บทที่ 23 หญิงอสรพิษ

นิวาสถานของไช่เปี้ยน สมกับตำแหน่งงานอิ่มหมีพีมันของเขา ไม่มีมุมไหนไม่แสดงถึงการดำรงอยู่ของ ‘สินบน’ แม้จะแลดูฉูดฉาดไร้รสนิยมก็ตาม

ขณะเสี่ยวเตากับเซวียเป่ยฝานเข้าคฤหาสน์ก็ได้เวลาจุดโคมแล้ว ทั้งคู่ถูกเชิญไปที่สวนดอกไม้ขนาดย่อมแห่งหนึ่งในเรือนหลัง กลางสวนจัดวางโต๊ะเก้าอี้ สาวใช้นางหนึ่งยกน้ำชาเข้ามา บอกพวกเขาว่า “ท่านทั้งสองโปรดรอสักครู่ นายท่านกำลังมา”

เสี่ยวเตาพยักหน้า เซวียเป่ยฝานเริ่มสำรวจบริเวณโดยรอบ สวนแห่งนี้จัดแต่งพิถีพิถัน ดอกเสาเหย้าที่เรียงรายเต็มพื้น ล้วนแยกวางตามสายพันธุ์ กำลังบานสะพรั่งงดงาม

เซวียเป่ยฝานจ้องมองดอกไม้เหล่านั้นนานมาก กระทั่งเรียกความสนใจจากเสี่ยวเตา

เสี่ยวเตาลองดมน้ำชา พบว่าไม่มีอะไรแปลกปลอม จึงรินดื่มถ้วยหนึ่ง ก่อนถาม “ชอบดอกเสาเหย้าหรือ?”

เซวียเป่ยฝานเพียงยิ้ม มิได้ตอบรับหรือปฏิเสธ “ท่านแม่เจ้าสนใจอะไรเกี่ยวกับดอกไม้หรือไม่”

เสี่ยวเตายิ้มน้อยๆ “ไม่สนใจดอกไม้ กลับสนใจคนปลูกดอกไม้”

“หมายความว่ากระไร?” เซวียเป่ยฝานกังขา

“ท่านแม่ข้าบอกว่า อย่าแต่งเข้าบ้านไหนก็ตามที่ดอกไม้ในสวนมีแต่งอกงามไม่มีร่วงโรย เพราะจะมีแต่ร่วมสุข ไม่มีร่วมทุกข์” เสี่ยวเตาใช้มือข้างหนึ่งเท้าคาง มองเซวียเป่ยฝาน “ท่านแม่ยังบอกอีกว่า บุรุษที่ชอบปลูกดอกไม้ พึ่งพาได้มากกว่าบุรุษที่ชอบเด็ดดอกไม้ บุรุษที่อารมณ์แปรปรวน เอาใจใส่ผู้อื่นไม่เท่าบุรุษที่แห้งแล้งคร่ำครึ”

เซวียเป่ยฝานส่ายหน้าหัวร่อ “ท่านแม่เจ้ามักสอนวิธีวิเคราะห์บุรุษ แล้วเคยสอนให้เจ้าวิเคราะห์สตรีบ้างหรือไม่”

เสี่ยวเตายักไหล่ “ย่อมเคยสอนแน่นอน”

“ข้าสนใจเรื่องนี้มากกว่า” เซวียเป่ยฝานก็เท้าคางมองนางเช่นกัน “เล่าให้ฟังหน่อย”

“ข้าก็เป็นสตรีนี่นา” เสี่ยวเตาหัวร่อ “ท่านแม่บอกว่า สตรีแค่ปฏิบัติได้แปดคำ ก็สามารถปรุโปร่งในสตรีอื่น”

เซวียเป่ยฝานเลิกคิ้ว รู้สึกตนเองเจอะเจอกับคำคมวรรคทองเข้าแล้ว จึงรีบถาม “แปดคำไหน”

เสี่ยวเตายิ้มตาหยี ยกชาดื่มคำหนึ่ง “พึงเอาใจเขามาใส่ใจเรา”

พูดจบ ไม่ทันรอเซวียเป่ยฝานแสดงความคิดเห็น เสียงหัวร่อของไช่เปี้ยนก็ดังมาจากข้างนอก

เสี่ยวเตาชะเง้อมองไป เซวียเป่ยฝานเอ่ยเบาๆ “ท่านแม่เจ้าได้สอนวิธีแยกแยะเสียงหัวเราะหรือไม่”

เสี่ยวเตาย่นคิ้ว ไม่ค่อยเข้าใจ “หัวเราะอะไร”

เซวียเป่ยฝานพิศมองเสี่ยวเตา อาจเพราะค่ำคืนนี้แสงสีบรรเจิด เสี่ยวเตาจู่ๆ รู้สึกบนใบหน้าเซวียเป่ยฝานมีเสน่ห์อย่างที่ไม่เคยค้นพบมาก่อน จะบรรยายอย่างไรดี...มั่นใจในตนเองประหนึ่งทุกสิ่งอยู่ในกำมือ? หรือเย่อหยิ่งเย็นชาประหนึ่งทุกสิ่งไม่อยู่ในสายตา?

“คนที่ยิ้มก่อนค่อยมอง ไม่น่าเชื่อถือ คนที่มองก่อนค่อยยิ้ม เจ้าสามารถยิ้มตอบเขา” เซวียเป่ยฝานพูดจบ พยักพเยิดให้เสี่ยวเตามองประตู

เสี่ยวเตามองไป เห็นไช่เปี้ยนเดินยิ้มแปลกๆ เข้ามา เป็นการยิ้มก่อนจะเงยหน้ามองพวกเขา หากตัดรอยยิ้มทิ้งไป ที่เหลือก็คือแววตาเจ้าเล่ห์

เสี่ยวเตาอดกระตุกมุมปากเบาๆ มิได้...เจ้าเฒ่าราคะ

ไช่เปี้ยนเดินถึงด้านข้างของทั้งสอง นั่งลงที่ด้านหนึ่งของโต๊ะหินด้วยท่าทีเกรงอกเกรงใจ “ข้าน้อยไช่เปี้ยน ไม่ทราบควรเรียกขานผู้มีพระคุณทั้งสองท่านอย่างไร”

“คำว่าผู้มีพระคุณกลับมิกล้ารับ” เซวียเป่ยฝานยิ้มบางๆ “ข้าน้อยเซวียเอ้อร์ นี่คือภรรยาของข้า ห่าวหรูอวี้”

เสี่ยวเตาฉุนกึก เจ้าเซวียเป่ยฝานหากำไรจากตนอีกแล้ว ครั้นได้ยินชื่อห่าวหรูอวี้ กลับใจลอยขึ้นมา...ที่แท้คนสองคน รวมกันก็แค่นามกรนามหนึ่ง แยกกันกลับคือความคนึงหายี่สิบปี พบกันด้วยความบังเอิญ ดังนั้นไม่ทะนุถนอม พอแยกกันกลับมานั่งเสียใจภายหลัง ก็สายเสียแล้ว

“โอ…” แววผิดหวังปรากฏชัดบนใบหน้าของไช่เปี้ยน เขาไม่คาดคิดว่าเสี่ยวเตากับเซวียเป่ยฝานจะเป็นสามีภรรยากัน ทว่าคนผู้นี้ไร้ยางอายอย่างที่สุด เพียงเท่านี้กลับไม่อาจสลายความคิดชั่วร้ายของเขาได้

“ใต้เท้าไช่” เซวียเป่ยฝานประสานมือ “พวกเราก็มิได้ทำอะไร ไร้ผลงานไม่รับผลตอบแทน ยังคงอำลาแล้ว”

เสี่ยวเตาลอบชำเลืองเซวียเป่ยฝาน เห็นเขาสีหน้ามึนชาก็นึกขันในใจ เซวียเป่ยฝานคนนี้ช่างประหลาดแท้ เขาทำสารพัดวิธีเพื่อให้ตนช่วยเขาสืบหาร่องรอยของลายแทงห้ากระดูกมังกรมิใช่หรือ? แล้วนี่โอกาสงามๆ อยู่ตรงหน้า กลับยอมทิ้งไปง่ายๆ เช่นนี้

“โธ่ ผู้มีพระคุณเกรงใจแล้ว อย่างน้อยต้องรับประทานอาหารสักมื้อก่อน” ไช่เปี้ยนหันสั่งบ่าว “จัดโต๊ะสุราอาหาร และตามชีอี๋ไท่(อนุภรรยาลำดับที่เจ็ด)มา”

บ่าวคนนั้นรับคำแล้วล่าถอยไป ไม่นานนัก เงาร่างอรชรก็เดินนวยนาดเข้ามาจากนอกประตู

เสี่ยวเตาและเซวียเป่ยฝานแลเห็นเข้า คิดจะไม่ขมวดคิ้วยังยาก… สตรีที่ถูกเรียกขานว่าชีอี๋ไท่ อายุไล่เลี่ยกับบุตรีของไช่เปี้ยนคนเมื่อครู่ มิน่าไช่อวิ๋นถิงถึงมีอุปนิสัยประหลาด ใครเล่าจะรับได้ที่ในบ้านมีแม่เล็กอายุเท่ากับตนเอง และไม่รู้ว่าในจวนของไช่เปี้ยนยังมีปาอี๋ไท่(อนุภรรยาลำดับที่แปด)จิ่วอี๋ไท่(อนุภรรยาลำดับที่เก้า)อีกหรือไม่

เสี่ยวเตาแอบเบะปาก...ตาแก่ไช่เปี้ยน หน้าหนาไม่มียางอายจริงๆ

ชีอี๋ไท่คนนั้นเยื้องกรายมาถึงข้างกายของไช่เปี้ยน นั่งลงกระแซะข้างเขาราวกับไม่มีกระดูก พลางกล่าว “นายท่าน นี่ก็คือผู้มีพระคุณช่วยชีวิตอวิ๋นถิงกระมัง?”

“ใช่” ไช่เปี้ยนพยักหน้า ชีอี๋ไท่ยื่นมือยกจอกสุราบนโต๊ะขึ้นมา คารวะต่อเสี่ยวเตากับเซวียเป่ยฝาน “ขอบคุณท่านทั้งสอง พิงเอ๋อร์ขอคารวะสุราแทนอวิ๋นถิง”

เสี่ยวเตากับเซวียเป่ยฝานได้แต่ยกจอกขึ้นมาคารวะตอบ

เสี่ยวเตาสังเกตว่า สายตาของชีอี๋ไท่ราวกับผ่านการอบรมมาแล้วกระนั้น สุดแสนจะหยาดเยิ้มยวนใจ จับจ้องเซวียเป่ยฝานเขม็ง แววตาเช่นนี้...หรือไม่กลัวไช่เปี้ยนหึงหวง?

รีบชำเลืองไช่เปี้ยน เห็นเขาคีบกับข้าวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เสี่ยวเตาฉุกคิดในใจ...หรือคิดเล่นตุกติก?

หันมองเซวียเป่ยฝานอีกที เขาเพียงถือจอกยกดื่มด้วยรอยยิ้มเบาบาง สองตาสบประสานกับชีอี๋ไท่โดยไม่หลบเลี่ยง เสี่ยวเตาเบะปาก...โจรราคะน่าชัง! พอคิดถึงตรงนี้ อดยื่นมือไปหยิกเซวียเป่ยฝานใต้โต๊ะทีหนึ่งมิได้

เซวียเป่ยฝานวางจอกลงเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แอบเอามือถูต้นขา นึกในใจ...สาวน้อยน่าชัง มือหนักชะมัด

ต่อมา ชีอี๋ไท่ก็รินเหล้าให้เซวียเป่ยฝาน คะยั้นคะยอชวนดื่มจอกแล้วจอกเล่า เสี่ยวเตาพอประเมินได้คร่าวๆ แล้ว ชีอี๋ไท่กับไช่เปี้ยนร่วมมือกันมอมเหล้าเซวียเป่ยฝาน

เซวียเป่ยฝานแปลกใจเช่นกัน ชีอี๋ไท่คนนี้ก็ใช่ย่อย ไช่เปี้ยนมอมเหล้าตน จุดประสงค์คงไม่พ้นต้องการอยู่ตามลำพังกับเสี่ยวเตา นางไม่เพียงไม่หึงหวง ซ้ำยัง ‘ส่งเสริมคนชั่ว’  อิสตรีเป็นสิ่งที่พิสดารพันลึกจริงๆ

ระหว่างนั้น ปรากฏเสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังมาจากด้านนอก

เสี่ยวเตาสังเกตเห็นไช่เปี้ยนขมวดคิ้วนิดหนึ่ง ขณะเดียวกัน ไช่อวิ๋นถิงถลันเข้ามา พอเห็นทุกคนกำลังดื่มสุรา นางพลันหน้าเปลี่ยนสี รีบรี่เข้ามาถลึงตาเขียวปัดใส่เสี่ยวเตา “นางปีศาจจิ้งจอก มายั่วสวาทถึงที่นี่!”

เอาอีกแล้ว! เสี่ยวเตาอยากเอาจอกทุบหัวนางจริงๆ 

“อวิ๋นถิง” ไช่เปี้ยนกระแทกจอกกับโต๊ะ จ้องนางอย่างดุดัน “ไร้มารยาท ปฏิบัติต่อผู้มีพระคุณของเจ้าเช่นนี้ได้อย่างไร”

“ข้าไม่ได้เรียกให้ช่วยสักหน่อย อยากมาแส่เอง” ไช่อวิ๋นถิงเกรี้ยวกราด ยื่นมือไปคว้าแขนเสี่ยวเตา “ไสหัวออกไป”

“อวิ๋นถิง ห้ามเสียมารยาท” ชีอี๋ไท่ลุกยืน ดึงไช่อวิ๋นถิงพลางสั่งเบาๆ “เด็กดี รีบไปเข้านอน”

“เชอะ ไม่ต้องมาทำเสแสร้ง” ไช่อวิ๋นถิงไม่เพียงไม่ฟัง กลับสะบัดฝ่ามือตบหน้าชีอี๋ไท่ฉาดหนึ่ง “เจ้าเป็นตัวอะไร ก็แค่อนุคนหนึ่ง แม่ข้าต่างหากเป็นภรรยาเอก...”

นางไม่ทันอาละวาดเสร็จ ก็เห็นไช่เปี้ยนตบโต๊ะดังปัง ลุกพรวดขึ้นมา ฟาดฝ่ามือใส่หน้านางเต็มแรง “บัดซบ”

ไช่อวิ๋นถิงโดนตบจนหน้าหัน ไช่เปี้ยนกลับปราศจากทีท่าเสียใจแม้แต่น้อย เพียงร้องเรียกบ่าว “ลากตัวนางออกไป ขังไว้ในห้อง ก่อนแต่งงานห้ามไม่ให้ปล่อยนางเด็ดขาด”

เสี่ยวเตานึกในใจ… ไม่กระมัง? นางนิสัยแบบนี้ใครจะเอา เกิดแต่งไม่ออกขึ้นมา มิโดนขังชั่วชีวิตหรือ?

ไม่ถึงครู่ ไช่อวิ๋นถิงถูกพาออกไป สีหน้างุ่นง่าน ท่าทางพาลพาโล เสี่ยวเตาอดฉงนใจมิได้ นางเรียนวิชาแพทย์ตั้งแต่เล็ก พอมองออกว่า ไช่อวิ๋นถิงมีปัญหา

“เด็กคนนี้ไฉนมือหนักนัก” ไช่เปี้ยนมองชีอี๋ไท่ด้วยสายตาอาทร มุมปากซ้ายของชีอี๋ไท่มีเลือดไหล สองมือปิดหน้า น่าเวทนายิ่งนัก

“นายท่าน ข้าไปล้างหน้าก่อน” จบคำ ชีอี๋ไท่ทำท่าเดินออกข้างนอก เพิ่งย่างได้ก้าวเดียว ร่างพลันซวนเซ คล้ายเท้าแพลงแล้ว

เสี่ยวเตาเข้าไปพยุง ยิ้มกล่าว “ข้าประคองท่านไปแล้วกัน”

“ขอบคุณแม่นางห่าว” ชีอี๋ไท่เดินอิงเสี่ยวเตาออกไป ตอนผ่านประตู ไม่ลืมขยิบตาให้ไช่เปี้ยนคราหนึ่ง

ไช่เปี้ยนยิ้มอย่างรู้กัน ท่าทางพออกพอใจยิ่ง

ละครฉากนี้ ย่อมหนีไม่พ้นสายตาของเซวียเป่ยฝาน

นี่เป็นวิธีสำรวจจวนไช่ที่ดีมากชัดๆ แต่จู่ๆ เขากลับไม่อยากให้เสี่ยวเตาไปหยั่งเชิงไช่เปี้ยนขึ้นมาเฉยๆ แต่เพราะอะไรเขาเองก็บอกไม่ถูก และคิดไม่ตกเช่นกัน

“ฮาๆ ขายหน้าคุณชายเซวียจริงๆ” ไช่เปี้ยนชวนเซวียเป่ยฝานดื่มเหล้าต่อ ทว่าจิตใจไม่อยู่กับตัวแล้ว

“ใต้เท้าไช่ ข้าขอละลาบละล้วงสักคำถามหนึ่ง” เซวียเป่ยฝานเอ่ยขึ้น “ไฉนครั้งแรกที่คุณหนูไช่เห็นภรรยาข้า ก็เรียกนางว่าปีศาจจิ้งจอก”

“เอ่อ...อ้อ…” ไช่เปี้ยนหัวร่อแห้งๆ “คุณชายเซวียไม่ทราบอะไร บุตรีข้าคนนี้มีนิสัยเสียอย่างหนึ่ง เห็นหญิงสาวหน้าตาสะสวยเป็นไม่ได้ จะอาละวาดขึ้นมาทันที”

เซวียเป่ยฝานย่อมทราบว่าเขาพูดตอบส่งเดช จึงมิได้ซักไซ้ต่อ ในใจนึกเป็นห่วงเสี่ยวเตา...สาวน้อยคนนี้หัวไวทันคน คงไม่ถึงกับขาดทุนกระมัง?

.........................

ขณะเดียวกัน เสี่ยวเตาพยุงชีอี๋ไท่มาถึงเรือนพักของนางแล้ว ในเรือนว่างเปล่าร้างผู้คน เสี่ยวเตาแปลกใจ จึงโพล่งถาม “ไม่มีสาวใช้มาปรนนิบัติหรือ?”

“เฮ้อ…” ชีอี๋ไท่ถอนใจ “พวกเราที่เป็นแค่อนุ มิได้มีชาติตระกูลสูงส่ง แม้แต่พวกสาวใช้ยังไม่คิดเหลือบแล”

เสี่ยวเตายิ้มๆ พยุงนางนั่งลง

“แม่นางห่าว ในตู้มีหีบยาของข้า เจ้าช่วยเอาออกมาที”

“ได้” เสี่ยวเตาลุกยืน เดินถึงข้างโต๊ะ พบว่าหีบยานั้นอยู่ในลิ้นชักที่เปิดไว้ครึ่งหนึ่ง

เสี่ยวเตาปรุโปร่งในปราดเดียว นี่เป็นแค่กลไกง่ายๆ พอเปิดลิ้นชัก จะมีผงแป้งสาดออกมา เดาว่าคงเป็นจำพวกควันสลบ

เสี่ยวเตาไม่กระโตกกระตาก ลอบกลั้นหายใจ ดึงเปิดลิ้นชัก เหมือนไม่ระแวงอะไรสักนิด

ดังคาด เสียงฟู่ ควันสลบหอบหนึ่งพวยพุ่งออกมา

เสี่ยวเตากลั้นหายใจอยู่ ย่อมไม่หลงกลแน่ แต่ยังแกล้งเป็นวิงเวียน ร่างโงนเงน ทรุดลงไปกองกับพื้น

ต่อมา ได้ยินเสียงหัวร่อเหี้ยมเกรียมของชีอี๋ไท่

เสี่ยวเตานึกในใจ...เสียงหัวร่อนี้ช่างผิดกับท่าทางน่าเวทนาเมื่อครู่ก่อนราวฟ้ากับเหว

ชีอี๋ไท่ค่อยๆ เยื้องย่างเข้ามา แข้งขาไม่มีอาการเจ็บสักนิด นางยื่นมือดันกลไกกลับเข้าที่ นั่งยองๆ ลงมา จับคางเสี่ยวเตาหันมาพินิจดู สักพักใหญ่ นางหัวร่อเหี้ยมเกรียมอีกครั้ง ยกมือกระชากผมของเสี่ยวเตาออกมาหลายเส้น เจ็บจนเสี่ยวเตาสะดุ้ง นึกในใจ...โอ๊ย ยายบ้า! เจ็บชะมัดเลย!

“นางแพศยาสมควรตาย” ชีอี๋ไท่สบถด่า

เสี่ยวเตาบ่นงึมงำในท้องประโยคหนึ่ง...สตรีในจวนไช่ไม่ปกติสักคน ไฉนชอบด่าทอผู้อื่น

ชีอี๋ไท่ลากเสี่ยวเตาไปที่เตียง โยนไว้ด้านบนดังโครม ดีที่เสี่ยวเตามีวิชาตัวเบาจึงไม่บาดเจ็บ ทว่า นางนับว่ารู้แจ้งแทงตลอดแล้ว ชีอี๋ไท่เคียดแค้นนางแทบตาย ภายนอกแสร้งแย้มยิ้มยินดี แถมยังช่วยเป็นนกต่อให้ไช่เปี้ยน เดาว่าล้วนเสแสร้งทั้งสิ้น

“อย่าคิดว่าตัวเองสวยงามอ่อนเยาว์ สักวันเจ้าก็ต้องแก่หง่อมเหมือนกัน” ชีอี๋ไท่พูดพลางไล้ปลายนิ้วบนผิวแก้มของเสี่ยวเตา “นวลเนียนจริง วัยสาวช่างประเสริฐแท้...คิดถึงครั้งกระโน้น ข้าก็อ่อนเยาว์แบบนี้เช่นกัน”

เสี่ยวเตาขนลุกในใจ...ระวังเล็บเจ้าหน่อย เดี๋ยวได้ข่วนถูกข้า

“ฮึ เดี๋ยวนายท่านเชยชมจนเบื่อแล้ว ข้าจะดึงเส้นเอ็น ถลกหนังเจ้า เอาเลือดเจ้ามาดื่ม กรีดหน้าเจ้าให้ยับ”ชีอี๋ไท่เข่นเขี้ยว “เจ้ามีสามีหนุ่มแน่นหล่อเหลาแล้วอย่างไร เผลอๆ เขาอาจมีหญิงอื่นลับหลังเจ้าก็เป็นได้”

เสี่ยวเตาคร้านจะด่านางในใจแล้ว นี่คือแบบฉบับของหญิงสะใภ้ขี้อิจฉาในตระกูลผู้ดีมีเงิน ซ้ำยังเป็นจำพวกขี้อิจฉาระดับไร้เทียมทานอีกด้วย

ทว่า มีจุดหนึ่งที่เสี่ยวเตาอดสนใจมิได้ นางเพิ่งบอกว่าครั้งกระโน้นอ่อนเยาว์มาก...ตอนนี้ก็แค่สิบแปดสิบเก้า แล้วครั้งกระโน้นคืออะไร

ชีอี๋ไท่บ่นด่าจนหนำใจ จึงลุกยืนขึ้น ออกจากห้องพร้อมปิดประตู ไม่ลืมลงกลอน แล้วสั่งสาวใช้นางหนึ่ง “ทำเหมือนที่เคยทำ”

“เจ้าค่ะ นายหญิงเจ็ด” 

ชีอี๋ไท่ค่อยเดินไปเรือนอื่น

เมื่ออีกฝ่ายไปแล้ว เสี่ยวเตาถึงลุกขึ้นนั่ง นวดคลึงศีรษะก่อนเป็นอันดับแรก เมื่อครู่ชีอี๋ไท่ดึงผมนางไปหลายเส้น เจ็บแทบตายแล้ว

หลังจากลุกยืนขึ้น เสี่ยวเตาสำรวจทุกซอกมุมในห้อง พลันกลอกตาคราหนึ่ง ล้วงบางอย่างจากในถุงสมบัติออกมา เตรียมไว้จัดการเจ้าไช่เปี้ยน

.......................

เรือนหน้า ไช่เปี้ยนยังดื่มอยู่กับเซวียเป่ยฝาน 

เซวียเป่ยฝานท่าทางร้อนใจชัดเจน ชะเง้อมองประตูเข้าสวนตลอดเวลา

ไช่เปี้ยนนึกขันในใจ...เจ้าหนุ่มน้อยเอ๋ย นับแต่นี้ ภรรยาเจ้าก็ไม่ใช่ของเจ้าอีกแล้ว จะว่าไป สามารถตบแต่งโฉมงามปานนี้ เจ้าหมอนี่นับว่ามีบุญวาสนาไม่น้อยจริงๆ

ขณะครุ่นคิด ปรากฏสาวใช้คนหนึ่งวิ่งเข้ามา คำนับทั้งสอง “นายท่าน นายหญิงเจ็ดให้ข้ามาเรียนคุณชายเซวียว่า เซวียฟูเหริน(คำเรียกภรรยาของผู้แซ่เซวีย)แพ้ฤทธิ์สุรา บอกว่าไม่ค่อยสบาย นายหญิงจึงสั่งคนหามเกี้ยวส่งนางกลับโรงเตี๊ยมไปก่อนแล้วเจ้าค่ะ”

“อา?” เซวียเป่ยฝานอุทาน รีบลุกยืนประสานมือต่อไช่เปี้ยน “ใต้เท้าไช่ เช่นนั้นข้า…”

“ฮาๆ ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร” ไช่เปี้ยนโบกมือไปมา แสร้งทำท่าทำทางอย่างขอไปที “คุณชายเซวียรีบกลับไปเถอะ  เกี้ยวคงเดินได้ไม่เร็ว น่าจะไล่ตามทัน”

“เช่นนั้นขออำลาแล้ว” เซวียเป่ยฝานหมุนตัวก้าวยาวๆ ออกไป

ไช่เปี้ยนผุดยิ้มชั่วร้าย ถูมือไปมา บอกกับสาวใช้ว่า “มีคำสั่งลงไป ห้ามทุกคนเข้าใกล้บริเวณเรือนหลัง ไม่ว่าได้ยินเสียงอะไรก็ตาม ห้ามมารบกวนเด็ดขาด”

“เจ้าค่ะ นายท่าน”

ทันทีที่สาวใช้ผละไป ไช่เปี้ยนก็แทบกระโจนไปยังเรือนที่เสี่ยวเตาอยู่ ปากพึมพำว่า “แม่นางน้อยคนงาม ข้ามาหาแล้ว”

ทว่ายามนั้น เซวียเป่ยฝานกลับมิได้จากไป เขาออกจากจวนไช่แล้ววกกลับมาอีกครั้ง กระโดดขึ้นกำแพง ทะยานสองสามทีก็ทันไช่เปี้ยน ลอบตามหลังเงียบๆ

เพียงได้ยินอีกฝ่ายพึมพำแม่นางน้อยคนงามอะไรสักอย่าง

เซวียเป่ยฝานแอบยิ้มเหี้ยมในใจ รังสีสังหารทะลักล้นขึ้นมา ไม่ว่าจะหาลายแทงห้ากระดูกมังกรเจอหรือไม่ เชือดมันก่อนค่อยว่ากัน คิดเสียว่า...ขจัดภัยพาลเพื่อมวลชน!

 

--------------------------------------------------------ติดตามต่อในเล่ม---------------------------------------------------------------

หนังสือแนะนำ