รับตำแหน่งไป่ฮู่

ที่แท้วันนั้นทัพหมิงพอฝ่าออกจากวงล้อมของพวกตาดมองโกล ก็หลบหนีมาทางจุดพักม้าจีหมิง ทิ้งรถม้าสัมภาระหนักที่สันเขาอู่จา พวกตาดมองโกลเนื่องจากละทิ้งม้า เปลี่ยนเป็นสู้รบบนที่ราบ จึงถูกคลื่นมนุษย์ห่อหุ้มไว้ ได้แต่โถมไปยังเบื้องหน้า

ดังนั้นที่ราบหน้าจุดพักม้าจีหมิงปรากฏฉากสงครามที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แม่ทัพนายกองทั้งสองฝ่ายนำทหารคนสนิทหลายสิบคนห้อมล้อมอยู่รอบกาย ที่เหลือต่อสู้ตะลุมบอนวุ่นวาย ที่นำหน้าเป็นทหารหมิง ถัดมาเป็นพวกตาดมองโกล สุดท้ายเป็นทหารหมิง ทุกคนวิ่งจนหมวกเหล็กเอียงกระเท่เร่ หลอดเขาและธงสัญญาณล้วนตกหล่นหายไป

พวกตาดมองโกลความจริงไม่คิดไล่กวดตาม แต่พอเหลียวหน้าไป เห็นทหารหมิงดาหน้ามา หากว่าหยุดลง คงถูกเหยียบตายตาเท้า ได้แต่วิ่งต่อไป ทั้งสองฝ่ายวิ่งพลางสู้พลาง เนื่องจากมีกำลังพลไล่เลี่ยกัน ยามกะทันหันไม่ปรากฏผล

นับตั้งแต่หยางหลิงมาส่งข่าวที่ที่ทำการอำเภอ มินเสี้ยนหลิ่งก็วิตกกังวล สั่งคนหามมันขึ้นมารอคอยบนประตูเมือง เห็นกองทหารเข่นฆ่ามาดุจน้ำไหลบ่า สร้างความตื่นตระหนกยิ่ง สั่งให้ไพร่พลที่เหลือเคลื่อนย้ายยิ่งใหญ่มาเตรียมยิงจู่โจม

รอจนไพร่พลที่แตกพ่ายหลบหนีมาถึงที่ราบหน้าประตูเมือง เห็นทั้งสองฝ่ายหักไปประหัตประหารกัน ค่อยคาดเดาสาเหตุให้หลายส่วน หากว่าเปิดประตูเมืองออก พวกตาดมองโกลคงฉวยโอกาสบุกเข้าเมือง จึงตัดสินใจสั่งหารให้เจียงปิงเฝ้ารักษาเมือง ไม่เปิดประตูปล่อยให้ผู้ใดเข้ามา

ยามนั้นทหารหมิงร้องบอกให้เปิดประตูเมือง หวงฉียิ่นประคองมินเสี้ยนหลิ่งยืนอยู่บนกำแพงเมือง ร้องบอกว่า “พวกจ้าเมีหน้าที่สังหารข้าศึก อำเภอเรามีหน้าที่รักษาผืนแผ่นดิน หากพวกตาดมองโกลไม่ถอยทัพ ประตูเมืองจะไม่เปิดออก”

บางครั้งความหวาดกลัวถึงขีดสุดบังเกิดเป็นความกล้า ทหารหมิงไม่มีทางถอย พอเหลียวหน้ามอง พบว่าชาวมองโกลที่สูงใหญ่ก็วิ่งจนเหงื่อโซมกาย จึงบังเกิดเป็นความกล้าหาญ หันไปเข่นฆ่าสังหารศัตรู

มินเสี้ยนหลิ่งสั่งให้ไพร่พลรักษาเมืองสี่ร้อยกว่าคนชุมนุมบนกำแพงเมืองด้านทิศใต้ ยิงธนูช่วยเหลือทหารหมิง ถึงแม้ว่าฝ่ายตนผสมปนเปกัน อำนาจการทำลายล้างมีจำกัด แต่ก็ส่งผลคุกคามทางจิตใจ

ป๋อเอี๋ยนเมิ่งเคอนำทัพใหญ่ซุ่มโจมตี ทัพหมิงที่สุดปลายหุบเขาหูหลู พอเปิดฉากจู่โจม ทัพหมิงก็บาดเจ็บล้มตาย แม่ทัพทัพหน้าเฮ่อสือเจี๋ยเสียชีวิต ป๋อเอี๋ยนเมิ่งเคอไม่กวดตามมา คิดไม่ถึงการต่อสู้กลับกลายเป็นเช่นนี้

ยามนี้กำลังของมันมีจำนวนมากกว่าทัพหมิง ความสามารถในการต่อสู้ตะลุมบอนก็เหนือกว่าทัพหมิง แต่ว่าสังหารศัตรูหนึ่งพัน ตนเองสูญเสียแปดร้อย หากคิดเข่นฆ่าทหารหมิงที่ต่อสู้จนตาแดงฉานให้หมดสิ้น มันก็ไม่แน่ใจว่ากำลังฝ่ายตนจะหลงเหลืออีกเท่าใด

มันไม่ลืมเลือนว่ายังมีทัพหมิงอีกสายหนึ่งกำลังยกมา หากไม่รีบเผด็จศึก ฝ่ายตนกลับถูกผู้อื่นโอบกอดไว้ ดังนั้นป๋อเอี๋ยนเมิ่งเคอได้แต่รวบรวมกำลังล่าถอยกลับไป ดีที่ตอนนี้ทัพหมิงแยกย้ายกันต่อสู้ ไม่สามารถจัดตั้งขบวนตอบโต้อย่างได้ผล การต่อสู้ตะลุมบอนดำเนินถึงยามวิกาล ป๋อเอี๋ยนเมิ่งเคอค่อยนำกำลังล่าถอยจากไป

มินเสี้ยนหลิ่งค่อยเปิดประตูเมืองรับทหารหมิงที่เหลือเข้าเมือง เหล่าทหารหมิงเฉกเช่นนกหวาดเกาทัณฑ์ กระทั่งกำลังขวัญเก็บกวาดสมรภูมิยังไม่มี การศึกครั้งนี้ทัพหมิงสูญเสียไพร่พลสองพันคน ยังมีรถศึกสามร้อยคนกับม้าศึกแปดร้อยตัวล้วนทิ้งอยู่ที่หุบเขาหูหลู่

เหอชานเจี้ยงอยู่เฝ้าจุดพักม้าจีหมิงสามวัน จนกระทั่งได้รับคำสั่งจากสำนักแม่ทัพจ่งปิงเขตเซวียนฝู่ ค่อยถอนกำลังกลับไป ส่วนปี้ชุนประจำการที่จุดพักม้าจีหมิง เหอชานเจี้ยงทราบดีว่าความเพลี่ยงพล้ำครั้งนี้ส่งผลให้ชีวิตรับราชการทหารของตนเองมืดหม่นลง ได้แต่รอฟังคำกล่าวโทษจากผู้บังคับบัญชา

หยางหลิงพอกลับมาก็แสดงความเห็นต่อคุณภาพของไพร่พล และความสามารถในการใช้อาวุธเพลิงต่อเหอชานเจี้ยง ในความเห็นมัน การให้ความสำคัญแก่แม่ทัพ ไม่ให้ความสำคัญแก่ไพร่พลถือเป็นปัญหาสำคัญ ถึงแม้แม่ทัพเหี้ยมหาญดุจราชสีห์ ไพร่พลร้อยหมื่นกลับคล้ายถาดทรายที่กระจัดกระจาย แต่ว่ามันพอล่าถอยจากมา เหอชานเจี้ยงก็โยนรายงานทิ้ง แค่นหัวร่อกล่าวว่า “นักศึกษาผู้หนึ่งยังมีความรู้ด้านการทหารอันใด?”

กลับเป็นหลิวกงกงลอบเก็บรายงานขึ้นมาซุกไว้ในอกเสื้อ ถือเป็นหลักฐานตำหนิติเตียนเหอชานเจี้ยง จากนั้นหลิวกงกงเขียนหนังสือกราบทูลฉบับหนึ่ง ใช้ม้าเร็วส่งไปยังนครหลวง รายงานว่า “ทัพเราสูญเสียอย่างหนัก แม่ทัพบู๊ชั้นที่สี่ต่อสู้จนตัวตาย เป็นเพราะเหอชานเจี้ยงกระทำการตามอำเภอใจ จนถูกพวกตาดมองโกลฉกฉวย”

หลังจากที่สงครามสงบลงเจ็ดวัน หยางเหล่าไท่แหยเป็นห่วงบ้านช่องไร่นา จึงนำคนในตระกูลหยางเดินทางกลับบ้านเกิด หยางหลิงค่อยหายใจโล่งอก

ยามนี้มันค่อยทราบว่าวงศ์ตระกูลสมัยนั้นทรงอิทธิพลเพียงไหน หากมีคนผู้หนึ่งพอมีหน้ามีตา ก็ต้องรับผิดชอบต่อทั้งตระกูล ตระกูลหยางมีผู้คนหกเจ็ดสิบคนพอเข้าเมือง ไม่ว่าของกินของใช้ล้วนเรียกร้องจากมัน ราวกับว่านี่เป็นภาระหน้าที่ของมัน นับเป็นที่ขบคิดไม่เข้าใจจริงๆ

อย่างยากเย็นค่อยส่งคนเหล่านี้จากไป หยางหลิงค่อยพกความรู้สึกโล่งอกกลับที่ทำการเจ๋อเฉิง ปรากฏพนักงานผู้น้อยคนหนึ่งเข้ามารายงานว่า “ใต้เท้า มีบุคคลผู้หนึ่งต้องการพบท่าน รออยู่ที่ห้องรับแขกเป็นเวลานาน”

หยางหลิงรีบละทิ้งสายบังเหียนให้แก่เจ้าหน้าที่ของที่ทำการ รีบรุดไปยังห้องรับแขกเล็กๆ หลังนั้น เห็นชายชราชุดเขียวผู้หนึ่งนั่งไขว่ห้างบนเก้าอี้ จิบชาอย่างสบายอารมณ์ จึงกล่าว “เซียนเซิง (คำยกย่องบุรุษ) ท่านนี้ ข้าพเจ้าเป็นขุนนางเจ๋อเฉิงของอำเภอนี้ ไม่ทราบว่ามีคำชี้แนะใด?”

ชายชราผู้นี้มีอายุห้าสิบเศษ ใบหน้าซูบสดใส ความจริงหลับตาพริ้ม พอฟังค่อยลืมตาขึ้น ทักทายว่า “หยางเหล่าตี้ (น้องแซ่หยาง) กลับมาแล้ว ยังจำเราได้หรือไม่?”

กล่าวพลางวางถ้วยชาลงบนโต๊ะเตี้ย หยางหลิงเห็นมันสวมแหวนหยกวงหนึ่ง ยุคสมัยนั้นไม่มีสินค้าสำเร็จรูปอันใด แต่ดูจากเนื้อหยกแสดงว่ามีค่าไม่เบา จึงสำรวจดูอีกฝ่าย รู้สึกคุ้นตาอยู่บ้าง แต่ยามกะทันหันนึกไม่ออกว่าเคยเห็นจากที่ใด?”

ชายชราชุดเขียวเห็นหยางหลิงเกิดความกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง จึงผุดลุกขึ้นกล่าวว่า “ครั้งก่อนเราท่านได้พบกันในที่นี้ ตอนนั้นเราเป็นแขก ท่านก็เป็นแขก ผ่านไปหนึ่งเดือน ท่านกลับกลายเป็นเจ้าของสถานที่แล้ว”

หยางหลิงอุทานดังอา ประสานมือกล่าวว่า “ข้าพเจ้านึกออกแล้ว ท่านเป็น...ท่านเป็นสหายของหม่าเจ๋อเฉิง เป็นพ่อค้าสมุนไพรแดนชวนส่าน* อู๋เจี๋ยอู๋เหล่าเซียนเซิง”

* ชื่อย่อของเสฉวนส่านซี

อู๋เจี๋ยเป็นพ่อค้าสมุนไพรที่ครั้งก่อนช่วยเหลือหม่าเจ๋อเฉิง เกลี้ยกล่อมให้ตระกูลหวังถอนฟ้อง พอฟังจึงหัวร่อฮาฮาออกมา จากนั้นหน้าเคร่งขรึมลงกล่าวว่า “เรามิใช่สหายของหม่าเจ๋อเฉิง หากเป็นผู้บังคับบัญชาของมัน หยางเจ๋อเฉิง ตอนนี้...เรายังเป็นผู้บังคับบัญชาของท่าน”

หยางหลิงใจสั่นสะท้าน มองดูชายชราที่บัดเดี๋ยวยิ้มแย้มแจ่มใส บัดเดี๋ยวเคร่งขรึมจริงจัง พลันบังเกิดปฏิภาณวูบร้องโพล่งว่า “เหล่าเซียนเซิงเป็น...เป็นคนของกรม...”

อู๋เจี๋ยยิ้มออกมากล่าวอย่างแช่มช้าว่า “ตอนนี้ท่านก็เช่นกัน หยางไป่ฮู่ (นายร้อยแซ่หยาง)”

หยางหลิงตะลึงลานกับที่ ไป่ฮู่เป็นขุนนางชั้นที่หก ทั้งเป็นตำแหน่งทางทหาร ไม่ทราบตนเองสมัครเข้าเป็นทหาร ทั้งรับตำแหน่งไป่ฮู่ตั้งแต่เมื่อใด?

อู๋เจี๋ยเห็นมันปากอ้าตาค้าง จึงโบกมือกล่าวว่า “ไม่ต้องแตกตื่นไป กรมทะเบียนราษฎร์มีหนังสือแต่งตั้งท่านอย่างเป็นทางการแล้ว คำสั่งจะมาถึงในบัดดล ขุนนางเจ๋อเฉิงของต้าหมิงแม้ขึ้นตรงต่อกรมทะเบียนราษฎร์ แต่ทุกผู้คนล้วนทราบว่าขุนนางเจ๋อเฉิงแห่งนี้เป็นคนของกรมความมั่นคงแผ่นดินเรา

“เราเชียนฮู่ (นายพัน) ส่งคนตรวจสอบท่านแล้ว ท่านเป็นบัณฑิตซิ่วไฉในปีที่สิบห้ารัชกาลหงจื้อ ชาติตระกูลไม่ด่างพร้อย สืบเชื้อสายขุนนางตระกูลหยางยุคซ้องเหนือ เราได้รับคำสั่งใต้เท้าจางหน่วยเป่ยเจิ้นฝู่ซือ รับตัวท่านเข้ากรมความมั่นคงแผ่นดิน รับผิดชอบข้อมูลข่าวสารละแวกไหวไหล ดำรงตำแหน่งไป่ฮู่ ทุกเรื่องราวล้วนรับคำสั่งจากเราเชียนฮู่”

กล่าวพลางล้วงม้วนภาพหนึ่ง ป้ายประจำตัวอันหนึ่งจากในแขนเสื้อ ยื่นส่งต่อหยางหลิง ยิ้มพลางกล่าวว่า “หยางไป่ฮู่ หม่าเจ๋อเฉิงลำบากลำบนมาครึ่งชีวิต ยังไม่ได้เลื่อนขึ้นเป็นไป่ฮู่ ท่านแม้เพิ่งรับตำแหน่งเจ๋อเฉิง แต่ก็กระทำความดีความชอบให้กับต้าหมิง จึงได้รับการปูนบำเหน็จเช่นนี้ ตำแหน่งไป่ฮู่ของกรมความมั่นคงแผ่นดินเรา ยังเหนือกว่าตำแหน่งเชียนฮู่ของกองทัพอีก ท่านอย่าได้สร้างความผิดหวังแก่ใต้เท้าเจิ้นฝู่ไป”

หยางหลิงรับป้ายประจำตัวมาอย่างงุนงงตะกุกตะกักว่า “ข้าพเจ้า...ผู้น้อยขบคิดไม่เข้าใจ ข้าพเจ้ากระทำความดีความชอบอันใด?”

อู๋เจี๋ยยิ้มพลางกล่าวว่า “สร้างผลงานไม่อวดโอ่แม้เป็นเรื่องดี แต่ท่านก็ไม่ต้องถ่อมตนไป ราชบุตรชนเผ่าตาร์ตาร์แห่งมองโกลวางกับดักที่หุบเขาหูหลู่ คิดกวาดล้างทัพหมิงเราให้สิ้นซาก ดีที่หน่วยสอดแนมลับของกรมความมั่นคงแผ่นดินสืบทราบข่าวนี้ หยางเจ๋อเฉิงควบม้าไปส่งข่าว ทัพหมิงค่อยรอดพ้นจากการถูกเข่นฆ่าสังหารสิ้น นี่มิใช่ความดีความชอบหรอกหรือ?”

หยางหลิงร้องโพล่งว่า “ใต้เท้าเชียนฮู่เข้าใจผิดแล้ว ข้าพเจ้าทราบข่าวรุดไปก็สายเกินการณ์ หากมิใช่ปี้ตูซือเข่นฆ่าเป็นทางโลหิตสายหนึ่ง ทัพเรา...”

อู๋เจี๋ยหน้าเคร่งเครียดเย็นชาลง ตาทอประกายอำมหิตที่สามารถชี้เป็นชี้ตายผู้คน กล่าวย้ำทีละคำว่า “ราชบุตรตาร์ตาร์วางกับดักที่หุบเขาหูหลู คิดกวาดล้างทัพหมิงเราให้สิ้นซาก เหอชานเจี้ยงคิดสร้างผลงานบุกทะลวงฝ่า หยางเจ๋อเฉิงกรมความมั่นคงแผ่นดินควบม้าไปส่งข่าว ทัพหมิงค่อยรอดพ้นจากชะตากรรมพินาศย่อยยับสิ้น ใช่หรือไม่?”

หยางหลิงหัวใจตกวูบลง กล่าวอย่างลืมตัวว่า “เรื่องนี้...ถูกแล้ว”

อู๋เจี๋ยผงกศีรษะเล็กน้อย พลันยิ้มออกมา กล่าวว่า “ท่านความจริงเป็นนักศึกษา อบู่ห่างไกลจากราชสำนัก ไม่ล่วงรู้เรื่องของบ้านเมือง มีเรื่องบางประการไม่เข้าใจ ความจริงไม่อาจโทษว่าท่าน แต่ตอนนี้ท่านเป็นคนของกรมความมั่นคงแผ่นดิน ดังนั้นมีเรื่องบางประการที่ไม่เข้าใจก็ต้องทำความเข้าใจ”

หยางหลิงกล่าวว่า “ใต้เท้าหมายความว่า...”

อู๋เจี๋ยยกมือที่สวมแหวนหยกลูกคาง กล่าวช้าๆ ว่า “ราชสำนักต้องรักษาหน้าตา กองทัพต้องมีแพะรับบาป กรมความมั่นคงแผ่นดินต้องการความดีความชอบนี้ เข้าใจหรือไม่?”

............

พรุ่งนี้จะเป็นวันขึ้นสิบห้าค่ำเดือนหนึ่ง* แล้ว ชาวบ้านที่เผชิญการจู่โจมจากพวกตาดมองโกล ในคืนสิ้นปีเตรียมฉลองเทศกาลปีใหม่ หลังจากที่เหอชานเจี้ยงจากไปด้วยความหม่นหมอง เหล่าขุนนางจุดพักม้าจีหมิงเริ่มจัดงานเลี้ยงรื่นเริงกัน

* เทศกาลง่วนเซียว

อู๋เชียนฮู่บอกว่าคำสั่งแต่งตั้งจากกรมทะเบียนราษฎร์จะมาถึงในบัดดล ต้องรอถึงสิบวันให้หลังค่อยมาถึง ช่วยให้หยางหลิงล่วงรู้ถึงประสิทธิภาพในการทำงานของระบบราชการลับกับช่องทางปรกติของทางการ

วันนี้มินเสี้ยนหลิ่งจัดเลี้ยงปี้ชุน ถึงแม้ราชสำนักยังไม่ประกาศปูนบำเหน็จ แต่ทุกผู้คนทราบว่าท่านนายอำเภอต้องได้เลื่อนตำแหน่ง ถึงแม้เหอชานเจี้ยงสู้รบเพลี่ยงพล้ำ แต่มินเสี้ยนหลิ่งไม่ต้องรับผิดชอบ มันเป็นขุนนางบุ๋น กลับปลิดปลงลูกหลานของราชบุตรตาร์ตาร์ ในสายพระเนตรของฮ่องเต้ ตลอดจนขุนนางใหญ่ทั้งหลาย ยังมีความหมายทางการเมืองยิ่งกว่าการทำสงครามสู้รบอีก

หนังสือแนะนำ