัก ทั้งคู่เดินเคียงคู่จูงมือ มือที่จับจูงหาได้คลายออกจากกันแม้เพียงวินาทีไม่ กระทั่งพาจวี่จีมาส่งถึงสุดทางเดิน กระนั้นก็ยังไม่ปล่อยมือ ยังคงจับมือนางพลางสนทนาต่ออีกครู่หนึ่ง จากนั้นถึงค่อยบอกลากันด้วยท่าทีอาลัยอาวรณ์

ขณะที่ทั้งคู่เดินเคียงคู่สนทนา ผู้ที่ติดตามข้างกายมีเพียงสาวใช้คนสนิทผู้หนึ่ง ข้ารับใช้ที่เหลือล้วนแต่ยืนพินอบพิเทาอยู่ไกลๆ  ดูแล้วสนิทชิดใกล้ ทว่าขณะเดียวกัน ก็ดูเหมือนกำลังสนทนาอย่างลับๆ มิให้ผู้ใดได้ยิน 

หมี่เยวี่ยเห็นจวี่จีมุ่งหน้าไปยังตำหนักรอง จึงรีบชิงกลับตำหนักรองก่อนโดยใช้ทางลัด

ครู่หนึ่งผ่านไป ถึงเห็นจวี่จีกลับมาพร้อมสาวใช้ นางย่องเข้าไปในห้องจวี่จี เห็นหนี่ว์ขุยกำลังปรนนิบัติจวี่จีเปลี่ยนอาภรณ์ถอดชุดคลุม

จวี่จีเปลี่ยนมาสวมชุดลำลอง นั่งลงดื่มน้ำถ้วยหนึ่ง เห็นหมี่เยวี่ยเข้ามา เลิกคิ้วถาม “ไยเจ้าจึงแต่งกายเช่นนี้ออกไปข้างนอก ระวังหากมีใครเห็นเข้าจะเกิดเรื่อง”

ชีวิตของพวกนางนับแต่ย้ายมาพำนักในตำหนักรอง ถึงอย่างไรก็แตกต่างจากอดีต แม้ไม่ขาดเหลือสิ่งใด แต่อาภรณ์บุรุษที่หมี่เยวี่ยชอบใส่ บัดนี้ไม่มีนักเย็บปักคนใดตัดเย็บให้นางเป็นพิเศษอีกแล้ว และจวี่จีเองก็ไม่ชอบให้นางแต่งกายเช่นนี้ แต่หมี่เยวี่ยเห็นว่าอาภรณ์สตรีรุ่มร่ามเคลื่อนไหวไม่สะดวก จึงมักสวมใส่อาภรณ์บุรุษที่มีอยู่เดิมไม่กี่ชุดนั้น โดยมักจะหลบเลี่ยงมิให้จวี่จีเห็น จวี่จีจนใจ ทำได้เพียงว่ากล่าวตักเตือนเมื่อจับได้ว่านางแต่งกายเป็นบุรุษเท่านั้น

เวลานี้หมี่เยวี่ยกำลังตื่นเต้นยินดี โผเข้ากอดจวี่จีพลางเอ่ย “มารดา ข้ามีเรื่องหนึ่งต้องการบอกท่าน”

จวี่จีเพิ่งใช้สมองวางแผน กำลังอ่อนเพลียเหน็ดเหนื่อย ได้ยินดังนั้นก็เอ่ยอย่างใจลอย “เรื่องอันใด...”

หมี่เยวี่ยไม่รีบร้อน เอ่ยถามนาง “วันนี้มารดาไปสวนตะวันตกมาหรือ คนเมื่อครู่เป็นใครหรือ” 

จวี่จีพยักหน้าเล็กน้อย “เมื่อครู่เจ้าก็ไปมาหรือ เจ้าเห็นแล้วหรือ”

หมี่เยวี่ยพยักหน้า “ใช่แล้ว ข้าเห็นมารดากับนางสนทนาถูกคอ คงเป็นสนมคนโปรดของเจ้านครรัฐคนใหม่กระมัง”

จวี่จียิ้มไม่ตอบ “เจ้าเป็นเด็กเป็นเล็ก มิต้องยุ่งเรื่องนี้ ให้ฟู่หมู่พาเจ้าไปปักผ้าเถิด”

การเย็บปักถักร้อย นับเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของสตรีในสมัยนี้ ใน “กวีนิพนธ์” กล่าวไว้ว่า สตรีมิอาจยุ่งเกี่ยวราชกิจ แม้หวังโฮ่วก็ต้องยึดการเย็บปักถักร้อยเป็นหน้าที่หลัก สำหรับการอบรมเลี้ยงดูสตรีในตระกูลสูงศักดิ์ ดนตรีพิธีกรรมและโคลงกลอนบทกวีแม้เป็นสิ่งที่ขาดมิได้ แต่การเย็บปักถักร้อยก็เป็นสิ่งที่จำต้องเรียนรู้เช่นกัน ในประวัติศาสตร์เคยมีสนมนางในผู้เปี่ยมคุณธรรม ครั้นอยู่ในช่วงวิกฤติสงคราม ลงมือตัดเย็บชุดทหารให้เหล่าทหารกองหน้าด้วยตนเอง

หากแต่เด็กหญิงอายุเช่นหมี่เยวี่ย จะให้เย็บปักถักร้อยอย่างเป็นเรื่องเป็นราวย่อมเป็นไปมิได้ เพียงแต่ให้เด็กหญิงรู้จักลักษณะเครื่องสาน ขยับเครื่องสานพอเป็นพิธี ไม่ก็เปรียบเทียบด้ายไหม ให้มีโอกาสสัมผัสเนื้อด้าย เรียนรู้การแยกสี ที่จวี่จีเอ่ยเช่นนี้ เพียงเพราะต้องการให้เด็กหญิงผู้อยากรู้อยากเห็นมากเกินไปผู้นี้ออกไปก็เท่านั้น

ทว่าหมี่เยวี่ยอยากบอกนางเหลือเกินว่า วันนี้ตนเจออะไรบ้าง พบหวงเซียอีกครั้งได้อย่างไร ทำอย่างไรชวีหยวนถึงยอมรับตนเป็นศิษย์ รวมทั้งความคิดเห็นและความหมายมาดของตนที่มีต่อเรื่องนี้

หมี่เยวี่ยเอ่ยเกริ่น “มารดา ข้ามีเรื่องหนึ่งต้องการบอกท่าน...”

ทว่าความคิดของจวี่จียังคงจมอยู่กับการพบปะสนทนาเมื่อครู่นี้ เอ่ยอย่างขอไปที “รู้แล้ว รู้แล้ว วันนี้ข้ารู้สึกเหนื่อย มีเรื่องอันใดไว้พรุ่งนี้ค่อยว่ากันเถิด”

หมี่เยวี่ยเอ่ยทันที “วันนี้ข้าพบหวงเซีย...”

จวี่จีเอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจ “หวงเซียเป็นใคร”

หนี่ว์ขุยรีบเอ่ย “คือเด็กที่เข้าวังคราวก่อน...”

จวี่จีได้ยินว่าเป็นเพียงเด็กผู้หนึ่ง โบกมือเอ่ยด้วยท่าทีไม่ใส่ใจ “อ้อ ที่แท้เจ้าก็ต้องการหาเพื่อนเล่น รอผ่านไปสักระยะค่อยว่ากันเถิด ระยะนี้ทางที่ดีควรอยู่เงียบๆ  อย่าก่อเรื่องก่อราว”

หมี่เยวี่ยย่ำเท้าเอ่ย “มารดา ข้าได้พบชวีจื่อ ชวีจื่อจะรับข้าเป็นศิษย์!”

จวี่จีถอนหายใจ “รับเจ้าเป็นศิษย์มีประโยชน์อันใด รอน้องชายเจ้าโตกว่านี้อีกนิด ค่อยหาอาจารย์ที่ดีให้เขาเถิด!”

หมี่เยวี่ยร้อนใจเอ่ย “มิใช่ หากชวีจื่อรับข้าเป็นศิษย์ เช่นนั้นก็สามารถ...”

ยังไม่ทันสิ้นประโยค พลันได้ยินเสียงตึงตังดังมาจากระเบียง จวี่จียืดตัวขึ้นทันที ท่าทางเหนื่อยล้าพลันหายไป นางโบกมือให้หมี่เยวี่ยหยุดพูด ชะเง้อคอมองไปด้านนอกพลางเอ่ยถามยิ้มๆ “ใช่หรงหรือไม่”

ที่แท้แม่นมรู้ว่าจวี่จีกลับมา จึงรีบแต่งกายให้หมี่หรงซึ่งเพิ่งตื่นนอน ก่อนจะอุ้มมาหาจวี่จี

จวี่จีเห็นบุตรชายมาหา ใบหน้าพลันปรากฏรอยยิ้มสดใส แม้จะอ่อนเพลียเหน็ดเหนื่อย กระนั้นก็พยายามเรียกความกระฉับกระเฉง อุ้มหมี่หรงมากอดกล่อม เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงยิ่งไม่มีแก่จิตแก่ใจฟังหมี่เยวี่ย

สำหรับหมี่เยวี่ยแล้ว นี่นับเป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถของตน แต่เมื่อเห็นจวี่จีเหมือนจะทุ่มความสนใจทั้งหมดไปที่หมี่หรง รู้สึกมิใคร่พอใจ ตัดสินใจพุ่งเข้าไปจับตัวหมี่หรงกดลงบนเสื่อก่อนจะบีบตัวน้องชายอย่างส่งเดช ขยี้ผมเปียของเขาจนหลุดลุ่ย ทั้งยังขยำแก้มของเขาหลายครั้ง

หมี่หรงร้องไห้จ้า จวี่จีรีบอุ้มมากอดปลอบโยน ปากก็เอ็ดเสียงดุ “เจ้าออกไปเดี๋ยวนี้ ไม่ทำประโยชน์ ดีแต่ก่อเรื่อง”

หมี่เยวี่ยแลบลิ้นปลิ้นตา ก่อนจะวิ่งตึงตังออกไป

จวี่จีเห็นหมี่เยวี่ยวิ่งออกไป ปลอบหมี่หรงต่ออีกครู่ใหญ่ ถึงให้แม่นมพาออกไป ครานี้นางถึงค่อยเอนตัวพิงหมอนอิง เหม่อมองป่าไผ่เขียวครึ้มนอกหน้าต่าง ริมฝีปากเหยียดออกเป็นรอยยิ้มพึงใจ

ผู้ที่นางไปพบที่สวนตะวันตกวันนี้ คือเจิ้งซิ่วสนมคนโปรดของฉู่หวังคนใหม่

กาลก่อนนางเป็นสนมที่ได้รับความโปรดปราน แม้จะรู้ตัวว่าไร้ทายาท ไร้โอกาสช่วงชิงบัลลังก์ กระนั้นก็คงถูกหวังโฮ่วมองเป็นเสี้ยนหนามอย่างมิต้องสงสัย จึงจำต้องเตรียมการวางแผนอนาคตแต่เนิ่นๆ  บัดนี้ เมล็ดพันธุ์ที่นางหว่านไว้เริ่มผลิใบพร้อมตอบแทนคุณนางแล้ว

เจิ้งซิ่วสตรีบรรณาการในตอนนั้น เป็นเพียงเด็กสาวขลาดกลัวไร้ทางสู้ นางเพียงแต่มอบอาภรณ์เครื่องประดับงดงามไม่กี่ชุดให้นาง ให้คำแนะนำนางว่าทำอย่างไรถึงสามารถก้าวมาอยู่ข้างกายไท่จื่อไหวในตอนนั้น แล้วก็เป็นไปตามที่คาดไว้ บัดนี้นางกลายเป็นสนมคนโปรดของฉู่หวังคนใหม่ และแทบจะมีอำนาจเทียบเท่าหญิงสกุลหนานผู้เป็นหวังโฮ่ว

แน่นอนว่า นางมิได้หวังว่าบุญคุณเล็กน้อยในตอนนั้นจะได้รับการตอบแทนมากมายจากสนมคนโปรดของฉู่หวังคนใหม่ในตอนนี้ นั่นเป็นเพียงการผูกมิตรคราแรกพบเท่านั้น จุดประสงค์ที่แท้จริงของนาง คือทำให้เจิ้งซิ่วฟูเหรินยังต้องพึ่งพาอาศัยและขอความช่วยเหลือจากนาง

จากอนุภรรยาคนโปรดของไท่จื่อสู่สนมคนโปรดของจวินหวัง สิ่งที่เจิ้งซิ่วต้องเผชิญยังคงเป็นความหวาดหวั่นระคนไม่เคยคุ้น ในตำหนักไท่จื่อ นางสามารถอาศัยความโปรดปรานของไท่จื่อ ทำให้ไท่จื่อฟู่สกุลหนานมิอาจทำอะไรนาง หากทว่าหลังจากหญิงสกุลหนานขึ้นมาเป็นหนานโฮ่ว ย่อมครองตำแหน่งมารดาแห่งรัฐซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุด มีอำนาจปกครองดูแลวังฉู่ มีอำนาจปกครองดูแลฝ่ายใน มีขันทีกับนางกำนัลมากมายคอยช่วยเหลือ การจะหาโอกาสจัดการสนมสักคน เช่นนั้นก็มิใช่ว่าความโปรดปรานของฉู่หวังคนใหม่จะคุ้มครองได้

ด้วยเหตุนี้ เจิ้งซิ่วจึงร้อนใจคิดหาวิธีใหม่มาป้องกันตนเอง และเวลานี้เอง อดีตสนมคนโปรดของเซียนหวังอย่างจวี่จี อิทธิพลและผู้คนในวังที่นางเคยมี ล้วนตรงกับสิ่งที่เจิ้งซิ่วกำลังต้องการ

ฉู่เวยโฮ่วกลายเป็นมารดาของฉู่หวังคนใหม่ บรรดาข้ารับใช้ที่จวี่จีเคยไว้ใจเรียกใช้ ย่อมหนีไม่พ้นการถูกกดขี่ข่มเหง พวกเขาต่างร้อนใจอยากเปลี่ยนไปรับใช้นายใหม่ ยิ่งไปกว่านั้นคือต้องการผู้ที่สามารถแนะนำพวกเขา สามารถรักษาตำแหน่งและสถานะเดิมของพวกเขา ไม่ทำให้พวกเขาต้องตกอับ ถูกศัตรูในอดีตข่มเหงแก้แค้น

จวี่จี จึงกลายเป็นสะพานเชื่อมระหว่างบรรดาข้ารับใช้เก่ากับสนมคนโปรดคนใหม่

เจิ้งซิ่วไม่เพียงแต่ต้องการอิทธิพลของจวี่จี ยิ่งไปกว่านั้นคือต้องการสติปัญญาของอดีตสนมคนโปรดเช่นนางที่ใช้ชีวิตอยู่ในวังมาหลายปีและวิธีรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ 

ซึ่งการแลกเปลี่ยนทั้งหมดนี้ มิอาจใจร้อน จำต้องค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆ สร้างความเชื่อใจ สร้างมิตรภาพ 

ตอนย้ายออกจากหออวิ๋นเมิ่ง นางสั่งให้คนไปแจ้งข่าวเจิ้งซิ่ว ส่งขันทีที่ไว้ใจได้สามสี่คนไปให้นาง ขันทีสามสี่คนนี้ให้ความช่วยเหลือผู้ที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ในวังเช่นเจิ้งซิ่วอย่างมาก หากทว่าทั้งหมดนี้ ในสายตาของผู้ที่ต้องการกำลังคนและความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนเช่นเจิ้งซิ่วแล้ว นับว่าไม่เพียงพอ บรรดาข้ารับใช้เก่าในวังล้วนหันไปรับใช้หวังโฮ่วคนใหม่ เจิ้งซิ่วมีเพียงข้ารับใช้ไม่กี่คนนี้ ย่อมไม่พออย่างแน่นอน

แล้วก็เช่นเดียวกัน บรรดาข้ารับใช้เก่าที่ยังมิได้รับการแนะนำเหล่านั้น เห็นว่าผู้ที่มีตำแหน่งพอๆ กับตนในอดีตต่างมีที่พักพิงใหม่ จึงอดร้อนใจมิได้ เริ่มจากถามหาหนทางจากพวกเขา จากนั้นใคร่ครวญว่าตนมีความสามารถพอจะเดินทางสายเดียวกับฉู่เวยโฮ่วและหวังโฮ่วคนใหม่หรือไม่ หากไม่ ก็จำต้องลอบมาขอเป็นพวกจวี่จี  

สามสี่เดือนผ่านไป สายสัมพันธ์ขั้นใหม่ของจวี่จีกับเจิ้งซิ่วก็ถึงคราวผลิดอกออกผล การพบปะที่สวนตะวันตก ทั้งคู่ต่างได้เรียนรู้สิ่งใหม่จากมิตรภาพครั้งนี้ เจิ้งซิ่วถึงขนาดบอกเป็นนัยว่าตนสามารถช่วยให้จวี่จีกลับมาอยู่ในวัง ทว่าจวี่จีกลับปฏิเสธ

นางเอ่ยยิ้มๆ “ไม่รีบร้อน”

นางต้องการไว้ทุกข์ให้เซียนหวังสามปี จนเป็นที่ยอมรับว่าเปี่ยมคุณธรรมและเป็นที่ประทับใจของตระกูลเชื้อพระวงศ์ บุตรธิดาที่นางเลี้ยงดูยังเยาว์วัย นางต้องใช้เวลามากกว่าสามปีเลี้ยงดูพวกเขาจนเติบใหญ่ ให้พวกเขาเฉลียวฉลาดและรู้จักเอาตัวรอด มิใช่เด็กน้อยที่มิอาจรับผิดชอบสิ่งใดเช่นในตอนนี้ นางต้องการใช้เวลาสามปีนี้ อาศัยคนเคียงหมอนเช่นเจิ้งซิ่วทำให้ฉู่หวังคนใหม่เกิดความประทับใจในตัวนาง ลบล้างความชิงชังที่ฉู่เวยโฮ่วพร่ำกรอกหู ยิ่งไปกว่านั้นคือนางต้องการใช้เวลาสามปีนี้ ทำให้หวังโฮ่วคนใหม่กับฉู่เวยโฮ่วหันมาต่อสู้ช่วงชิงตำแหน่งประมุขแห่งฝ่ายในจนไม่มีเวลาสนใจเรื่องอื่น มีเพียงหาศัตรูใหม่ให้ฉู่เวยโฮ่ว นางถึงจะลืมเลือนศัตรูเก่าเช่นนาง

แน่นอนว่าเจิ้งซิ่วย่อมปรารถนาจะเห็นสถานการณ์สุดท้ายเกิดขึ้น

นางโน้มน้าวเจิ้งซิ่วว่ามิอาจรีบร้อน ซึ่งสิ่งที่เจิ้งซิ่วได้เปรียบกว่านางก็คือ เจิ้งซิ่วมีบุตรชายแท้ๆ ผู้หนึ่งคือกงจื่อหลาน บัดนี้อายุสามปีแล้ว

เจิ้งซิ่วคิดการใหญ่ยิ่งกว่านาง นางต้องการช่วงชิงตำแหน่งรัชทายาทให้กงจื่อหลาน ซึ่งการช่วงชิงเช่นนี้ จำต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า กงจื่อหลานต้องเป็นผู้ใหญ่พอจะแสดงสติปัญญาและความเฉลียวฉลาดของเขาให้เป็นที่ประจักษ์ บัดนี้จะให้เด็กอายุสามปีช่วงชิงตำแหน่งกับไท่จื่อเหิงซึ่งอายุสิบกว่าปี ผลสุดท้ายคงต้องพ่ายแพ้อย่างมิต้องสงสัย

“อดทนไว้” นางเอ่ยกับเจิ้งซิ่ว “รูปโฉมของหนานโฮ่วย่อมโรยราก่อนฟูเหริน ตอนกงจื่อหลานเติบใหญ่เป็นเด็กหนุ่มรูปงามปราดเปรื่อง ไท่จื่อก็จะกลายเป็นบุรุษบรรลุนิติภาวะที่น่ารังเกียจ หากฟูเหรินอดทน ย่อมไม่มีทางพ่ายแพ้” สิ่งนี้เป็นประสบการณ์ที่นางเรียนรู้จากฉู่เวยหวัง เมื่อไท่จื่อไหวอายุมากขึ้น จากบุตรชายในภรรยาเอกผู้น่าพึ่งพาก็กลับกลายเป็นผู้เบาปัญญาที่น่ารังเกียจ

รอคอย นางมองต้นไผ่ในลานด้านหน้า รากของต้นไผ่เหล่านั้นกำลังยืดขยายอย่างช้าๆ ใต้ผืนดิน กระทั่งสายฝนยามฤดูใบไม้ผลิมาถึง ไม่ว่าสิ่งใดก็มิอาจต้านทานพวกมันยามพุ่งสูงเสียดฟ้า จื่อหรงของนาง เมื่อผ่านการอบรมเลี้ยงดูจากนาง ย่อมกลายเป็นกงจื่อที่ประเสริฐที่สุด เป็นผู้ที่ผู้คนในรัฐฉู่ล้วนมิอาจมองข้าม เขาจะออกรบ สร้างความดีความชอบทางการศึก ได้รับพระราชทานที่ดินศักดินา จากนั้น ความทุกข์ทรมานตลอดชีวิตของนางนี้ ก็จะถึงคราวสิ้นสุดลง

น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงมาจากหางตาจวี่จี นางใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดเบาๆ  ถอนใจอย่างไร้เสียง

บางคราครั้นอยู่เพียงลำพังยามค่ำคืน นางจะคิดถึงหญิงสกุลเซี่ยง บุตรธิดาทั้งสองนี้ ล้วนเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขที่หญิงสกุลเซี่ยงมอบให้นาง นางจะคิดว่าบัดนี้หญิงสกุลเซี่ยงอยู่ที่ใด จะประสบชะตากรรมเช่นใด ทว่าทุกคราที่ฟ้าสาง นางจะห้ามมิให้ตนเองคิดต่อ

ชั่วชีวิตนี้นางพบพานการจากลาและการตายจากมากมายเหลือเกิน นางทำได้เพียงเดินต่อไปข้างหน้า มิอาจหันหลังกลับ เพราะหากหันกลับไปมอง นอกจากจะมิอาจช่วยชีวิตผู้ที่กำลังจมดิ่งสู่ห้วงลึก ซ้ำร้ายรังแต่จะทำให้ชีวิตและอนาคตของตนร่วงลงไปพร้อมกัน

 

 

 

 

เรื่องบางอย่างสำหรับเด็กนับเป็นเรื่องใหญ่ แต่สำหรับผู้ใหญ่ กลับเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย

หมี่เยวี่ยวิ่งกลับห้องของตน ปล่อยให้หนี่ว์ขุยเปลี่ยนชุดให้ นอนกลิ้งบนเสื่ออยู่ครู่ใหญ่ ถึงกำหมัดแน่นลอบตัดสินใจ มารดาช่างลำเอียงนัก ในสายตามีเพียงเสี่ยวหรง เฮอะ นางไม่สนใจข้า ข้าก็จะไม่บอกเรื่องสำคัญเรื่องนี้ให้นางรู้ รอจนข้าร่ำเรียนสำเร็จเมื่อใด ค่อยให้นางเห็นความสามารถของข้า 

หนี่ว์ขุยรู้ดีว่าแม้นางอายุยังน้อย กระนั้นก็ไม่โอนอ่อนโดยง่าย จึงไม่มาหว่านล้อมรบกวน ปล่อยให้นางอยู่ตามลำพังในห้องนอน

ในห้องเงียบสนิท หมี่เยวี่ยนอนอยู่เช่นนั้นเงียบๆ  ความตื่นเต้นยินดีในตอนแรก บัดนี้ค่อยๆ ตกตะกอนอย่างช้าๆ

นับแต่ฉู่เวยหวังจากไป นานมากแล้วที่นางมิได้รู้สึกปีติยินดีและมีความหวังต่ออนาคตเช่นนี้ นางพลิกตัว สองแขนรองศีรษะ แหงนหน้ามองเพดานพลางคิดใคร่ครวญ

บัดนี้นางอายุเก้าปีแล้ว มิใช่เด็กอีกต่อไป ตอนบิดายังมีชีวิต บิดาคือท้องฟ้า สามารถปกป้องคุ้มครองพวกนางทุกคน ทว่าบิดาจากไปแล้ว ตอนนี้พวกนางถูกคนชั่วรังแก มารดาผู้ให้กำเนิดหายตัวไป มารดาผู้เลี้ยงดูจะฉลาดปานใด แต่ถึงอย่างไรก็เป็นเพียงสตรีที่พึ่งพาบิดา หากมารดาใจอ่อน จะเอาชนะคนชั่วได้อย่างไร ทั้งที่นางโตแล้ว  แต่เหตุใดจึงต้องฝากความหวังไว้กับเด็กน้อยที่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเช่นเสี่ยวหรง ทั้งที่ตนเป็นพี่สาว โตกว่าเสี่ยงหรง ฉลาดกว่าเสี่ยวหรง มีความสามารถกว่าเสี่ยวหรง แต่เหตุใดมารดาจึงพร่ำบ่นทุกวันให้เสี่ยวหรงเติบใหญ่โดยเร็ว แต่กลับมิเคยมองเห็นนางซึ่งยืนอยู่ตรงนั้น

คงเป็นเพราะบิดาจากไป มารดาเสียใจจนทำอะไรไม่ถูก ถึงได้เลอะเลือนเช่นนี้

หมี่เยวี่ยพลิกตัวอีกครั้ง สองมือประสานไว้ใต้คาง ครุ่นคิดอย่างมุ่งมั่น หากนางเติบใหญ่ ก็จะสามารถเป็นที่พึ่งพิงของมารดา สามารถเอาชนะศัตรูทั้งหลาย ให้พวกนางทุกคนกลับไปมีชีวิตสุขสบายดังเดิม ส่วนคนชั่วเช่นฉู่เวยโฮ่ว นางคิด แม้บัดนี้จะดุดันโหดเหี้ยม แต่นางเคยเห็นสภาพอัปยศอดสูของนางยามอยู่ต่อหน้าบิดา เคยเห็นนางเปลี่ยนจากดุดันเกรี้ยวกราดเป็นอ่อนแอไร้ทางสู้ยามอยู่ต่อหน้าบิดา หากนางมีอำนาจเช่นบิดา เช่นนั้นไม่ว่าผู้ใดก็มิใช่คู่ต่อสู้ของนาง หากนางเติบใหญ่ หากนางเติบใหญ่ นางก็จะสามารถมีอำนาจเช่นนั้น

สำหรับเด็กอายุเก้าปี  หากไม่นับเรื่องที่โชคชะตาเล่นตลกด้วยการทำให้นางสูญเสียบิดากับมารดาผู้ให้กำเนิด ความชั่วร้ายที่นางเคยประสบในชีวิต ก็เป็นเพียงการพบฉู่เวยโฮ่วทั้งสองครานั้น ตอนนี้ นางยังบริสุทธิ์ไร้เดียงสายิ่งนัก 

เด็กหญิงคิดเช่นนี้ ไม่นานก็หลับไปด้วยความอ่อนเพลีย

หนังสือแนะนำ