วางกำลังดักซุ่ม

เช้าวันรุ่งขึ้น หิมะตกลงมาอีก หยางหลิงซุกมือในแขนเสื้อ ยืนอยู่ใต้ทางระเบียง มองดูหิมะเกลื่อนฟ้า หิมะในยุคสมัยนั้นขาวกว่ายุคหลัง พอพัดพลิ้วถึงเบื้องหน้า ถึงกับแทบโปร่งใส หยางหลิงยื่นมือข้างหนึ่งออกรองรับเกล็ดหิมะที่ตกลงมา หิมะพอกระทบถูกฝ่ามือก็ละลาย ไม่ทันชื่นชมว่ามันงดงามเพียงไหน

หยางหลิงทอดถอนใจด้วยความเสียดาย สลัดน้ำหิมะบนฝ่ามือทิ้ง ที่สุดทางระเบียงก็บังเกิดสุ้มเสียงสดใสเสียงหนึ่งดังว่า “เซี่ยงกง”

หยางหลิงเหลียวหน้าไปตามเสียง เห็นหานโย่วเหนียงกับหม่าเหลียนเอ๋อกางร่มคนละคัน เดินตัดผ่านลานตึกมา หม่าเหลียนเอ๋อสวมชุดขนสัตว์สีขาว งามราวกับคนในภาพวาด

หานโย่วเหนียงรูปร่างเตี้ยกว่าหม่าเหลียนเอ๋ออยู่บ้าง สวมกระโปรงสีคราม ใส่เสื้อกั๊กสีชมพู ถึงแม้ไม่งามเฉิดฉันเช่นหม่าเหลียนเอ๋อ แต่ใบหน้างามสดใส รอยยิ้มอ่อนโดยนุ่มนวล คล้ายกับน้องสาวคนเล็กที่ข้างบ้าน

นางหิ้วตะกร้าที่ใช้ผ้าสีครามปิดไว้ กางร่มปกป้องตะกร้า ครึ่งซีกร่างจึงเกาะเต็มไปด้วยหิมะ หยางหลิงรีบลงบันไดไป ผงกศีรษะทักทายหม่าเหลียนเอ๋อก่อน จากนั้นรับตะกร้าจากมือหานโย่วเหนียง ฉุดดึงนางถึงใต้ระเบียง ทางหนึ่งปัดคราบหิมะบนหน้าผากหัวไหล่ให้กับนาง ทางหนึ่งถามว่า “หิมะตกหนักถึงเพียงนี้ มาแต่เช้าทำอะไร?”

หานโย่วเหนียงหุบร่มลง พลางเป่าลมหายใจใส่นิ้วมือที่ถูกแช่แข็ง ยิ้มอย่างอ่อนหวานกล่าวว่า “ข้าพเจ้าส่งอาหารมาให้กับเซี่ยงกง ทั้งยังลวกไข่ไก่สองฟอง เซี่ยงกงตรากตรำการงาน ไม่ควรหิวโหยไป”

หยางหลิงกล่าวตำหนิว่า “ท่านผู้นี้ ข้าพเจ้าอยู่ที่ที่ทำการเจ๋อเฉิง ยังกลัวอดอยากหรือ?” พลางฉุดดึงมือหานโย่วเหนียง หันไปกล่าวกับหม่าเหลียนเอ๋อว่า “คุณหนูหม่ารีบเข้าห้องเถอะ ใต้ระเบียงมีลม ระวังจะถูกความเย็นแทรกซึม”

หม่าอังสมัครเข้าเป็นทหาร เปลี่ยนสถานะจากชาวบ้านเป็นสังกัดกองทัพ ต้องไปขึ้นทะเบียนที่ทำการอำเภอ หม่าเหลียนเอ๋อเห็นวันนี้หิมะตกหนัก คิดเปลี่ยนเป็นวันหน้าค่อยไป แต่เห็นหานโย่วเหนียงคิดออกจากบ้าน จึงติดตามมาที่ที่ทำการเจ๋อเฉิงก่อน

ยามนี้เห็นคู่สามีภรรยา รักใคร่กลมเกลียว สร้างความหดหู่ใจแก่หม่าเหลียนเอ๋ออยู่บ้าง นางถอดหมวกที่ติดกับขนสัตว์ออก รวบผมดำขลับไปทางด้านหลัง กระแทกคราบหิมะบนรองเท้าเซวียจื่ออก ติดตามเข้าห้องไปอย่างเงียบงัน

หยางหลิงรับประทานอาหาร เพิ่งวางตะเกียบลง ยามเฝ้าประตูนั้นก็เดินกะโผลกกะเผลกเข้ามา เห็นขุนนางเจ๋อเฉิงคนใหม่สองสามีภรรยา กับธิดาของขุนนางเจ๋อเฉิงรุ่นก่อนล้วนอยู่ด้วย จึงไม่กล้ารั้งอยู่ ล้วงจดหมายที่ได้รับเมื่อวานยื่นส่งให้ ยิ้มประจบกล่าวว่า “ใต้เท้า นี่เป็นจดหมายที่ส่งมาเมื่อคืน ผู้มาเจาะจงให้มอบต่อใต้เท้า”

หยางหลิงไม่ทราบว่าผู้ใดส่งจดหมายถึงมัน จึงรับมาเปิดซองออก ค่อยพบว่าตราครั่งที่ปิดผนึกจดหมายประทับรูปปลาประหลาดตัวหนึ่ง ต้องใจสั่นสะท้าน นี่เป็นจดหมายลับของกรมความมั่นคงแผ่นดินหรือ จดหมายที่มันอ่านเมื่อวานล้วนเปิดซองออก กลับไม่กลัวอันใด แต่ตนเองมิใช่คนของกรมความมั่นคงแผ่นดิน กลับเปิดอ่านจดหมายลับของกรมความมั่นคงแผ่นดิน เพียงแต่ถึงอย่างไรเปิดจดหมายออกแล้ว จึงไม่คำนึงมากความ หยางหลิงดึงกระดาษจดหมายออกมาอ่านดูเที่ยวหนึ่ง ค่อยคลายใจลง ในจดหมายไม่มีความลับอันใด กลับเป็นข่าวดีที่สามารถเปิดเผยออกไป จึงพับจดหมายบอกกล่าวว่า “ที่แท้หัวหน้าโจรที่ถูกใต้เท้ามินัดศีรษะเมื่อวันก่อนเป็นบุตรขององค์ชายชนเผ่าตาร์ตาร์ คราครั้งนี้ใต้เท้ามินกระทำความดีความชอบใหญ่หลวงแล้ว”

มันปรบมือด้วยความยินดี กล่าวว่า “ข้าพเจ้าจะไปเรียนต่อใต้เท้า โย่วเหนียง ท่านกับคุณหนูหม่ารออยู่ที่นี้ รอให้หิมะซาลงค่อยกลับบ้าน”

หานโย่วเหนียงผงกศีรษะอย่างเชื่อฟัง หยางหลิงรีบรุดออกไป หม่าเหลียนเอ๋อพลันนึกได้เรื่องหนึ่ง จึงกล่าว “พี่หยาง ข้าพเจ้าไปหาท่าน เมื่อวานเกอเกอเราจากไปอย่างรีบร้อน ข้าพเจ้าต้องไปแก้ไขสถานะชาวบ้านให้กับมัน”

หยางหลิงจึงสั่งให้ที่ทำการเจ๋อเฉิงจูงม้ามาอีกตัวหนึ่ง ทั้งสองควบม้าไปยังที่ทำการอำเภอ เห็นมินเสี้ยนหลิ่งกำลังนอนคว่ำหน้าบนคั่งที่นอน ให้หมอรักษาเปลี่ยนยากับทำแผล พอทราบข่าวจากหยางหลิง ก็แย่งชิงจดหมายไปอ่านดู จากนั้นหัวร่อออกมาราวกับแม่ไก่ออกขามาฟองหนึ่ง

มันความจริงกลัวว่าหัวร่อดังไป จะกระทบถึงปากแผลจึงหัวร่อเช่นนี้ มิคาดพอกลั้นหัวร่อ ร่างยิ่งสั่นเทิ้มกว่าเดิม

มินเสี้ยนหลิ่งหัวร่อไปหัวร่อไป รอยยิ้มบนใบหน้าพลันผนึกค้าง ร้องโพล่งว่า “แย่แล้ว บุตรคนโตของป๋อเอี๋ยนเมิ่งเคอเป็นคนพิการ ฟังว่ามันทุ่มเทความรักให้กับบุตรคนรองซวีเลี่ยปอฉี ตอนนี้บุตรชายมันถูกเราฆ่าตาย ไหนเลยยอมเลิกรา เมื่อครู่ทางทหารรายงานว่า เช้าวันนี้ทัพเราค้นหาร่องรอยศัตรู หากว่าป๋อเอี๋ยนเมิ่งเคอยกทัพใหญ่มาแก้แค้นให้กับบุตรชาย ก็ย่ำแย่แล้ว หยางซือแหย ท่านรีบไล่กวดตามเหอชานเจี้ยงไป แจ้งข่าวนี้ต่อมัน”

หยางหลิงพอฟัง ก็ทราบว่าเหตุการณ์รีบร้อนคันขัน รีบรับคำคราหนึ่งผละจากมา หม่าเหลียนเอ๋อถอนชื่อเกอเกอออกจากสถานะชาวบ้านรอมันอยู่ที่ตึกหน้า เห็นหยางหลิงรีบขึ้นม้า จึงจูงม้าตามมาถามว่า “พี่หยาง เรื่องใดรีบร้อนถึงเพียงนี้?”

หยางหลิงร้องบอกว่า “เช้าวันนี้ทัพใหญ่ไล่กวดตามพวกตาดมองโกลไป แต่คนที่ถูกมินเสี้ยนหลิ่งฆ่าตายเมื่อวันก่อนเป็นบุตรคนที่สองของราชบุตรตาร์ตาร์ หากพวกมันคิดแก้แค้นคงแสร้งเป็นถอยทัพ วางกับดักซุ่มโจมตี ข้าพเจ้าต้องรีบไล่กวดตามเหอชานเจี้ยงไป ส่งข่าวนี้ต่อมัน” กล่าวพลางหันหัวม้าควบขับไปทางตัวเมืองด้านใต้

หม่าเหลียนเอ๋อพลิกตัวขึ้นม้า ขี่ม้าวนกับที่เดิมสองรอบ หวนนึกถึงเกอเกอก็อยู่ในทัพใหญ่ หากข้าศึกวางกับดักไว้ ไยมิใช่มีอันตรายถึงแก่ชีวิต จึงลงแส้ควบม้าไปทางตัวเมืองด้านทิศใต้

ยามนี้ค่ายใหญ่ที่นอกเมืองมิเพียงมีไพร่พลที่อายุมากแล้วกับทหารที่รับบาดเจ็บอยู่เฝ้าค่าย หยางหลิงสอบถามดู ทราบว่าทัพใหญ่ออกเดินทางไปหนึ่งชั่วยามแล้ว สร้างความร้อนใจจนควบม้าไปตามทางหลวงที่ถูกรถและม้าของทัพใหญ่เหยียบย่ำจนโคลนเลนเลอะเทอะ แต่ว่าเส้นทางนอกเมืองไม่ราบเรียบเท่ากับหนทางภายในเมือง หยางหลิงเพิ่งหัดขี่ม้า จึงบังคับม้าด้วยความเหน็ดเหนื่อยกว่าม้าใต้หว่างขาอีก

หยางหลิงควบม้าไปลี้เศษ ได้ยินเสียงกีบม้าไล่หลัง หม่าเหลียนเอ๋อควบขับมา นางไม่ทราบถอดชุดขดสัตว์ออกเมื่อใด เผยเห็นกระโปรงฝ้ายสีเขียวเข้ม ท่อนบนสวมเสื้อกั๊กหนังจิ้งจอก รูปร่างอ้อนแอ้นแช่มช้อย ท่วงท่าขี่ม้าอันอ่อนช้อยสวยงาม

หยางหลิงรีบกล่าวว่า “คุณหนูเหลียนเอ๋อ ท่านไฉนมาด้วย เช่นนี้ก็ดี ท่านมีวิชาขี่ม้าเป็นเลิศ ขอให้รีบรุดไปแจ้งให้ทัพใหญ่หยุดการรุกคืบหน้า”

หม่าเหลียนเอ๋อขมวดคิ้วกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเป็นสตรี ไหนเลยบอกให้ทัพใหญ่หยุดทัพได้ ท่านนำจดหมายลับมาหรือไม่?”

หยางหลิงยกมือตบหน้าผากกล่าวว่า “แย่แล้ว จดหมายอยู่ที่ใต้เท้ามัน”

หม่าเหลียนเอ๋อพลันยื่นมือกดใส่หลังม้า ยืดเอวขึ้นไปยืนบนหลังม้า ม้ายังคงวิ่งห้ออยู่ แสดงออกถึงวิชาขับขี่เป็นเลิศ นางกล่าวกับหยางหลิงว่า “คลายสายบังเหียน ข้าพเจ้าจะขี่ม้าเอง”

หยางหลิงคลายมือจากสายบังเหียนอย่างงุนงง ไม่ทราบว่านางจะบังคับม้าอย่างไร เห็นม้าสองตัวควบขับเคียงคู่ หม่าเหลียนเอ๋อก็กระโดดปราดมาที่เบื้องหน้าของหยางหลิง ออกคำสั่งว่า “ยกบังโกลนม้าแก่ข้าพเจ้า”

หยางหลิงรีบถอนเท้าออกจากบังโกลนม้า แต่ร่างเสียหลักคราหนึ่ง รีบกอดเอวของหม่าเหลียนเอ๋อ หม่าเหลียนเอ๋อพอถูกบุรุษกอดเอวไว้ แผ่นหลังก็กลายเป็นแข็งทื่อ กล้ามเนื้อที่เอวเขม็งเกร็งขึ้นมา

นางสูดลมหายใจคำหนึ่ง แสร้งเป็นไม่มีเรื่องราวใด ถือสายบังเหียนไว้กล่าวว่า “กอดให้แน่น ข้าพเจ้าจะนำใต้เท้าเจ๋อเฉิงไปพบกับเหอชานเจี้ยง”

หม่าเหลียนเอ๋อเติบโตที่นอกด่าน มีวิชาขี่ม้าเป็นเลิศ ทั้งสองก็มีน้ำหนักเบา รวมกันไม่เท่านายทหารสวมใส่ชุดเกราะนายหนึ่ง ทั้งสองขี่ม้าตัวเดียว มิเพียงไม่กระทบถึงความเร็วของม้า ภายใต้วิชาบังคับม้าของนาง ม้ากลับเพิ่มความเร็วและมั่นคงกว่าเดิม

............

ยามนั้นทัพใหญ่ของเหอชานเจี้ยงเข้าสู่ภูเขาวอหู่ (ภูเขาเสือหมอบ) เช้าวันนี้หน่วยสอดแนมที่ส่งออกไปรายงานว่า พวกตาดมองโกลวาดรถราม้าต่าง และวัวแพะที่จุดพักม้าเอ้อหลี่ปั้นกับอู่หลี่ผู่ใช้คนส่งไปยังนอกด่าน แต่ข้าศึกยังไม่ถอยทัพ เพียงถอยร่นมายังพื้นที่อวี้หลินถุน ส่งกำลังกลุ่มย่อยออกปล้นสะดมชิงทรัพย์ตามหมู่บ้านต่างๆ

เหอชานเจี้ยงพอได้รับรายงานยินดียิ่ง ทุ่มกำลังทัพใหญ่ทั้งห้าสายฝ่าหิมะออกเดินทาง เตรียมซุ่มโจมตีพวกตาดมองโกล ทัพใหญ่พอออกจากเมืองประมาณหกลี้ ก็เข้าสู่หุบเขาหูหลู (หุบเขาน้ำเต้า) เห็นสองฟากข้างเป็นภูเขาสูง หุบเขามีลักษณะคล้ายน้ำเต้า เหอชานเจี้ยงแม้รีบร้อนสร้างผลงาน แต่ยังรักษาสติสัมปชัญญะไว้ สั่งให้หยุดการเคลื่อนทัพ ส่งหน่วยสอดแนมไปสำรวจเส้นทางก่อน

ผ่านไปครึ่งชั่วยาม หน่วยสอดแนมกลับมารายงานว่าที่เบื้องหน้าไม่พบเห็นร่องรอยข้าศึก พื้นหิมะในหุบเขาก็ไม่ปรากฏรอยรถและม้าเหยียบย่ำผ่าน เหอชานเจี้ยงค่อยคลายใจลง สั่งให้เร่งความเร็วตัดออกจากหุบเขา รีบรุดไปยังอวี้หลินถุน

ทัพใหญ่ห้าพันเคลื่อนขบวนสืบต่อ คล้ายมังกรยาวกลางภูเขาหิมะตัวหนึ่ง เฮ่อซื่อเจี๋ยเฮ่อตูซือนำทัพหน้าไปก่อน จนถึงช่วงกลางของหุบเขาหูหลู เห็นแน่ชัดว่าจะออกจากหุบเขาแล้ว ที่ปากหุบเขาเบื้องหน้าพลันบังเกิดเสียงกลองศึกดังขึ้น ยกตั้งผืนธงแน่นขนัด ขณะเดียวกันบนเนินเขาสองฟากข้างแว่วเสียงเคาะเกราะ มีเงาร่างนับไม่ถ้วนโผล่พ้นออกมา ปรากฏลูกธนูปลิวเวียนว่อนเต็มฟ้า ยังแน่นหนากว่าหิมะเนินอีก

พวกตาดมองโกลจู่โจมจากเบื้องสูงลงมา ยิงธนูระลอกหนึ่ง ทัพหมิงก็บาดเจ็บล้มตายเกลื่อนกลาด ดีที่กองกำลังของเหอชานเจี้ยงกรำศึกมานาน หลังความปั่นป่วนวุ่นวาย ก็จัดตั้งขบวนรถ หยุดรถศึกอยู่สองฟากข้าง พลิกแผ่นไม้กระดานขึ้น กลายเป็นป้อมค่ายสำเร็จรูป มือโล่ก็ตั้งโล่สูงเท่าศีรษะคน ก่อกำแพงโล่เป็นชั้นๆ ป้องกันอยู่สองปีก รอจนจัดขบวนตั้งรับขึ้น ทัพหมิงก็สูญเสียไพร่พลไปเศษหนึ่งส่วนสิบแล้ว

เยี่ยอวี้ซื่อรีบกระโดดลงจากรถ มุดเข้ามาในรถของหลิวกงกง กล่าวเสียงสั่นสะท้านว่า “รอบข้างล้วนโปร่งโล่ง พวกตาดมองโกลมาจากที่ใด?”

รถคันนี้สร้างจากไม้หนา ปิดบนหลังคาและตัวรถทั้งสองข้าง ไม่กลัวลูกธนูยิงจู่โจม ได้ยินเสียงลูกธนูยิงใส่แผ่นไม้บนรถ อดอกสั่นขวัญแขวนมิได้ หลิวกงกงเป็นขันที มีกำลังขวัญกล้าแข็งกว่าเยี่ยอวี้ซื่อ แต่นี้เป็นครั้งแรกที่เข้าสู่สมรภูมิสู้รบ กล้ามเนื้อใบหน้าต้องกระตุกเข้าหากัน

เนินเขาสองฟากข้างมีสภาพลาดเท ปกคลุมด้วยหิมะ ไม่สามารถซ่อนคนได้ ยามนี้พวกตาดมองโกลในเครื่องแต่งกายต่างๆ พอวิ่งวนไปมายิงธนูใส่ ค่อยเปิดเผยว่าบนเนินเขาก่อกำแพงสูงเท่าครึ่งศีรษะคน ตัวกำแพงเอียงลาดขึ้นไป ด้านบนปกคลุมด้วยหิมะชั้นหนึ่ง เมื่อมองจากเบื้องล่าง จึงเข้าใจว่าเป็นเนินเขา

ชาวมองโกลอาศัยอยู่บนทุ่งหญ้าทะเลทราย อพยพตามแหล่งน้ำ ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง จึงเรียนรู้วิธีกาอกำแพงอย่างเรียบง่ายตั้งแต่แรก พอถึงฤดูหนาวจะใช้กิ่งไม้ต้นหญ้าผสมน้ำ ก่อเป็นกำแพงอยู่รอบกระโจมป้องกันความหนาว คราครั้งนี้พวกมันลงมือยามวิกาล เพียงครึ่งคืนก็นำวัตถุดิบในพื้นที่ก่อเป็นกำแพงสองชั้น

ป๋อเอี๋ยนเมิ่งเคอพอทราบข่าวการตายของบุตรชายก็สั่งถอนกำลัง ตนเองนำขบวนหนึ่งเดินทางทั้งกลางวันกลางคืนถึงอวี้มู่ถุน สมทบกับกำลังของป๋อต๋าเอ่อม่อ จนมีกำลังมากกว่าทัพหมิง ดังนั้นจึงกล้าละทิ้งม้าศึกเปลี่ยนเป็นสู้รบบนที่ราบทัพหมิง

ตอนนี้เมืองจือลู่กับเช่อเสี้ยนถูกทัพหมิงโอบล้อมไว้ มันวางแผนครั้งนี้ คิดหวังทำศึกคราเดียว กำจัดทัพหมิงที่ยกมาจากเมืองหย่งหนิง แก้แค้นให้กับบุตรชาย จากนั้นถอยทัพกลับไป

เหอช่นเจี้ยงพอตั้งหลักมั่น ก็ออกคำสั่งว่า “ส่งสัญญาณธงออกไป ให้เฮ่อสือเจี๋ยเฝ้าด่านหน้าไว้ หวังเฉิงเสี่ยนนำกำลังจู่โจมข้าศึกสองฟากข้าง ให้เจาะเป็นช่องแตกแห่งหนึ่ง สั่งซุนต้าจงกับปี้ชุนแปรขบวนจากทัพหลังเป็นทัพหน้า รีบล่าถอยไป ส่วนเจิ้งอี้เอ้อคุมทัพกลางไว้

หวังเฉิงเสี่ยนพอได้รับคำสั่ง ก็สั่งให้มือธนูยิงธนูใส่ข้าศึกสองปีก จากนั้นนำมือดาบโล่กับมือทวนยาวโหมบุกเนินเขาสองฟากข้าง ช่วงชิงเวลาให้กับทัพใหญ่ พวกตาดมองโกลบนเนินเขาอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของป๋อต๋าเอ่อม่อ พอเห็นทัพหมิงตอบโต้ จึงสั่งการว่า “ยิงคนโบกสัญญาณธงของทัพหมิง ทั้งยิงสังหารม้าศึก มิให้ทัพหมิงตั้งขบวน

คำสั่งพอถ่ายทอดออก คนโบกสัญญาณธงถูกยิงจนคล้ายตัวเม่น ยังมีม้าศึกถูกลูกธนูยิงใส่ไม่น้อย ต้องแผดเสียงร้องพลางวิ่งพล่านในหุบเขา ทัพหมิงถูกม้าศึกเหยียบทำร้ายจนเสียขบวน สภาวะจู่โจมหยุดชะงักไป

หวังเฉิงเสี่ยนนำกำลังฝ่าฝนธนูบุกขึ้นเนินเขาขวามือ หากสามารถควบคุมที่สูงแห่งนี้ จากนั้นจัดมือธนูสองขบวนทำการสะกดพวกตาดมองโกลไว้ ก็จะรักษาขบวนไว้ได้ ไม่เช่นนั้นทัพใหญ่หดหัวอยู่ในหุบเขา ได้แต่งอมือรอความตาย

มันถือดาบบัญชาการศึก บุกขึ้นเนินเขาระลอกแล้วระลอกเล่า ปรากฏซากศพนอนตายเกลื่อนกลาด ไม่มีผู้ใดทอดถอนใจให้กับผู้ตาย และไม่มีผู้ใดสนใจว่าที่นอนอยู่ใต้เท้าเป็นใคร บนสมรภูมิเลือดเช่นนี้ ความตายกลายเป็นเรื่องปรกติธรรมดา ต่อให้เป็นผู้ที่มีอารมณ์ความรู้สึกก็กลับกลายเป็นชาด้าน

เยี่ยอวี้ซื่อซ่อนตัวอยู่ในรถ ร่ำร้องว่า “ใต้เท้าเหอ ใต้เท้าเหอ พวกตาดมองโกลวางกำลังไว้แต่แรก ควรรีบล่าถอยจึงถูกต้อง”

เหอชานเจี้ยงถือดาบเยียนหลิง* กล่าวด้วยใบหน้าเขียวคล้ำว่า “เราสั่งคนแจ้งต่อปี้ชุนแล้ว หุบเขานี้คับแคบ หากทัพหลังไม่ล่าถอย พวกเราก็ไม่สามารถโถมออกไป”

* ดาบชนิดหนึ่ง ลักษณะคล้ายรูปขนนกห่านป่า

เยี่ยอวี้ซื่อกระชากเสียงว่า “เห็นทัพใหญ่ติดกับ ปี้ชุนยังไม่มีความเคลื่อนไหว เราจะกล่าวโทษมันเป็นเหตุให้เสียการ ใต้เท้าเหอ เราจะไปควบคุมการศึกที่ด้านหลัง”

เหอชานเจี้ยงกำลังบัญชาการทัพใหญ่อยู่ พอฟังจึงจัดมือโล่คุ้มกันมันกับหลิวกงกงไปทางด้านหลัง

หุบเขาซึ่งอยู่เขตภูเขาว่อหู่แห่งนี้เป็นรูปน้ำเต้า ปากน้ำเต้าหันไปทางจุดพักม้าจีหมิง ทัพใหญ่ของปี้ชุนเพิ่งเข้าสู่หุบเขา หยางหลิงกับหม่าเหลียนเอ๋อก็รีบรุดมาถึง ปี้ชุนพอฟังคำบรรยายของหยางหลิง ก็ทราบเรื่องราวหนักหนาสาหัส ขณะจะนำมันไปพบกับเหอชานเจี้ยง พวกตาดมองโกลที่สองฟากข้างก็เปิดฉากจู่โจมแล้ว

ภายใต้การยิงธนูคุ้มกัน พวกตาดมองโกลจำนวนมากฮือลงจากไหล่เขามาถึงปากหุบเขา ปิดทางถอยของทัพหมิงไว้ ปากหุบเขาคับแคบจำกัด ขอเพียงจัดมือธนูหลายสิบคน ยิงธนูไม่ขาดสาย ต่อให้ทหารทั้งกองทัพก็อย่าคิดหมายฝ่าออกไป

จุดประสงค์ของพวกตาดมองโกลเพียงคิดอุดทางถอยของศัตรู เพียงเฝ้าจุดยุทธศาสตร์ ไม่บุกจู่โจม ชาวมองโกลทุกคนพกพาลูกธนูสี่กระบอก ทัพใหญ่ของปี้ชุนใช้มือดาบโล่กับพลปืนไฟสำหรับต่อสู้ระยะประชิด จึงไม่สามารถต่อกรกับชาวมองโกลที่เฝ้ารักษาจุดยุทธศาสตร์สำคัญไว้

เพียงชั่วขณะ ที่ปากหุบเขาทิ้งศพทหารหมิงนับร้อยซาก หม่าเหลียนเอ๋อดูจนหน้าซีดเผือด ยังคงเป็นหยางหลิงผ่านศึกรักษาเมือง มีความสามารถรองรับไว้ รีบฉุดลากนางมายังหว่างกลางของรถสองคัน มิให้ถูกลูกธนูยิงทำร้าย

อย่างรวดเร็ว การตอบโต้ของทหารหมิงถูกห่าธนูของชาวมองโกลต้านทานไว้ ซากศพซากแล้วซากเล่าทับถมที่ปากหุบเขา ทหารหมิงทางหนึ่งแย่งชิงปากทางออกกับชาวมองโกล ทางหนึ่งรับมือลูกธนูที่ยิงลงมา เกิดการบาดเจ็บล้มตายเพิ่มขึ้นตลอดเวลา

หยางหลิงพบว่าการตอบโต้ของทหารหมิงเปะปะวุ่นวาย ไม่สามารถจู่โจมอย่างเป็นระบบ นายทหารชั้นผู้น้อยเหล่านี้แทบไม่รู้จักหนังสือ รู้จักแต่นำหน้าไพร่พล ไม่สามารถบังคับบัญชามือดาบโล่ พลปืนไฟ มือทวนยาวกับมือธนูลงมือประสานเสริมแต่อย่างไร

หยางหลิงเห็นคุณภาพของกองทัพเป็นเช่นนี้ สร้างความตื่นเต้นตึงเครียดจนหลั่งเหงื่อโซมกาย หม่าเหลียนเอ๋อก็ห่วงใยความปลอดภัยของเกอเกอ จากนั้นเห็นหม่าอังยืนอยู่ข้างกายปี้ชุน ค่อยคลายใจลง

ยามนั้นเยี่ยอวี้ซื่อกับหลิวกงกงวิ่งปราดมาอย่างทุลักทุเล เยี่ยอวี้ซื่อขณะจะตวาดตำหนิปี้ชุน เห็นในบริเวณมีหญิงสาวนางหนึ่ง ยังเข้าใจว่าเป็นปี้ชุนนำครอบครัวร่วมทาง สร้างความเดือดดาลเป็นการใหญ่

เยี่ยอวี้ซื่อกับหลิวกงกงออกคำสั่งในฐานะขุนนางเจี้ยนจวิน ให้ปี้ชุนเจาะปากหุบเขา โดบคำนึงถึงการจ่ายค่าตอบแทนใด ปี้ชุนได้แต่รับคำสั่ง สั่งการว่า “ฉีปาจ่ง หลูปาจ่ง ระดมปืนไฟกับธนูเพลิงจู่โจมใส่ปากหุบเขา ให้รุกคืบห้ามล่าถอย ต้องฝ่าเป็นทางโลหิตสายหนึ่งให้จงได้”

จากนั้นตวาดสั่งหัวหน้าขบวนทหารคนสนิทว่า “กวนโซ่วอิงควบคุมการศึก ผู้ใดล่าถอยสังหารผู้นั้น ทั้งขบวนล่าถอยสังหารหัวหน้าขบวนทิ้ง”

คำสั่งทหารหนักแน่นดุจขุนเขา นายทหารปาจ่งแซ่ฉีกับแซ่หลูทราบว่าชีวิตแขวนบนเส้นด้าย จึงนำขบวนฝ่าฝนธนูบุกไปที่ปากหุบเขา ที่เบื้องหน้าปรากฏลูกธนูดุจห่าฝน เนินเขาสองฟากข้างแม้ถูกปืนไฟทัพหมิงยิงถล่มใส่ ยังคงยิงธนูอย่างประปราย พลทหารจำนวนมากโถมไปไม่ไกล ก็ถูกลูกธนูยิงทะลุชุดเกราะที่ทำจากหนังหลั่งเลือดชโลมพสุธา

พลปืนไฟพอเข้าสู่รัศมีการยิง ก็ระดมยิงเป็นทิวแถว ยิงสังหารชาวมองโกลจำนวนมาก แต่มือดาบโล่ที่ด้านหลังไม่ทันโถมออกไป ชาวมองโกลก็ระดมยิงธนูปิดปากหุบเขาไว้

หยางหลิงเห็นซากม้าที่ล้มตายอยู่บนพื้นตัวหนึ่ง พลันนึกได้วิธีหนึ่ง ร้องบอกว่า “ใต้เท้าปี้ สั่งให้ใช้ม้าศึกต่างโล่เนื้อ ทัพใหญ่ตามติดอยู่หลังมา เจาะเป็นช่องแตกออกไป

หลิวกงกงกับเยี่ยอวี้ซื่อพอฟังยินดียิ่ง สั่งให้ปี้ชุนปฏิบัติตาม ม้าศึกในตอนนั้นมีราคาเกือบสี่ร้อยก้วน ทัพหมิงยังขาดแคลนม้าศึก ดังนั้นไม่มีแม่ทัพนายกองใดคิดใช้ม้าศึกเป้นอาวุธ แต่ตอนนี้ทัพใหญ่ตกอยู่ในห้วงคับขัน ไหนเลยคำนึงถึงม้าศึก รีบรวบรวมม้าที่เหลืออยู่หน้าขบวน มีจำนวนสี่สิบกว่าตัว พลปืนไฟก็ถูทาดินปืนลงบนหางม้า พอจุดไฟขึ้น ม้าศึกบังเกิดความเจ็บปวด จึงแผดเสียงร้องพลางวิ่งห้อออกไป

ซีหลินต๋าต๋าที่นำกำลังเฝ้าอยู่ปากหุบเขาเห็นม้าศึกที่ส่วนหางลุกไหม้หลายสิบตัววิ่งห้อตะบึงมาราวเสียสติ พื้นดินสะเทือนเลื่อนลั่นขึ้นมา จึงร้องสั่งให้ยิงธนูออกเป็นทิวแถว แต่ว่าชีวิตของม้าไม่เปราะบางเท่ากับผู้คน ถึงแม้มีม้าหลายตัวแผดเสียงร้องพลางล้มลง แต่ม้าศึกส่วนใหญ่ยังพกพาลูกธนูวิ่งตะบึงออกไป พุ่งชนขบวนของชาวมองโกลแตกกระเจิง เตลิดออกจากหุบเขาไป ชาวมองโกลบางคนหลบหลีกไม่ทัน กระทั่งเสียงแผดร้องยังไม่ทันเปล่งออกมา ก็ถูกกีบม้าเหยียบย่ำ กลายเป็นเลือดเนื้อเลอะเลือน

ปี้ชุนฉวยโอกาสนำกำลังฝ่าฝนธนูเหนือศีรษะโถมออกไป ซีหลินต๋าต๋าก็นำชาวมองโกลที่เหลือสี่ร้อยกว่าคนดาหน้ามา ปากหุบเขาคับแคบ เพียงวางกำลังสองร้อยคนก็ปลิดสกัดไว้ได้ ทั้งสองทัพเปิดฉากตะลุมบอนกันที่ปากหุบเขา

หนังสือแนะนำ