ราตรีอันยาวนาน

นับแต่โบราณกาลจวบปัจจุบัน สตรีล้วนรักสวยรักงาม คิดไม่ถึงหม่าเหลียนเอ๋อเผชิญการคุกคามจากความตาย ไม่สามารถปลุกให้นางมีสติแจ่มใส เพียงคำเนื้อติดมันก็สะกิดปฏิกิริยาของนางขึ้นมา หลังจากอธิบายบอกกล่าว หม่าเหลียนเอ๋อค่อยคลายความขุ่นข้องหมองใจ

หลังจากที่มีสติแจ่มใส ยิ่งเหน็บหนาวสุดทนทาน หม่าเหลียนเอ๋อยกมือกอดอก ก็สัมผัสถูกวัตถุสิ่งหนึ่ง ต้องร้องโพล่งว่า “ท่านถอดชุดยาวให้กับข้าพเจ้า แล้วท่านจะทำอย่างไร?”

หยางหลิงทอดถอนใจกล่าวว่า “ข้าพเจ้าคงไม่อาจทนทานถึงยามฟ้าสางแล้ว”

เพิ่งกล่าวจบ หม่าเหลียนเอ๋อก็ถอดชุดยาวส่งคืนให้ จากนั้นยื่นมือโอบกอดมันไว้ กล่าวเสียงสั่นสะท้านว่า “พวกเรา...เข้าใกล้กว่าเดิม อาจทนทานผ่านไปได้ เหตุการณ์...เหตุการณ์คับขันมีข้อยกเว้น ใช่หรือไม่?”

หลังจากเบียดกายเข้าใกล้ รู้สึกอุ่นขึ้นจริงๆ หยางหลิงก็โอบกอดหม่าเหลียนเอ๋อ จากนั้นใช้ชุดยาวห่อหุ้มคนทั้งสองเอาไว้ อาจเป็นเพราะตื่นเต้นตึงเครียด ลมหายใจของทั้งสองจึงกระชั้นเร่งร้อนขึ้นมา หยางหลิงนึกถึงหานโย่วเหนียง นึกถึงค่ำคืนฤดูหนาวทั้งสองห่มผ้าห่มผืนเดียว อดมีจิตใจเลื่อนลอยมิได้

ได้ยินในอ้อมอกบังเกิดสุ้มเสียงอู้อี้เสียงหนึ่งดังว่า “ท่านมิใช่คิดสนทนาหรอกหรือ ไฉนไม่กล่าววาจา?”

หยางหลิงระงับสติแล้วชวนสนทนาว่า “อืมม์...ฟังว่าท่านเติบโตที่นอกด่าน บ้านเดิมของท่านอยู่ที่ใด?”

ตอนแรกโย่วเหนียงเกิดความเอียงอาย ต่อจากนั้นค่อยๆ ปรับตัวได้ นางขยับตัวตามสบาย ทาบใบหน้ากับหน้าอกอันอบอุ่นของมัน ปากกล่าวว่า “บ้านเดิมของข้าพเจ้าอยู่ที่จิ่งตู* แต่ข้าพเจ้าไม่เคยไป เพียงทราบว่าครอบครัวของสูสู (ท่านอา) พักอยู่ที่นั้น”

“จิงตู? บ้านเดิมของท่านอยู่ที่เมืองเป่ยจิงหรือ?”

หม่าเหลียนเอ๋อหัวร่อออกมากล่าวว่า “ท่านเป็นบัณฑิตซิ่วไฉอันใด เมืองจินหลิง** เรียกว่าจิงตู ส่วนเมืองเป่ยจิงเรียกว่าจิงซือ***”

* คำเรียกนครหลวง

** เมืองนานกิงในปัจจุบัน ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์หมิงตั้งเป็นนครหลวง พอถึงรัชสมัยหย่งเล่อฮ่องเต้ค่อยย้ายนครหลวงไปยังเมืองเป่ยจิง

*** คำเรียกนครหลวงอย่างเป็นทางการ

หยางหลิงลอบปาดเหงื่อเย็นเยียบคราหนึ่ง กล่าวว่า “จินหลิงหรือ เป็นมหานครที่เจริญรุ่งเรืองมาแต่โบราณกาล เหตุใดต้าหมิงเราย้ายนครหลวงมายังเมืองเป่ยจิง ซึ่งทั้งอยู่ใกล้กับพวกตาดมองโกล ทั้งยังเหน็บหนาวทารุณ”

หม่าเหลียนเอ๋อแค่นเสียงออกทางจมูก กล่าวว่า “หยางซิ่วไฉคิดหลอกถามข้าพเจ้า หรือว่าคิดทดสอบข้าพเจ้า เจ้าชีวิตต้องอยู่เฝ้าประตูของประเทศ ถูกต้องหรือไม่?”

นางไม่ทันสังเกตว่าน้ำเสียงที่กล่าวกับหยางหลิงยิ่งมายิ่งสนิทสนม ยามนั้นกล่าวอีกว่า “ร้อยพันปีมานี้ การคุกคามของแผ่นดินจงหยวนมาจากทางเหนือ เพียงกั้นด้วยกำแพงหมื่นลี้ชั้นเดียว พื้นที่เอี้ยนจิง**** อยู่บนชัยภูมิสำคัญ ทิศเหนือพิงภูเขาสูงตระหง่าน ทิศใต้ติดกับแผ่นดินจงหยวน เชื่อมลำน้ำเจียงไหว จรดกับท้องทะเลทราบ หย่งเล่อฮ่องเต้ย้ายนครหลวงมา เพราะเพื่ออยู่เฝ้าประตูของประเทศ เมื่อตั้งนครหลวงอยู่ที่นี้ ราชสำนักต้องให้ความสำคัญกับทางเหนือกว่าเดิม เพราะเหตุนี้จึงตั้งทัพที่เมืองชายแดนทั้งเก้า ทั้งส่งหน่วยสอดแนมของกรมความมั่นคงแผ่นดินประจำอยู่นอกด่าน”

**** ชื่อเดิมของเมืองเป่ยจิง

หยางหลิงยังเข้าใจว่าหย่งเล่อฮ่องเต้ทรงดำริว่า พื้นที่เอี้ยนจิงเป็นสถานที่ที่พระองค์เคยเฝ้ารักษา หลังจากขึ้นเป็นฮ่องเต้ จึงย้ายนครหลวงมาที่นี้ คิดไม่ถึงว่ายังมีเหตุผลข้อนี้ หวนนึกถึงฮ่องเต้ต้าหมิงรัชกาลต่างๆ แม้โฉดเขลาเบาปัญญา ยังรักษาคำมั่นของเจ้าชีวิตอยู่เฝ้าประตูของประเทศ จวบกระทั่งถึงฮ่องเต้องค์สุดท้ายคือฉงเจินฮ่องเต้ เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ไม่อาจกอบกู้แก้ไข ก็ไม่หลบหนีลงใต้ หากผูกพระศอทรงอัตวินิบาตกรรมที่ภูเขาเหมยซาน

หม่าเหลียนเอ๋อกล่าวอย่างหดหู่ว่า “ท่านพ่อเข้าร่วมกับกรมความมั่นคงแผ่นดิน ถูกส่งไปสอดแนมที่นอกด่าน ทนลำบากมาครึ่งชีวิตค่อยกลับเข้าด่าน สุดท้ายกลับ...ตอนนี้ไม่ทราบว่าเกอเกอเป็นอย่างไรบ้าง?”

หยางหลิงปลอบโยนว่าวางใจเถอะ ถึงแม้ตอนนั้นสถานการณ์วุ่นวาย แต่ว่าพี่หม่ารั้งอยู่ข้างกายปี้ตูซือ (แม่ทัพยศตูซือแซ่ปี้) คงไม่เป็นไร หลังจากผ่านคืนนี้ พรุ่งนี้หาทางกลับเข้าเมือง พี่หม่าคงกลับไปแล้ว”

หม่าเหลียนเอ๋อส่งเสียงดังอืมม์กล่าวว่า “หวังว่าพวกเราสามารถผ่านพ้นคืนนี้ ท่านเล่านิทานให้ฟังดีหรือไม่ เมื่อฟังนิทานก็ไม่ง่วงเหงาแล้ว”

หยางหลิงเค้นสมองครุ่นคิด ค่อยเล่าว่า “ก่อนนี้มีภูเขาลูกหนึ่ง เรียกว่าภูเขาห้านิ้ว หัวหน้าใหญ่บนภูเขาเรียกว่าจื้อจวินเป่า...”

หม่าเหลียนเอ๋อกลับไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน หรือว่าผู้คนยุคสมัยนั้นไม่เคยอ่านเรืองไซอิ๋ว ดังนั้นได่แต่เริ่มเล่าจากภูเขาฮวยก้วยซัวถ้ำม่านน้ำตก หลังจากบอกเล่าประวัติความเป็นมาของซุนหงอคง ค่อยเล่าเรื่องพระถังซำจั๋งไปอัญเชิญพระไตรปิฏกที่ชมพูทวีป

หม่าเหลียนเอ๋อฟุบร่างกับหน้าอกหยางหลิง รับฟังอย่างสงบ แต่หยางหลิงบอกเล่าอย่างกระอักกระอ่วน เนื่องเพราะมันเห็นว่าบางช่วงบางตอนน่าตลกขบขัน หม่าเหลียนเอ๋อกลับไม่หัวร่อ หรือว่าสตรีสมัยราชวงศ์หมิงไม่มีซีเปา* อารมณ์ขันด้วย?

* เซลล์

เมื่อมันเล่าถึงนางเซียนจื่อเสีย หม่าเหลียนเอ๋อค่อยเกิดความสนใจ พอฟังว่านางเซียนจื่อเสียจุมพิตต่อจื้อจวินเป่า ต้องนึกถึงตอนที่ทั้งสองหลบหนีลงจากเขา บังเอิญจูบปากคราหนึ่ง รู้สึกเจ็บริมฝีปากขึ้นมา หัวใจกลับเกิดอาการคันขึ้น

นางอดกล่าวมิได้ว่า “เหตุใดจื้อจวินเป่าไม่ยอมรับนาง ทั้งสองความจริงไม่คู่ควรกัน นางเซียนจื่อเสียกลับเป็นเซียนวิเศษ”

หยางหลิงลอบหัวร่อ นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนยกอ้างศักดิ์ฐานะคู่ควรบรรยายเรื่องไซอิ๋ว ยามนั้นหม่าเหลียนเอ๋อถามว่า “สุดท้ายจื้อจวินเป่าชมชอบผู้ใด?”

“เป็น...นางเซียนจื่อเสีย”

หม่าเหลียนเอ๋อกล่าวอย่างขุ่นเคืองว่า “บุรุษปากกับใจไม่ตรงกัน” หยุดเล็กน้อยจึงกล่าวอีกว่า “อาจบางทีท่านกล่าวถูกต้อง ต่อให้เป็นฉีเทียนต้าเสิ้ง* ก็ไม่อาจต่อกรกับสวรรค์ เมื่อเป็นลิขิตของสวรรค์ ได้แต่ยอมรับชะตากรรม”

* คำยกย่องซุนหงอคง

นางซุกร่างกับอ้อมอกหยางหลิงราวนกกระทาตัวหนึ่ง ชั่วครู่จึงกล่าวถามว่า “พวกเรา...พวกเราใช่ถือเป็นลิขิตของสวรรค์หรือไม่?”

นางรวบรวมความกล้าทั้งมวล ค่อยถามคำถามนี้ออกไป หยางหลิงใจหายวาบ ชั่วครู่จึงกล่าว “ท่านอย่าได้คิดฟุ้งซ่านเหลวไหล พวกเราแม้เสียดสีสัมผัส แต่ยังไม่ประพฤติผิดศีลธรรม อีกประการ...อีกประการท่านไม่บอก ข้าพเจ้าไม่บอก ก็ไม่มีผู้ใดทราบ”

หม่าเหลียนเอ๋อกล่าวว่า “แต่ว่าฟ้ารู้ดินรู้ เรารู้ท่านรู้ ท่านทั้งจุมพิตทั้งโอบกอด จะให้ข้าพเจ้าแต่งออกได้อย่างไร?”

ใต้ม่านวิกาลมืดมิด นางกล่าวอย่างขึงขัง หยางหลิงต้องฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า “คุณหนูเหลียนเอ๋อ ท่านไยต้องเหยียบย่ำตัวเอง หยางหลิงไม่อาจรับน้ำใจของท่านได้”

หม่าเหลียนเอ๋อพลันผละจากอ้อมอกมันถลึงตามองมันกล่าวว่า “ท่านรังเกียจข้าพเจ้าไม่งดงามพอ หรือเห็นว่าข้าพเจ้าไม่มีจริยาของสตรี?”

หยางหลิงรีบกล่าวว่า “คุณหนูเหลียนเอ๋อ ท่านงดงามยิ่ง ข้าพเจ้าเชื่อว่าท่านเป็นสตรีที่เข้มแข็งเด็ดเดี่ยว ทั้งหยามดูแคลนบุรุษที่ยึดถือสตรีเป็นเครื่องเล่น เพราะเหตุนี้เมื่อท่านชมชอบคนผู้หนึ่ง ก็จะไม่คำนึงถึงมากความ หยางหลิงได้รับการเหลือบแลจากท่าน ขอจารึกซึ้งใจ”

หม่าเหลียนเอ๋อกล่าวว่า “เพราะว่าข้าพเจ้าเชื่อว่าท่านจะดีต่อข้าพเจ้า เหตุใดจึง...ในสายตาของท่านโลกนี้ไม่มีหญิงใดเทียบเปรียบกับโย่วเหนียงได้ ใช่หรือไม่?”

หยางหลิงกล่าวด้วยความสะท้อนใจว่า “ท่านผิดแล้ว ในสายตาข้าพเจ้า โย่วเหนียงเป็นหญิงสาวธรรมดาผู้หนึ่ง นางไม่งดงามที่สุด เช่นเดียวกับโลกกว้าง ไม่มีผู้ใดเคยเห็นทิวทัศน์ทั้งหมด ผู้ใดกล้าบอกว่าที่พบเห็นเป็นทิวทัศน์ที่งดงามที่สุด แต่ท่านสามารถชื่อชมทิวทัศน์ต่างๆ เลือกที่ซึ่งงดงามที่สุดเป็นที่พักพิง ถึงกับครอบครองทั้งหมดไว้ แต่ว่าสตรีผิดแผกแตกต่าง ความรักมิใช่เพียงชื่นชมและครอบครอง หากเป็นความรับผิดชอบซึ่งกันและกัน เมื่อเคารพรักซึ่งกันและกัน ก็สมควรรักษาคำมั่นว่าจะครองคู่จนแก่เฒ่า”

มันกล่าวเสริมว่า “โลกมนุษย์กว้างไพศาล สตรีที่น่ารักมีอยู่มากมาย หรือจะให้ข้าพเจ้าพบเห็นคนหนึ่งรักชอบคนหนึ่ง พอเห็นว่าดีกว่าเดิม ก็ละทิ้งคนเก่าไป อย่างนั้นที่ข้าพเจ้าได้รับเพียงเป็นรูปลักษณ์โดยผิวเผินของสตรี ท่านเองเคยกล่าวที่เหลาหงเยี่ยนว่า หากยึดถือภรรยาเป็นวัตถุธาตุ ไร้ซึ่งความรักจากใจ อย่างนั้นอาศัยอะไร? ให้นางดีต่อท่าน?”

หม่าเหลียนเอ๋อเงียบงันไปชั่วขณะ พลันหัวร่อคิกคักกล่าวว่า “หยางซิ่วไฉเจรจาพาที ข้าพเจ้ายอมศิโรราบสิ้น ผู้อื่นเพียงล้อท่านเล่น ไยต้องพลุ่งพล่านไป?”

หยางหลิงงงงันวูบ ไม่ทราบนางกล่าวล้อเล่นจริงๆ หรือปกปิดความอายของตัวเอง น่าเสียดายม่านวิกาลประดุจหมึก ไม่อาจสังเกตเห็นประกายพิสดารในดวงตาหม่าเหลียนเอ๋อ ยังมีรอยยิ้มอันลึกลับที่มุมปากนาง

หม่าเหลียนเอ๋อใคร่ครวญคำกล่าวของหยางหลิง ต้องครุ่นคิด ‘บัณฑิตซิ่วไฉผู้นี้นับเป็นสิ่งที่แปลกแยก มันอาจมิใช่ทิวทัศน์ที่งดงามที่สุด แต่ก็เป็นทิวทัศน์ที่เหมาะสมกับตัวเองที่สุด เมื่อสวรรค์ส่งมันมาถึงเบื้องหน้า ไหนเลยไม่ไขว่คว้าเอาไว้ วันข้างหน้ายังยาวนาน ไยต้องร้อนรุ่มไป?’

ดังนั้นนางกล่าวว่า “วิกาลเหน็บหนาวไม่อาจหลับใหล พี่หยางมิสู้เล่านิทานที่สนุกสนานกว่านี้อีกเรื่องหนึ่ง”

หยางหลิงยิ้มออกมา ผู้ใดบอกว่าสตรีราชวงศ์หมิงไม่มีอารมณ์ขัน ยามนั้นปลุกปลอบสติเล่าเรื่องภูตผีออกมา

หม่าเหลียนเอ๋อรับฟังจนกรีดร้องเสียงแหลมเล็ก สร้างความภาคภูมิใจแก่หยางหลิง เห็นนางตัวสั่นงันงก ถือว่ากู้หน้าจากการเล่าเรื่องไซอิ๋วกลับคืนมา

หยางหลิงยิ้มด้วยความภาคภูมิใจ มองดูปากถ้ำสีขาวเลือนราง ถึงแม้ยังไม่เห็นแสงตะวัน แต่ในอากาศที่เหน็บหนาวแฝงกลิ่นอายของรุ่งอรุณ จึงกล่าว “ฟ้าสว่างแล้ว พวกเราผ่านพ้นได้แล้ว”

หม่าเหลียนเอ๋อชะโงกศีรษะจากอ้อมอกมัน มองดูแสงสว่างที่ปากถ้ำโพรง ฟ้าสางสว่างก็ประเสริฐ ฟ้าสางสว่างก็ไม่น่ากลัวแล้ว บัณฑิตซิ่วไฉที่สมควรตายกลับทราบเรื่องไม่น้อย มีทั้งภูตผีและปีศาจ ขู่ขวัญผู้คนนัก

นางสังเกตเห็นรอยยิ้มที่มุมปากมัน ต้องค้อนควักใส่ กล่าวอย่างขุ่นเคืองแง่งอนว่า “ท่านจงใจหรือ?”

หยางหลิงงงงันวูบ อาจบางทีนางฟุบร่างกับอ้อมอกมันนานเกินไป ข้างแก้มข้างหนึ่งกดทับจนแดงก่ำ เรือนผมยุ่งเหยิงสยาย เพิ่มเสน่ห์ความงามอีกหลายส่วน คล้ายภรรยาที่เพิ่งลุกจากเตียง แสดงกิริยากระเง้ากระหงอดออกมา

หยางหลิงรีบเบือนหน้าไป ขยับแข้งขาที่ชาด้าน มุดออกจากที่พักพิงอย่างช้าๆ ม่านวิกาลคล้ายร่างแหในมือชาวประมง ถูกสาวดึงเข้าหากัน ฟ้าดินเป็นสีเงินอมเทา ดวงอาทิตย์ยังไม่ลอยขึ้นมา แต่ขอบฟ้าขาวรำไรแล้ว

อากาศหนาวยิ่ง ไม่มีแสงอาทิตย์แม้แต่น้อย สายตายามกวาดมอง เห็นแต่ความขาวเวิ้งว้าง ไม่ทราบอยู่ที่ใด

หม่าเหลียนเอ๋อก็มุดตามออกมา กล่าวว่า “ดีที่มิใช่วันฟ้าครึ้ม ดวงทิตย์แม้ยังไม่ลอยขึ้น แต่สามารถจำแนกตำแหน่งทิศได้ ท่านตามข้าพเจ้ามา ขอเพียงมุดออกจากดงไม้นี้ ก็มีความหวังรอดชีวิตกลับไป”

ทั้งสองไม่สามารถผ่านพ้นอีกค่ำคืนหนึ่ง จึงต้องฉวยโอกาสที่ยังมีเรี่ยวแรงรีบจากไป หลังจากทนทุกข์ทรมานหนึ่งคืน กำลังวังชาไม่เหมือนก่อน ทั้งสองได้แต่ประคับประคองกันและกัน เดินย่ำไปตามลำธารที่แข็งตัวเป็นน้ำแข็งสายหนึ่ง

ลำธารปกคลุมด้วยหิมะ คล้ายเส้นทางอันคดเคี้ยวตัดผ่านดงไม้ สายลมโชยพัดผ่าน คราบหิมะบนต้นไม้ก็ชำแรกเข้ามายังซอกคอผู้คน บางครั้งแว่วเสียงวิหคบินผ่านยอดไม้ไป

เดินเป็นเวลาครึ่งชั่วยาม ทั้งสองออกจากดงไม้ มาถึงเนินหิมะที่มีต้นไม้บางตาแห่งหนึ่ง เมื่อเงยหน้าขึ้น เห็นภูเขาทอดจากทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากลำต้นไม้เป็นสีดำแล้ว ทั่วทั้งภูเขาเป็นสีขาวเวิ้งว้าง

แสงอาทิตย์ลำแรกโผล่พ้นออกมาให้ความอบอุ่นแก่ทั้งสอง ทั้งสองขณะจะมุ่งหน้าต่อไป ปรากฏกระรอกตัวหนึ่งวิ่งตัดผ่านหน้าไป เหยียบย่ำจนเป็นรอยเท้าจางๆ บนพื้นหิมะ มุดหายไปในหลุมหิมะแห่งหนึ่ง

หม่าเหลียนเอ๋อยินดียิ่ง สลัดหลุดจากมือหยางหลิงวิ่งปราดไป ฟุบร่างบนพื้นหิมะ ไม่คำนึงถึงความเหน็บหนาว ลงมือขุดคุ้ยเป็นการใหญ่

หยางหลิงฝืนยิ้มพลางเดินเข้าไปกล่าวว่า “คุณหนูใหญ่ เวลานี้ยังคิดจับกระรอกอีก?”

หม่าเหลียนเอ๋อหอบหายใจกล่าวว่า “หน้าโง่ รีบช่วยข้าพเจ้าขุด ในหลุมกระรอกต้องมีของตุน หากขุดขึ้นมา ต่อให้วันนี้เดินออกจากป่าเขาไม่ได้ พวกเราก็ไม่อดตาย”

ยกมือตบหน้าผากตัวเอง โยนไม้กระบองทิ้ง ช่วยเหลืออีกแรงหนึ่ง ทั้งสองกอบคราบหิมะออกก่อน จากนั้นใช้ไม้กระบองกระทุ้งสามครา ค่อยกระทุ้งดินแข็งออก ส่วนกระรอกหนีออกอีกทางหนึ่งตั้งแต่แรก หลุมของมันอยู่ลึกยิ่ง หยางหลิงต้องล้วงมือเข้าไป จนข้างแก้มกระทบถูกดินแข็ง ค่อยล้วงเอาผลไม้แห้งทั้งผลเจินจือ เกาลัดและซันจาออกมา

ทั้งสองตุกเข่าบนพื้นหิมะ ตรวจนับทรัพย์สินที่ยึดได้ หยางหลิงหยิบเกาลัดสองลูก เช็ดถูกับปกเสื้อ ส่งให้กับหม่าเหลียนเอ๋อลูกหนึ่ง ทั้งสองกัดแทะเปลือกออก จากนั้นกัดกินเกาลัดที่แข็งกระด้างเป็นเสียงดัง

หยางหลิงขบเคี้ยวความหอมทั่วทั้งปาก ขณะจะกล่าวชมเชยหม่าเหลียนเอ๋อสักหลายคำ พลันเห็นหม่าเหลียนเอ๋อหน้าแปรเปลี่ยนไป เปลี่ยนเป็นขาวซีด หยางหลิงมองตามสายตานางไปยังด้านหลังของตนเอง หัวใจต้องตกวูบลง เป็นสุนัขป่าสี่ตัว ยังใหญ่โตและทรงพลังกว่าสุนัขป่าที่พบเห็นเมื่อวานอีก

สุนัขป่าทั้งสี่ตัวเดินเข้าหาทั้งสองทีละก้าว หยางหลิงพลันผุดลุกขึ้น สุนัขป่าทั้งสี่ตัวแบ่งเป็นหนึ่งหน้าสามหลัง กอปรเป็นรูปสามเหลี่ยม ฟันเขี้ยวของพวกมันขาวแวววาว ตาทอประกายดุร้าย เป็นที่น่าประหวั่นพรั่นใจ

หม่าเหลียนเอ๋อก็คืบคลานขึ้นมา มองดูสุนัขป่าที่คืบใกล้เข้ามาอย่างสิ้นหวัง ร้องเรียกว่า “หยางหลิง”

หยางหลิงเหลียวหน้าไปตามเสียง สัมผัสกับใบหน้าที่แดงก่ำของหม่าเหลียนเอ๋อ และดวงตาที่ไม่ทราบแฝงความรู้สึกใดของนาง นางโถมเข้ามาสวมกอดหยางหลิงไว้ กล่าวเสียงสั่นสะท้านว่า “หยางหลิง กอดข้าพเจ้า” นางกอดรักหยางหลิงควานหาริมฝีปากของมัน

สุนัขป่าทั้งสี่ตัวถูกความเคลื่อนไหวของคนทั้งสองสะกดจนชะงักงันวูบ จากนั้นสุนัขป่าที่นำหน้าส่งเสียงคำรามข่มขวัญ เร่งเท้าเร็วขึ้น ระยะห่างย่นย่อจากสิบห้าวา เป็นสิบวา เป็นห้าวา เข้าสู่ช่วงระยะจู่โจม มันย่อขาหลังลง เตรียมพุ่งกระโจนใส่

พลันบังเกิดเสียงขวับ ลูกธนูดอกหนึ่งไม่ทราบยิงจากที่ใด ปักฉึกใส่ช่องท้องของสุนัขป่าตัวนั้น สุนัขป่าตัวนั้นแผดร้องโหยหวน ร่วงลงบนพื้นหิมะ เลือดสุนัขป่าไหลหลั่งเนืองนอง

เสียงร้องของสุนัขป่าปลุกให้หยางหลิงกับหม่าเหลียนเอ๋อเหลียวหน้าไป เห็นสุนัขป่าที่เหลือทั้งสามตัวชะงักงันวูบหนึ่ง แล้วหมุนตัวคิดหลบหนีไป

ได้ยินเสียงขวับเขวียว ลูกธนุสามดอกพุ่งออกจากดงไม้ ยิงถูกสุนัขป่าทั้งสามตัวอย่างแม่นยำ สุนัขป่าตัวที่เล็กที่สุดถูกลูกะนูกระชากตัวออกไป ลอยขึ้นกลางอากาศ จากนั้นร่วงฟาดลงแน่นิ่งไป

หยางหลิงกับหม่าเหลียนเอ๋อทั้งแตกตื่นทั้งยินดี เงยหน้ามองหาผู้มีพระคุณช่วยชีวิต บนเนินเขาเป็นสีขาวเวิ้งว้าง ถูกแสงอาทิตย์อุทัยสาดส่องจนตาลาย หยางหลิงหยีตาลง ค่อยพบว่าใต้ต้นฮวาขาวมีริมเนินมีเงาร่างหลายสายโผล่พ้นออกมา เดินเข้าหาพวกมัน

ผู้มามีทั้งสิ้นสี่คน คนนำหน้าเป็นชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่ มีอายุสี่สิบเศษ สวมเสื้อคลุมยาวสีเทาอมเขียว ร่างท่อนบนยังคลุมหนังสัตว์เก่าขาดผืนหนึ่ง หัวไหล่สะพายคันธนูยาวสำหรับล่าสัตว์ มือถือเหล็กง่ามด้ามหนึ่ง

คนที่ด้านหลังทั้งสาม ผู้ที่อายุมากที่สุดประมาณยี่สิบปี มือถือคันธนู แบกไก่ฟ้าอยู่บนหลังสามสี่ตัว คนที่อายุน้อยที่สุดเป็นเด็กชายอายุสิบสองสิบสามปี ใบหน้ากลมป้อม ถึงแม้สกปรกมอมแมม แต่รูปร่างแข็งแรง สวมชุดหนังแพะที่เก่าขาด มือถือเชือกจูงเลียงผาตัวเล็กๆ ที่รับบาดเจ็บตัวหนึ่ง ลากถูลู่ถูกกังมาตามพื้นหิมะที่สูงท่วมเข่า

ชายหนุ่มอายุยี่สิบเศษ หน้าตาหล่อเหลานั้นใช้สายตาที่อ่อนโยนมองดูหยางหลิงกับหม่าเหลียนเอ๋อแวบหนึ่ง จากนั้นชักชวนเด็กหนุ่มที่อายุอ่อนกว่ามัน มีขนงอกเงยอยู่เหนือฝีปากอีกผู้หนึ่งเข้ามาซุกเก็บซากสุนัขป่า จัดแจงถอนลูกธนูจากซากสุนัขป่า เช็ดคราบเลือดบนลูกธนูกับหนังสุนัขป่า จากนั้นล้างเชือกของมามัดขาของสุนัขป่าทั้งสี่ตัวรวมกัน

ส่วนชายฉกรรจ์นั้นเดินถึงเบื้องหน้าหยางหลิงกับหม่าเหลียนเอ๋อ เห็นฝ่ายบุรุษหน้าตามอมแมม ดูจากลักษณะท่าทางคล้ายเป็นนักศึกษา ส่วนสตรีเสื้อผ้าสกปรก แต่เนื้อผ้าประณีต ดูจากปากแก้มคิ้วคางไม่คล้ายเป็นคนภูเขา จึงกล่าวถามว่า “พวกท่านเป็นในคร ไฉนมายังท้องทุ่งของสันเขาอู่จา?”

หยางหลิงเห็นมันไว้เครารกครึ้ม แต่เค้าใบหน้าสัตย์ซื่อเที่ยงธรรม ค่อยคลายใจลงบ้าง แต่เมื่อพบกันกลางท้องทุ่งร้าง ยังคงสงวนคำพูดไว้บ้าง จึงกล่าว “พวกเรา...สองซงเม่ย (พี่ชายน้องสาว) คิดไปเยี่ยมญาติที่จุดพักม้าจีหมิงระหว่างทางพบเห็นทหารหมิงสู้รบกับพวกตาดมองโกล จึงหนีเตลิดมาถึงที่นี้ ขอขอบคุณต้าสู (ท่านอา) ที่ช่วยชีวิต”

เด็กชายนั้นไม่ทราบตามมาตั้งแต่เมื่อใด พอฟังจึงหัวร่อฮิฮะกล่าวว่า “ซงเม่ยหรือ ข้าพเจ้าเห็นพวกท่านจูปปากกัน”

หยางหลิงกับหม่าเหลียนเอ๋อล้วนหน้าแดงวูบ ชายฉกรรจ์นั้นดุว่า “ห้ามกล่าวเหลวไหล ไปช่วยเกอเกอเจ้ามัดเหยื่อให้ดี”

เด็กชายนั้นกล่าวอย่างไม่ยินยอมว่า “พวกมันจูบปากกันจริงๆ พี่ใหญ่พี่รองกับท่านพ่อก็เห็น...”

ชายฉกรรจ์นั้นด่าอย่างยิ้มแย้มว่า “เดรัจฉานน้อยปากมาก กลับไปแล้วจะให้เจ้าอดอาหาร” พลางหันมาสำรวจดูคนทั้งสอง กล่าวว่า “เราแซ่หาน เป็นนายพรานในป่าเขา พวกท่านที่แท้เป็นใคร?”

หนังสือแนะนำ