ชีวิตบนเส้นด้าย

แว่วเสียงปล่อยสายธนู ลูกธนูแหลมคมแหวกฝ่าอากาศ ปรากฏเป็นดาวเย็นนับร้อยจุดพุ่งไปยังเบื้องหน้า เห็นทัพหมิงที่คล้ายน้ำเหนือไหลบ่าชะงักงันวูบ จากนั้นไพร่พลแถวหน้าล้มระเนระนาม แต่ก็เป็นลูกธนูชุดสุดท้ายที่ชาวมองโกลยิงออกมา

ภายใต้พลังกระตุ้นอันแรงกล้า ทหารหมิงทุกนายไม่สามารถหยุดเท้าลงได้ ฝูงชนชะงักงันวูบ จากนั้นถูกคนที่ด้านหลังผลักดันโถมไปข้างหน้า ระลอกแรกล้มลง ระลอกหลังหนุนเนื่องสาดซัดใส่เบื้องหน้า

ชาวมองโกลที่อุดอยู่ปากหุบเขาคล้ายหินโสโครกกลางเกลียวคลื่น ใช้ดาบอันคมกล้าเชือดเฉือนใส่ร่างคน คลื่นที่สาดซัดมากระเซ็นเป็นฝองฝอย แต่มิใช่เป็นสีขาว หากทว่าเป็นสีแดงฉาน

มือธนูชาวมองโกลบนเนินเขาไม่สามารถลงมืออีก เนื่องเพราะทั้งสองฝ่ายตรงเข้าตะลุมบอนที่ปากหุบเขา พวกมันได้แต่โยนธนูทิ้ง หยิบฉวยดาบทวนเข่นฆ่าลงมา สู้รบกับทหารหมิงทั้งสองปีกเป็นพัลวัน

กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งอยู่ในอากาศที่เย็นเยียบ หิมะยังคงปลิวโปรย แว่วเสียงโลหะเสียดสีกันกับเสียงโลหะฟันใส่เลือดเนื้อผู้คนดังผสมผสานกัน

ไพร่พลที่สู้รบกันมีเพียงร้อยกว่าคน ทั้งสองฝ่ายพอมีคนล้มตาย ก็ปรากฏกำลังที่สดชื่นเข้าแทนที่ พื้นที่ทั้งสองทัพยันกันถูกซากศพและคราบเลือดสุมซ้อนเป็นเส้นแบ่งเขตเส้นหนึ่ง

ท่ามกลางซากศพที่ตายเกลื่อนกลาด มีไพร่พลที่กอดปล้ำกันเป็นพัลวัน ผู้คนที่โถมตามติดมาไม่มีเวลาแยกแยะว่าเป็นศัตรูหรือฝ่ายตน ทั้งไม่มีเวลาช่วยเหลือพวกมัน คู่ต่อสู้คนใหม่เหยียบย่ำเรือนร่างและโลหิตของพวกมัน โถมเข้าใส่ฝ่ายตรงข้าม

นี่เป็นการต่อสู้ตะลุมบอนอย่างแท้จริง ไพร่พลไม่เห็นแม่ทัพ แม่ทัพไม่เห็นไพร่พล ทุกคนกำอาวุธมั่น ค้นหาดวงตาที่เป็นคู่อริ จากนั้นขู่คำรามพลางโถมเข้าหา

ทั้งซ้ายขวาหน้าหลังมีแต่ดาบกระบี่หอกทวน ยังมีลูกธนูยิ่งมาประปราย ตอนนี้ชีวิตผู้คนล้วนเสมอภาค แม่ทัพที่นำกำลังนับพันอาจถูกพลทหารชั้นต่ำผู้หนึ่งทิ่มแทงสังหาร ไม่ว่าวิชาฝีมือใดล้วนไม่อาจใช้ออก กระทั่งพื้นที่ว่างสำหรับถลันหลบยังไม่มี ได้แต่ประหารฆ่าฟัน หุบเขาหุหลูคล้ายน้ำที่เดือดพล่าน เป็นน้ำเลือดที่เดือดพล่าน

สมุนของซีหลินต๋าต๋าล้วนเป็นชนเผ่าที่เหี้ยมหาญไม่กลัวตาย แต่ว่าพลังของ “น้ำหลาก” มหาศาลเกินไป ชีวิตของพวกมันถูกปลิดปลงตลอดเวลา การเจาะปากหุบเขาขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น

มือดาบโล่ที่อารักขาเยี่ยอวี้ซื่อกับหลิวกงกงมือหนึ่งถือโล่กลม มือหนึ่งถือดาบสั้น อารักขาพวกมันไปที่ปากหุบเขา แต่ว่าผู้คนแออัดไปแล้ว เยี่ยอวี้ซื่อพอซวนเซเสียหลักล้มลง ก็ปรากฏเท้าที่นับไม่ถ้วนเหยียบย่ำใส่ มีทั้งเท้าของชาวมองโกล และเท้าของไพร่พลที่มันเห็นว่าต่ำต้อยด้อยคุณค่า

ไม่มีผู้ใดมีเวลามองดูว่าเลือดเนื้อที่ใต้เท้าเป็นพลทหารอันต้อยต่ำ หรือว่าเป็นขุนนางผู้สูงศักดิ์ ดาบกระบี่ที่คร่าชีวิตกวัดแกว่งอยู่เบื้องหน้า พวกมันได้แต่ร่ายรำอาวุธเพื่อความอยู่รอด

มือดาลโล่สองคนคิดฉุดลากมันขึ้นมา เพียงก้มเอวลงก็ถูกคลื่นมนุษย์เบียดจนล้มลง ปรากฏเท้าที่นับไม่ถ้วนเหยียบย่ำใส่ ที่เหลือพานหักใจไม่มองดูอีก ฝูงชนไม่ว่าศัตรูหรือฝ่ายตนล้วนถูกพลังขุมหนึ่งหนุนเนื่องไปที่ปากหุบเขา

หยางหลิงชมดูจนตะลึงลาน ในความชุลมุนวุ่นวาย ความเหี้ยมหาญส่วนบุคคลไม่มีส่วนช่วยต่อเรื่องราว อย่าว่าแต่ด้วยกำลังวังชาของมันยังสู้พลทหารนายหนึ่งไม่ได้ ปฏิกิริยาตามสัญชาตญาณของมันคือที่ใดมีคนน้อย ก็หลบหนีไปทางด้านนั้น หน้าที่ที่มันจำได้คือฉุดดึงของหม่าเหลียนเอ๋อไว้ นางติดตามตนเองมา ตนเองไม่สามารถหลบหนีไปเพียงลำพัง

ทุกผู้คนเพียงคิดโถมออกจากปากหุบเขา พอออกจากปากหุบเขาจะพบทางรอด แต่หยางหลิงทราบดีว่ามันไม่มีปัญญาหลบหนีถึงปากหุบเขา ต่อให้ไม่ถูกชาวมองโกลฆ่าตาย ก็ถูกพวกเดียวกันเบียดบดล้มลง กลายเป็นเลือดเนื้อที่ถูกเหยียบย่ำจนเลอะเลือน

หยางหลิงฉุดลากหม่าเหลียนเอ๋อพ้นจากสายน้ำที่เชี่ยวกรากทีละน้อย วิ่งขึ้นบนเนินเขา พร้อมกับการตอบโต้ของทัพหมิง พื้นที่การฆ่าฟันที่ขยายตัวออก พวกมันได้แต่วิ่งหลบหนีไปยังที่สูงกว่า

ชาวมองโกลพบว่าเนินเขายืนไว้ด้วยผู้คนสองคน ก็มีคนถือดาบโถมเข้ามา เมื่อพบเห็นเครื่องแต่งกายที่แตกต่าง ปฏิกิริยาของพวกมันคือฆ่าฟัน ตอนนี้ทั้งสองฝ่ายกลายเป็นสัตว์ป่าที่กระหายเลือด ในดวงตาที่แดงฉานไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะ เพียงมองหาสิ่งมีชีวิต จากนั้นทำลายทิ้งไป

หยางหลิงลอบคร่ำครวญในใจ ตอนนี้มันคงเหลือสัญชาตญาณประการหนึ่ง นั่นคือหนีเอาชีวิตรอด ผู้คนในหุบเขาคล้ายแม่น้ำที่ไหลเชี่ยว หากกระโจนลงไป ต้องถูกกลบกลืนหายสิ้น ดังนั้นมันได้แต่หลบหนีขึ้นสู่ที่สูงกว่านี้

ภายใต้การไล่กวดของชาวมองโกลหลายคน ทั้งสองรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งมวลหลบหนีขึ้นสู่ยอดเขา ตอนแรกเป็นหยางหลิงฉุดลากหม่าเหลียนเอ๋อหลบหนี ขณะอยู่ห่างจากยอดเขายี่สิบกว่าวา หยางหลิงที่หมดเรี่ยวสิ้นแรงเริ่มถูกหม่าเหลียนเอ๋อฉุดลุกขึ้นไป

หยางหลิงเห็นว่าสังขารนี้อ่อนแอเกินไปแล้ว รู้สึกหัวใจเต้นราวเภรี สองหูลั่นอึงอล กล้ามเนื้อน่องขาเต้นกระตุก แทบหายใจไม่ออก ถึงกับคิดละทิ้งการหลบหนี ปล่อยให้ชาวมองโกลฆ่าทิ้งในดาบเดียว

แต่ว่าหม่าเหลียนเอ๋อไม่คาดคิดเช่นนี้ นางส่งเสียงหอบหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อย แต่การเข่นฆ่าสังหารใหญ่ปลุกให้นางฟื้นคืนสติมา ฉุดลากหยางหลิงวิ่งหนีเอาชีวิตรอด

ในที่สุดทั้งสองวิ่งขึ้นบนยอดเขา หม่าเหลียนเอ๋อพอเห็นสภาพเบื้องหน้า พลันสูดลมหายใจเข้าไปอย่างหนาวเหน็บ ความหวังหนีเอาชีวิตรอดดับสูญไป ที่สันเขาคับแคบ อีกด้านหนึ่งของภูเขาเป็นเนินลาดชันทำมุมเจ็ดสิบองศา ไม่มีหนทางหลบหนีได้ นางคลายมือจากการยึดกุมหยางหลิง เหลียวดูชาวมองโกลที่ติดตามมาโดยไม่ลดละ พลันล้วงมือไปในอกเสื้อ ล้วงหยิบปิ่นทองที่ก่อนควบม้าออกจากเมือง ได้ถอนดึงจากมวยผมซุกเก็บไว้ในอกเสื้อ จ่อปิ่นทองใส่ลำคอตัวเอง

หยางหลิงหอบหายใจพลางชี้มือไปที่นาง มันเหนื่อยหอบจนไม่สามารถเอ่ยปากถามไถ่ หม่าเหลียนเอ๋อมองดูชาวมองโกลเหล่านั้นปีนป่ายขึ้นสู่ยอดเขา ต้องยิ้มอย่างหดหู่ เหลียวหน้าไปจับจ้องมองดูหยางหลิงอย่างลึกล้ำ จากนั้นหลับตาลงจ้วงแทงปิ่นใส่ลำคอตัวเอง

หยางหลิงความจริงเหน็ดเหนื่อยจนไม่คิดขยับเขยื้อนอีก แต่พอเห็นความเคลื่อนไหวของหม่าเหลียนเอ๋อ ต้องรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดโถมเข้าไปยกมือปัดใส่ เสียงฉาดเมื่อตบถูกข้อแขนของหม่าเหลียนเอ๋อ นิ้วทั้งห้าเฉียดผ่านข้างแก้มของหม่าเหลียนเอ๋อไป

ปลายแหลมของปิ่นกรีดผ่านลำคอหม่าเหลียนเอ๋อเป็นรอยเลือดเส้นหนึ่ง ปิ่นทองก็หลุดลอยจากมือ บนใบหน้าปรากฏรอยนิ้วทั้งห้ารอยขึ้น ต้องเหม่อมองดูหยางหลิง หยางหลิงทราบว่านางกลัวถูกชาวมองโกลย่ำยี จึงคิดฆ่าตัวตาย แต่ว่ามันทั้งไม่มีเรี่ยวแรง และไม่มีเวลาอธิบาย หากโซซัดโซเซถึงหน้าเนิน นี่เป็นหนทางหลบหนีเพียงหนึ่งเดียวของมัน

มันสำรวจดูเนินเขาที่แทบตั้งตรง ทางหนึ่งกวักมือต่อหม่าเหลียนเอ๋อ กล่าวว่า “ท่าน...แค็กแค็ก...เข้ามา”

ในชาวมองโกลที่ไล่กวดตาม มีอยู่สองคนปีนขึ้นบนสันเขา เมื่อครู่พวกมันเข่นฆ่าอยู่ครึ่งค่อนวัน สิ้นเปลืองเรี่ยวแรงมากมาย ยามนี้ไล่กวดขึ้นเขา ก็เหน็ดเหนื่อยจนหอบหายใจ พอเห็นสภาพบนเขา ทราบว่าทั้งสองไม่มีทางหนีอีก ค่อยคลายใจลง ใช้ดาบยันพื้น คิดรอจนฟื้นฟูเรี่ยวแรง ค่อยเงื้อดาบฟันคน

สายตาอันดุร้ายทั้งสองคู่สำรวจดูหนุ่มสาวที่เบื้องหน้าทั้งสอง อย่างแช่มช้า แววตาอันดุร้ายหมายขวัยถูกสายตาที่หื่นกระหายเข้าแทนที่ สายตาที่ต่ำช้าลามกทั้งสองคู่คล้ายคมดาบกรีดใส่เสื้อผ้าหม่าเหลียนเอ๋อจนขาด ความต้องการของเพศผู้ปลุกเรี่ยวแรงฟื้นคืนมา

เมื่อครั้งบิดาของหม่าเหลียนเอ๋ออยู่นอกด่าน ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลข่าวสารให้กับกรมความมั่นคงแผ่นดิน ได้ปลอมตัวเป็นพ่อค้าเครื่องหนังทำการติดต่อกับชนเผ่าตาร์ตาร์ของมองโกล หม่าเหลียนเอ๋อได้ยินมาตั้งแต่เล็กว่า ชนเผ่าตาร์ตาร์เพื่อยึดครองทุ่งหญ้าอันอุดมสมบูรณ์ ระหว่างชนเผ่ามักเปิดศึกสงคราม ฟังว่าบุตรภรรยาของผู้ถูกพิชิตถูกข่มขืนย่ำยีอย่างโหดร้าย หากว่าสตรีตกอยู่ในมือคนเถื่อนเหล่านี้ ต้องพบจุดจบอย่างอนาถกว่าตกนรกอีก

นางพอเห็นไฟราคะในดวงตาชาวมองโกลทั้งสอง ต้องสยิวกายอย่างหนาวเหน็บ ต่างเลือกเพียงหนึ่งเดียวคือวิ่งเข้าหาหยางหลิง พลางลอบร้องในใจ ‘แล้วกันไปเถอะ เมื่อไม่สามารถรักษาซากศพที่สมบูรณ์ ก็กระโดดลงไปเป็นอาหารของสัตว์ร้าย ถึงอย่างไรยังดีกว่าถูกผู้คนย่ำยีจนตาย’

หยางหลิงก็โอบกอดหม่าเหลียนเอ๋อกระโดดขึ้นเนินหิมะ เนินหิมะแถบน้ถูกแสงแดดสาดส่อง เริ่มแข็งตัวเป็นก้อนผลึก ทั้งสองพอโถมขึ้นไป ก็ลื่นไหลลงไปตามเนิน หม่าเหลียนเอ๋อกรีดร้องคำหนึ่ง ยกมือโอบรอบคอหยางหลิงตามสัญชาตญาณ

รู้สึกมีลมพัดผ่านสองหู ความเคลื่อนไหวรวดเร็วดุจสายฟ้า หม่าเหลียนเอ๋อแม้ไม่กลัวตาย แต่ก็ถูกฉ่กอันหวาดเสียวขู่จนขวัญกระเจิงต้องฟุบอยู่บนร่างหยางหลิง ไม่กล้าลืมตาขึ้น

หยางหลิงเคยเล่นสเก็ตน้ำแข็งมาในความคาดคิดของมัน ขอเพียงไม่โชคร้ายปะทะชนถูกลำต้นไม้ใด อาจรอดชีวิตได้ จึงกอดรัดหม่าเหลียนเอ๋อไว้ สำรวจดูพื้นเนิน พบว่าเนินเขาแถบนี้ไม่มีต้นไม้ ไม้รวกกับต้นหญ้าที่ถูกหิมะสะกดจนงอโค้งขูดกับชุดยาวของมันจนขาดวิ่น แต่ไม่ทำร้ายถูกผิวกาย

เห็นแน่ชัดว่าจะตกถึงก้นล่าง ด้วยสภาวะลื่นไหลลงมาเช่นนี้ คล้ายกับลูกกระสุนปักใส่พื้นหิมะ หยางหลิงพลันหงายหน้าล้มลง เคลื่อนย้ายศูนย์กลางแรงถ่วงไปทางข้างหลัง ยกศีรษะพ้นจากผิวหิมะ กลัวว่าชนถูกก้อนหินหรือไม้ง่าม

หม่าเหลียนเอ๋อไม่ทันระวัง ร่างคะมำไปข้างหน้า จูบปากหยางหลิงคราหนึ่ง ทั้งสองล้วนครางหนักๆ ปากเค็มกร่อยขึ้นมา

หม่าเหลียนเอ๋อถลึงตาใส่ ไม่ทันกล่าวอันใด ร่างของหยางหลิงก็กระทบพื้น จนเกล็ดหิมะปลิวคละคลุ้ง ต่อจากนั้นเท้าขวาของหยางหลิงเหยียบถูกต้นไม้ขนาดเล็กต้นหนึ่ง ได้ยินเสียงกร๊อบ ร่างของทั้งสองตีวงไปทางขวาง

หลังจากกลิ้งต่อไปอีกครู่หนึ่งค่อยหยุดร่างลง หยางหลิงกวาดตามองรอบข้าง พบว่าตนเองโถมเข้ามาในดงไม้แถบหนึ่ง ที่เบื้องหน้าด้านข้างห่างสิบกว่ามี่* มีต้นไม้เล็กๆ ที่ถูกมันเหยียบหักไป ส่วนที่เบื้องหน้าสองมี่ มีหินใหญ่ที่ปกคลุมด้วยหิมะก้อนหนึ่ง

* หนึ่งมี่เท่ากับหนึ่งเมตร

หัวใจที่เต้นระทึกของหม่าเหลียนเอ๋อค่อยสงบนิ่งลง พบว่าตัวเองฟุบร่างกับอ้อมอกหยางหลิง ต้องหน้าแดงสดใส ทุบหมัดใส่หน้าอกหยางหลิงหมัดหนึ่ง หยางหลิงกำลังนึกโชคดีว่าปลอดภัยไร้อันตราย พอถูกนางทุบใส่หมัดหนึ่ง ค่อยพบว่าบนร่างตนเองยังทับไว้ด้วยเรือนร่างร่างหนึ่ง จึงรีบคลายมือออก หม่าเหลียนเอ๋อก็คืบคลานลุกขึ้นด้วยใบหน้าแดงก่ำ

หยางหลิงลุกตาม มองดูยอดเขาที่ทั้งสองกระโดดลงมา ยามนี้หิมะขาวเวิ้งว้าง คนอยู่ในดงไม้ ไม่อาจมองไกลเกินร้อยก้าว ไม่สามารถเห็นสภาพบนเขาได้

หม่าเหลียนเอ๋อใจเต้นตูมตาม พอชำเลืองมองดู เห็นชุดยาวของหยางหลิงถูกเกี่ยวขาดกะรุ่งกะริ่ง เผยเห็นกางเกงที่สวมอยู่ข้างในที่แก้มก้นมีปุยฝ้ายโผล่พ้นออกจาก สภาพทุลักทุเลยิ่ง

คนผู้นี้เป็นนักศึกษาอ่อนแอ กลับกล้ากระโดดลงจากเขาหิมะ ยังมีตอนที่ลื่นไถลลงมา มันสวมกอดตัวเอง ให้ตัวเองอยู่ข้างบน ช่วยให้รอดพ้นจากอันตราย สร้างความวาบหวามใจแก่นางดวงตาทอแววอ่อนโยนขึ้น

หยางหลิงหารู้ไม่ว่าตอนนี้ตนเองกลายเป็นนกยูงรำแพนตัวหนึ่ง จึงหันมากล่าวกับหม่าเหลียนเอ๋อว่า “พวกตาดมองโกลไม่กล้าติดตามลงจากเขา พวกเราเข้าดงไม้ไปซ่อนตัว หลบเลี่ยงจากการค้นหาของพวกมัน”

หม่าเหลียนเอ๋อมองดูทะเลดงไม้แห่งนี้ไม่พบเห็นวี่แววทวีชาติ ยิ่งปราศจากร่องรอยผู้คน จึงกล่าวอย่างลังเลว่า “พวกมันคงไม่ลงจากเนินเขาที่ลาดชันเช่นนี้ หากพวกเราหลงทางในดงไม้ คงต้องตายในที่นี้แล้ว”

หยางหลิงกล่าวว่า “หากมีเพียงข้าพเจ้า พวกตาดมองโกลไม่แน่ว่าจะติดตาม แต่เมื่อเพิ่มพูนท่าน ก็ยากบอกได้ ยังคงซ่อนตัวไว้เถอะ”

หม่าเหลียนเอ๋อเลิกคิ้วขึ้นกล่าวว่า “หมายความอย่างไร หรือว่าข้าพเจ้าเป็น...” พลันกล้ำกลืนคำพูดไว้ เปลี่ยนเป็นกล่าวว่า “พวกเราหลบซ่อนตัวเถอะ”

............

หยางหลิงกอบหิมะคำหนึ่งส่งเข้าปาก ให้ละลายอย่างช้าๆ รอจนน้ำหิมะไม่เยียบเย็นเช่นตอนแรกค่อยกลืนลงไป พลางกวาดมองรอบข้างอย่างระมัดระวัง หม่าเหลียนเอ๋อก็มีสภาพทุลักทุเล แขนเสื้อนวมกับกระโปรงถูกกรีดขาดเป็นเส้นสาย

หิมะหยุดตกแล้ว เป็นเวลายามพลบค่ำภูเขาสงัดงัน ท้องทุ่งร้างเลือนราง ไม่ว่าโขดหิน ต้นสน พื้นผิวดินถูกปกคลุมด้วยหิมะขาว นับเป็นทิวทัศน์ธรรมชาติอันงดงาม น่าเสียดายที่พวกมันหลงทาง ที่ด้านหลังยังตามติดด้วยสุนัขป่าตัวหนึ่ง

ทั้งสองความจริงคิดซ่อนตัวในดงไม้สักชั่วครู่ชั่วยาม แต่เมื่อพวกมันเหยียบย่ำหิมะเดินลุกขึ้นไป สุนัขป่าที่ออกหาอาหารตัวหนึ่งก็ปรากฏขึ้นที่ด้านหลัง ปฏิกิริยาประการแรกของทั้งสองคือวิ่งหนี สุนัขป่าตัวนั้นก็ติดตามมา รักษาระยะห่างไว้ คิดรอจนทั้งสองหมดเรี่ยวสิ้นแรงล้มลง

หม่าเหลียนเอ๋อเคยใช้ชีวิตบนทุ่งหน้า ทราบว่าไม่อาจวิ่งต่อ หากวิ่งต่อไปจะกลายเป็นอาหารของสุนัขป่า จึงเก็บลำต้นไม้ที่ถูกหิมะกดทับจนหักขึ้นจากพื้น ตั้งประจันกับสุนัขป่า หยางหลิงเห็นนางไม่วิ่งหนี ก็เก็บลำต้นไม้ท่อนหนึ่งเข้าร่วมวง

หม่าเหลียนเอ๋อล่วงรู้ความน่ากลัวของสุนัขป่า แต่ว่าหยางหลิงไม่ล่วงรู้ เมื่อไม่ล่วงรู้ก็ไม่หวาดหวั่น พานตวาดก้อง หวดไม้กระบองใส่ส่วนหัวของสุนัขป่าอย่างถนัดถนี่

ยังไม่ทันนึดยินดี หม่าเหลียนเอ๋อก็ร้องคำ “ระวัง” พลางกวาดไม้กระบองออก สุนัขป่าตัวนั้นถูกหยางหลิงหวดกลิ้งไปตลบหนึ่ง แล้วคืบคลานขึ้นมา กระโจนใส่หยางหลิงอย่างดุร้าย

หยางหลิงแตกตื่นจนสะดุ้งเฮือกใหญ่ เห็นฟันเขี้ยวสุนัขป่าที่ขาวแวววาวดีที่หม่าเหลียนเอ๋อใช้ไม้กระบองหวดใส่ขาหลังของสุนัขป่า สุนัขป่าส่งเสียงร้องพลางร่วงฟาดกับพื้น วิ่งจากะเผลกเข้าไม้รวกแถบหนึ่ง แต่ยังจับตาดูพวกมันไม่ปล่อย

หม่าเหลียนเอ๋อจับไม้กระบองด้วยสองมือ กล่าวว่า “หัวกะโหลกของสุนัขป่าแข็งแรง หากจะฟาดหวด ให้ฟาดหวดขาและลำตัวของมัน”

สุนัขป่าพบว่ามนุษย์ทั้งสองนี้ยากจัดการ แต่ยังไม่ยอมจากไป ทั้งสองพอไล่กวด สุนัขป่าก็วิ่งหนี ทั้งสองหมุนตัวกลับ สุนัขป่าก็ตามมา พัวพันถึงตอนนี้ สุนัขป่าหายสาบสูญ ทั้งสองก็หลงทางแล้ว

ยามนี้ทั้งสองหลั่งเหงื่อชุ่มไปทั้งเสื้อผ้า หยาดเหงื่อใกล้แข็งตัวเป็นน้ำแข็ง ถึงกับหนาวสั่นขึ้นมา เห็นฟ้าใกล้มืดค่ำ หากค้างคืนในลักษณะนี้ ทั้งสองแม้ไม่ถูกสุนัขป่ารับประทานก็คงแข็งตัวตาย ภายใต้คำชี้แนะของหม่าเหลียนเอ๋อ หยางหลิงรู้วิธีเอาตัวรอดกลางทุ่งร้างได้

ในดงไม้ปรากฏต้นไม้ที่หักโค่นลงมาไม่น้อย จนกลายเป็นหลุมบ่อ หยางหลิงจึงคว้านเป็นถ้ำโพรง ทั้งขนย้ายลำต้นไม้มาสองต้น ทั้งสองขดตัวอยู่ข้างใน ทั้งสามารถต้านความหนาว และสามารถป้องกันสัตว์ร้าย

ม่านวิกาลคลี่คลุมลง สองเท้าหยางหลิงกลายเป็นแข็งทื่อ หม่าเหลียนเอ๋อไม่ทราบเบียดกายแนบชิดกับหยางหลิงตั้งแต่เมื่อใด ซบหน้ากับหัวไหล่มันคิดหลับใหล

เปลือกตาของหยางหลิงก็แทบปิดลง มันหยิกใส่ตนเองคราหนึ่ง ร้องบอกต่อหม่าเหลียนเอ๋อว่า “นอนไม่ได้ พวกเราสนทนาเรียกสติคืนมา ต้องทนทานจนฟ้าสางสว่าง”

หม่าเหลียนเอ๋อกล่าวอย่างระโหยโรยแรงว่า “อืมม์...หม่าซิ่วไฉ หม่าเจ๋อเฉิง พี่ใหญ่หม่า ข้าพเจ้าทั้งเหน็ดเหนื่อย ทั้งหิวโหย ทั้งง่วงเหงา ขอซบสักครู่ จวบจนฟ้าสาง...” สุ้มเสียงคล้ายกระเง้ากระหงอด หากว่ากล่าวในหอห้องที่เผาฟืนจุดกำยาน คงกระตุ้นให้ผู้คนคิดฟุ้งซ่านขึ้นมา

หยางหลิงแม้ไม่เคยผ่านเหตุการณ์ค้างแรมกลางทุ่งร้าง แต่อ่านพบจากหน้าหนังสือพิมพ์ว่ามีคนแข็งตัวตายยามหลับใหล จึงคิดปลุกเรียกหม่าเหลียนเอ๋อ แต่หม่าเหลียนเอ๋อเหนื่อยล้าจนไม่คิดขยับเขยื้อนเคลื่อนตัว ร่างที่อ่อนนุ่มราวกับไร้กระดูกแอบอิงกับร่างหยางหลิง ไม่ยอมลุกขึ้นมา

หยางหลิงกล่าวอย่างร้อนรุ่มว่า “ไม่ได้ ลุกขึ้นให้กับเรา รอจนฟ้าสาง ท่านก็แข็งตัวตายแล้ว”

ยามร้อนใจต้องยื่นมือตบหน้าหม่าเหลียนเอ๋อ หม่าเหลียนเอ๋อยามเจ็บปวดจนลืมตาขึ้น ในถ้ำโพรงมืดมิด แต่ลมหายใจหยางหลิงพวยพุ่งใส่ใบหน้านาง ให้ความอบอุ่นแก่นาง หม่าเหลียนเอ๋อยิ่งง่วงเหงากว่าเดิม กล่าวว่า “สนทนาอันใด ให้ข้าพเจ้า...หลับสักงีบไ

หยางหลิงร้องบอกว่า “นอนไม่ได้ ปลุกปลอบสมาธิให้มากไว้ ข้าพเจ้าคงไม่อาจผ่านพ้นคืนนี้ สตรีมีชั้นไขมันหนา สามารถต้านทานความหนาวกว่าบุรุษ ข้าพเจ้าจะถอดเสื้อผ้าให้ท่านสวมใส่ สามารถรอดชีวิตคนหนึ่งถือว่ารอดชีวิตคนหนึ่ง”

หม่าเหลียนเอ๋อไม่อาจย่อยสลายคำพูดของหยางหลิง ยังเบียดกายเข้าใกล้ ส่งเสียงอู้อี้ว่า “ชั้นไขมัน...อันใด?”

หยางหลิงส่งเสียงกระแอมกล่าวว่า “บอกไปท่านไม่เข้าใจ เรียกว่าเนื้อติดมันเถอะ”

หม่าเหลียนเอ๋อพลันร้องเสียงแหลมเล็กออกมาว่า “เนื้อติดมัน ข้าพเจ้าอ้วนนักหรือ?”

หนังสือแนะนำ