แม่เสือสองตัว (ต่อหน้า 2)

หานโย่วเหนียงความจริงใจอ่อน ตัวเองก็ประสบเหตุการณ์คนใกล้ชิดตายจาก ถูกผู้คนข่มเหงรังแก จึงรับฟังจนน้ำตาคลอหน่วย ใช้สายตาที่เอ่อคลอด้วยน้ำตามองดูหยางหลิง หวังให้มันช่วยเหลือซงเม่ยคู่นี้ ลืมเรื่องที่ทั้งสองเสียมารยาทไปแต่แรก

หยางหลิงก็ขุ่นแค้นยิ่งกล่าวกับหม่าอังว่า “พี่หม่า ป๋อฟู่ปฏิบัติต่อข้าพเจ้าเช่นบุตรหลาน เรื่องนี้ขอให้เป็นหน้าที่ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะเป็นเพื่อนพวกท่านไปจัดห้องตั้งศพเอง”

มันเดินเป็นเพื่อนซงเม่ยทั้งคู่ออกจากห้อง เห็นที่หน้าประตูจอดไว้ด้วยรถใหญ่คันหนึ่ง พนักงานผู้น้อยนั้นยังไม่ถึงกับยึดรถกลับไป หยางหลิงเป็นเพื่อนหม่าอังสองซงเม่ยซื้อโลงและสิ่งของ บรรทุกขึ้นรถแล่นไปยังที่ทำการเจ๋อเฉิง

พนักงานผู้น้อยที่อยู่เวรฟังว่าใต้เท้าเจ๋อเฉิงมาแล้ว จึงรีบออกมารับหน้า หยางหลิงเห็นมันสองแก้มบวมเป่ง อดขมวดคิ้วมิได้ มันเป็นคนยุคปัจจุบัน ไม่ได้เข้าใจว่าเมื่ออยู่ในตำแหน่งสูงก็มีศักดิ์ศรีเหนือคน จึงใช้น้ำเสียงที่อ่อนโยน ขอให้มันระดมผู้คนมาช่วยจัดห้องตั้งศพ

ฤดูกาลนี้ไม่มีเครื่องเซ่นไหว้อันใด เพียงจัดวางสิ่งของไม่กี่อย่างหน้ากระถางธูป ที่ข้างโลงแขวนป้ายผ้าเขียนคำไว้อาลัย ใช้อ่างเคลือบเผากระดาษเงินกระดาษทอง บนโต๊ะจุดเทียนไข้ขาวสองเล่ม หม่าอังกับหม่าเหลียนเอ๋อเฝ้าห้องตั้งศพ ทางหนึ่งเผากระดาษเงินกระดาษทอง ทางหนึ่งหลั่งน้ำตา

หยางหลิงไม่อาจทนทานบรรยากาศอันเศร้าโศกเช่นนี้ หลังจากกล่าวปลอบโยนอยู่หลายคำ ก็อำลาจากมา พลันได้ยินเสียงร้องเรียงดังขึ้นที่ด้านหลังว่า “พี่หยาง...”

หยางหลิงเหลียวหน้าไป เห็นหม่าเหลียนเอ๋อเดินช้าๆ มาตามทางระเบียง แสงไฟที่สั่นไหวในสายลม ส่องเห็นเสื้อผ้าชุดขาวของนาง ที่เอวคาดสายรัดสีดำ เงาร่างอันอ้อนแอ้นคล้ายกับจะล่องลอยไปตามลม

หม่าเหลียนเอ๋อมาถึงข้างกายหยางหลิง กล่าวเบาๆ ว่า “พี่หยาง ยามทุกข์ยากเห็นน้ำใจคน เหลียนเอ๋อขอบพระคุณมากแล้ว”

พลางย่อกายหมายกราบกราน หยางหลิงรีบทำท่าประคอง กล่าวว่า “คุณหนูเหลียนเอ๋อเห็นเป็นอื่นไปแล้ว ป๋อฟู่เป็นผู้อาวุโสของข้าพเจ้า เรื่องเล็กน้อยเพียงนี้สมควรให้ข้าพเจ้ารับใช้อยู่แล้ว”

หม่าเหลียนเอ๋อยืดกายขึ้น ฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า “ข้าพเจ้าขอบคุณท่านด้วยใจจริง เกอเกอนอกจากมีกำลังวังชา อื่นๆ ล้วนไม่ล่วงรู้ ข้าพเจ้าก็เป็นสตรี หากมิใช่ท่าน พวกเราคิดทำหน้าที่ของบุตรธิดากตัญญูยังทำไม่ได้”

เอ่ยถึงตอนนี้สุ้มเสียงสั่นเครือ ต้องทอดถอนใจกล่าวว่า “ข้าพเจ้านึกแค้นท่านพ่อบีบบังคับท่านแม่ต้องตาย ดังนั้นแม้เศร้าเสียใจ แต่ยังไม่ถึงกับปริ่มว่าจะขาดใจตาย”

นางเผยอยิ้มออกมา เพ่งตาถามว่า “ข้าพเจ้ากล่าวคำพูดนี้ ใช่ถือว่าทรยศเนรคุณหรือไม่?”

มีคำกล่าวว่า “สตรีที่ไว้ทุกข์งามคมขำ” ยังมีคำกล่าว “ยลหญิงงามใต้โคมไฟ เพิ่มสีสันอีกสามส่วน” หม่าเหลียนเอ๋อความจริงมีรูปโฉมงดงาม ยามนี้ยังสวมใส่ชุดสีขาว กอปรเป็นบุคลิกภาพที่ไร้ตำหนิ ยามนี้ตาคู่งามเอ่อคลอด้วยประกายน้ำตา ทีท่าน่าเวทนาสงสาร หยางหลิงกลับไม่กล้าสบสายตากับนาง

หม่าเหลียนเอ๋อกล่าวเสียงอ้อยอิ่งว่า “หากบอกว่าข้าพเจ้าเศร้าโศก มิสู้บอกว่านึกเสียใจ เพราะว่าจนบัดนี้ข้าพเจ้าค่อยทราบว่า หากมิใช่ท่านพ่อ ข้าพเจ้าคงไม่มีชีวิตที่ไร้ทุกข์ไร้โศกเช่นนี้ ไม่ว่าอย่างไรท่านพ่อดีต่อข้าพเจ้าไม่น้อย ข้าพเจ้าไม่สมควรสร้างความขุ่นเคืองแก่ท่านผู้เฒ่า”

หยางหลิงทอดถอนใจคำหนึ่ง นี่ใช่เป็นอีกหนึ่งคำอรรถาธิบายว่าบุตรหลานคิดทนแทนพระคุณ บุพการีกลับไม่คงอยู่แล้วหรือไม่ เหตุใดต้องรอจนสูญเสียไป ค่อยเกิดความรักถนอมขึ้นมา?

มุมปากหม่าเหลียนเอ๋อปรากฎรอยยิ้มอันขมขื่นขึ้นกล่าวว่า “ท่านพ่อไต่เต้าถึงตำแหน่งเจ๋อเฉิง ความจริงมีอยู่สองอำเภอที่ตำแหน่งว่างลง แต่ข้าพเจ้าเห็นว่าที่นี้อยู่ใกล้กับนอกด่าน ข้าพเจ้าชมชอบชีวิตที่นอกด่าน จึงขอให้ท่านพ่อมายังที่นี้ ข้าพเจ้าเป็นคนทำร้ายท่านพ่อ หากข้าพเจ้าทราบล่วงหน้าว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ อาจบางที...”

หยางหลิงกล่าวปลอบโยนว่า “ผู้ใดหยั่งรู้อนาคตได้ คุณหนูเหลียนเอ๋อ นี่มิใช่ความผิดของท่าน”

การหยั่งรู้อนาคตมีอันใดดี หากมิใช่ทราบล่วงหน้าว่าตนเองมีชีวิตอีกเพียงสองปี ตอนนี้มันกับโย่วเหนียงไม่ทราบมีความสุขเพียงไหน ดังนั้นหยางหลิงกล่าวด้วยความสะท้อนใจว่า “เมื่อไม่สามารถหยั่งรู้อนาคต ก็สมควรใช้ชีวิตปัจจุบันให้ดี เกาะกุมสิ่งที่ควรรักถนอมไว้ ภายหน้าจึงไม่นึกเสียใจภายหลัง คุณหนูเห็นด้วยหรือไม่?”

หม่าเหลียนเอ๋อเห็นมันจับจ้องมองตัวเอง สายตาแฝงความรู้สึกอันซับซ้อน ต้อใจเต้นระทึกขึ้น นางไหนเลยทราบว่าหยางหลิงนึกถึงหานโย่วเหนียง จึงเกิดความหดหู่ใจ ยามนั้นอดคิดเฉไฉมิได้ ‘เกาะกุมสิ่งที่ควรรักถนอมไว้? มัน...บอกใบ้เราอันใด แต่ว่ามันแต่งงานแล้วชัดๆ’

หม่าเหลียนเอ๋อถูกมันจ้องมองจนประหม่าขึ้นมา กล่าวตะกุกตะกักว่า “ข้าพเจ้าสามารถเกาะกุมอันใด ที่บ้านไม่มีสมบัติ ปราศจากที่ดินไร่นา ท่านพ่อแม้เก็บหอมรอมริบอยู่บ้าง แต่ก็ไม่อาจนั่งรับประทานภูเขาจนกลวงว่างเปล่า เราสองซงเม่ยไม่มีญาติมิตรในที่นี้ อาจบางที...อาจบางทีผ่านไปสักระยะหนึ่ง ข้าพเจ้ากับเกอเกอจะบรรทุกโลงกลับสู่บ้านเกิน”

ปากกล่าววาจา ในใจเกิดความคิดอ่านขึ้น ‘มันจะเหนี่ยวรั้งเราไว้หรือไม่ หากมันเหนี่ยวรั้งเรา เราจะทำอย่างไร มันชมชอบโย่วเหนียงนั้นยิ่ง คงไม่หย่าขาดจากนางเพราะเรา หากว่ามันแสดงความรักต่อเรา เราหม่าเหลียนเอ๋อจะลดตัวลงเป็นอนุภรรยาผู้อื่นหรือ?’

นางไม่ยอมลดฐานะตัวเองเป็นอนุภรรยาผู้อื่น แต่ก็ชื่นชมต่อบุคลิกภาพของหยางหลิง โดยเฉพาะความคิดอ่านของตัวเองที่บุรุษสตรีชาวจงหยวนเห็นว่าทรยศเนรคุณ มีแต่บุรุษผู้นี้ที่เข้าใจและยอมรับ

ตอนนี้ทางบ้านของตัวเองตกต่ำลงแล้ว ส่วนมันอายุยังเยาว์ก็ก้าวขึ้นครองตำแหน่งที่บิดาใช้ความพยายามมาครึ่งชีวิต กล่าวได้ว่ามีอนาคตยางไกล มันใช่เป็นทางเลือกของตัวเองหรือไม่?

หยางหลิงติดค้างน้ำใจของหานโย่วเหนียง ไม่ทราบตอบแทนอย่างไร ไหนเลยกล้าพัวพันหนี้รักอีก ถึงแม้รูปโฉมโนมพรรณของหม่าเหลียนเอ๋อ ได้รับความชื่นชมจากบุรุษทุกรูปนาม แต่ว่ามันหารู้ไม่ว่าการแสดงออกที่คลุมเครือของหม่าเหลียนเอ๋อ เพียงต้องการให้มันรั้งตัวนางไว้ เพียงมองจากมุมของสหายคิดอ่านแทนนาง ยามนั้นกล่าวว่า “เมืองน้อยชายแดนแห่งนี้มักเกิดศึกสงคราม จากไปก็ดี เมื่อคืนสู่บ้านเกิน จะได้รับความช่วยเหลือจากญาติมิตร”

จิตใจที่เขม็งตึงเครียดของหม่าเหลียนเอ๋อค่อยผ่อนคลาย มือที่กำไว้ก็คลายออก แต่ดวงตาอดทอแววผิดหวังมิได้

ขณะที่หยางหลิงอำลาจากไป ไม่ทันสังเกตเห็นแววตาตัดพ้อของหม่าเหลียนเอ๋อ มันขอให้พนักงานผู้น้อยจัดม้าตัวหนึ่ง เดินทางไปยังที่ทำการอำเภอ บอกต่อเจ้าหน้าที่กรมเมืองที่อยู่เวรว่า วันพรุ่งนี้ใต้เท้าทั้งหลายพอมาถึง ให้เชิญพวกมันไปเคารพศพหม่าเจ๋อเฉิงที่ทำการเจ๋อเฉิงสักครา

หลังจากกำชับกำชา ขณะจะกลับบ้าน หวนนึกถึงมินเสี้ยนหลิ่งกลับมายังที่ทำการอำเภอแล้ว ไม่ทราบว่าอาการบาดเจ็บเป็นอย่างไร จึงเข้าไปชมดู หยางหลิงไปถึงตึกหลัง เห็นบ่าวไพร่ของใต้เท้ามินนั่งดื่มสุราบนคั่งที่นอน ยังมีถั่วทอดจานหนึ่ง กับใบหูสุกรจานหนึ่ง ทั้งสองเห็นหยางซือแหยที่ใต้เท้ามินให้ความสำคัญที่สุดรุดมา จึงรีบลงจากคั่งที่นอน บ่าวไพร่แซ่หลี่ถามว่า “หยางซือแหย ท่านมาเยี่ยมเหล่าแหย (ท่านผู้เฒ่า)?”

หยางหลิงผงกศีรษะถามว่า “ใต้เท้าเป็นอย่างไรบ้าง?”

บ่าวไพร่แซ่หลี่ยิ้มประจบกล่าวว่า “ไข้ของเหล่าแหยลดลงแล้ว แต่ว่ายังไม่ฟื้น ผู้น้อยจะเข้าไปเป็นเพื่อนท่าน”

หยางหลิงโบกมือบอกให้ทั้งสองไปพักผ่อน ตนเองแวะดูใต้เท้ามินแล้วจะจากไป จากนั้นเลิกม่านประตูเข้าห้องนอนของมินเสี้ยนหลิ่ง เห็นบนโต๊ะเล็กๆ บนคั่งที่นอนจุดตะเกียงน้ำมันดวงหนึ่ง มินเสี้ยนหลิ่งนอนอยู่บนคั่งที่นอน ห่มคลุมผ้าห่มไว้

หยางหลิงนั่งลงบนคั่งที่นอน เห็นมินเสี้ยนหลิ่งอยู่ในท่านอนหงาย หนวดเคราชี้ชันขึ้นฟ้า จึงอดยิ้มมิได้ เมื่อมองดูสีหน้ามินเสี้ยนหลิ่ง เห็นมีเลือดฝาดขึ้น จึงยื่นมือแตะหน้าผากของมัน พบว่าอาหารไข้ลดลง ดูท่าพิษในลูกธนูขจัดหมดสิ้น พ้นขีดอันตรายแล้ว

หยางหลิงระบายลมจากปาก ผุดลุกขึ้นหมายจากไป มินเสี้ยนหลิ่งพลันส่งเสียงครางคำหนึ่ง พึมพำว่า “น้ำ บิดา...จะดื่มน้ำ”

หยางหลิงหยิบป้านน้ำชาบนโต๊ะ จ่อจงอยปากป้านถึงมุมปากมัน มินเสี้ยนหลิ่งคล้ายปลาวาฬดูดน้ำ ดื่มน้ำชาครึ่งป้าน ค่อยลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ

มันหยีตามองดูอยู่ครึ่งค่อนวัน ค่อยเห็นชัดตาว่าคนที่เบื้องหน้าคือหยางซือแหย จึงกะพริบตากล่าวว่า “เราอยู่ในบ้านหรือ ตอนนี้สถานการณ์เป็นอย่างไร?”

หยางหลิงยิ้มพลางกล่าวว่า “ใต้เท้า ท่านหลับใหลไปหนึ่งวันหนึ่งคืน วันนี้ทัพใหญ่ที่หย่งหนิงยกมาถึง พวกตาดมองโกลล่าถอยกลับไป วงล้อมของจุดพักม้าจีหมิงคลายออกแล้ว ใต้เท้าไม่ต้องเป็นห่วงไป”

มินเสี้ยนหลิ่งพอฟังมีสีหน้ายินดี หลับตาอยู่ครู่หนึ่ง ค่อยลืมตาขึ้นใหม่ อดถอนใจกล่าวว่า “มีแต่ท่านคนเดียวหรือ หาทางไกลรู้แรงม้า นานวันเห็นถึงจิตใจคน มารดามันเถอะ ใช่เข้าใจว่าบิดาต้องตายแน่นอนหรือ?”

หยางหลิงอดละอายใจมิได้ วันนี้เกิดเหตุการณ์มากมาย ขุนนางท้องถิ่นทั้งหลายต้องอยู่เป็นเพื่อนเหอชานเจี้ยง ทั้งหมดยังทราบว่ามินเสี้ยนหลิ่งไม่มีอันตรายถึงแก่ชีวิต ดังนั้นไม่ได้มาเยี่ยมมัน ตนเองหากมิใช่เพราะเรื่องของตระกูลหม่า ก็ไม่แวะมายังที่ทำการอำเภอ ดูท่าคำกล่าวที่ว่ามีมารยาทผู้คนไม่ถือสา ผู้คนสมัยโบราณให้ความสำคัญกับมารยาท หลังจากนี้ตนเองควรใส่ใจเป็นพิเศษ

หยางหลิงอธิบายแทนทั้งหมด มินเสี้ยนหลิ่งค่อยเข้าใจ หยางหลิงยังถ่ายทอดคำสั่งของเหอชานเจี้ยงออกไป มินเสี้ยนหลิ่งพอฟังจึงกล่าว “เช่นนี้ท่านถือว่าเข้าสู่วงราชการแล้ว เม่ยฟู (น้องเขย) เราเป็นนายอำเภอเมืองต้าถง วันพรุ่งนี้เราจะส่งคนไปแจ้งต่อมัน ให้มันวิ่งเต้นแต่งตั้งท่านเป็นขุนนางเจ๋อเฉิงอย่างเป็นทางการ คาดว่าใช้เวลาไม่ถึงสองวัน”

มันหัวร่อเฮอะฮะกล่าวว่า “อย่าได้ดูแคลนขุนนางเจ๋อเฉิง ตำแหน่งแม้ไม่ใหญ่โต แต่มีน้ำร้อนน้ำชาบริบูรณ์ หากให้ผู้อื่นฮุบไป เราจึงไม่ยินยอม”

หนังสือแนะนำ

Special Deal