หม่าอังเป็นทหาร

ยามเช้าตรู่ หยางหลิงขี่ม้าเดินทางไปยังที่ทำการเจ๋อเฉิง เมื่อคืนมันตัดพ้อว่าอานม้าแข็งกระด้างไป จัดทำเบาะใบหนึ่งพาดอยู่บนอานม้า เวลานั่งให้ความรู้สึกที่นุ่มนิ่ม

เมื่อมาถึงที่ทำการเจ๋อเฉิง ได้ยินเสียงกีบม้าไล่หลัง ม้าเร็วสิบกว่าตัวควบขับมาถึง หยางหลิงเพ่งตามอง เห็นทหารชุดเกราะใหม่เอี่ยมขบวนหนึ่งห้อมล้อมแม่ทัพสวมหมวกเหล็กใส่ชุดเกราะมาถึง เป็นปี้ชุนปี้ตูซือนั่นเอง

ปี้ชุนยิ้มแยมแจ่มใส ต่างกับเมื่อวานที่ข่มเหงผู้คน มันประสานมือกล่าวว่า “น้องแซ่หยาง ได้รับการดูแลจากท่าน เรามาขอบคุณเป็นพิเศษ”

เมื่อคืนกวนโซ่วอิงคุมเสบียงกลับไป ถ่ายทอดวาจาของหยางหลิงให้ทราบ ปี้ชุนพอฟังบังเกิดความสบใจยิ่ง พลอยมีความรู้สึกที่ดีต่อหยางหลิง เช้าวันนี้ขี่ม้าเข้าเมือง นึกถึงขุนนางเจ๋อเฉิงผู้นี้ พานรุดมากล่าวขอบคุณ

หยางหลิงรีบกล่าวถ่อมตนเที่ยวหนึ่ง ปี้ชุนฟังว่ามันคิดไปเคารพศพผู้อาวุโสท่านหนึ่ง กลับไม่สะดวกกับการจากไป จึงเข้าร่วมด้วย ดังนั้นทั้งหมดเข้าสู่ลานตึก เห็นกลางลานตึกจอดไว้ด้วยเกี้ยวประจำตำแหน่งของมินเสี้ยนหลิ่ง ที่แท้เพื่อนร่วมงานทั้งหลายไปเยี่ยมใต้เท้ามินที่อำเภอตั้งแต่เช้า มินเสี้ยนหลิ่งรับบาดเจ็บไม่มากนัก เพียงแต่บนลูกธนูฉาบพิษจึงสลบเหมือดไป หลังจากฟื้นคืนสติมาก็ไม่เป็นไร ดังนั้นโดยสารเกี้ยวมาเคารพศพหม่าเจ๋อเฉิง

หม่าอังสองซงเม่ยนึกไม่ถึงว่าหยางหลิงสามารถเชิญผู้มีศักดิ์ฐานะมาเคารพศพมากมายถึงเพียงนี้ อย่าได้เห็นว่ายามปรกติมินเสี้ยนหลิ่งเรียกพี่เรียกน้องกับหม่าเจ๋อเฉิง แท้จริงแล้วเกี่ยวข้องเรื่องเงินๆ ทองๆ บวกกับหม่าเจ๋อเฉิงพกป้ายประจำตัวของกรมความมั่นคงแผ่นดิน ไม่เช่นนั้นยังมีตำแหน่งต่ำกว่าหลายขั้น อย่าว่าแต่ยังมีแม่ทัพยศตูซืออีกท่านหนึ่ง

นึกถึงตอนนี้ หม่าอังเกิดความสำนึกขอบคุณต่อหยางหลิง เพียงแต่สายตาที่หม่าเหลียนเอ๋อมองดูมัน นอกจากสำนึกขอบคุณแล้ว ยังแฝงแววตัดพ้ออยู่หลายส่วน สร้างความงุนงงสงสัยแก่หยางหลิงยิ่ง

ปี้ชุนความจริงเพียงแวะเข้ามา พอพบเห็นหม่าเหลียนเอ๋อ กลับไม่อาจหักใจจากไป นึกไม่ถึงว่าในเมืองน้อยแห่งนี้มีหญิงงามปานดอกไม้แรกแย้มเช่นนี้ อนุภรรยาของมันทั้งสามนางแม้เป็นสาวแดนเจียงหนัน แต่ไม่มีผู้ใดมีรูปโฉมเท่ากับนาง

จวบกระทั่งสองซงเม่ยเข้ามากราบขอบคุณ ขุนนางบู๊ตำแหน่งสูงท่านนี้ ปี้ชุนค่อยรั้งสายตากลับมา ยื่นมือทำท่าประคอง กล่าวว่า “ท่านทั้งสองลุกขึ้น บิดาท่านพลีชีพเพื่อชาติ เราเองก็ให้การยกย่อง สมควรมาเคารพศพสักครา”

หม่าอังไม่ยอมลุกขึ้น กลัยกล่าวว่า “ใต้เท้าเจียงจวิน หม่าอังคิดสมัครเป็นทหาร สังหารพวกตาดมองโกล รักษาแผ่นดินต้าหมิง แก้แค้นให้กับท่านพ่อ ขอใต้เท้าส่งเสริมด้วย”

ปี้ชุนลังเลขึ้นมา หากว่ามันสังกัดค่ายทหาร สามารถรับคนไว้ แต่มันขึ้นตรงต่อฐานที่มั่น ตำแหน่งต่างๆ สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ถึงแม้เคยรับคนไว้เป็นการส่วนตัว แต่หากรับสมัครทหารต่อหน้าผู้คนมากมาย ก็ไม่สะดวกแล้ว

หม่าเหลียนเอ๋อเงยหน้าขึ้น กล่าวว่า “ใต้เท้าเจียงจวิน เกอเกอเรามีวิชาฝีมือติดตัว สามารถรับหน้าที่ไพร่พลนำขบวนม้า ขอใต้เท้าให้โอกาสมันแสดงความกตัญญูต่อบิดา และรับใช้ชาติบ้านเมือง”

ปี้ชุนเห็นหญิงงามอ้อนวอนขอร้อง กระดูกก็อ่อนระทวย หยีตาสามเหลี่ยมลง เกิดความคิดอ่านขึ้นมา กล่าวว่า “ตกลง รีบลุกขึ้น เจ้าเมื่อรู้จักวิชามือ ทั้งมีความรู้ด้านอักษร ก็เป็นทหารคนสนิทของเรา รั้งตำแหน่งสือจ่าง* ก่อน วันหน้าสร้างผลงาน ค่อยเลื่อนตำแหน่งให้”

* นายสิบ

หม่าอังโขกศีรษะด้วยความยินดี แล้วค่อยลุกขึ้น ตำแหน่งสือจ่างแม้เล็กน้อย จะอย่างไรถือเป็นนายทหารผู้หนึ่ง มันถือดีในวิชาฝีมือเชื่อมั่นว่าไม่เพียงสามารถล้างแค้นแทนบิดา ทั้งยังไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งสูงกว่านี้

หม่าเหลียนเอ๋อเห็นเกอเกอมีทางออก ก็นึกยินดีแทน แต่หวนนึกถึงเกอเกอสมัครเป็นทหาร คงเหลือตัวเองอยู่คนเดียว อดสะท้อนใจมิได้

เนื่องเพราะการศึกยังไม่ยุติ ปี้ชุนไม่กล้าอยู่นาน จึงกล่าวคำอำลากลับค่ายทหาร กำชับหม่าอังหลังจากเสร็จพิธีศพ ให้ไปรายงานตัวที่ค่ายทหาร มินเสี้ยนหลิ่งยังไม่ทุเลาหายดีไม่สามารถนั่งนาน เหล่าขุนนางต่างก็มีภารกิจจึงทยอยอำลาจากไป

ตามเหตุผลหม่าอังสองซงเม่ยสมควรเฝ้าศพเจ็ดวัน จากนั้นบรรจุฝัง แต่หากเสียชีวิตที่ต่างแดน โดยทั่วไปจะฝากโลงไว้กับวัดวา ค่อยหาโอกาสเคลื่อนศพกลับคืนสู่มาตุภูมิ บางคนฐานะยากจน ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเคลื่อนศพกลับฝากโลงไว้นับสิบปี

สองซงเม่ยหารือดู ตกลงฝากโลงไว้ที่วัดผู่ตู้จุดพักม้าจีหมิง วันหน้าค่อยเคลื่อนศพกลับบ้านเกิด ตอนนี้หม่าอังคิดล้างแค้นเข้าสังกัดค่ายทหาร ถึงแม้ไม่สามารถเฝ้าศพ แต่ก็ไม่มีผู้ใดตำหนิติเตียน

เพียงแต่เมื่อเป็นเช่นนี้ จะจัดการกับหม่าเหลียนเอ๋ออย่างไร หยางหลิงเห็นหม่าอังมองดูตนเอง จึงกล่าว “พี่หม่าไม่ต้องเป็นห่วง คุณหนูยังคงพักอยู่ที่นี้เถอะ”

หม่าเหลียนเอ๋อเหลือบมองมันแวบหนึ่ง กล่าวว่า “ตอนนี้เราสองซงเม่ยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับที่ทำการเจ๋อเฉิง ไม่มีความชอบธรรมในการพักอยู่ที่นี้”

สตรีจดจำความแค้น โดยเฉพาะหญิงงามที่ได้รับการตามใจนางหนึ่ง หยางหลิงเข้าใจว่านางเจ็บแค้นพนักงานผู้น้อยนั้นจึงกล่าว “ไม่เป็นไร อีกสักครู่ข้าพจ้าจะจัดการให้กับท่านเอง”

หม่าเหลียนเอ๋อย่นจมูกกล่าวว่า “เราท่านหนึ่งนั้นไม่ได้เป็นญาติ สองไม่ใช่สหาย เมื่อถึงเวลาไม่แน่ว่าจะเกิดคำครหานินทา”

หม่าอังถลึงตากล่าวว่า “ผู้ใดกล้า อีกประการ...ถึงแม้ไม่ได้เป็นญาติ เรากับน้องแซ่หยางถือเป็นสหาย ช่วยดูแลเม่ยจื่อเราจะเป็นไรไป?”

หม่าเหลียนเอ๋อขยี้เท้า ไม่สนใจเกอเกอโง่งมอีก หยางหลิงใคร่ครวญดู เห็นว่าหม่าเหลียนเอ๋อกล่าวมีเหตุผล ตนเองเพียงรักษาการณ์แทนขุนนางเจ๋อเฉิง หากรับหญิงสาวนางหนึ่งไว้ ไม่แน่ว่าจะเกิดคำครหานินทาจริงๆ เมื่อครู่มินเสี้ยนหลิ่งก่อนจากไป บอกว่าส่งคนไปแจ้งต่อน้องเขยแล้ว มิสู้ให้นางพักอยู่กับหานโย่วเหนียงสักหลายวัน ตนเองย้ายมายังที่ทำการเจ๋อฉิง รอจนมีคำสั่งแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ ตนเองค่อยยกห้องให้กับนาง

หยางหลิงนึกถึงตอนนี้ จึงกล่าวกับหม่าอังว่า “คุณหนูกล่าวมีเหตุผล พักอยู่ที่นี้ไม่สะดวก ยังคงให้คุณหนูอยู่บ้านข้าพเจ้า...”

เอ่ยถึงตอนนี้ เห็นหม่าเหลียนเอ๋อเลิกคิ้วขึ้น จึงรีบกล่าวว่า “ให้อยู่เป็นเพื่อนกับภรรยาเรา ส่วนข้าพเจ้าย้ายมายังที่ทำการเจ๋อเฉิง รอจนพวกตาดมองโกลล่าถอย คุณหนูค่อยคิดอ่านยังไม่สาย”

หม่าอังยินดียิ่ง เมื่อจัดการเช่นนี้ ก็ไม่มีใดไม่วางใจ หม่าเหลียนเอ๋อเหลือบมองหยางหลิงแวบหนึ่ง ไม่กล่าวว่ากระไร เป็นอันว่าตกลง

วันนั้นพวกตาดมองโกลเพียงส่งกำลังกลุ่มย่อยมาหยั่งเชิงทัพหมิง ทั้งสองฝ่ายต่างทดสอบขุมกำลังหลักของอีกฝ่าย ไม่เปิดศึกสงครามกัน

ยามใกล้ค่ำหยางหลิงจัดคนช่วยหม่าอังสองซงเม่ยเคลื่อนโลงของหม่าเจ๋อฉังไปฝากไว้ที่วัดผู่ตู้ หลังจากเสร็จเรียบร้อย หม่าอังก็ไปรายงานตัวต่อปี้ชุน ส่วนหยางหลิงนำหม่าเหลียนเอ๋อกลับบ้าน หานโย่วเหนียงเป็นหญิงสาวมีน้ำใจ นึกเห็นอกเห็นใจคุณหนูที่ตกยากนางนี้ ฟังว่าเพียงอาศัยอยู่หลายวันจึงตกปากรับคำ

หม่าเหลียนเอ๋อกระด้างเย็นชาต่อหยางหลิง แต่กลับแสดงความสนิทสนมต่อหานโย่วเหนียง ทำให้หยางหลิงคลายใจลง

ยามนั้นปรากฏเงาร่างสายหนึ่งถลันเข้าห้อง ยามของที่ทำการเจ๋อเฉิง สอบถามยามเฝ้าประตูว่า “ใต้เท้าเจ๋อเฉิงอยู่หรือไม่?”

ยามเฝ้าประตูตอนนี้เป็นพนักงานผู้น้อยของที่ทำการเจ๋อเฉิง เนื่องจากตอนเฝ้ารักษาเมืองรับบาดเจ็บที่เท้า เคลื่อนไหวไม่สะดวก จึงสับเปลี่ยนเป็นยามเฝ้าประตู พอฟังก็กล่าวว่า “ใต้เท้าเพิ่งออกไป ท่านมีเรื่องใด?”

พลางสำรวจดูผู้มา เห็นอีกฝ่ายแต่งกายเช่นชาวบ้านธรรมดา ศีรษะสวมหมวกหนังสุนัขต้านลม กดต่ำลงมาถึงระดับคิ้ว

คนผู้นั้นล้วงจดหมายประทับตราครั่งปิดผนึกแน่นหนาจากอกเสื้อฉบับหนึ่งยื่นส่งให้ กล่าวว่า “เรามาจากนอกด่าน ต้องรีบรุดกลับไป รบกวนส่งสิ่งของห่อนี้แก่ใต้เท้าเจ๋อเฉิง”

กล่าวจบก็กล่าวคำอำลา ผลักประตูห้องถลันหายลับกับความมืด ยามเฝ้าประตูมองดูจดหมาย เห็นบนตราครั่งวาดรูปปลาประหลาดตัวหนึ่ง จึงไม่เฉลียวใจ วางจดหมายลงบนคั่งที่นอน

............

เหอชานเจี้ยงกับขุนนางเจี้ยนจวินทั้งสองพร้อมด้วยแม่ทัพปาจ่งเจียงปิงตรวจตราประตูเมืองสามแห่ง สุดท้ายแวะมาที่ค่ายของปี้ชุน ตรวจดูความเรียบร้อย ขณะจะเดินทางต่อไปที่ค่ายของซุนต้าจง หน่วยสอดแนมของกองกำลังพอดีส่งสารมาถึง

ทั้งหมดอ่านดูเอกสารใต้แสงโคม พบว่าส่งมาจากสำนักแม่ทัพจ่งปิง เหอชานเจี้ยงพออ่านจบก็ส่งต่อให้กับเหล่าแม่ทัพ ตนเองเดินไปมาด้วยความขุ่นข้องเคืองใจ

ที่แท้คราครั้งนี้ราชบุตรชนเผ่าตาร์ตาร์แห่งมองโกลรวบรวมกำลังชนเผ่าต่างๆ สองหมื่นคน แยกย้ายกันโจมตีจุดพักม้าตามชายแดนสิบกว่าแห่ง คิดชดเชยความเสียหายในฤดูหนาว กวาดทรัพย์สินสิ่งของกลับไป ความจริงแล้วไม่คิดสู้รบยาวนาน ซึ่งความจริงนับตั้งแต่หย่งเล่อฮ่องเต้นำทัพปราบชนเผ่าตาร์ตาร์กับวาลารวมห้าครั้ง จนบัดนี้ชนเผ่านอกด่านยังไม่ฟื้นคืนกำลัง ยังไม่มีกำลังพอที่จะหักด่านตีเมือง

หลังจากที่ทางชายแดนก่อไฟแจ้งข่าวการศึก ต้าหมิงก็ส่งทัพใหญ่ออกมาหลายสาย เนื่องจากหิมะปกคลุมเส้นทาง กองกำลังสายหย่งหนิงมาสายที่สุด ส่วนทัพใหญ่ของค่ายหม่าสือสกัดพวกตาดมองโกลไว้ ฝ่ายตรงข้ามไม่ทันเข้าตีเมืองจั่วลู่ เพียงปล้นสะดมหมู่บ้านสามแห่งก็หลบหนี ระหว่างทางถูกแม่ทัพอิ๋วชีนามเก๋อเหว่ยซุ่มโจมตี สูญเสียไพร่พลนับพัน ถือว่าทัพใหญ่สายเหนือพิชิตชัยอย่างงดงาม

ส่วนราชบุตรชนเผ่าตาร์ตาร์ป๋อเอี๋ยนเมิ่งเคอนำทัพม้าหนึ่งหมื่นเข้าตีเมืองเช่อเสี้ยน ยึดเมืองน้อยได้สามแห่ง แม่ทัพสายใต้รวมกำลังกับแม่ทัพรักษาเมืองเช่อเสี้ยน มีกำลังเพียงหนึ่งหมื่น ผลการสู้รบผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ แต่เช้าวันนี้ทัพใหญ่ของป๋อเอี๋ยนเมิ่งเคอแบ่งกำลังเป็นสองสายล่าถอย แม่ทัพสายใต้นำกำลังไล่กวดตามสายหนึ่งขึ้นเหนือ อีกสายหนึ่งไม่ทราบหลบหนีไปที่ใด สำนักแม่ทัพจ่งปิงจึงสั่งการให้เหอชานเจี้ยงประสานกับทัพใหญ่สองสายตีชิงจุดพักม้ากลับคืน ทั้งสร้างความเสียหายแก่ข้าศึก

ถึงแม้ว่าเหอชานเจี้ยงรักษาจุดพักม้าจีหมิงไว้ได้ แต่ผลการสู้รบเป็นรองแม่ทัพอีกสองท่าน ทั้งยังทราบจากเอกสารสำนักแม่ทัพจ่งปิงว่า พวกตาดมองโกลไม่มีกำลังหนุน ทั้งไม่คิดสู้รบติดพัน เมื่อวานกลับไม่ฉวยโอกาสไล่กวดตามศัตรู สร้างผลงานสู้รบ ยามนี้ประหวัดหวนนึก จึงขุ่นข้องเคืองใจยิ่ง

แต่ตอนนี้นึกเสียใจก็เปล่าประโยชน์ ดังนั้นเหอชานเจี้ยงตามตัวแม่ทัพนายกองต่างๆ มายังค่ายของปี้ชุน หารือแผนปฏิบัติการในวันพรุ่งนี้

ส่วนหยางหลิงกลับที่ทำการเจ๋อเฉิง พักที่ห้องด้านในของหม่าเจ๋อเฉิงชั่วคราว ห้องหับไม่ใหญ่โตนัก ห้องด้านนอกแขวนป้ายขวางอันหนึ่ง ห้องด้านหลังเป็นห้องพักผ่อน คั่งที่นอนยึดพื้นที่เศษสองส่วนสาม ข้างคั่งที่นอนมีตู้เนื้อไม้หลี่มู่ที่หนักอึ้งตู้หนึ่ง

นับตั้งแต่หยางหลิงมาถึงราชวงศ์หมิง นี่เป็นครั้งแรกที่นอนคนเดียว คืนนี้ไม่มีหานโย่วเหนียงสนทนาเรื่องสัพเพเหระ กลับนอนไม่หลับ หยางหลิงต้องฝืนยิ้มออกมา ที่แท้หญิงสาวนาวนี้มีมนต์ขลังถึงเพียงนี้

พอนึกถึงหานโย่วเหนียง ต้องเกิดความวาบหวามใจ หลังจากจูบปากครั้งก่อน หญิงสาวนางนี้คล้ายกับได้ลิ้มรสหวาน พอขึ้นมาบนคั่งที่นอน ก็ไม่นอนคลุมโปงอีก หากนอนคว่ำบนคั่งที่นอน ลืมตากลมโตมองดูมัน หารู้ไม่ว่าเสื้อชั้นในเนื้อหยาบเปิดเผยรูปร่างราวดอกไม้แรกแย้ม เต็มไปด้วยแรงดึงดูดใจ หยางหลิงอาจกลายเป็นมนุษย์หมาป่าในคืนเดือนเต็มดวงได้ทุกเมื่อ

หยางหลิงยิ่งมายิ่งสูญเสียความเชื่อมั่นในตัวเอง มันไม่ทราบว่าตนเองยังยืนกรานอันใด เงาร่างหานโย่วเหนียงได้ยึดครองร่างกายจนหมดสิ้น กล่าวตามความสัตย์ ความรู้สึกที่มีต่อหานโย่วเหนียงเปลี่ยนจากตอนแรกที่รักเวทนากลายเป็นหลงรัก ความคิดยกนางให้กับผู้อื่นถูกสลัดลืมเลือนไปแต่แรก

แต่ว่าความคิดครอบครองนาง ให้หานโย่วเหนียงเป็นสตรีของตนเองสร้างความหวาดหวั่นพรั่นกลัวแก่มัน นี่คล้ายกับนักพนันคนหนึ่ง พอเล่นพนันจนทุนรอนก้อนสุดท้ายก็นึกหวั่นวิตกต่อผลได้ผลเสีย ทำให้ไม่กล้าทุ่มเค้าพนันสุดท้ายออกไป

หยางหลิงสลัดศีรษะ สลัดความรู้สึกที่ทั้งเปรี้ยวฝาดทั้งอ่อนหวานออกไป ยื่นมือเปิดตู้ใบหนึ่งออก

หลังจากที่หม่าเจ๋อเฉิงเสียชีวิต ลูกกุญแจที่มันเก็บรักษาไว้ก็ถูกส่งต่อให้กับหยางหลิง หลังเที่ยงหยางหลิงมายังห้องทำงานนี้ ยังกระทำเรื่องขบขันประการหนึ่ง ตู้ที่ติดกับคั่งที่นอนมีทั้งสิ้นสี่ใบ ล่ามกุญแจทองเหลืองสี่แบบ ประกอบด้วยสุนัข ม้า กุ้งและปลา หยางหลิงเปลืองเรี่ยวแรงอักโข ค่อยไขกุญแจรูปสุนัขทองเหลืองกับม้าทองเหลืองออก แต่ไขกุญแจรูปกุ้งไม่สำเร็จ ได้แต่ตามตัวพนักงานผู้น้อยคนหนึ่งมาช่วยเหลือ ที่แท้กุญแจรูปกุ้งไม่ได้บิดออก หาแต่เกี่ยวออกข้างนอก

สุดท้ายเป็นกุญแจรูปตัวปลา พนักงานผู้น้อยนั้นบอกว่าปลาลืมตาตลอดเวลา แม้กระทั่งยามนอนก็ลืมตา ดังนั้นกุญแจรูปตัวปลาต้องการสื่อความหมายว่าเฝ้าดูแลอยู่ตลอดเวลา คาดว่าเป็นตู้ที่ใต้เท้ามินใช้เก็บเอกสารสำคัญ กุญแจดอกนี้ก็พิเศษยิ่ง พอสอดประแจไปในรูกุญแจ หลังจากบิดแล้วยังต้องผลักเข้าข้างในค่อยเปิดออกได้

ตอนนั้นหยางหลิงหาตราประทับพบ หลังจากประทับตราลงในเอกสารด่วนหลายฉบับ ก็รีบรุดไปยังห้องตั้งศพ ดังนั้นตู้ใบนี้ไม่ได้ใส่กุญแจจึงเปิดตู้ที่ใส่กุญแจรูปตัวปลาออก เห็นเอกสารภายในล้วนประทับตราครั่ง ที่ข้างตราครั่งมีรูปปลาประหลาดตัวหนึ่ง

หยางหลิงลากโต๊ะบนคั่งที่นอนใกล้เข้ามา ไขตะเกียงน้ำมันสว่างขึ้น อ่านดูใต้แสงไฟเที่ยวหนึ่ง เพียงพลิกดูจดหมายหลายฉบับ ก็ฉุกคิดว่านี่เป็นข้อมูลลับของกรมความมั่นคงแผ่นดิน

ข้อมูลเหล่านี้ไม่เพียงเปิดโปงเรื่องลับส่วนตัวของขุนนางข้าราชการ ทั้งยังเอ่ยถึงขนบธรรมเนียมท้องถิ่น ผลการเก็บเกี่ยวของไร่นา ดินฟ้าอากาศแห้งแล้งหรือเกิดอุทกภัย ครอบคลุมร้อยสี่พันอย่าง

หยางหลิงคิดไม่ถึงว่าเครือข่ายข้อมูลข่าวสารของกรมความมั่นคงแผ่นดินแผ่นดินกว้างไกลถึงเพียงนี้ ทิศทางของการรวบรวมข้อมูลข่าวสารไม่เพียงเป็นความซื่อสัตย์ของขุนนาง ทั้งยังเสนอรายงานที่ละเอียดยิบและตรงกับความจริงต่อผู้บริหารราชการแผ่นดิน ถือว่ามีความสำคัญต่อการปกครองบ้านเมืองอย่างยิ่งยวด ที่น่าเสียดายคือดูเหมือนไม่เคยได้ยินว่ากรมความมั่นคงแผ่นดินราชวงศ์หมิงเคยกระทำคุณงามความดีอันใด

สุดท้ายหยางหลิงพลิกดูจดหมายที่ส่งมาเมื่อครึ่งเดือนก่อนฉบับหนึ่ง ในจดหมายบรรยายว่าฤดูหนาวที่นอกด่านปีนี้เกิดหิมะตกติดต่อกัน สัตว์เลี้ยงของชนเผ่าจำนวนมากล้มตายนับไม่ถ้วน ชนเผ่าขนาดเล็กไม่สามารถดำรงคงอยู่ได้ ระหว่างชนเผ่าเพิ่มการติดต่อสื่อสาร เป็นไปได้อย่างมากว่าจะคิดร้ายต่อต้าหมิง

หยางหลิงถือจดหมายฝืนยิ้มออกมา นึกเสียดายแทนหน่วยสอดแนมลับที่ถูกส่งออกไปกบดานอยู่ต่างแดน คาดว่าข้อมูลจากที่ต่างๆ ทั้งประเทศล้วนถูกส่งไปยังนครหลวง ผู้นำระดับสูงของกรมความมั่นคงแผ่นดินเพียงสนใจเรื่องที่เกี่ยวพันถึงความเจริญก้าวหน้าและประโยชน์โภคผล ข้อมูลส่วนใหญ่ถูกละทิ้ง ไม่มีผู้ใดไต่ถามถึง หากว่ามีขุนนางที่มีอำนาจให้ความสนใจข้อมูลเหล่านี้ ชาวบ้านบริเวณชายแดนจะรอดพ้นจากพิบัติภัยหรือไม่?

หยางหลิงสะท้อนใจเป็นเวลานาน พลันหัวร่อออกมา ตนเองเพียงเป็นขุนนางเจ๋อเฉิงเล็กๆ กลับห่วงใยชาติบ้านเมือง ห่วงใยในราษฎรเช่นนี้ ยังจะส่งผลอันใดต่อจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่ หากว่าตั้งเป้าสูงเกินควร มิสู้ยืนอยู่บนความเป็นจริง ดูแลคนที่ตนรัก ทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด อาศัยตนเองสามารถผลักดันกงล้อของประวัติศาสตร์ได้หรือ?

หนังสือแนะนำ