แม่เสือสองตัว

หัวเซี่ย* เป็นชื่อของชนชาติโบราณของโลก คำ ‘หัว’ หมายถึงภูษาภรณ์อันงดงาม คำ ‘เซี่ย’ มาจากพิธีรีตองอันหลากหลาย ในประวัติศาสตร์ของหัวเซี่ย ชุดฮั่นในราชวงศ์หมิงมีแบบมากสุด ทั้งสวยงามที่สุด ภายใต้ฝีมืออันคล่องแคล่วของหานโย่วเหนียง เสื้อผ้าที่สวมใส่ในงานเทศกาลถูกตัดเย็บอย่างสวยงามรับกับรูปร่าง

* ชื่อประเทศจีนสมัยโบราณ

หยางหลิงผลัดเปลี่ยนเป็นสวมชุดยาวแขนเสื้อใหญ่ ศีรษะโพกผ้าสี่เหลี่ยม เนื่องจากมันมีรูปร่างสูงใหญ่ ตากระจ่างดั่งดวงดาว พอสวมใส่เสื้อผ้า จึงขับเน้นบุคลิกภาพอันสูงสง่าออกมา

หานโย่วเหนียงสวมกางเกงบุไส้ฝ้าย คลุมทับด้วยกระโปรงสีคราม ร่างท่อนบนใส่เสื้อกั๊กสีชมพู เอวอ้อนแอ้นเพียงหยิบมือเดียว ผมยาวดำขลับแบ่งเป็นสองเส้น ห้อยระถึงตะโพก ใต้กระโปรงใส่รองเท้าลายดอก เผยเห็นลับล่อรำไร

นางยกเกี๊ยวที่ร้อนกรุ่นเข้ามา จัดตั้งโต๊ะสี่เหลี่ยมขนาดเล็กบนคั่งที่นอน หยางหลิงนั่งขัดสมาธิอยู่ข้างโต๊ะ แสร้งเป็นสายตาไม่วอกแวกวุ่นวาย

หานโย่วเหนียงบอกว่า บุรุษที่ไม่ก้าวหน้าจึงกระทบเตาไฟ ความหมายในวาจาคือวิญญูชนต้องอยู่ห่างจากห้องครัว หยางหลิงจึงนั่งอย่างเรียบๆ ร้อยๆ แต่สายตาแอบชื่นชมอิริยาบถของภรรยาสาว นั่งไม่ลืมมองดูเท้าน้อยๆ ของนาง

รูปเท้าของหานโย่วเหนียงงดงามยิ่ง หยางหลิงเมื่อเยาว์วัยเห็นเท้าของไหน่ไหน (ท่านย่า) ตอนนั้นนึกกลัวยิ่ง เพราะว่าถูกบีบรัดจนฝ่าเท้าบิดเบี้ยวผิดสารรูป ส่วนเท้าของหานโย่วเหนียงเติบโตตามธรรมชาติ คาดว่าทางบ้านยากจน อิสตรีต้องทำงานบ้าน ค่อยโชคดีรักษาความงามส่วนนี้ไว้

ซึ่งความจริงตอนนั้นยังไม่นิยมรัดเท้า จวบจนถึงราชวงศ์หมิงยุคหลังค่อยเกิดการส่งเสริม พอถึงราชวงศ์แมนจูยิ่งนิยมอย่างแพร่หลาย ไม่เช่นนั้นหานโย่วเหนียงคิดเป็นภรรยาที่ดี ไหนเลยไม่รัดเท้าได้ หากแม้นเป็นเช่นนั้น หยางหลิงคงไม่เห็นท่วงท่าอันองอาจที่นางจู่โจมสังหารพวกตาดมองโกลแล้ว

เกี๊ยวที่ห่อไส้เนื้อสุกรถูกยกขึ้นโต๊ะ ยังมีเนื้อวัวพะโล้ถาดหนึ่ง อาหารว่างถาดหนึ่ง และเหล้าเผาดาบป้านเล็กๆ

หลังการต่อสู้พิสูจน์เป็นตาย คู่สามีภรรยารับประทานอาหารในวันขึ้นปีใหม่อย่างมีความสุข ท่ารับประทานของหานโย่วเหนียง กลายเป็นอาหารตาของหยางหลิง

หลังจากรับประทานอิ่มหนำ หานโย่วเหนียงวุ่นวายกับการจัดห้องหับ หยางหลิงจิบชามองดูนางทำงาน ต้องผุดลุกขึ้นคิดช่วยล้างชามกวาดพื้น ประตูบ้านก็ถูกเตะเปิดออก

หยางหลิงรู้สึกมีลมหนาวพัดกรูเข้ามา พอเงยหน้าขึ้น เห็นเงาร่างสีขาวสายหนึ่งถลันเข้าห้อง ต่อจากนั้นหมัดข้างหนึ่งต่อยใส่หัวไหล่มัน ต่อยจนหยางหลิงซวนเซเสียหลัก แทบล้มลงกับพื้น

หยางหลิงทรงกายไว้ เห็นหน้าประตูยืนไว้ด้วยหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรี กลับเป็นหม่าอังสองซงเม่ย (พี่ชายน้องสาว) ทั้งสองล้วนสวมชุดไว้ทุกข์ หม่าอังหน้าแดงก่ำ สีหน้าทอแววโกรธแค้น ส่วนหม่าเหลียนเอ๋อยืนหยัดราวดอกบัวพ้นน้ำช่อหนึ่ง ใบหน้าอันงดงามเย็นชาปานน้ำแข็ง ใช้สายตาที่เหยียดหยามถลึงมองดูหยางหลิง

หยางหลิงกล่าวอย่างงุนงงว่า “พี่หม่า คุณหนูหม่า พวกท่าน...ทำอะไร?”

หม่าอังด่าทอว่า “โจรสุนัขที่ทรยศเนรคุณ ผู้ใดเรียกพี่เรียกน้องกับเจ้า?” พลางโถมเข้ามาต่อยหมัดออก หยางหลิงไม่มีวิทยายุทธ์ ไหนเลยกล้าต่อสู้กับมัน จึงถอยกายไปสองก้าว หานโย่วเหนียงชิงถลันมาจากด้านข้าง เสียงฉาดเมื่อรับหมัดของหม่าอังไว้

ห้องด้านนอกมีพื้นที่ไม่มากนัก หม่าอังต่อยหมัดทั้งสอง แทบครอบคลุมพื้นที่ว่างทั้งหมด หานโย่วเหนียงยืนหยัดกับที่ ร่ายรำฝ่ามือทั้งสอง ใช้วิชาคว้าจับสกัดมันเอาไว้

หยางหลิงไม่ทราบว่าซงเม่ยคู่นี้ไฉนมารังควานหาเรื่อง จึงถูกต่อยใส่หมัดหนึ่ง เห็นมันยังลงมือต่อหานโย่วเหนียง ต้องบังเกิดโทสะพลุ่งขึ้น ร้องว่า “หม่าอัง มีคำพูดค่อยๆ ว่ากล่าว หากท่านกล้าทำร้ายโย่วเหนียง ข้าพเจ้าสาบานไม่ยอมเลิกรากับท่าน”

หม่าเหลียนเอ๋อความจริงชมดูอยู่ด้านข้าง พอฟังมันกล่าววาจาข่มขู่ ต้องเลิกคิ้วเรียวงาม ขยับกายวูบ พุ่งผ่านข้างกายผู้ที่ประมือกันทั้งสอง โถมใส่หยางหลิงอย่างหักโหม

หานโย่วเหนียงร้อนใจขึ้นมา นางแม้ขุ่นเคืองที่บุรุษอันหยาบกร้านนี้ต่อยใส่เซี่ยงกงหมัดหนึ่ง แต่ก็ทราบว่าซงเม่ยคู่นี้มีความสัมพันธ์อันดีกับเซี่ยงกง จึงยั้งมืออยู่สามส่วน พอเห็นหม่าเหลียนเอ๋อยื่นมือเข้ามา ก็ย่อกายลงหลบหลีกหมัดของหม่าอัง จากนั้นหยิบฉวยตะเกียบบนเตาคู่หนึ่ง ยืดกายขึ้นจ่อตะเกียบใส่ลำคอของหม่าอัง ตวาดว่า “หยุดมือ”

หม่าเหลียนเอ๋อโถมถึงข้างกายหยางหลิง ยื่นมือคว้าแขนหยางหลิงบิดไปด้านหลัง มือขวาชักมีดสั้นจากข้างเอว พาดกับลำคอมัน พอเห็นเกอเกอถูกหานโย่วเหนียงสยบไว้ อดใจหายวาบมิได้

หานโย่วเหนียงเหลียวหน้ามา เห็นหยางหลิงถูกสยบ จึงจ่อปลายตะเกียบกับลูกกระเดือกของหม่าอัง ร้องว่า “ปล่อยเซี่ยงกงข้าพเจ้า”

หม่าเหลียนเอ๋อก็ตวาดว่า “ปล่อยเกอเกอข้าพเจ้า”

ทั้งสองพอส่งเสียงร้องบอกล้วนงงงันวูบ ใช้สายตาจับจ้องมองอีกฝ่าย ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่ยอมปล่อยมือก่อน

หยางหลิงสูดลมหายใจคำหนึ่ง ป้องกันมิให้ลูกกระเดือกถูกคมมีดกรีดทำร้าย จากนั้นกล่าวกับหานโย่วเหนียงว่า “โย่วเหนียง ปล่อยตัวพี่หม่า”

หานโย่วเหนียงกล่าวอย่างไม่พอใจว่า “เซี่ยงกง แต่ว่าท่าน”

หยางหลิงถลึงตาใส่ กล่าวอย่างวางอำนาจว่า “ปล่อยมัน”

หานโย่วเหนียงได้แต่ลดตะเกียบลง หม่าเหลียนเอ๋อต้องแค่นหัวร่อกล่าวว่า “สามีที่วางอำนาจนัก ท่านเข้าใจว่าข้าพเจ้าไม่กล้าฆ่าท่านหรือ?”

หยางหลิงกล่าวอย่างอับจนปัญญาว่า “คิดฆ่าคนสมควรมีโทษฐานกระมัง หยางหลิงถามไถ่ตัวเอง ไม่ได้ล่วงเกินพวกท่านสองซงเม่ยมาก่อน ท่านคิดฆ่าข้าพเจ้าไยกัน?”

หม่าเหลียนเอ๋อกัดฟันกรอดกล่าวว่า “ท่านช่วยเหลือเกอเกอเรา แต่ตระกูลหม่าก็ตอบแทนน้ำใจของท่าน ท่าน...ท่านไฉนข่มเหงคนถึงเพียงนี้?”

หยางหลิงกล่าวอย่างสงสัยใจว่า “คุณหนูหม่า จนบัดนี้ข้าพเจ้ายังไม่ทราบว่ากระทำผิดอันใด ไม่ทราบเรียนบอกได้หรือไม่?”

หม่าอังกล่าวอย่างขุ่นแค้นว่า “ท่านพ่อเสียชีวิต เจ้าขึ้นเป็นขุนนางเจ๋อเฉิงของที่นี้ใช่หรือไม่ เจ้าอำมหิตนัก กระดูกของบิดาเรายังไม่เย็นชืด เจ้าเพราะเพื่อประจบสอพลอขุนนางชานเจี้ยงกับขุนนางเจี้ยนจวินจากราชสำนัก ก็ขับไล่เราสองซงเม่ยออกจากที่ทำการเจ๋อเฉิง ในโลกยังมีคนจิตใจโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้หรือ?”

หม่าเหลียนเอ๋อกล่าวเสียงสั่นสะท้านว่า “ต่อให้ท่านต้องการให้เราสองซงเม่ยย้ายออกจากที่ทำการเจ๋อเฉิง สุดท้ายพวกเราเพียงขอยิบหยืมห้องสักหลังตั้งศพท่านพ่อ กลับถูกสมุนของท่านตอบปฏิเสธ ผู้คนกลับจืดจางไร้น้ำใจถึงเพียงนี้ เราหม่าเหลียนเอ๋อดูท่านผิดไปจริงๆ”

หยางหลิงตะลึงลานกับที่ ชั่วครู่ค่อยร้องโอดครวญว่า “พี่หม่า คุณหนูเหนียนเอ๋อ ข้าพเจ้าไหนเลยเคยกระทำเรื่องเหล่านี้ หม่าป๋อฟู่ (ท่านลุงแซ่หม่า) เสียชีวิตบนกำแพงเมือง ข้าพเจ้าก็เศร้าเสียใจ แต่ว่าวันนี้ทัพใหญ่ยกมา ข้าพเจ้าเพิ่งรับมอบดูแลที่ทำการเจ๋อเฉิง วิ่งเต้นจนเหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบขาด ความจริงตั้งใจว่าพรุ่งนี้ค่อยไปเคารพศพ ไหนเลยขับไล่พวกท่านออกจากที่ทำการ ท่านเห็นว่าข้าพเจ้าเป็นคนเยี่ยงนั้นหรือ?”

หม่าอังร้องอย่างโกรธแค้นว่า “หัวใจคนกั้นด้วยหนังท้อง ผู้ใดทราบว่าเจ้าเป็นตัวอุบาทว์ใด?”

หม่าเหลียนเอ๋อรับฟังจนงงงันวูบ คลายมือจากการคร่ากุมหยางหลิงอย่างช้าๆ จับจ้องมองตาของมัน ถามว่า “ท่านไม่ได้กระทำ?”

หยางหลิงจ้องมองตอบโดยไม่สะทกสะท้อน ส่ายหน้ากล่าวว่า “ข้าพเจ้าไม่”

หม่าเหลียนเอ๋อเห็นดวงตามันทอแววจริงใจ จึงเชื่อโดยสนิทใจ ต้องยิ้มอย่างหดหู่กล่าวว่า “คนอยู่น้ำใจคงอยู่ คาดว่าเหล่าพนักงานผู้น้อยเฉกเช่นจิ้งจอกพึ่งบารมีเสือ เราสองซงเม่ยหุนหันวู่วาม รบกวนพวกท่านสามีภรรยาแล้ว เกอเกอ พวกเราไปกันเถอะ”

พลางหรุบตาลง เดินผ่านข้างกายหยางหลิงไป พร้อมกับกลิ่นหอมจางๆ ชนิดหนึ่ง

บิดาของหม่าเหลียนเอ๋อความจริงอยู่ที่แดนเหลียวตง หม่าเหลียนเอ๋อเติบโตจากที่นั้น ไม่เพียงมีวิชาขับขี่เป็นเลิศ ทั้งรู้จักภาษามองโกล มีนิสัยเปิดเผยเช่นสตรีมองโกล ต่างกับหญิงสาวชาวจงหยวน นับตั้งแต่รู้จักกัน หยางหลิงค่อยพบเห็นสีหน้าท่าทีที่อ่อนแอและช่วยตัวเองไม่ได้จากนางเป็นครั้งแรก

หยางหลิงหัวใจร้อนวูบ คว้าแขนของนางไว้ กล่าวว่า “ช้าก่อน หม่าป๋อฟู่เรียกหาข้าพเจ้าเป็นหลาน ข้าพเจ้าถือเป็นผู้เยาว์ของท่านผู้เฒ่า สามารถบอกรายละเอียดต่อข้าพเจ้าหรือไม่?”

หม่าเหลียนเอ๋อเหลียวหน้ามา กวาดมองมือของมันแวบหนึ่ง หยางหลิงรีบคลายมือออก มันยามร้อนรุ่มลืมเลือนว่าในยุคสมัยนั้น การจับมือถือแขนสตรีนางหนึ่งเป็นเรื่องเสียมารยาทอย่างยิ่ง

ความจริงสถานการณ์ตึงเครียด เนื่องจากหยางหลิงกับหม่าเหลียนเอ๋อเกิดความเชื่อถือกันค่อยสลายคลาย ที่แท้เมื่อหลังเที่ยง พนักงานผู้น้อยของที่ทำการเจ๋อเฉิง ได้รับคำสั่งหยางหลิงให้จัดเตรียมห้องหับหลายห้อง จึงไปยังตึกช่วงสุดท้าย ให้ยกห้องพักของใต้เท้าหม่ากับซงเม่ยตระกูลหม่าแก่ขุนนางจากนครหลวง ตอนนั้นหม่าอังทราบข่าวการตายของบิดา รีบรุดไปเก็บศพบนกำแพงเมือง ยังไม่ทราบรื่องนี้ รอจนพวกมันกลับมา พบว่าข้าวของภายในห้องถูกย้ายออก สร้างความโกรธแค้นแก่หม่าอังจนตบหน้าพนักงานชั้นผู้น้อยนั้นหลายฉาด

หม่าเจ๋อเฉิงเพิ่งเดินทางมารับตำแหน่งหนึ่งเดือน ยังไม่เพาะสร้างบารมีใด พนักงานชั้นผู้น้อยนั้นความจริงขอให้พวกมันย้ายเข้าห้องข้าง พอถูกตบหน้าหลายฉาด พานบันดาลโทสะ สั่งคนขับไล่พวกมันออกไป

หม่าเหลียนเอ๋อหวนนึกถึงซากศพของบิดายังอยู่บนรถ จึงร้องขอห้องหับใช้เป็นที่ตั้งศพ พนักงานชั้นผู้น้อยยามโกรธเคือง จึงอ้างว่าผู้บังคับบัญชาพักอยู่ที่นี้ ตั้งศพไว้รังแต่เป็นที่ขัดตา จึงปฏิเสธอย่างไม่มีเยื่อใย

น่าสมเพชสองซงเฒ่ยตระกูลหม่ายามเช้ายังเป็นเจ้าของที่ทำการเจ๋อเฉิง พอถึงยามค่ำคืนต้องตกระกำลำบาก พวกมันนำซากศพซากหนึ่งแม้คิดเข้าพักโรงเตี๊ยมก็ถูกปฏิเสธ ขณะละล้าละลัง เข้าใจว่าคนยุยงส่งเสริมเป็นหยางหลิงทรยศเนรคุณ จึงบุกรุกเข้ามา

หนังสือแนะนำ

Special Deal