พบโดยบังเอิญ

หม่าเหลียนเอ๋อกระอักกระอ่วนยิ่ง ได้แต่กล่าวด้วยใบหน้าแดงฉานว่า “ต้าสู (ท่านอา) ขออภัยยิ่ง ข้าพเจ้า...กับเซี่ยงกงยามออกนอกบ้านระมัดระวังเกินเหตุไป”

หยางหลิงงงงันวูบ หากมันอธิบายอีกคงยิ่งแก่ตัวยิ่งยุ่งเหยิง ได้แต่ปิดปากลง ชายฉกรรจ์ก็มีสีหน้าเข้าใจ กล่าวว่า “ใช่กลับไปบ้านมารดาช่วงปีใหญ่กระมัง ระหว่างนี้พวกตาดมองโกลอาละวาดวุ่นวาย พวกเราก็คิดอพยพเข้าเมือง อย่างนั้นตามพวกเรามาเถอะ”

ชายฉกรรจ์แซ่หานเรียกว่าหานหลิน บุตรคนโตเรียกว่าหานเหว่ย บุตรคนรองเรียกว่าหานอู่ บุตรคนเล็กตั้งชื่อม่านชาง (เต็มยุ้งฉาง) ชาวบ้านที่ยากไร้นิยมตั้งชื่อเป็นมงคลให้กับลูกหลาน หยางหลิงเคยพบเห็นคนชื่อม่านชางหลายคน ทุกคนล้วนยากจนข้นแค้น

ที่ซ่อนตัวของหานหลินอยู่ในภูเขาที่เว้าเข้าไปที่เบื้องหน้า ระหว่างทางรับตัวผู้อพยพนับร้อยคน ล้วนอาศัยฝีมือล่าสัตว์ของพ่อลูกเหล่านี้ค่อยดำรงชีวิตมาได้ เพียงแต่ทั้งครอบครัวไม่ถนัดในการสื่อสาร แยกย้ายกันแบกเหยื่อที่ล่าได้ก้าวยาวๆ ออกเดินทาง

หานม่านชางกลับจูงเลียงผาตามหลังมองดูหยางหลิง เหลียวดูหม่าเหลียนเอ๋ออย่างยิ้มแย้ม จากนั้นกระซิบบอกว่า “พี่ใหญ่หยาง ภรรยาท่านงดงามยิ่ง ยังงดงามกว่าเจี่ยเจีย (พี่สาว) เราอีก”

หม่าเหลียนเอ๋อหน้าแดงสดใส ที่หว่างคิ้วอดฉายแววยินดีมิได้ คำ “ภรรยา” นี้สั่นสะท้านจิตใจนางนัก หยางหลิงต้องกระแอมไอ ทั้งไม่อาจยอมรับและไม่อาจปฏิเสธ ได้แต่แสร้งเป็นหนวกใบ้

หานอู่ก็กล่าวกับหานเหว่ยว่า “พี่ใหญ่ หลังหิมะตกหนักฝูงสัตว์ออกหาอาหาร เป็นโอกาสเหมาะกับการล่าสัตว์จริงๆ คราครั้งนี้ผู้คนนับร้อยมีซุปเนื้อรับประทานแล้ว”

หานเหว่ยส่งเสียงดังอืมม์กล่าวว่า “เหล่าคนหนุ่มชักชวนกันออกไปหาผลไม้ บวกกับเหยื่อที่ล่าได้ เพียงพอกับการให้ทั้งหมดรับประทานหนึ่งมื้อ คาดว่าคืนมะรืนจะเดินทางถึงจุดพักม้าจีหมิงแล้ว”

หานอู่ร้องเพ้ยคำหนึ่งกล่าวว่า “แม้แต่เด็กเล็กคนชรายังรู้จักเก็บกิ่งไม้ให้ทั้งหมดก่อไฟเพิ่มความอบอุ่น แต่ซันเกอ (พี่สาม) ตระกูลหยางไม่ทำอะไร เอาแต่นั่งรับประทาน ช่างน่าคลั่งใจนัก”

หานเหว่ยใช้ศอกกระทบร่างมันกล่าวว่า “อย่าได้โวยวายไปแล้ว ท่านพ่อได้ยินจะเตะท่านเท้าหนึ่ง นั่นเป็นญาติของเม่ยฟู (น้องเขย) เรา ได้แต่แบ่งปันอาหารให้”

หานม่านชางทางหนึ่งฉุดลากเลียงผาเดินทาง ทางหนึ่งกล่าวอย่างขุ่นข้องใจว่า “พวกเราไม่ควรหลบหนีมา พวกตาดมองโกลปล้นชิงหมู่บ้านมีเพียงสามสิบคน ด้วยฝีมือของพวกเรา ยังไม่จัดการพวกมันได้หรือ?”

หานหลินหันมาดุว่า “โอหังบังอาจนัก หลังจากจัดการกับพวกตาดมองโกลหลายสิบคน จะชักนำพวกตาดมองโกลหลายร้อยหลายพันคนมาเหยียบย่ำหมู่บ้านจนราบคาบ ยามอยู่บนสมรภูมิ วิชาฝีมือส่วนบุคคลมีประโยชน์อันใด?”

มันยกมือเท้าสะเอว สั่งสอนบุตรชายว่า “ขณะที่เราฝึกวิทยายุทธ์ที่วัดเส้าหลิน ฟังว่าในรัชกาลหย่งเล่อ พระองค์ประกาศกำจัดขุนนางโฉดข้างพระองค์ มหาสมณะเต้าเยียนระดมหลวงจีนนักรบสามร้อยรูปเข้าช่วยเหลือ สุดท้ายมีชีวิตรอดกลับมาเพียงร้อยกว่ารูป กว่าครึ่งยังทุพพลภาพพิการ เมื่อสองทัพทำสงคราม ยอดฝีมือไม่กี่ร้อยคนเกิดผลอันใด?”

หยางหลิงรับฟังถึงตอนนี้ พลันใจเต้นระทึกขึ้น บังเกิดความประการหนึ่งผ่านเข้าสู่ห้วงสมอง ‘คงไม่กระมัง มันแซ่หาน มีบุตรชายสามคน เคยฝึกวิทยายุทธ์ที่วัดเส้าหลิน ตอนนี้เป็นนายพรานผู้หนึ่ง หรือว่านี่เป็นเยี่ยจั้ง (พ่อตา) กับต้าจิ่วและเสี่ยวจิ่ว (พี่ชายน้อยชายภรรยา) ที่ไม่เคยพบหน้าค่าตากัน แต่ว่าเราไม่รู้จักมัน มันไฉนไม่รู้จักเรา?’

ซึ่งความจริงต่อให้มันไม่หน้าตามอมแมม หานหลินผู้เฒ่าก็ไม่นึกถึงบุตรชาย หลังจากที่บุตรีแต่งออกไป หานหลินแม้เห็นหน้าเขยขวัญ แต่ตอนนั้นมันหน้าเหลืองซีด หลงเหลือลมหายใจรวยริน ต่างกับตอนนี้อย่างมาก

หานหลินทราบจากปากคำผู้บ้านที่อพยพลี้ภัยว่า เขยขวัญทุเลาหายดี โยกย้ายเข้าจุดพักม้าจีหมิงไป ต่อให้ตอนนี้เห็นมันคุ้นหน้าคุ้นตา ก็ไม่คาดคิดว่าบุรุษที่นำภรรยาเข้าเมืองไปเยี่ยมญาติเป็นบุตรเขยตนเอง

หยางหลิงพอนึกระแวงสงสัยก็เลียบเคียงถามว่า “หานต้าสู พวกท่านหลบหนีมาจากที่ใด?”

หานหลินกล่าวว่า “มาจากสันเขาผิงหยุน เราล่าสัตว์ในป่าสิบกว่าวัน พอกลับบ้านก็เผชิญกับพวกตาดมองโกล จึงรีบนำเพื่อนบ้านหลบหนีเข้าหุบเขา พวกท่านทั้งสองมาจากที่ใด?”

หยางหลิงใจสั่นสะท้าน ที่แท้ชายฉกรรจ์คลุมหนังสัตว์ผู้นี้เป็นเยี่ยจั้งของตนเองจริงๆ จึงรีบกล่าวแก้ไขว่า “ต้าสูเข้าใจผิดแล้ว คุณหนูท่านนั้นมิใช่ภรรยาเรา เมื่อครู่เนื่องจากไม่ล่วงรู้เส้นสนกลใน จึงกล่าวโป้ปดท่าน”

หานหลินส่งเสียงดังอ้อ มองดูมันด้วยความเคลือบแคลงสงสัย หยางหลิงก็อธิบายว่า “ความจริงแล้วพวกเราออกจากจุดพักม้าจีหมิง เพื่อแจ้งข่าวต่อทัพหมิง สุดท้ายเกิดการสู้รบถูกพวกตาดมองโกลไล่กวดจนหลงทางในดงไม้ ตอนนั้น...นางแตกตื่นจนขวัญฝ่อ ท่านคงเข้าใจกระมัง...” พลางเปิดเผยรอยิ้มของบุรุษต่อพ่อตาคราหนึ่ง

หานหลินหัวร่อเป็นเชิงเข้าใจ หลังจากหัวร่อก็ยกมือลูบเครา ไม่ทราบว่าตนเองเข้าใจอันใด แต่ไม่สะดวกกับการถามต่อ หยางหลิงฉวยโอกาสบอกเล่าเหตุการณ์ที่ตนเองส่งข่าว ติดกับ หลบหนี จวบจนเผชิญสุนัขป่าเป็นการปูทางเอาไว้

ในหุบเขาเบื้องหน้า ผู้คนทั้งหลายนำลำต้นไม้มาปลูกสร้างเป็นเพิง เบื้องบนปูใบไม้ไว้ ถือเป็นบ้านชั่วคราว ที่หน้าเพิงยังตั้งหม้อที่หูแหว่งหลายใบ ข้างล่างสุมไม้ฟืน เผาไหม้ดังเพียะพะ น้ำหิมะในหม้อเริ่มเดือด ปรากฏควันขาวลอยขึ้นมา

คนเหล่านี้มีประสบการณ์ในการอพยพลี้ภัย นำชามเหล็กกระบวยตักน้ำมาด้วย ทั้งหมดเห็นหานหลิงสามพ่อลูกล่าเหยื่อได้มากมายถึงเพียงนี้ ผู้ลี้ภัยที่สวมเสื้อผ้าเก่าขาด สีหน้าเซื่องซึมค่อยมีชีวิตชีวาอยู่บ้าง พากันเข้ามารับเหยื่อที่ล่าได้ไปปรุงเป็นอาหาร

ถึงแม้ว่าหานหลิงยังนำคนแปลกหน้ามาสองคน หนึ่งในสองยังเป็นหญิงสาวงดงาม แต่ในสายตาของผู้ลี้ภัย รูปโฉมความงามยังไม่มีแรงดึงดูดใจเท่าหมั่นโถวใบหนึ่ง

หานหลิงเชิญหยางหลิงกับหม่าเหลียนเอ๋อไปที่เพิงพักของมัน หานหลิงกับพวกหั่นเนื้อสุนัขป่ากับเนื้อกวางลงในหม้อ มีสตรีชราผมหงอกขาวนางหนึ่งล้วงถุงออกมาใบหนึ่ง โรยข้าวสารลงในหม้อ ใส่เกลือเล็กน้อย ต่อจากนั้นผสมผลไม้ที่ผู้ลี้ภัยทั้งหลายเก็บมาลงไป ในอากาศเริ่มส่งกลิ่นหอมของอาหารออกมา

พลันได้ยินสุ้มเสียงชราภาพเสียงหนึ่งดังว่า “หานเหล่าตี้ (น้องแซ่หาน) วันนี้สามารถไปถึงจัดพักม้าจีหมิงหรือไม่ มีคนบ้านเดียวกันหลายคนถูกความเย็นแทรกซึม หากไม่มีหมอไม่มีหยูกยา เกรงว่าไม่อาจทนทานต่อไป”

หยางหลิงกวาดตาไปตามเสียง เห็นชายชราผู้หนึ่งถือไม้เท้าพยุงกายเดินเข้ามา ชายชราใบหน้าแดงเข้ม คิ้วขาวยาวจรดจอน พอเหลือบแลเห็นหยางหลิง ก็ตะลึงลานกับที่ หยางหลิงก็เหม่อมองดูชายชรานั้น จดจำออกว่าวันที่สองหลังจากที่มันฟื้นคนชีพมา ชายชราผู้นี้ยังขึ้นเขามาเยี่ยมเยียนมัน ที่แท้เป็นหัวหน้าตระกูลหยาง...หยางเหล่าไท่แหย

หยางเหล่าไท่แหยพลันเงื้อไม้เท้าขึ้น ฟาดหวดใส่หยางหลิง ด่าทอว่า “คนไม่รักดี กระทั่งสมบัติของบรรพพชนยังขายทิ้ง เจ้าสามารถแบกหน้าไปพบกับบิดาเจ้า ตลอดจนบรรพบุรุษทั้งหลายได้หรือ เรื่องสำคัญเช่นนี้กลับไม่หารือกับเรา”

หยางหลิงล่าถอยหลบเลี่ยง พลางครุ่นคิด ‘เราขายสมบัติที่นา หารือกับท่านทำอะไร ตระกูลหยางยังยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือ?’

หานหลินฉุดแขนหยางเหล่าไท่แหยไว้กล่าวว่า “เหล่าเกอ (พี่ผู้ชรา) ท่านทำอะไร มีคำพูดค่อยๆ ว่ากล่าวกัน”

หยางเหล่าไท่แหยกล่าวอย่างขุ่นแค้นว่า “ทราบแต่แรกว่าท่านต้องปกป้องกูแหย (เขยขวัญ) ของท่าน เดรัจฉานน้อยนี้ขายสมบัติบรรพชนไม่หารือกับทางตระกูล มันยังถือว่าเป็นคนของตระกูลหยางหรือ?”

หานหลินลืมตาค้าง สำรวจดูหยางหลิง ยิ่งมองดูยิ่งพบว่าคลับคล้ายบุตรเขยที่ล้มป่วย ต้องกล่าวอย่างลังเลว่า “มัน...มันเป็นกูแหยเรา?”

หยางเหล่าไท่แหยเหลือกตาขึ้นกล่าวว่า “พวกท่านสมคบคิดกันหลอกเราหรือ สายตาเรายังไม่ฝ้าฟาง เราเฝาดูหลิวเอ๋อจนเติบใหญ่ ยังดูผิดไปหรือ?”

หยางหลิงแสร้งเป็นใจหายวาบ เข้าไปทำความรู้จักว่า “ท่านคือ...เยี่ยจั้ง (ท่านพ่อตา)?” หากมันไม่เสแสร้งแสดงละคร เยี่ยจั้งผู้เฒ่ายังเชื่อคำอธิบายเมื่อครู่หรือ ผู้ใดให้มันก่อนตายถูกหม่าเหลียนเอ๋อจูบปากคราหนึ่ง พานถูกเยี่ยจั้งผู้เฒ่าพบเห็น

เนื่องจากหยางหลิงปูทางไว้ก่อน เยี่ยจั้งผู้เฒ่าซึ่งยังไม่เฒ่าชราเห็นกูแหยยังมีชีวิตอยู่ สร้างความยินดียิ่ง ฉุดดึงบุตรเขยเอาไว้ สอบถามถึงชีวิตความเป็นอยู่ของบุตรี

แต่ต้าจิ่ว (พี่ชายภรรยา) ทั้งสองยากตบตาได้ พอฟังว่าหยางหลิงเป็นเม่ยฟู (น้องเขย) สายตาของทั้งสองก็ไม่เป็นมิตรอยู่บ้าง หยางหลิงมองดูหมัดอันใหญ่โตมโหฬารของพวกมันรู้สึกขนลุกกเกรียวอยู่บ้าง เห็นหยางเหล่าไท่แหยยังขุ่นข้องหมองใจเรื่องที่ตนเองขายสมบัติที่นาออกไป จึงฉวยโอกาสปละจากต้าจิ่วทั้งสอง เดินเข้าหาหยางเหล่าไท่แหย กล่าวว่า “ต้าป๋อ (ลุงใหญ่) ข้าพเจ้าทราบว่าท่านไม่พอใจที่ข้าพเจ้าจัดการสมบัติของตระกูลโดยพลการ ขอถามต้าป๋อ ตระกูลหยางเรามาจากที่ใด จำเดิมมีบ้านช่องที่นาหรือ?”

หยางเหล่าไท่แหยงงงันวูบ ไม่ทราบว่ามันสอบถามด้วยเจตนาใด จึงกล่าว “พวกเราสืบเชื้อสายจองจี้เย่กง* ราชวงศ์ซ้อง นับตั้งแต่อพยพจากมณฑลซานสีผ่านไปห้ารุ่น เมื่อซุ่นเต๋อกงอพยพขึ้นเหนือ เพียงนำบุตรภรรยามา ซื้อที่นาภูเขาที่จัดพักม้าสิบมู่ ตอนนี้ตระกูลเรามีสมาชิกเพิ่มขึ้น ครอบครองที่ดินนับร้อยมู่ พวกเราเป็นที่ผู้เยาว์รุ่นหลังไหนเลยผลาญสมบัติของตระกูลได้?”

* คำกงเป็นคำเรียกบรรพชนด้วยความเคารพ หยางจี้เย่คือหยางเย่แห่งขุนศึกตระกูลหยาง

ตอนที่หยางเหล่าไท่แหยมาเยี่ยมหยางหลิงก็ได้ยินมันบอกเล่าวีรกรรมของบรรพบุรุษ ฟังว่าพวกมันเป็นทายาทขุนศึกตระกูลหยางมณฑลซานซี เป็นเชื้อสายของแม่ทัพใหญ่ราชวงศ์มองโกลหยางโหย่ว ครั้นถึงราชวงศ์หมิง มีบรรพชนชื่อหยางซุ่นเต๋ออพยพมาถึงที่นี้กลายเป็นตระกูลหยางแห่งไหวไหล

แต่ว่าขุนศึกตระกูลหยางแตกกิ่งก้านสาขา มีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมือง ในราชวงศ์เป่ยฮั่น เป่ยโจว ซ้อง มองโกลและหมิงล้วนมีทายาทตระกูลหยางเข้ารับราชการ ดังนั้นมีคนแซ่หยางที่แอบอิงขุนศึกตระกูลหยางไม่น้อย หยางหลิงจึงเชื่อครึ่งมิเชื่อครึ่ง ยามนั้นกล่าวว่า “นั่นก็ใช่แล้ว ตอนที่ซุนเต๋อกงอพยพมา ไม่มีบ้านช่องห้องหับ มิใช่สร้างเนื้อสร้างตัวจนมีฐานะถึงเพียงนี้หรอกหรือ ผู้หลานก็ดิ้นรนหาทางออก เชิดหน้าชูตาของตระกูลหยาง ตอนนี้หลิงเอ๋อเป็นขุนนางเจ๋อเฉิงจุดพักม้าจีหมิง มิใช่ดีกว่าอยู่เฝ้าที่นาเป็นชาวนาผู้หนึ่งหรอกหรือ?”

หยางเหล่าไท่แหยฟังว่าหยางหลิงขึ้นเป็นขุนนาง สร้างความยินดีจนเลิกคิ้วขาวโพลน ความโกรธแค้นปลาสนาการสิ้น ซักถามถึงเรื่องที่มันขึ้นเป็นขุนนาง หยางหลิงก็บอกเล่าเรื่องราวที่ตนเองเป็นซือแหย (ผู้ช่วยนายอำเภอ) จนขึ้นเป็นขุนนางเจ๋อเฉิงออกไป

หลังจากพูดปลอบโยนหยางเหล่าไท่แหย เหลียวหน้ากลับมา เห็นต้าจิ่วทั้งสองยังจับจ้องมองตนเอง หยางหลิงต้องลอบคร่ำครวญในใจ มันพลันพบว่าต้าจิ่วทั้งสองเปลือกนอกสัตย์ซื่อโง่งม แต่สายตากลับหลักแหลมยิ่ง

เห็นหานอู่เดินเข้ามา ตบไหล่ของหยางหลิงกล่าวอย่างสนิทสนมว่า “เม่ยฟูมีความสามารถยิ่ง ไปที่อำเภอเดือนเศษ ก็ขึ้นเป็นขุนนาง เม่นจื่อ (น้องสาว) เราอายุยังเยาว์ ไม่ล่วงรู้กฎเกณฑ์ เม่ยฟูโปรดให้อภัยด้วย”

หยางหลิงฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า “เอ้อเกอ (พี่รอง) กล่าววาจาใด โย่วเหนียงดีต่อข้าพเจ้า เราสองสามีภรรยาร่วมทุกข์ร่วมสุข ข้าพเจ้า...รักใคร่โย่วเหนียงยิ่ง”

หานอู่กล่าวด้วยความยินดีว่า “อย่างนั้นก็ประเสริฐ เม่ยฟูเป็นบัณฑิตนักศึกษา ย่อมรู้หลักเหตุผลที่ว่าไม่ละทิ้งภรรยาที่ร่วมกินกากเหล้าประรำ* มา เรากลับคิดมากไปแล้ว”

* ตรงกับสำนวนไทยที่ว่ากัดก้อนเกลือกิน

หยางหลิงกล่าวด้วยสีหน้าประหลาดพิกลว่า “ถูกแล้ว เอ้อเกอโปรดวางใจ” เมื่อครู่มันถูกตบไหล่คราหนึ่ง หัวไหล่ถึงกับหลุดออกมา สายตายามกวาดมอง เห็นหานม่านชางนั่งอยู่ข้างหม้อ แสยะหน้าใส่มันอย่างยิ้มแย้ม แสดงว่าสามพี่น้องมีเป้าหมายศัตรูเดียวกัน

หยางหลิงต้องครุ่นคิด ‘โย่วเหนียงรู้จักหนังสือ หรือว่าพี่ใหญ่ทั้งสองเป็นคนป่าที่ไม่รู้จักหนังสือ ดูท่าลวดลายของเราได้แต่ตบตาเยี่ยจั้งที่สัตย์ซื่อถือมั่นคนเดียว’

หานเหว่ยหนักแน่นกว่า พอเห็นสภาพของหยางหลิง จึงเดินเข้ามากล่าวว่า “เม่ยฟู เรากับเอ้อตี้ (น้องรอง) ล้วนรักถนอมเสี่ยวเม่ยผู้นี้ เอ้อตี้เป็นคนซื่อตรง แท้จริงแล้วจิตใจดีงาม ขอท่านอย่าได้ตำหนิ”

พลางโอบไหล่หยางหลิง ชักชวนมันไปรับประทานอาหาร ฉวยโอกาสดันหัวไหล่หยางหลิงกลับคืนสู่สภาพเดิม

หยางหลิงอับจนปัญญา ดูท่าการฝึกเพลงไม้เท้ามารวิปลาสต้องเร่งเร็วขึ้น ไม่เช่นนั้นรสชาติของผู้อื่นเป็นมีดและเขียง ตัวเราตกเป็นเนื้อปลาบนเขียงยากจะทนทานได้

ยามพลบค่ำ พอข้ามภูเขาลูกสุดท้ายที่เบื้องหน้า เมืองจีหมิงก็ปรากฏแก่สายตา ทั้งหมดพอข้ามภูเขามา ล้วนแตกตื่นตะลึงลาน ยามนี้อาทิตย์สนธยาแดงราวโลหิต บนทุ่งหิมะปรากฏควันปืนลอยกรุ่น ในกลิ่นควันปืนหอบเอากลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง ซากศพนับร้อยนับพันนอนตายเกลื่อนกลาด หอกยาวเล่มแล้วเล่มเล่าแทงทะลุซากศพ ทหารหมิงกับชาวมองโกลถูกลูกธนูมากมายหลายดอกปักทะลุร่าง ม้าศึกที่ไร้เจ้าของหลายตัวพกพาอาการบาดเจ็บเดินช้าๆ บนทุ่งหิมะ ส่งเสียงร้องออกมาเป็นครั้งคราว

ดูจากสภาพการณ์ หนึ่งวันหนึ่งคืนนี้ทัพหมิงกับพวกตาดมองโกลประหัตประหารฆ่าฟันที่หน้าจุดพักม้าจีหมิงหลายระลอก ไม่ทราบตอนนี้เป็นอย่างไร พวกตาดมองโกลล่าถอย หรือว่าจุดพักม้าจีหมิงถูกยึดครองแล้ว?

หยางหลิงหัวใจตกวูบลง นึกถึงหานโย่วเหนียง ขณะจะวิ่งลงจากเขา หานหลิงชิงฉุดดึงมันไว้ ตวาดว่า “อย่าได้วู่วาม ชมดูให้ชัดเจนก่อน”

หานเหว่ยยืนอยู่ที่สูง ยกมือป้องหน้าผากหยีตามองดูอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าว “เป็นธงของต้าหมิง จัดพักม้าจีหมิงยังเป็นของต้าหมิง”

ผู้ลี้ภัยนับร้อยพอฟัง ดวงตาก็ทอประกายความหวังอีกครั้ง มิต้องให้มีผู้คนร้องบอก ทั้งหมดตัดผ่านสมรภูมิเลือด รีบรุดสู่จุดพักม้าจีหมิง หยางหลิงทราบว่าตนเองไม่ได้กลับไปหนึ่งวันหนึ่งคืน ไม่ทราบว่าหานโย่วเหนียงเป็นห่วงเพียงไหน ตอนอยู่ในป่าเขา ทราบว่าร้อนใจก็ไม่มีประโยชน์ จิตใจกลับสงบราบเรียบ ยามนี้เห็นจัดพักม้าจีหมิงอยู่ที่เบื้องหน้า สร้างความพลุ่งพล่านใจยิ่ง ยิ่งเดินยิ่งรวดเร็ว

แต่ว่ารองเท้าเซวียจื่อของมันไม่เหมาะกับการเดินทางภูเขา บวกกับเดินจนหมดเรี่ยวสิ้นแรง มีอยู่หลายครั้งแทบเสียหลักล้มลง หานเหว่ยเหล่าพี่น้องดูแลคนชรา ไม่มีเวลาเหลียวแลมัน หม่าเหลียนเอ๋อชมดูจนเจ็บปวดใจ คิดประคับประคองมัน แต่คนของตระกูลหานกับตระกูลหยางล้วนเฝ้าดูอยู่ นางเป็นคนนอกไม่สะดวกกับการประคองบุรุษผู้หนึ่ง ได้แต่แสร้งเป็นมองไม่เห็น

หานหลินชมดูจนลอบสั่นศีรษะ ร่างกายของเขยขวัญยังอ่อนแอ แต่ผู้อื่นเป็นบัณฑิตซิ่วไฉ ย่อมไม่สามารถร่ายรำทวนควงกระบองกับตนเอง ยามนั้นลูบคลำถุงผ้าป่านบนร่าง ภายในมีทั้งเขากวาง อวัยวะเพศเสือ กระดูกเสือที่ได้จากการล่าสัตว์ รอจนเข้าเมืองแล้วนำไปดองเหล้าตุ๋นตัวยา จะช่วยให้เขยขวัญมีสุขภาพแข็งแรง

ยิ่งเข้าใกล้ตัวเมือง ซากศพบนพื้นยิ่งมายิ่งมาก เมืองจีหมิงที่ก่อจากอิฐเขียวตั้งตระหง่านอยู่ใต้ท้องฟ้าเงาขุนเขา สามารถเห็นหอบนประตูเมืองที่ยุบลงมุมหนึ่ง บนกำแพงเมืองก็มีเงาคนเคลื่อนไหวไปมา

พร้อมกับการมาของผู้อพยพ ผู้คนบนกำแพงเมืองยิ่งมายิ่งมาก แสงอาทิตย์ยามสนธยาส่องต้องดาบทวนและลูกธนูในมือพวกมัน สะท้อนประกายเย็นเยียบจับตา หยางหลิงกลัวว่าทหารรักษาเมืองเข้าใจว่าผู้มาเป็นพวกตาดมองโกล ยิงลูกธนูใส่ จึงสั่งให้ผู้อพยพหยุดเท้าตนเองเดินออกไปก่อน พลางร้องบอกว่า “เราเป็นขุนนางเจ๋อเฉิงจุดพักม้าจีหมิงหยางหลิง ที่ด้านหลังเป็นคนบ้านเดียวกัน บนกำแพงเป็นใต้เท้าท่านใดรักษาการณ์ ขอให้แสดงตนออกมา”

กล่าวพลางสอดส่ายสายตาไปยังผู้คนบนกำแพงเมือง เงาร่างที่คุ้นตาสายหนึ่งก็ผ่านเข้าสู่คลองจักษุ เป็นหานโย่วเหนียงเอง นางยืนอยู่บนกำแพง แสงสีสายัณห์ส่องต้องกำแพงเมือง และส่องต้องร่างนาง ฉาบประกายสีทองอยู่บนเงาร่างนางชั้นหนึ่ง

หยางหลิงแหงนหน้ามองนาง มองดูดวงตาที่ฉายประกายอันยินดีของนาง สายตาทั้งสี่ข้างประสานสบกัน ล้วนเกิดความพลุ่งพล่านใจ เจียงปิงที่รักษาการณ์บนกำแพงส่งเสียงร้องว่า “เป็นหยางเจ๋อเฉิง (ขุนนางเจ๋อเฉิงแซ่หยาง) จริงๆ รีบเปิดประตูเมือง” หานโย่วเหนียงยังเหม่อมองมันอย่างซึมเซา คล้ายไม่ได้ยินก็มิปาน

หนังสือแนะนำ

Special Deal