ตายแล้วฟื้นคืนชีพ

เจิ้งเส้าเผิงฟื้นคืนสติมาอย่างช้าๆ รู้สึกเหน็บหนาวยิ่ง การย้อนเวลาเกิดใหม่ครั้งนี้ ทำให้ความทรงจำแต่ปางก่อนเปลี่ยนเป็นเลือนราง ความทรงจำของการกลับชาติมาเกิดใหม่แปดครั้งผสมปนเปกับประสบการณ์ที่ผ่านมา ทำให้จำแนกไม่ออกว่าสิ่งใดเป็นประสบการณ์เมื่อชาติปางก่อน เรื่องใดเป็นเหตุการณ์กลับชาติเกิดใหม่ คล้ายความฝันอันเหลวไหลตื่นหนึ่ง

หน้าม้าหัววัวส่งมันมาราวกับน้อมส่งเทพแห่งโรคห่า ไม่ทราบว่านี่เป็นยุคสมัยใด แต่พวกมันคิดให้ตนเองสิงร่างท่านอ๋อง อย่างนั้นตนเองสมควรเข้าสิงท่านอ๋องผู้หนึ่งแล้ว

แต่ว่าที่นี้เป็นที่ใด ทั้งมืดมิดทั้งเหน็บหยาวนัก เจิ้งเส้าเผิงยื่นมือที่อ่อนล้าออกลูบคลำดู พบว่าบนร่างห่อผ้าห่มเบาบางผืนหนึ่ง คาดว่าสมควรเป็นฤดูหนาว ในอากาศยังแฝงความหนาวเย็นอยู่ขุมหนึ่ง

เจิ้งเส้าเผิงขณะจะทำความเข้าใจกับตำแหน่งที่ตนเองอาศัยอยู่ พลันได้ยินเสียงเคาะเกราะไม้ไผ่สามครา มีคนร้องขานว่า “มีแขกมาถึง...โอย หยางเหล่าไท่แหย (ท่านผู้สูงอายุแซ่หยาง) ท่านผู้เฒ่าไฉนมาแล้ว หยางซิ่วไฉ่ (บัณฑิตแซ่หยาง) ถือเป็นผู้เยาว์รุ่นหลัง ไม่อาจรับไว้ได้”

เจิ้งเส้าเผิงระงับสติ ครุ่นคิดขึ้น ‘หยางเหล่าไม่แหย? นี่เป็นคำเรียกหาอันใด ที่ด้านข้างบังเกิดเสียงดัง สายตาเราไฉนมีแต่ความมืดทะมื่น สวรรค์...เราคงไม่กลับชาติเกิดใหม่บนร่างท่านอ๋องตาบอดอันใดกระมัง?’

ได้ยินสุ้มเสียงชราภาพเสียงหนึ่งกระแอมไอแล้วกล่าวว่า “เชื้อสายของลิ่วตี้ (น้องที่หก) ถือว่าจบสิ้นแล้ว เราไม่มาได้หรือ หลิงเอ๋อเนคนที่โดดเด่นของตระกูลหยางเรา ลิ่วตี้อายุห้าสิบปีค่อยให้กำเนิดบุตรโทนเช่นนี้ ตอนนี้เพิ่งอายุสิบเจ็ดปี ก็จัดเป็นซิ่วไฉอายุเยาว์ที่สุดของต้าเมืองเซวียนฝู่เรา ความจริงเข้าใจว่าจะเชิดหน้าชูตาให้กับตระกูลหยางเรา มิคาด โอ...”

ยามนั้นยังแว่วเสียงสะอึกสะอื้นไห้ของสตรี สร้างความงุนงงสงสัยแก่เจิ้งเส้าเผิง นี่ที่แท้เป็นเรื่องราวใด ถึงแม้ว่ามันไม่เคยย้อนเวลามายังยุคโบราณกาล แต่ฟังจากน้ำเสียงนี่ไม่คล้ายเป็นตระกูลท่านอ๋องอันใด

เจิ้งเส้าเผิงรีบร้อนลุกขึ้นยืน แต่ร่างที่เพิ่งเข้าสิงอยู่ระหว่างการฟื้นฟู มือเท้าที่แข็งทื่อค่อยเกิดเลือดลมหมุนเวียน ยามกะทันหันไม่มีเรี่ยวแรงยันกายขึ้น ดีที่มันมีประสบการณ์หลายครั้ง ทุกครั้งที่นกดุเหว่ายึดครองรังนกเขาล้วนเป็นเช่นนี้ ดังนั้นใช้ความอดทนสะสมเรี่ยวแรง

สุ้มเสียงตอนแรกดังอีกว่า “เหล่าไท่แหยเชิญนั่งทางด้านนี้ ญาติมิตรทั้งหลายแสดงความเคารพ”

เสียงขาดคำ ห้องหับที่เงียบสงบพลันบังเกิดเสียงร่ำไห้ดังระงม เจิ้งเส้าเผิงค่อยทราบว่าภายในห้องมีผู้คนมากหลาย การกลับชาติเกิดใหม่ที่ผ่านมาหลายครั้ง ก็เป็นเวลาเดียวกับที่ผู้อื่นร้องห่มร้องไห้ แต่ไม่เคยมืดมิดจนยื่นมือไม่เห็นนิ้วทั้งห้าเช่นนี้ เจิ้งเส้าเผิงกะพริบตา ถึงแม้มองไม่เห็นอันใด แต่ก็พบว่าสายตาไม่มีปัญหา ค่อยคลายใจลงบ้าง

ได้ยินคนเหล่านั้นร่ำไห้วุ่นวาย รำพึงรำพันว่า “น้องเราอายุยังเยาว์ กลับด่วนจากไป”

“น้องหลิงตายอย่างปัจจุบันทันด่วนนัก”

เจิ้งเส้าเผิงถึงกับคิดหัวร่อออกมา มันพบเห็นการร่ำไห้จริงแสร้งร่ำไห้มาหลายครั้ง เพียงแต่ยุคปัจจุบันยังยั้งเอาไว้บ้าง ตอนนี้คิดร้องไห้ก็ร้องไห้ ราวกับอยู่บนเวทีงิ้ว นึกดูช่างน่าหัวร่อนัก

สุ้มเสียงนั้นดังอีกว่า “แขกเหรื่อคำนับเสร็จ เจ้าภาพคำนับตอบ”

สุ้มเสียงพอดัง เสียงร่ำไห้วุ่นวายพลันชะงักขาดหาย ได้ยินสุ้มเสียงสตรีเสียงหนึ่งกล่าวเบาๆ ว่า “เว่ยว่างเหยิน* นางหยางหานซื่อขอขอบคุณเหล่าไท่แหย ขอบคุณญาติมิตรทุกคน”

* คำเรียกตัวเองของหญิงม่าย

เจิ้งเส้าเผิงพอฟังคำ “เว่ยว่างเหยิน” ต้องใจเขม็งตึงเครียด คาดว่าคนเหล่านี้ร่ำไห้อาลัยตนเอง นี่นับว่าประเสริฐแท้ กระทั่งภรรยาก็ตบแต่งให้ แต่ว่าเหตุใดยังมืดมิดถึงเพียงนี้ เมื่อจัดพิธีไว้อาลัย สมควรจุดโคมไฟจึงถูกต้อง

เจิ้งเส้าเผิงคล้ายนึกได้อันใด รีบยกมือลูบคลำ ค่อยคลำพบสิ่งของโดยรอบ ที่แท้มันถูกบรรจุอยู่ในโลง อย่างนั้นอีกสักครู่ไยมิใช่ต้องถูกฝังทั้งเป็น?

ยามนั้นสุ้มเสียงชราภาพนั้นดังอีกว่า “นางหยางหานซื่อ กงผอ (พ่อผัวแม่ผัว) เจ้าด่วนจากไป ตอนนี้หลิงเอ๋อก็ติดตามพวกมันลงสู่ปรภพ คงเหลือแต่เจ้าคนเดียวไม่ทราบคิดอ่านอย่างไร?”

ได้ยินสุ้มเสียงสตรีเสียงหนึ่งกล่าวเบาๆ ว่า “เรียนสูสู (ท่านอา) โย่วเหนียงแต่งเข้าบ้านตระกูลหยาง ถือเป็นสะใภ้ของตระกูลหยาง ถึงแม้ทางบ้านยากไร้ โชคดียังมีที่นาอยู่สี่มู่ (ไร่จีน) โย่วเหนียงสมควรผ่านวันเวลาได้”

หยางเหล่าไท่แหยส่งเสียงกระแอมกล่าวว่า “โย่วเหนียงเอย เจ้าอายุยังเยาว์ จะดูแลบ้านช่องได้อย่างไร เราหารือกับผู้เฒ่าในตระกูลหลายท่าน คิดยกที่นาสี่มู่ของเจ้าให้เฉวียนเอ๋อเพาะปลูก ให้ทางบ้านของเฉวียนเอ๋อดูแลอาหารการกินของเจ้า เจ้าเห็นว่าดีหรือไม่?”

เจิ้งเส้าเผิงครุ่นคิด ที่แท้เป็นการแย่งชิงมรดกรายหนึ่ง เพิ่งมาเคารพศพก็ฉีกหน้ากัน สูสูผู้นี้ออกจะใจร้อนวู่วามไปแล้ว

ที่เบื้องนอกเงียบสงบไปชั่วขณะ โย่วเหนียงนั้นค่อยกล่าวเบาๆ ว่า “สูสูมีน้ำใจ โย่วเหนียงขอรับด้วยใจ โย่วเหนียงชะตาอาภัพ ฟูจวิน (คำเรียกสามี) ด่วนจากไป ไม่ทิ้งเชื้อไฟใดไว้ แต่โย่วเหนียงแม้เป็นบุตรีครอบครัวทั่วไป ยังเคยท่องคำสอนสตรี ทราบว่าเมื่อเป็นภรรยาต้องเสมอต้นเสมอปลาย ตอนนี้ทางบ้านแม้หลงเหลือหนูเจีย* คนเดียว แต่เชื้อสายนี้ไม่ถือว่าสูญสิ้นไป ในเมื่อตระกูลหยางแบ่งสมบัติตั้งแต่แรก หากให้ยกที่ยาที่กงผอตกทอดให้แก่หยางเฉวียนต้าป๋อ (ลุง) เกรงว่าไม่ถูกต้อง”

* คำเรียกตัวเองของหญิงสาว

หญิงสาวนางนี้ในความอ่อนแฝงความเข็งกร้าว บอกได้ว่าได้เข้าใจว่าตัวเองอายุยังเยาว์ไม่สามารถครองตัวเป็นม่าย จนต้องขายสมบัติของบรรพบุรุษออกไป ทั้งกล่าวโทษมันคิดอ่านแทนบุตรชายตัวเอง รุดมาแย่งชิงสมบัติของพี่น้องร่วมปู่เดียวกัน

หยางเหล่าไท่แหยถูกนางกล่าวเปิดโปง ต้องหน้าแดงวูบ แทบไม่อาจรักษาหน้าไว้ได้ มันมีบุตรชายสี่คน มีแต่บุตรคนที่สามหยางเฉวียนไม่เอาการเอางาน เพียงเที่ยวเตร่ดื่มกิน ผลาญสมบัติที่นาซึ่งแบ่งปันให้จนหมดสิ้น หยางเหล่าไท่แหยไม่อาจทนดูบุตรชายตกยากลำบาก จึงบากหน้ามาร้องขอ หวังว่าบุตรชายหลังจากได้ครอบครองที่นา จะกลับตัวกลับใจใหม่ มิคาดหญิงสาวนางนี้กลับบอกปัดปฏิเสธ

ผู้เฒ่าหยางหารู้ไม่ว่า บุตรชายที่ขอให้มันออกหน้าเช่นนี้ แท้จริงแล้วมีจุดประสงค์ที่ไม่อาจบอกกล่าวกับผู้คน หยางเฉวียนเที่ยวเตร่ดื่มกิน ผลาญสมบัติไปจนหมดสิ้น เมื่อสองปีก่อนพวกตาดมองโกลยกกำลังมาปล้นชิงทรัพย์ สังหารภรรยามันไป จนมันอายุสี่สิบเศษยังหาภรรยาไม่ได้

ถังตี้ (น้องร่วมปู่เดียวกัน) ของมันหยางหลิง* ซึ่งเป็นบัณฑิตซิ่วไฉที่เจิ้งเส้าเผิงคิดสิงร่างปีนี้เพิ่งตบแต่งนางหยางหานซื่อ ซึ่งมีชื่อเดิมว่าหานโย่วเหนียง จัดเป็นหญิงสาวงดงาม มีชื่อเลื่องลือระบือไกล หยางหลิงจัดงานแต่งงานทั้งที่ไม่สบาย ความจริงคิดอาศัยงานมงคลชะล้างคราเคราะห์ สุดท้ายไม่ทันเลิกแพรคลุมหน้าของเจ้าสาว อาการก็ทรุดหนักลง ล้มป่วยลุกไม่ขึ้น

* หยางเป็นแซ่ หลิงแลว่าทะยานขึ้น

หยางเฉวียนอ้างว่ามาเยี่ยมน้องร่วมปู่เดียวกัน ฉวยโอกาสเกาะแกะแทะโลม สุดท้ายถูกหานโย่วเหนียงขับไล่ออกไป หากมิใช่น้องสะใภ้ผู้นี้เป็นบุตรีของนายพรานหวัง มีวิชาฝีมือติดตัว มันคงบังคับขืนใจนางแล้ว

ในความคาดคิดของมัน เมื่อยึดครองที่นาของนาง ควบคุมการดำรงชีวิตของนาง วันหน้าจะได้ครอบครองหญิงม่ายอายุสิบห้าปีนางนี้ทั้งกายและใจโดยไม่ยากนัก

หยางเฉวียนยืนอยู่ด้านข้าง มองดูน้องสะใภ้ในเครื่องแต่งกายไว้ทุกข์ หากยังหมดจดงดงาม พอฟังนางยันบิดากลับมา นิสัยอันธพาลพลันกำเริบ กระโดดปราดออกมาร้องถามว่า “หานโย่วเหนียง ท่านอายุยังเยาว์ จะดูแลบ้านหลังนี้ได้อย่างไร ท่านพ่อความจริงถือกุศลเจตนา ไม่ต้องการให้เกิดเรื่องเสื่อมเสียแก่ตระกูลหยางเรา”

หานโย่วเหนียงแม้อายุยังเยาว์ แต่มีนิสัยแข็งกร้าว พอฟังต้องผุดลุกขึ้น เลิกคิ้วกล่าวว่า “หนูเจียรู้มารยาทธรรมเนียม นับแต่เข้าบ้านตระกูลหยาง ก็ปรนนิบัติดูแลฟูจวิน ไม่ทราบประพฤติผิดศีลธรรมที่ใด ต่อให้ตระกูลหยางมีลูกหลานไม่รักดี ก็ไม่เกิดจากตระกูลเรา”

หยางเฉวียนได้ยินนางกล่าวประชดแดกดันตนเอง ถึงกับอับอายกลายเป็นโทสะ ด่าทอว่า “นางแพศยาน้อย หลิงตี้ (น้องชาย) เป็นหนึ่งเดียวของตระกูลหยางเราที่สอบได้เป็นซิ่วไฉ ความจริงเตรียมเชิดหน้าชูตาตระกูลหยาง หากมิใช่เจ้าชะตาแข้งข่มมันจนตาย มันอายุยังเยาว์ มีร่างกายแข็งแรง ไหนเลยตกตายได้?”

เมื่อเอ่ยถึงสตรีข่มสามีจนตาย ทั้งไม่สามารถโต้แย้ง ทั้งเป็นความผิดที่ไม่อาจรับได้ หานโย่วเหนียงคล้ายถูกดาบที่ฆ่าคนโดยไม่เห็นเลือดทิ่มแทงใส่ ขุ่นแค้นจนร่างสั่นระริก สายตายามกวาดมอง เห็นเครือญาติฝ่ายสูสู (ท่านอา) ล้วนใช้สายตาที่เย็นชาจับจ้องมองมา

หานโย่วเหนียงบังเกิดความคับแค้น เศร้าโศกและโกรธเคืองประดัง นับตั้งแต่แต่งให้กับสามี มันก็นอนรอความตายอยู่บนเตียง นางไม่ทันถอดชุดวิวาห์ออก ก็รีบตามหมอมาเจียดยาต้มยา ขายสมบัติรักษาโรคให้กับสามี สุดท้ายต้องครองตัวเป็นม่ายทั้งที่อายุยังน้อย คิดไม่ถึงซากศพสามียังไม่เย็นชืด คนในตระกูลหยางก็มาแย่งชิงสมบัติ ทั้งยังกล่าวโทษตัวเอง ตัวเองโดดเดี่ยวลำพัง หลังจากนี้ไหนเลยมีชีวิตอยู่ในตระกูลหยางได้

หานโย่วเหนียงยามหดหู่ใจ ต้องกล่าวด้วยน้ำตาเอ่อคลอหน่วยว่า “ประเสริฐ ยอดหญิงจี้อี้เหนียนกระโดดแม่น้ำรักษาศักดิ์ศรี ได้รับการกล่าวขานตลอดมา เราหานโย่วเหนียงพอตายตามฟูจวินไป จะได้ไม่ต้องรับความคับแค้นจากคนต่ำช้าท่าน”

กล่าวจบหมุนตัวไป พุ่งศีรษะชนใส่โลงของสามี สร้างความตื่นตระหนกแก่หยางเหล่าไท่แหยยิ่ง บิดาของหานโย่วเหนียงมีฝีมือกล้าแข็ง เลื่องลือไปทั้งใกล้ไกล วันนี้หยางหลิงเพิ่งเสียชีวิต ตนเองมาแย่งชิงมรดก ถือว่าจำนนต่อเหตุผล หากบีบบังคับนางพุ่งชนโลงเสียชีวิต เรื่องราวพอเผยแพร่ออกไป ไม่เพียงคนบ้านใกล้เรือนเคียงครหานินทา บิดาของนางไหนเลยยอมเลิกรา จึงรีบผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ร้องว่า “รีบขัดขวางนาง”

แต่ว่าหานโย่วเหนียงมีฝีมือปราดเปรียว บวกกับกล่าวคำคนเคลื่อนไหว ทั้งหมดคิดขัดขวางก็ไม่ทันการณ์ เห็นนางโถมถึงหน้าโลง พุ่งศีรษะชนใส่เหลี่ยมมุมของโลง

แต่แล้วยามนั้นนางหยุดกึกลง ลืมตามองดูโลงด้วยความตระหนก โลงไม้ที่เบาบางยังไม่ปิดฝาโลง เพื่อให้ผู้คนไว้อาลัย ยามนี้ฝาโลงกลับเลื่อนไปด้านข้าง จากนั้นปรากฏนิ้วมือขาวซีดหลายนิ้วยื่นออกมาแตะขอบโลงไว้

หานโย่วเหนียงพอเห็นเหตุภาพประหลาดนี้ ต้องถอยกายไปหนึ่งก้าว ทั้งหมดก็กวาดตามองตามความสายตาของนาง ปรากโสตรีกลางคนสองนางร้องคำศพหลอก* จากนั้นหมุนตัววิ่งหนีออกไป

* หมายถึงศพที่ลุกขึ้นก่อนนำไปบรรจุโลง

บุรุษที่เหลือแม้ไม่วิ่งหนี แต่ก็ตัวสั่นงันงก หานโย่วเหนียงหวนนึกถึงคนในโลงเป็นสามีตัวเอง ต่อให้เป็นศพหลอกคงไม่ทำร้ายตัวเอง หรือว่ามันเห็นตัวเองถูกข่มเหงรังแกจึงฟื้นคืนชัพมา ดังนั้นเคลื่อนกายออกไป ผลักเปิดฝาโลงออก

เห็นสามีของนางนั่งอยู่ในโลง กำลังหอบหายใจ เนื่องด้วยอากาศเหน็บหนาว ลมหายใจที่มันพวยพุ่งออกมาจึงแฝงควันขาวเป็นเส้นสาย หานโย่วเหนียงชมดูจนยินดียิ่ง ครุ่นคิดว่า ‘คนตายไหนเลยพ่นลมร้อนออกมาได้ นับว่าฟ้าเวทนา มัน...มันฟื้นคืนชีพมาแล้ว’

เจิ้งเส้าเผิงรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งมวล ค่อยผลักเปิดฝาโลงแง้มเล็กน้อย กำลังนั่งคุกเข่าหอบหายใน พลันรู้สึกเบื้องหน้าสายตากระจ่างจ้า ต้องหยีตาลง ค่อยปรับตัวคุ้นชิน ดังนั้นเงยหน้ามองดูหญิงม่ายที่ถูกข่มเหรงรังแกนางนี้ กลับไม่สามารถนึกโยงว่านางเป็นสตรีที่แต่งงานแล้ว

นางสวมเสื้อปอเนื้อหยาบ ศีรษะโพกผ้าขาวผืนหนึ่ง ใบหน้ารูปไข่หมดจดงดงาม ขอบตาแดงก่ำ ขนตายังเปียกชื้น มองดูมันอย่างหวาดหวั่นขลาดเขลา

เจิ้งเส้าเผิงแม้ผ่านประสบการณ์ตายแล้วฟื้นคืนชีพหลายครั้ง แต่เห็นภรรยาในนาม “อายุเยาว์” ถึงเพียงนี้ สร้างความประหลาดใจยิ่ง เนื่องด้วยมันมีร่างกายอ่อนแอ พอลุกขึ้นนั่ง ต้องส่ายโงนเงนแทบล้มลง ก่อนสิ้นสติไปยังฝืนยิ้มให้กับนาง กล่าวว่า “ไม่ต้องกลัว ข้าพเจ้ายังไม่ตาย”

หานโย่วเหนียงลืมตากลมกว้าง จับจ้องมองมันมาไม่กะพริบ น้ำตาเอ่อคลอเบ้าทีละน้อย ชั่วครู่พลันร้องไห้โฮออกมา ใช้สองมือยึดเกาะโลงไว้ คล้ายกับคลายมือออกจะล้มลง

ที่ผ่านมานางปรนนิบัติดูแลมัน ถือว่าทำตามหน้าที่ของภรรยา แท้จริงแล้วทั้งสองไม่มีความผูกพันอันใด ยามนี้นางค่อยทราบว่ามันมีความสำคัญต่อตนเองถึงเพียงไหน ถึงแม้มันมีเพียงลมหายใจคำหนึ่ง ยังถือเป็นบุรุษของตัวเอง เมื่อมันยังอยู่ บ้านหลังนี้ค่อยไม่พังพินาศ ค่อยมีเสาขื่อค้ำยันไว้

เจิ้งเส้าเผิงถุกเสียงร่ำไห้ของนางสร้างความหดหู่ใจ คิดกล่าวปลอบโยนนาง บอกว่า “แรกเริ่มพบหน้า ได้รับการดูแลจากท่าน” จนใจที่ประคองตัวไว้ไม่ได้ ถึงแม้อ้าปากแต่ปราศจากสุ้มเสียงเปล่งออกมา กลับเหลือกตาสิ้นสติไป

ในห้องตั้งศพปั่นป่วนวุ่นวายขึ้นมา หานโย่วเหนียงทั้งร่ำไห้ทั้งร้องเรียก ฉุดลากมันออกจากโลง หยางเหล่าไท่แหยเคยได้ยินเรื่องคนตายแล้วฟื้นคืนชีพ กลับไม่แตกตื่นตระหนกเท่าใด เห็นหยางหลิงตายแล้วฟื้น ในใจแม้กระอักกระอ่วนอยู่บ้าง จะอย่างไรยังเกิดความยินดี หยางหลิงเป็นคนมีชื่อเสียงเพียงหนึ่งเดียวในจุดที่พักจีหมิง (ไก่ขัน) แห่งนี้ ตระกูลหยางมีบุคคลเช่นนี้คนหนึ่ง ถือเป็นความภาคภูมิใจของวงศ์ตระกูล เมื่อหลายชายฟื้นคืนชีพ ก็ไม่ต้องเป็นห่วงว่าหลานสะใภ้จะครองตัวเป็นม่านไว้ไม่ได้แล้ว

หยางเหล่าไท่แหยบอกให้ผู้คนช่วยกันยกร่างหลานชายขึ้นเตียง ทั้งสั่งคนไปตามหมอมา วุ่นวายอยู่ครึ่งค่อนวัน ค่อยจากไปภายใต้การประคับประคองของลูกหลาน

............

ข้าวต้มข่าวฟ่างสองชาม ผักดองจานหนึ่ง ถือเป็นอาหารมือแรกของคนใจบุญเก้าชาติภพเจิ้งเส้าเผิง ซึ่งย้อนเวลากลับมาสิงร่างหยางหลิงกับภรรยา ตะเกียงน้ำมันดวงหนึ่งส่องแสงริบหรี่อยู่บนเตา ภายในห้องอบอวลด้วยกลิ่นของการเผาไหม้

ก่อนหน้านี้เจิ้งเส้าเผิงมิใช่เกิดเป็นเศรษฐีมีทรัพย์ ก็เป็นคนบุญหนักศักดิ์ใหญ่ ยามนี้กลายเป็นบัณฑิตซิ่วไฉเมืองเซวียนฝู่ในปีที่เจ็ดรัชกาลหงจื้อ* ของต้าหมิงนามหยางหลิง พอรับประทานอาหารเช่นนี้ ต่อให้หิวโหยเพียงไหน ก็ยากกลืนลงคอ

* ชื่อปีรัชกาลของหมิงเจียวจงฮ่องเต้ ตรงกับปีค.ศ. 1504

หานโย่วเหนียงกลับรับประทานอย่างเอร็ดอร่อย ถึงแม้อาหารฝืดคอ แต่เห็นว่าสามีไม่เพียงฝันคืนชีพ ยังสามารถลงจากเตียงมารับประทานข้าวต้ม หัวใจน้อยๆ ของนางก็มีแต่ความยินดี

หยางหลิงมองดูบ้านช่องที่ยากจน ต้องลอบทอดถอนใจ เห็นหานโย่วเหนียงกลับรับประทานข้าวต้มจนหมดชาม ทั้งยังใช้ลิ้นเลียขอบชามจนเกลี้ยงเกลา อดหดหู่ใจมิได้ครุ่นคิดขึ้น ‘ดูท่าพ่านกวน (ตุลาการ) ภูตผีกลั่นแกล้งเรา หากทราบเช่นนี้แต่แรก มิสู้ใช้ชีวิตเศรษฐีร้อยล้านยังประเสริฐกว่า อย่างมากแต่มีอายุมากเท่านั้น ตอนนี้จะทำอย่างไร คงได้แต่ใช้ชีวิตสองปีที่เหลือ อย่างน้อยภรรยานางนี้ยังงดงามชวนมอง’

เห็นหานโย่วเหนียงวางชามลง จึงผลักข้าวต้มที่เหลือครึ่งชามออกไป กล่าวเสียงอ่อนโยนว่า “ยังไม่อิ่มกระมัง มา รับประทานชามนี้ลงไปเถอะ”

หานโย่วเหนียงค่อยกล้ามองดูบุรุษของตัวเอง สีหน้ามันแม้ยังซีดเซียว แต่ก็มีสติแจ่มใส เห็นมันใช้สายตาที่อ่อนโยนมองดูตัวเอง อดบังเกิดความเอียงอายมิได้ กล่าวเบาๆ ว่า “เซี่ยงกง (คำเรียกสามี) ท่านเพิ่งฟื้นไข้ สมควรรับประทานให้มากไว้”

หยางหลิงขบคิดดู ค่อยนึกออกว่าสมควรเรียกนางเป็นเหนียงจื่อ (คำเรียกภรรยา) แต่ว่าคำเรียกหาของคนโบราณนี้ สร้างความกระบอดกระบวนแก่ผู้คน จึงเปลี่ยนเป็นเรียกชื่อของนางว่า “โย่วเหนียง ข้าพเจ้าเพิ่งฟื้นไข้ ไม่ควรรับประทานมากเกินไป หากท่านไม่รับประทานถือว่าสิ้นเปลืองแล้ว”

หานโย่วเหนียงขบคิดดู ค่อยยิ้มอย่างขวยเขินรับชามข้าวมากล่าวเบาๆ ว่า “ขอบคุณเซี่ยงกง”

หยางหลิงสำรวจดูนาง หญิงสาวนางนี้ถอดเครื่องแต่งกายไว้ทุกข์ออก เปลี่ยนเป็นสวมเสื้อยาวสีเขียว ใบหน้านางนวลเนียน อาจเป็นเพราะฝึกวิชาการต่อสู้ ร่างกายจึงเจริญเติบโต ผิวพรรณค่อนข้างคล้ำ แต่ว่าคิ้วดกหนา จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากอวบอิ่ม ตากลมโตน่ารักยิ่ง

หานโย่วเหนียงพบว่าสามีมองดูนาง ยังเข้าใจว่าท่านรับประทานของตัวเองไม่สุภาพ อดบังเกิดความเอียงอายมิได้ เปลี่ยนเป็นนั่งหันข้าง นับตั้งแต่แต่งงานกัน นี่เป็นครั้งแรกที่นางกับสามีนั่งรับประทานข้าวด้วยกัน ถึงแม้ว่าทั้งสองเป็นสามีภรรยาครึ่งปี แต่ความทรงจำของนางยังขาวว่างเปล่า นอกจากทราบชื่อของมัน ทราบว่ามันเป็นบัณฑิตซิ่วไฉอายุเยาว์ที่สุดของเมืองเซวียนฝู่ เป็นคนมีชื่อเสียงเพียงหนึ่งเดียวของจุดที่พักม่าจีหมิง อื่นๆ หาทราบไม่

ห้องหับนี้ตรงกลางเป็นห้องอาหาร พอเข้าประตูมาก็เป็นเตาไฟ ด้านขวามือเป็นห้องนอก ข้างในก็มีกลิ่นยาอยู่บ้าง ด้านซ้ายมือความจริงเป็นที่อยู่ของบิดามารดาหยางหลิง หลังจากที่พวกท่านลาโลกไป ก็ใช้เป็นห้องเก็บของ

ห้องอาหารยังเป็นห้องรับแขก ขณะเดียวกันก็เป็นห้องตั้งศพของหยางหลิง หานโย่วเหนียงกลัวว่าสามีเพิ่งฟื้นไข้ร่างกายอ่อนแอ ยืนกรานไม่ยอมให้มันลงมือ หากประคองมันนั่งที่คั่งที่นอน ตัวเองหอบผ้าเขียนคำไว้อาลัย และหลัวที่เผากระดาษเผาเงินกระดาษทองไปหลังประตูรื้อห้องตั้งศพทิ้ง กลับวุ่นวายจนหยาดเหงื่อไหลซึม

หยางหลิงมองดูหานโย่วเหนียงจัดบ้านช่อง ต้องลอบทอดถอนใจ หญิงสาวยุคปัจจุบันมีชีวิตความเป็นอยู่ดีเลิศ จึงเติบโตก่อนวัย แต่ที่เติบโตเพียงเป็นร่างกายและความต้องการของพวกนาง หานโย่วเหนียงจึงเจริญเติบโตทางความคิดและจิตใจ

หญิงสาวอายุสิบห้าปีนางหนึ่งเพิ่งแต่งเข้าบ้าน ก็ต้องปรนนิบัติดูแลคนป่วยที่ล้มหมอนนอนเสื่อผู้หนึ่ง ที่บ้านยังยากจนข้นแค้น ไม่ทราบว่าผ่านครึ่งปีมานี้ได้อย่างไร เห็นนางทั้งงดงามทั้งเฉลียวฉลาด สร้างความหวั่นไหวใจอยู่บ้าง หวนนึกถึงตนเองมีอายุอีกสองปี กลับไม่อาจหักใจย่ำยีผู้อื่น

หานโย่วเหนียงพอจัดบ้านเสร็จ เห็นมันนั่งอยู่บนคั่งที่นอนสำรวจดูตัวเอง อดหน้าร้อนผะผ่าวมิได้ ครึ่งปีมานี้นางภาวนาให้บุรุษของตัวเองฟื้นคืนสติมา ยามนี้มันฟื้นขึ้นมาจริงๆ พอถูกมันจ้องมองเช่นนี้ กลับไม่สบายใจขึ้นมา

นางเดินเข้าห้องนอนมา ไขตะเกียงน้ำมันให้สว่างขึ้น เห็นมันยังมองตามมา ใบหน้านางยิ่งมายิ่งร้อนผ่าว ดึงผ้าห่มเบาบางมาคลุมเท้ามัน ตะกุกตะกักว่า “เซี่ยงกง ท่านเพิ่งฟื้นคืนสติมา ยังคงพักผ่อนให้มากไว้ ข้าพเจ้า...ข้าพเจ้าจะไปที่บ้านหลี่ต้าเหนียงซึ่งอยู่ติดกัน อีกสักครู่ก็จะกลับมา” กล่าวจบออกจากห้องราวกับหลบหนีอันใด

หยางหลิงยิ้มเล็กน้อย ในใจบังเกิดความอบอุ่นซึ้งใจ มันไม่ทราบว่าตัวเองป่วยเป็นโรคอะไร แต่นับแต่สิงร่างเจ้าของเดิม นอกจากนอนเตียงเป็นเวลานาน บวกกับได้รับสารหล่อเลี้ยงร่างกายไม่เพียงพอ กลายเป็นมือเท้าอ่อนแรงแล้ว กลับไม่เป็นอะไร เห็นหานโย่วเหนียงออกไป จึงเลิกผ้าห่มลงจากคั่งที่นอน ฉวยโอกาสทำความคุ้นเคยกับสถานที่

การสำรวจครั้งนี้พบว่าทุกแห่งหนล้วนว่างเปล่า ชีวิตความเป็นอยู่น่าเวทนา เมื่อเดินถึงห้องด้านตรงข้าม มันทราบว่าหานโย่วเหนียงว่านี่เป็นห้องหับของบิดามารดาหยางหลิง ตอนนี้อยู่ว่าง ใช้เก็บข้าวของบางอย่าง มันเดินถึงข้างประตู ทดลองยกถุงข้าวดู ภายในมีข้าวฟ่างเหลือไม่ถึงครึ่งชาม มิน่าเล่านางเพียงต้มข้าวต้มสองชาม ขณะที่รับประทานข้าวต้มที่เหลืออยู่ครึ่งชามของตัวเอง กลับรับประทานอย่างเอร็ดอร่อย ไม่ทราบว่าไม่ได้กินอิ่มมากี่วันแล้ว

หยางหลิงบังเกิดความหดหู่ใจ ชีวิตเช่นนี้จะอยู่รอดอย่างไร ผ่านฤดูหนาวประการใด มันบอกว่าจะรับประทานรอความตาย ไม่ได้บอกว่าคิดอดตาย ดังนั้นนึกด่าทอพ่านกวนภูตกับหน้าม้าหัววัวในใจเที่ยวหนึ่ง

หยางหลิงเดินไม่กี่ก้าว ก็สำรวจบ้านช่องจนทั่ว จึงผลักประตูเดินออกไป ยามวิกาลของหมู่บ้านชนบทมืดมิด ทุกบ้านช่องจุดตะเกียงน้ำมันดวงเล็กๆ ต่างกับปัจจุบันที่ชนบทยังเปิดไฟสว่างไสว

เมื่อแหงนมองท้องฟ้า เห็นเมฆดำบดบังเดือนเสี้ยว รู้สึกมีความหนาวเย็นเสียดกระดูก ไม่ทราบว่าหานโย่วเหนียงไปยังที่ใด ขณะจะกลับเข้าห้อง พลันได้ยินที่ห่างไปบังเกิดเสียงแอ๊ด จากนั้นแว่วเสียงสุนัขเห่าดังขึ้น

หยางหลิงเงี่ยหูฟัง ได้ยินที่ห่างไปบังเกิดสุ้มเสียงสตรีเสียงหนึ่งว่า “โย่วเหนียง ยามมืดค่ำเดินให้ดี”

จากนั้นเป็นเสียงหานโย่วเหนียงดังว่า “ขอบคุณหลี่ต้าเหนียง (คำเรียกสตรีสูงอายุแซ่หลี่) เสบียงนี้รอจนบ้านเราเก็บเกี่ยวจะคืนให้แน่นอน”

หยางหลิงเดินถึงข้างรั้วต่ำเตี้ย ที่ข้างรั้วสุมหิมะซึ่งกวาดมากองรวมไว้ มันเกาะรั้วมองออกไป เห็นสตรีผมหงอกขาวนางหนึ่งมือหนึ่งถือตะเกียงน้ำมัน มือหนึ่งผลักเปิดประตู คาดว่าหานโย่วเหนียงเดินออกจากประตูบ้านแล้ว

เห็นสตรีชรานั้นสั่นศีรษะทอดถอนใจ ขณะที่ปิดประตูลง ได้ยินภายในบ้านบังเกิดสุ้มเสียงชายชราเสียงหนึ่งดังว่า “นางเฒ่า เมื่อฤดูใบไม้ร่วงพวกตาดมองโกลยกกำลังมา บ้านเรามีเสบียงเหลืออยู่ไม่มาก”

สตรีชรานั้นทางหนึ่งปิดประตู ทางหนึ่งกล่าวว่า “เราทราบ แต่ว่าโย่วเหนียงน่าสงสาร สามารถช่วยได้ก็ช่วยเหลือสักครา อีกประการหลิงเอ๋อสอบเป็นบัณฑิตซิ่วไฉ หลังคราเคราะห์ไม่ตายคงมีวาสนาตามหลัง วันหน้า...”

พร้อมกับประตูที่ปิดลง ไม่ทราบคำพูดหลังจากนี้เป็นอะไร หยางหลิงได้ยินเสียงเปิดประตูบ้าน เงาร่างอ้อนแอ้นสายหนึ่งเดินเข้ามา จึงเดินออกไปรับหน้า

หานโย่วเหนียงเห็นที่ลานบ้านมีคนผู้หนึ่งเดินออกมา ต้องใจหายวาบ ยังเข้าใจว่าเป็นอันธพาลหยางเฉวียนมาแทะโลมนาง นางมือหนึ่งหิ้วเสบียงครึ่งถุง มือหนึ่งหยิบฉวยไม้พลองที่หลังประตูบ้านมาถือไว้ ตวาดเบาๆ ว่า “ไสหัวออกไป ไม่เช่นนั้น...ไม่เช่นนั้นเราจะร้องเรียกบุรุษของเราแล้ว”

หนังสือแนะนำ