รับตำแหน่งไป่ฮู่ (ต่อหน้า 2)

ระหว่างที่ดื่มกิน มินเสี้ยนหลิ่งยื่นหน้าเข้ามา กระซิบบอกต่อหยางหลิงว่า “หยางซือแหย เม่ยฟู (น้องเขย) เราส่งข่าวมาว่า นครหลวงจะย้ายขุนนางไปทางใต้ ฟังว่าเป็นผู้ช่วยขุนนางกรมเอี๋ยนอวิ่น (ขนส่งเกลือ) เมืองไห่หนิง”

หยางหลิงไม่ล่วงรู้ตำแหน่งขุนนางเห็นมินเสี้ยนหลิ่งยิ้มจนหน้าระรื่น คาดว่าคงเป็นขุนนางไม่เล็ก อีกประการเมืองไห่หนิงต่างกับอำเภอเล็กๆ ทางชายแดนนี้อย่างลิบลับ จึงประสานมือกล่าวว่า “ขอแสดงความยินดีต่อใต้เท้า”

ผู้ช่วยขุนนางกรมเอี๋ยนอวิ่นเป็นขุนนางชั้นที่ห้า เปรียบกับนายอำเภอประจำอำเภอชั้นที่สามเท่ากับเลื่อนตำแหน่งสามขั้น ประการสำคัญคือรับหน้าที่การขนส่งเกลือ พ่อค้าเกลือละแวกนั้นล้วนเป็นคหบดีมีทรัพย์ เพียงปล่อยให้เศษเงินรั่วไหลออกจากซอกนิ้ว ก็เพียงพอให้ผู้คนรับประทานไปทั้งชีวิต”

มินเสี้ยนหลิ่งรีบโบกมือกล่าวว่า “สงบเสียงไว้ ยังไม่มีราชโองการมาถึง ยังไม่แน่นัก” พลางมองดูเหล่าขุนนางที่ดื่มกินอย่างสนุกสนานกล่าวอีกว่า “รอจนเราเดินทางไปรับตำแหน่ง จะวิ่งเต้นย้ายท่านไปแดนเจียงหนันด้วย เราจับเจ่าอยู่ที่นี้สองปี ไม่มีความก้าวหน้าอันใด ท่านพอมาถึง เราก็ได้เลื่อนตำแหน่ง ท่านถือเป็นขุนพลคู่บารมีของเรา”

หากโยกย้ายไปแดนเจียงหนันย่อมประเสริฐ แต่ว่ามันมีวาสนาซ่องเสพหรือ อีกประการตอนนี้มันเป็นขุนนางเจ๋อเฉิงในนาม แท้จริงแล้วรับตำแหน่งไป่ฮู่กรมความมั่นคงแผ่นดินซึ่งสูงกว่านายอำเภอ หากไม่ได้รับความยินยอมจากกรมความมั่นคงแผ่นดิน ไหนเลยโยกย้ายไปได้?

หยางหลิงได้แต่กล่าวขอบคุณน้ำใจของมินเสี้ยนหลิ่ง ประจวบกับปี้ชุนส่งเสียงอ้อแอ้เรียกหามินเสี้ยนหลิ่ง มินเสี้ยนหลิ่งจึงปลีกตัวจากไป

มินเสี้ยนหลิ่งเพิ่งจากไป หวงฉียิ่นก็มาถึงข้างกายมัน ยิ้มพลางกล่าวว่า “ใต้เท้ามินกำลังจะได้เลื่อนตำแหน่ง ด้วยเกียรติประวัติของท่าน บวกกับความสัมพันธ์ของใต้เท้ามิน คาดว่าอีกไม่กี่ปีท่านจะขึ้นเป็นขุนนางชั้นที่เจ็ด เมื่อถึงเวลาใช่เป็นปลาหลีฮื้อกระโจนข้ามประตูมังกร* หรือไม่ ขึ้นอยู่กับวาสนาของท่าน ท่านอายุยังเยาว์ ขอเพียงรับราชการด้วยความระมัดระวัง ต้องมีอนาคตก้าวหน้าสุดจะหยั่ง”

* เป็นสุภาษิตบทหนึ่ง หมายถึงความเจริญก้าวหน้าแบบก้าวกระโดด

หยางหลิงเห็นหวงฉียิ่นมาถึง รีบกล่าวอย่างนอบน้อมว่า “ขอบคุณหวงเหลาชี้แนะ”

หวงฉียิ่นเห็นไม่มีผู้ใดสนใจทางด้านนี้ จึงลดสุ้มเสียงเบาลง กล่าวว่า “แต่ว่าครั้งนี้ท่านใจร้อนวู่วามไปแล้ว ถึงแม้ตระกูลหม่าตกต่ำลง จะอย่างไรเป็นครอบครัวขุนนาง ตอนนี้เรื่องของพวกท่านล่วงรู้ไปทั่ว ท่านไฉนยังรีรอไม่รับอนุภรรยา หากว่าขัดสนเงินทอง เราพอเก็บหอมรอมริบอยู่บ้าง ท่านสามารถนำไปใช้จ่ายก่อน”

หยางหลิงใจหายวาบ กล่าวว่า “หวงเหลา ท่านกล่าวอันใด ข้าพเจ้า...ข้าพเจ้าไหนเลยเคยบอกว่าจะรับอนุภรรยา อีกประการคุณหนูหม่าไหนเลยยอมเป็นอนุภรรยาของผู้อื่น?”

หวงฉียิ่นสะดุ้งเฮือก รีบกล่าวว่า “สงบเสียงไว้ ท่านกล่าวเหลวไหลอันใด เป็นอนุภรรยาผู้อื่นแม้ไม่มีหน้ามีตา แต่ก็ไม่มีผู้คนหัวร่อเยาะนาง หากท่านบอกออกไป คุณหนูหม่ายังจะบากหน้ามีชีวิตอยู่หรือ?”

หยางหลิงอ้าปากค้าง กล่าวว่า “หวงเหลา ที่แท้เกิดเรื่องใด ผู้เยาว์...ผู้เยาว์รับฟังไม่เข้าใจ”

หวงฉียิ่นยิ้มพลางกล่าวว่า “การตบแต่งอนุภรรยา เป็นเรื่องราวอันกรุ้มกริ่ม ท่านหน้าบางไปไย วันนั้นท่านกับคุณหนูหม่ากลับเข้าเมือง พวกเราได้ยินคุณหนูหม่าบอกเล่าว่าเคยค้างคืนกับท่านในหลุมหิมะกลางป่าเขา...”

หยางหลิงพอฟังค่อยเข้าใจในบัดดล จึงกล่าว “หวงเหลาเข้าใจผิดแล้ว เนื่องด้วยอากาศเหน็บหนาว ข้าพเจ้ากับคุณหนูหม่าจำต้องซ่อนตัวในหลุมหิมะ แต่ว่าไม่ได้?”

เอ่ยถึงตอนนี้ นึกถึงทั้งสองเคยสวมกอดกันคืนหนึ่ง ต่อให้เป็นยุคปัจจุบัน ยังถูกตีความอีกแบบหนึ่ง ดังนั้นไม่สามารถกล่าวสืบต่อ

หวงฉียิ่นยกมือลูบเครา กล่าวว่า “ชายหนุ่มหญิงสาวค้างแรมคืนหนึ่ง ถือเป็นความจริงกระมัง นางเมื่อบอกเล่าเหตุการณ์ตอนนั้นออกไป แสดงว่ามีน้ำใจต่อท่าน สตรีถือศักดิ์ศรียิ่งชีวิต นางยังแต่งให้กับสามีอื่นได้หรือ มีคำกล่าวว่าคหบดีต้องมีเมตตา เป็นขุนนางต้องเที่ยงตรง ผู้คนต้องมีคุณธรรม ท่านเป็นบัณฑิตนักศึกษา หรือไม่ล่วงรู้เหตุผลข้อนี้ เรายึดถือท่านเป็นลูกหลาน ค่อยแสดงออกถึงน้ำใสใจจริง ท่านอย่าได้กระทำผิดพลาดไปเอง”

หยางหลิงอับจนถ้อยคำ ยามกะทันหันไม่อาจกล่าววาจาใดได้

............

หยางหลิงเหยียบย่ำหิมะดังสวบสาบ เข้าสู่ตึกช่วงที่สี่ของที่ทำการเจ๋อเฉิง พอเงยหน้าขึ้น เห็นห้องหับของหม่าเหลียนเอ๋อยังจุดโคมไฟ พลันนึกถึงคำพูดในงานเลี้ยงของหวงฉียิ่น ต้องฉุกใจคิด เดินเตร็ดเตร่ไป

เห็นประตูห้องยังไม่ปิด ใต้แสงไฟสาดส่อง ปรากฏควันไฟรั่วไหลออกมา หยางหลิงเดินถึงหน้าประตู เห็นหม่าเหลียนเอ๋อนั่งอยู่บนม้านั่งต่ำเตี้ยหน้าเตา มือหนึ่งเท้าคาง อีกมือหนึ่งส่งไม่ฟืนไปในเตา คล้ายอยู่ว่างไร้เรื่องราวอิริยาบถอ่อนช้อยงดงาม

แสงไฟขับวงพักตร์ของนางเป็นสีแดงระเรื่อ ตากลมโตทั้งคู่ฉายแววเติบโตเจริญวัย เปรียบกับตอนแรกประสบพบพาน คุณหนูหม่าลดความถือดีลงหลายส่วน เพิ่มความสุภาพเรียบร้อยกว่าเดิม

หยางหลิงยกมือเคาะขอบประตูเบาๆ หม่าเหลียนเอ๋อเงยหน้าขึ้น พอเห็นเป็นมัน ดวงตาก็ฉายแววยินดีวูบหนึ่ง ผุดลุกขึ้นมา จากนั้นรักษาท่าทีไว้ ยิ้มพลางกล่าวว่า “นับตั้งแต่กลับเข้าเมือง ไม่ได้พบกับท่านระยะเวลาหนึ่ง งานเลี้ยงเลิกราแล้วหรือ?”

หยางหลิงฉุกใจคิด อดถามมิได้ว่า “ท่านทราบได้อย่างไรว่าข้าพเจ้าไปร่วมงานเลี้ยง?”

หม่าเหลียนเอ๋อไม่ตอบคำ แต่ดวงตาที่คล้ายพูดได้ของนางจับจ้องมองมันอย่างลึกซึ้ง หยางหลิงต้องอึ้งไปวูบ ทราบว่าหลายวันมานี้หม่าเหลียนเอ๋อคงเฝ้าดูความเคลื่อนไหวของตนเอง หวนนึกถึงคำพูดที่นางกล่าวในค่ำคืนบนสันเขาอู่จาเป็นการล้อเล่นจริงหรือ?

เมื่อนึกถึงคำพูดของหวงฉียิ่นที่ว่า “นางเมื่อบอกเล่าเหตุการณ์ตอนนั้นออกไป แสดงว่ามีน้ำใจต่อท่าน สตรีถือศักดิ์ศรียิ่งชีวิต นางยังแต่งให้กับสามีอื่นหรือ?” หม่าเหลียนเอ๋อไม่ทราบว่าตนเองมีข้อห้ามมากมายหรือ นางบอกเล่าเหตุการณ์ตอนนั้นออกไป แสดงว่าคิดสร้างเหตุการณ์ อาศัยคำวิพากษ์วิจารณ์ให้ตนเองตบแต่งนางเข้าบ้าน

หยางหลิงอดฝืนยิ้มมิได้ กล่าวว่า “คุณหนูเหลียนเอ๋อ ท่านจงใจบอกเรื่องที่พวกเราค้างแรมในหลุมหิมะคืนหนึ่งต่อใต้เท้ามินกับพวกหรือ ท่านทราบดีว่าข้อปลีกย่อยหยุมหยิมเหล่านั้นสามารถทำร้ายคนตาย ยังนำศักดิ์ศรีของตัวเองมาล้อเล่น ท่านไฉนกระทำเรื่องโง่เขลาถึงเพียงนี้?”

มือที่ถือไม้ฟืนของหม่าเหลียนเอ๋อชะงักงันวูบ ค่อยหัวร่อคิกคักกล่าวว่า “โง่เขลาไม่ดีหรือ มิใช่บอกว่าสตรีเบาปัญญาถือเป็นจริยา ท่านชมชอบให้ข้าพเจ้าเฉลียวฉลาด หรือโง่เขลากว่านี้?”

หยางหลิงกระทืบเท้ากล่าวว่า “ท่านไฉนไม่รู้จักหนักเบาถึงเพียงนี้ ปากคนสามารถว่ากล่าวผู้คนจนตาย ท่าน...ท่านบุ่มบ่ามไปแล้ว”

มือของหม่าเหลียนเอ๋อสั่นสะท้าน นางไม่ได้เงยหน้าขึ้น ชั่วครู่พลันแว่วเสียงสั่นเครือว่า “หยางหลิง ท่านใช่รังเกียจข้าพเจ้าหรือไม่?”

เตาไฟพวยพุ่งเปลวไฟลุกโชน หยางหลิงเห็นน้ำตาหยดหยาดหนึ่งหยดลงบนหลังมือของนาง ต้องใจอ่อนลงกล่าวว่า “เป็นไปได้อย่างไร ท่านเคยเห็นข้าพเจ้ารังเกียจท่านตั้งแต่เมื่อใด?”

หม่าเหลียนเอ๋อหัวร่อทั้งน้ำตา กล่าวว่า “ย่อมไม่เคยเห็น ข้าพเจ้าดูออกว่าท่านชมชอบข้าพเจ้าหรือไม่” ภายใต้แสงไฟในเตาสาดส่อง รอยยิ้มของนางงามเฉิดฉัน แฝงความยินดีอยู่หลายส่วน

หยางหลิงบังเกิดความอัดอั้นตันใจ ยาโถวนี้ไม่เพียงงดงามราวนางปีศาจจิ้งจอก ยังมีจิตใจคล้ายสุนัขจิ้งจอกตัวน้อย ไม่ทราบว่านางเศร้าเสียใจหรือแสร้งเป็นเสียใจ ดูจากท่าทีของนางไหนเลยเคยร้องไห้มาก่อน?

หม่าเหลียนเอ๋อถูกมันจ้องมองจนเอียงอายขึ้นมา ก้มศีรษะกล่าวว่า “พี่ใหญ่หยาง คืนนั้นเป็นข้าพเจ้าไม่ดีเอง ท่านกล่าวถูกต้อง หากท่านหย่าขาดจากโย่วเหนียง ยังคู่ควรให้ข้าพเจ้ารักหรือ ค่ำคืนที่อยู่หน้ากำแพงเมือง ท่านใช้สายตาต้องมองโย่วเหนียง ข้าพเจ้าก็ทราบว่าในชีวิตนี้ไม่มีผู้ใดทดแทนตำแหน่งของนางได้ ข้าพไม่กลัวเข้าแทนที่ เพียงหวังว่า...หวังว่าท่านดีต่อข้าพเจ้าบ้าง ข้าพเจ้าก็พึงพอใจแล้ว”

นางเหม่อมองดูเปลวไฟในเตา ดวงตาทอประกายคาดหวัง ส่งเสียงปานละเมอว่า “ข้าพเจ้าเพียงต้องการฟูจวิน (คำเรียกสามี) ที่รักข้าพเจ้า พะเน้าพะนอข้าพเจ้าก็พอ ข้าพเจ้าไม่พิสมัยอาภรณ์แพรพรรณอาหารโอชะ ที่ว่าฐานะภรรยาหลวง...หากว่าบุรุษผู้หนึ่งยึดถือสตรีนางหนึ่งเป็นสมบัติส่วนตัวเช่นท่านพ่อ ตลอดจนบุรุษต้าหมิงอีกมากหลาย ภรรยาหลวงจะมีความสุขหรือ?”

นางจำนรรจาราวกับเป็นผู้ใหญ่ เปิดเผยความในใจของหญิงสาวต่อหยางหลิงว่า “ข้าพเจ้าเติบโตที่นอกด่าน การกระทำและการพูดจาไม่ถือมารยาทธรรมเนียมเช่นสตรีแดนจงหยวน แต่ข้าพเจ้ามิใช่สตรีที่ปล่อยตัวปล่อยใจ ข้าพเจ้าจะรักษาจริยาของสตรี ให้ความเคารพต่อโย่วเหนียง”

หยางหลิงต้องกระทืบเท้ากล่าวว่า “ท่าน...ดูท่านยามปรกติฉลาดหลักแหลม เหตุใดไม่มีเหตุผลถึงเพียงนี้ ข้าพเจ้าจะไม่เสียสติไปกับท่าน วันพรุ่งนี้ข้าพเจ้าจะไปหาหม่าอัง สาบานเป็นพี่น้องกัน ดูว่ายังมีคนติฉินนินทาท่านหรือไม่?”

หม่าเหลียนเอ๋อเห็นมันหมุนตัวไป สร้างความแตกตื่นลนลานแก่นางจนกระโดดปราดขึ้นมาขวางกันมันไว้ โผเข้าอ้อมอกของมันกล่าวว่า “ท่านผ่านไปครึ่งเดือนค่อยมาพบกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าห้ามมิให้ท่านไป”

หยางหลิงรีบกล่าวว่า “ท่านปล่อยมือ หากผู้คนเห็นเข้าจะทำอย่างไร?”

หม่าเหลียนเอ๋อกระเง้ากระหงอดอยู่ในอ้อมอกมัน กล่าวว่า “ผู้ที่ไม่อาจรักษาศักดิ์ศรีคือข้าพเจ้า ถูกผู้คนถ่มน้ำลายใส่ก็เป็นข้าพเจ้า ข้าพเจ้ายังไม่กลัว ท่านกลัวอันใด?”

หยางหลิงตะกุกตะกักว่า “นี่...ข้าพเจ้า...ข้าพจ้าเป็นห่วงแทนท่าน”

หม่าเหลียนเอ๋อกลอกตาตลบหนึ่ง กล่าวเสียงอ่อนหวานว่า “ชายชาญสามารถตบแต่ง เชี่ยเซิน* ยังไม่แต่งออก ข้าพเจ้าจึงไม่กลัวคำครหานินทา”

*

หยางหลิงหัวร่อมิออกร้องไห้มิได้ ยืนตัวแข็งทื่อ หม่าเหลียนเอ๋อยกมือโอบรอบคอหยางหลิง กล่าวอย่างเคลิบเคลิ้มว่า “นับตั้งแต่ค่ำคืนนั้น ข้าพเจ้าเฝ้าคิดถึงอ้อมอกของท่าน ต้องการฟังท่านเล่านิทานที่ทั้งน่ากลัว ทั้งกระหายรับฟังเหล่านั้น ท่านทราบหรือไม่ นับแต่นั้นเป็นต้นมา ข้าพเจ้าไม่อาจหักใจจากท่านอีก”

นางกล่าวอย่างจริงจัง แต่เค้าใบหน้านางแฝงความเย้ายวนชนิดหนึ่ง เพียงแต่ยังเยาว์วัย จึงไม่เด่นชัดนัก ยามนี้เป็นลักษณะของดรุณแรกรัก สองข้างแก้มแดงสดใส ไม่ว่ากล่าวด้วยความรักลึกล้ำเพียงไหน ยังให้ความรู้สึกว่าจงใจเย้ายวนผู้คน

นางมองดูสีหน้าอันกระอักกระอ่วนของหยางหลิง กล่าวยั่วเย้าว่า “ท่านคิดสาบานเป็นพี่น้องกับเกอเกอเรา คิดเป็นเฉียนเกอเกอ* ของข้าพเจ้าจริงๆ?” ตาดำขลับของนางทั้งคู่คล้ายทอเปลวไฟสองกลุ่ม ก้มศีรษะเอียงอาย ฮัมเพลงว่า “ไม้ฟืนแห้งไฟร้อนแรง หุงหาอาหารได้ เฉียนเกอเฉียนเม่ย (พี่ชายบุญธรรมน้องสาวบุญธรรม) ชวนชิดสนิทสนม” หลังจากขับขานออกมา ก็อับอายจนมุดเข้าอ้อมอกของหยางหลิง บอกกล่าวว่า “นี่เป็นบทเพลงที่ข้าพเจ้าขับร้องที่นอกด่าน ท่านคิดเป็นเฉียน...เกอเกอข้าพเจ้าก็ได้”

* เฉียนเกอเกอแปลว่าพี่ชายบุญธรรม แต่คำเฉียนอ่านได้สองแบบ ถ้าออกเสียงว่าเฉียนหมายถึงเพศชาย หากออกเสียงว่ากานแปลว่าแห้ง

หยางหลิงคิดไม่ถึงว่า คุณหนูใหญ่ที่ยามอยู่เบื้องหน้าผู้อื่นคล้ายกุลสตรีอันดีงาม พออยู่เบื้องหน้ามันกลับคล้ายหญิงสาวนอกด่านที่เปิดเผยร้อนแรง

หม่าเหลียนเอ๋อปลุกปลอบความกล้าหาญเปิดอกพูดจา ใบหน้ากลายเป็นร้อนผ่าว ยกมือโอบรอบคอหยางหลิง อุณหภูมิบนหลังมือก็เพิ่มสูงขึ้น หน้าอกอันอวบอิ่มของนางใช่อุ่นระอุด้วยหรือไม่?

หยางหลิงทั้งที่ทราบว่าไม่สมควรนึกถึง แต่เมื่อสายตากระทบถูกหน้าอกราวกระต่ายหยกของนาง อดบังเกิดความคิดเช่นนี้มิได้ รู้สึกหน้าท้องร้อนรุ่มบังเกิดเป็นความกระสับกระส่าย จนแทบคิดจุมพิตปากจิ้มลิ้มของนาง

หยางหลิงเตือนสติตนเองว่า หากถลำลึกอีกก้าวหนึ่ง ก็ไม่อาจถอนตัวได้ ดังนั้นพลันดิ้นหลุดจากหม่าเหลียนเอ๋อ หม่าเหลียนเอ๋อไม่ทันระวัง ต้องเซถอยไปสองก้าว ใบหน้ากลับกลายเป็นขาวซีด ดวงตาที่งามราวกับเดือนเสี้ยวกลายเป็นเบิกค้าง

หากว่าหยางหลิงมีรักต่อนาง คิดตบแต่งนางเข้าบ้าน ไฉนปฏิบัติตานางเช่นนี้ หม่าเหลียนเอ๋อคิดควบคุมตัวเอง รักษาศักดิ์ศรีของสตรีไว้ แต่น้ำตากลับไหลรินลงมา

หยางหลิงไม่อาจหักใจทนดู ต้องเบือนหน้าไป กล่าวเบาๆ ว่า “คุณหนูเหลียนเอ๋อ หยางหลิงไม่คู่ควรให้ท่านฝากชีวิตไว้ ที่ข้าพเจ้าว่ากล่าวในวันนี้มิใช่เพื่อตัวเอง และมิใช่เพื่อโย่วเหนียง หากแต่เพื่อท่าน ผ่านไปสักสองปี อย่างมากสองปี ท่านจะเข้าใจว่าข้าพเจ้าไฉนปฏิเสธท่าน”

มันไม่กล้าเหลียวหน้ากลับไป หากแต่เดินออกไป จนกลืนหายกับม่านวิกาล

หม่าเหลียนเอ๋อเดินช้าๆ ถึงหน้าประตู มองดูทิศทางที่มันจากไปอย่างซึมเซา ชั่วครู่ค่อยช้อนตามองท้องฟ้า

ท้องฟ้ากระจ่างสดใส เดือนเต็มดวงคล้ายถาดเงิน ประชันแสงกับหมู่ดาว

หม่าเหลียนเอ๋อน้ำตาคลอหน่วย พึมพำว่า “พบกันหนึ่งครั้งครากลางเวหา ประเสริฐกว่านับครั้งมิถ้วนในแดนดิน...ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าท่านกล่าวอันใด ไม่เข้าใจว่าท่านหาข้ออ้างอันใด อาจบางทีสำหรับกับท่าน การอยู่ร่วมกันในคืนนั้นไม่นับเป็นอย่างไร แต่ท่านทราบหรือไม่ สำหรับกับข้าพเจ้า นั่นเป็นความสุขที่ชั่วชีวิตนี้ยากลืมเลือนได้”

 

 

จบเล่ม 1

หนังสือแนะนำ