ตอนที่ 5 เดินทัพสู่แนวหน้า

ตลอดหนึ่งคืน กองทัพเดินทางขึ้นเหนือไม่หยุดพัก บนถนนเล็กที่พื้นถนนขรุขระไม่เรียบ สองข้างของถนนไม่ใช่ก้อนหินก็เป็นต้นไม้ใหญ่ บางครั้งเหยียบโดนพื้นนิ่ม ก็ได้ยินเสียงก้อนหินกลิ้งตกลงไปในร่องน้ำตามภูเขา ยังไม่ทันแตกตื่นตกใจ ก็ถูกพวกพ้องที่อยู่ด้านหลังดึงเข็มขัดเอาไว้ ตามมาด้วยเสียงตวาดแผ่วเบาของเหล่านายทหาร “ระวังหน่อย ล้วนเดินให้ดี ระวังใต้ฝ่าเท้า ร่วงตกลงไปตายเองไม่เป็นไร หากชักนำเครื่องบินของญี่ปุ่นมา พี่น้องของพวกเราต้องตกอยู่ในอันตราย!”

ทหารที่ถูกตำหนิไม่กล้าโต้เถียง ได้แต่ก้าวเดินไปข้างหน้า บางครั้ง ข้ามผ่านสันเขาหนึ่งแห่ง พบเห็นรางรถไฟตั้งวางอยู่ที่ใต้ตีนเขาไกลประมาณสองลี้ รางรถไฟสองสายสะท้อนแสงดาว ซึ่งคล้ายกับงูหลามที่นอนหลับใหล บางครั้ง เดินเข้าหุบเขา ก็พบเห็นหมู่บ้านขนาดเล็กที่มีเพียงไม่กี่ครัวเรือน สุนัขในหมู่บ้านได้ยินเสียงผิดปกติ ส่งเสียง จากนั้นหน้าต่างบ้านบางหลังก็มีแสงไฟสว่างขึ้น พริบตาเดียวเสียงสุนัขเห่าหอนนิ่งเงียบลงทันที แสงไฟในตัวบ้านดับลง ไม่มีใครกล้าออกมามองดู และไม่กล้าส่งเสียงโวยวายอะไร

ตอนจางซงหลิงเรียนชั้นมัธยมปลาย เคยเข้าร่วมการเดินทางไกลที่จัดโดยโรงเรียนหลายครั้ง เวลาทั้งกลางวัน เดินทางเพียงสี่สิบลี้ ก็เหนื่อยล้าจนสาหัส แต่คืนนี้ เขากลับไม่รู้สึกอ่อนเพลียเหนื่อยล้าแม้แต่น้อย เพียงรู้สึกว่าในใจร้อนระอุ ราวกับโลหิตทั้งร่างกำลังเผาไหม้

ในที่สุดก็ได้เดินทางไปสู้รบกับทหารญี่ปุ่นแล้ว และเป็นการติดตามไปกับกองกำลังขนาดใหญ่ สิ่งนี้เคยเป็นความใฝ่ฝันของสมาชิกชมรมเสี่ยฮวา บัดนี้ความปรารถนาของพวกเขาล้วนตกอยู่บนบ่าของเขาคนเดียว จะให้เขาไม่รู้สึกตื่นเต้นฮึกเหิมได้อย่างไร?

เมื่อสังหารทหารญี่ปุ่นคนแรก ถือเป็นการสังหารแทนพี่โจว คนที่สองถือว่าทำแทนเถียนพ่างจื่อกับหันชิว คนที่สาม มอบให้ลู่หมิงกับหลิ่วชิง คนที่สี่ นำมาเซ่นไหว้เผิงเวยเวย คนที่ห้ามอบให้เว่ยแหยแหย่ คนที่หก… ด้านหนึ่งเร่งเดินทัพ ด้านหนึ่งจางซงหลิงนึกคิดในใจ ตกลงตนเองต้องสังหารทหารญี่ปุ่นเท่าใดจึงนับว่าคุ้มทุน เขาถือกำเนิดจากครอบครัวค้าขาย เคยชินต่อการเปรียบเทียบ ก่อนที่จะทวงหนี้แค้นของผู้คนได้ทั้งหมด เขาย่อมไม่ปล่อยให้ตนเองหลุดขบวน!

การเร่งเดินทัพในคืนแรก ผ่านพ้นไปด้วยความฮึกเหิม หลังฟ้าสาง กองกำลังซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาที่เปล่าเปลี่ยวแห่งหนึ่ง พักผ่อนรับประทานอาหาร

ตลอดทั้งวัน ทุกคนล้วนนอนหลับพักผ่อน ห้ามเดินเคลื่อนไหวตามอำเภอใจ และห้ามจุดไฟต้มน้ำ พอถึงยามพลบค่ำ ก็พากันลุกขึ้น ภายใต้การเร่งรัดของนายทหารเดินทางขึ้นเหนือต่อไป คราวนี้ จางซงหลิงเริ่มอ่อนกำลังบ้างแล้ว ขาทั้งสองหนักอึ้ง แผ่นหลังก็ปวดเมื่อยเคลื่อนไหวร่างกายลำบาก

ดีที่มีสือเหลียงไฉดูแลอยู่ด้านข้าง สนทนาเสียงเบากับเขาไม่หยุด เบี่ยงเบนความสนใจของเขา เช่นนี้ เขาจึงฝืนเดินซวนเซไปหนึ่งคืน ไม่เป็นตัวถ่วงของพวกพ้อง เวลายามเที่ยงคืน ทันใดนั้นกองพันที่สองกับกองพันที่สามเลี้ยวไปทางตะวันออก เหลือเพียงกองพันที่หนึ่ง เร่งเดินทางขึ้นเหนือต่อไป

หลังจากท้องฟ้าสว่างปลอดโปร่ง กองกำลังเดินเข้าไปในป่าไม้หนาแน่นแห่งหนึ่ง “รับประทานเสบียงกรัง พักผ่อนอยู่กับที่ ปลดทุกข์ต้องอนุญาตกับปันจ่าง ลงไปที่ใต้ลม หลังจากปลดทุกข์หนัก ขุดดินกลบฝัง…” ทหารหลายคนวิ่งเหยาะไปมาถ่ายทอดคำสั่ง พวกพี่น้องที่เมื่อยล้าถึงขีดสุดรีบนั่งลงในพุ่มหญ้าที่มีน้ำค้างชุ่มฉ่ำ หยิบกระบอกน้ำสำหรับเดินทัพ ดื่มน้ำพลางรับประทานหมั่นโถวที่ฝ่ายห้องครัวแจกให้เมื่อวานเย็น จากนั้นใช้มือปัดกวาดบนพื้นเล็กน้อย ล้มตัวลงนอน ผ่านไปไม่นาน ภายในป่าไม้ก็บังเกิดเสียงกรนดังต่อเนื่อง

นายทหารระดับไผจ่างขึ้นไปของทั้งกองพัน ต่างรวมตัวอยู่ข้างกายเหล่าโก่วเปิดการประชุม สือเหลียงไฉนำพาหน่วยทหารคุ้มกัน ล้อมอยู่รอบนอกของเหล่านายทหาร ห้ามผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าใกล้ จางซงหลิงถือเป็นทหารที่เหล่าโก่วตั้งใจปลุกปั้น แม้ไม่มีตำแหน่งกับหน้าที่ชัดเจน ก็ได้รับอนุญาตให้รับฟังอยู่ด้านข้าง เพียงแต่เขาไร้ความรู้พื้นฐานทางการทหาร สำหรับคำพูดของผู้คนเพียงฟังเข้าใจเล็กน้อย

“เมื่อวานฉันสนทนากับเหล่าจี้ขอเลือกพื้นที่ตรงนี้ ส่วนกองพันที่สองกับกองพันที่สามเลือกพื้นที่ตรงนี้กับตรงนี้” ต่อหน้าเหล่านายทหาร เหล่าโก่วไร้ภาพลักษณ์สาวชราพิรี้พิไรอีก ชี้ตำแหน่งบนแผ่นที่ด้วยท่าทีสุขุมหนักแน่น กล่าวเสียงเบาว่า “มองจากระยะทาง พวกเราได้เปรียบกว่ากองพันที่สองและกองพันที่สาม แต่สิ่งที่ยุ่งยากคือพื้นที่โดยรอบค่อนข้างกว้าง คิดจะเข้าไปโดยไม่ให้ใครล่วงรู้ นับว่ามีความยากลำบาก!”

หัวหน้ากองร้อยที่หนึ่งแซ่กง เป็นชายหนุ่มหน้าแดงจากซานซี ยามสนทนาสำเนียงแปลกประหลาดอยู่บ้าง “หากว่าเดินทัพตามความเร็วของสองคืนก่อน อย่างมากเดินอีกครึ่งคืน ก็สามารถไปถึงทางนั้น ซึ่งตำบลทั้งสองแห่งนี้ เป็นจุดที่พวกเราจำต้องเดินผ่าน หากว่าฉันเป็นญี่ปุ่น ย่อมต้องส่งกำลังพลขนาดเล็กหลายกลุ่มออกมา ทำหน้าที่เตือนภัยอยู่ในตำบล เพื่อป้องกันมีคนโผล่ออกมาจากในภูเขาอย่างกะทันหัน!”

“กองร้อยของคุณส่งพี่น้องออกไปหนึ่งหมวดเพื่อเปิดทาง ห้ามยิงปืน ให้ใช้มีดกับดาบใหญ่จัดการพวกมัน! หากมีคนในท้องถิ่นกล้าติดต่อคนญี่ปุ่น ก็ลงมือจัดการได้ทันที อย่าปล่อยให้เหลือรอดไปได้เป็นอันขาด!” เหล่าโก่วขมวดคิ้ว ตัดสินใจอย่างรวดเร็ว

“ได้ รอพระอาทิตย์ตกดิน จะรีบส่งคนออกไปทันที!” กงเหลียนจ่างพยักหน้า รับปากเสียงเบา

“หากว่าฉันเป็นทหารญี่ปุ่น สะพานแห่งนี้…” มีอีกผู้หนึ่งแต่งกายชุดไผจ่าง ชี้นิ้วลงบนแผนที่

“จากกระแสน้ำตอนล่างไกลห้าลี้ ดึงเชือกผ่านเข้าไป จากนั้นส่งอีกหลายคนรอคอยระหว่างทาง หากว่าคนของเราประมือกับทหารญี่ปุ่นแล้ว ทหารที่เฝ้าสะพานย่อมต้องหันหน้ามามอง ถึงเวลานั้น…” เหล่าโก่วยกมือขึ้นมาทำท่าเชือดคอ

“ตำแหน่งตรงนี้ฉันจำได้ว่ามีหุบเขาแห่งหนึ่ง สามารถซ่อนคนได้ไม่น้อย พวกเราสามารถพักอยู่ในนั้นก่อน จากนั้นเมื่อถึงเวลาตีสาม…”

“หากว่าพวกเราวางปืนกลไว้ตรงนี้หลายกระบอก ต่อให้ทหารญี่ปุ่นมีกำลังเสริมเดินทางมา ก็สามารถต้านทานไว้ได้ครู่หนึ่ง!”

“ปีกขวาทิ้งคนหนึ่งหมวดไว้ซุ่มโจมตี เพียงแต่…” คำพูดยังไม่ทันกล่าวจบ นายทหารผอมดำยศร้อยตรีผู้หนึ่งลุกขึ้นยืน กล่าวเสียงเบาว่า “ให้หมวดทหารของฉันไปเถอะ หมวดของฉันมีทหารครึ่งหนึ่งรับมาจากทหารแตกพ่ายของกองทัพตงเป่ย มีความแค้นใหญ่หลวงกับทหารญี่ปุ่น”

“พยายามพาพวกพ้องกลับมาให้ได้ เมื่อกลับมาแล้ว ฉันจะเสนอต่อเบื้องบนด้วยตนเอง ส่งคุณไปเป็นอิ๋งจ่าง!” เหล่าโก่วเองเป็นเพียงนายทหารยศร้อยเอก กลับกล้าเสนอการเลื่อนขั้นที่เป็นระดับเดียวกับตนเองต่อผู้อื่น

ไผจ่างผอมดำยิ้มแย้มขอบคุณ ราวกับไม่สงสัยว่าคำสัญญาของเหล่าโก่วจะสามารถเป็นจริงหรือไม่ หัวหน้าของเขา ชายผอมหน้าเหลืองผู้หนึ่งยื่นมือตบไหล่ของเขา กล่าวเสียงเบาว่า “อย่างนั้นคุณลงไปพักผ่อนเถอะ บอกกล่าวกับพวกพี่น้องในสังกัดคุณด้วย หากใครในใจยังมีอะไรปล่อยวางไม่ได้ ก็จงเขียนไว้ในกระดาษ เมื่อขับไล่ทหารญี่ปุ่นไปแล้ว ขอเพียงฉันหวังเถี่ยฮั่นยังมีลมหายใจ จะช่วยเขาทำให้สำเร็จ!”

ตกลงชายผอมดำตอบกลับอย่างไร จางซงหลิงกลับได้ยินไม่ชัดเจน เขาเพียงรู้สึกว่าจมูกตนเองเริ่มปวดแสบ ในดวงตามีของเหลวร้อนระอุเอ่อคลอ กริ่งเกรงถูกผู้อื่นหัวเราะเยาะ เขาหันศีรษะไปเงียบๆ ใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตา จากนั้นค่อยๆ ปรับจังหวะหายใจ

เมื่อจิตใจของเขากลับคืนสู่ปกติอีกครั้ง การประชุมชั่วคราวก็ล่วงเลยมาถึงช่วงท้าย เหลียนจ่างกับไผจ่างทุกท่านล้วนได้รับมอบหมายหน้าที่ บนใบหน้าของแต่ละคนล้วนเรียบเฉย ราวกับกำลังจะดำเนินการท่องเที่ยวอันแสนน่าเบื่อหน่าย ทั้งไม่คุ้มค่าให้ปลาบปลื้มยินดี และไม่คู่ควรให้เห็นความสำคัญมากเกินไป

“นายได้ยินหมดแล้ว?” โบกมือให้นายทหารทุกท่านไปพักผ่อน เหล่าโก่วหันมองไปทางจางซงหลิง “ฟังแล้วก็พยายามจดจำเอาไว้ ต่อให้ไม่เข้าใจก็ต้องพยายามจดจำ ฉันไม่กลัวนายขโมยวิชา กลัวแต่นายไม่ยอมตั้งใจเรียนรู้ รอจบศึกนี้แล้ว ฉันค่อยอธิบายกับนาย ว่าทำไมต้องวางแผนเช่นนี้!”

“ขอบคุณหัวหน้า!” จางซงหลิงตอบรับเสียงเบาในใจรู้สึกอบอุ่น เปี่ยมด้วยความซาบซึ้ง

คำพูดต่อจากนั้นของนายทหารเหล่าโก่ว ทำให้ในใจเขาหมดความเคารพยำเกรงทันที “ไม่ต้องขอบคุณ ฉันกำลังปลูกฝังเมล็ดพันธุ์ให้กับกรมพิเศษของเรา! นายเรียนหนังสือมามากที่สุด ปลุกปั้นขึ้นมาก็น่าจะไม่ทำให้ฉันสิ้นเปลืองเรี่ยวแรงมากนัก! รีบไสหัวไปนอน รอพระอาทิตย์ตกดินแล้ว ยังมีระยะทางอีกหลายสิบลี้ให้เดิน”

จางซงหลิงไม่กล้าขัดคำสั่งของผู้บังคับบัญชา รีบคลานหนีไปอยู่ด้านหนึ่ง โอบกอดสามวิเศษของตนเองหลับนอน ช่วงเที่ยงวันเขาถูกสือเหลียงไฉฝืนปลุกให้ตื่นจากฝัน ดื่มสุราหลายอึก เคี้ยวเนื้อแห้งสองชิ้น จากนั้นเร่งฟื้นฟูพละกำลังต่อไป เมื่อพระอาทิตย์คล้อยตกไปทางตะวันตกของหุบเขา อิ๋งจ่างเหล่าโก่วเรียกให้ทุกคนตื่นขึ้นมา สั่งการเสียงเบาว่า “ตรวจสอบอาวุธและกระสุนปืน ทิ้งสิ่งของที่ไร้ประโยชน์ คืนนี้ฉันจะพาพวกเราไปจัดการพวกญี่ปุ่น!”

เหล่าพี่น้องพอล่วงรู้ว่าจะได้ไปจัดการพวกญี่ปุ่นก่อน ส่งเสียงโห่ร้องแผ่วเบาด้วยความยินดี ครั้งนี้ เหล่าโก่วไม่ตำหนิที่ทุกคนเสียงดัง ยกมือกดลงต่ำ กล่าวต่อไปว่า “ทำไมพวกเราต้องโจมตีทหารญี่ปุ่น ฉันคงไม่ต้องกล่าวแล้ว พวกเราล้วนเป็นลูกผู้ชาย ต่างรู้ดีแก่ใจ สิ่

ที่ฉันจะบอกกล่าวในวันนี้คือ ยามที่ผู้อื่นทิ้งอาวุธวิ่งหนีลงใต้ กรมพิเศษของกองทัพที่ยี่สิบหกของเรา กลับเร่งเดินทางขึ้นเหนือ ลำพังเพียงข้อนี้ วันหน้าไม่ว่าพบเจอกองกำลังของใคร พบเจอนายทหารที่ใหญ่เพียงใด พวกเราล้วนสามารถเชิดหน้ายืดอกต่อพวกเขา!”

“ฮ่าๆ! ฮ่าๆๆ!” เหล่าพี่น้องหัวเราะออกมา ในรอยยิ้มเปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจ สายตาของนายทหารเหล่าโก่วกวาดผ่านใบหน้าของแต่ละคน ราวกับต้องการจำจดทุกคนไว้ในใจ “ออกเดินทาง! ไปกำจัดพวกญี่ปุ่น!”

“ออกเดินทาง! ไปกำจัดพวกญี่ปุ่น!”

“ออกเดินทาง! ไปกำจัดพวกญี่ปุ่น!”

พวกเหลียนจ่างกับไผจ่าง เน้นย้ำคำพูดของเหล่าโก่ว จากนั้นนำพากองกำลังของตนเอง เรียงกันเป็นเส้นยาว ก้าวสู่เส้นทางขึ้นเหนืออย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ฟ้าเริ่มมืด กระทั่งเดินจนดวงดาวเต็มท้องฟ้าจากนั้นเมื่อถึงเวลาประมาณเที่ยงคืน ขบวนทหารข้ามผ่านภูเขาแห่งหนึ่ง ซึ่งในเวลาเดียวกัน ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือมีเสียงระเบิดดังต่อเนื่อง บังเกิดแสงไฟสว่างไสว ชโลมจนแดงเพลิงไปครึ่งฟากฟ้า

“ทหารญี่ปุ่นพวกนี้ ดึกดื่นยังยิงปืนใหญ่ส่งเดชอีก ราวกับมีระเบิดใช้ไม่มีวันไม่หมด!” กงเหลียนจ่างด่าทอเสียงเบาอยู่ข้างกายเหล่าโก่ว ในน้ำเสียงแฝงมาด้วยความอิจฉาที่ไม่อาจปิดบัง

“คนของนายเข้าประจำที่แล้วหรือไม่? มีข่าวคราวอะไรกลับมา!”

“จัดการไปหนึ่งตำบลแล้ว เป้าหมายต่อไปกำลังดำเนินการ!” กงเหลียนจ่างไม่ต้องนึกคิด ตอบกลับอย่างรวดเร็ว

“นายไปจับตามองที่หน้าสุด มีอะไรเปลี่ยนแปลงให้รีบมารายงานฉัน!” เหล่าโก่วพยักหน้า สั่งการเสียงเบา จากนั้นหันศีรษะไปยังเหลียนจ่างอีกคน “คนของนาย เข้าประจำตำแหน่งแล้วหรือไม่?”

“ผูกเชือกเรียบร้อยแล้ว ทั้งหมดสืบทราบพื้นที่น้ำตื้นสิบเอ็ดตำแหน่ง!พวกสุนัขรับใช้คนญี่ปุ่นที่อยู่ในหมู่บ้านตามทาง ก็ล้วนลงมือจัดการเรียบร้อยแล้ว!” เหลียนจ่างอีกผู้หนึ่งพยักหน้า ตอบอย่างจริงจัง

“เช่นนั้นก็รีบเร่งเดินทาง!” เหล่าโก่วโบกมือ สิ้นสุดการหารือทางทหาร นำพี่น้องที่เหลือ เดินหน้าไร้สุ้มเสียง ไม่นานพวกเขาก็เดินผ่านตำบลแห่งแรก จากนั้นมาถึงริมแม่น้ำที่ไม่ทราบชื่อสายหนึ่ง พี่น้องที่สืบหาเส้นทางอยู่ด้านหน้าวิ่งเข้ามา ชี้บอกตำแหน่งของเชือก นายทหารหลายคนนำหน้า มือข้างหนึ่งคว้าเชือก ว่ายน้ำไปยังฝั่งตรงข้ามอย่างรวดเร็ว

ทุกคนเรียงเป็นแถว เลียนแบบเหล่านายทหาร ว่ายข้ามแม่น้ำประดุจภูตผี จากนั้นจัดขบวนอีกครั้ง มุ่งหน้าเข้าหาเป้าหมาย เสี้ยนหนามทั้งหลายที่อาจจะพบเจอตามทาง ต่างถูกทหารกองหน้ากำจัดล่วงหน้าแล้ว ดังนั้นกองกำลังที่เหลือจึงเดินทางอย่างราบรื่น เวลาตีสองกว่า ก็เข้าถึงหุบเขาที่อยู่ใกล้เป้าหมายมากที่สุด

มีนายทหารทำท่ามือสั่งให้ทุกคนพักผ่อน สือเหลียงไฉพาคนของหน่วยทหารคุ้มกัน ลอบเดินทางไปถึงในพุ่มหญ้าที่ห่างจากเป้าหมายเพียงหนึ่งลี้ นึกถึงเรื่องที่อีกฝ่ายไหว้วานตนเองก่อนเดินทาง จางซงหลิงจึงคลานตามเข้าไปอย่างระมัดระวัง ไม่นาน ก็คลานขึ้นไปเคียงคู่สือเหลียงไฉ

“นายตามมาทำไม?!” สือเหลียงไฉชะงักไป ถามด้วยเสียงกระซิบ หลังจากถามแล้ว ก็เข้าใจถึงเจตนาของจางซงหลิง ยิ้มน้อยๆ ส่งกล้องส่องทางไกลเข้ามา “อย่าส่งเสียง ฉันเอามาจากเหล่าเฉียน อันที่อยู่ในมือหัวหน้า ยังไม่สู้กล้องตัวนี้ของฉัน!”

จางซงหลิงรับกล้องส่งทางไกล หยิบจับเล็กน้อย ควบคุมวิธีการใช้งานที่ถูกต้องอย่างรวดเร็ว มองผ่านเลนกระจกสองชั้น เขามองเห็นนอกระยะหนึ่งลี้ มีรั้วลวดหนามขนาดใหญ่หลายอันขวางกั้น ด้านหลังของรั้วลวดหนาม เป็นหอยามสี่ห้าแห่งที่สร้างขึ้นชั่วคราว หอยามแต่ละแห่งล้วนมีไฟส่องทาง กวาดแสงไฟอันขาวสว่างตรวจตราไปมา

บางทีเนื่องด้วยความอ่อนแอของกองทัพจีนที่ผ่านมา ทหารญี่ปุ่นบนหอยามจึงละหลวมต่อการปฏิบัติหน้าที่ แสงไฟส่องทางเกือบกระทบบนร่างกายสือเหลียงไฉหลายต่อหลายครั้ง ทำให้จางซงหลิงตื่นกลัวจนหัวใจแทบหยุดเต้น แต่ทหารญี่ปุ่นที่เฝ้าประจำการกลับไร้ความเคลื่อนไหวแต่อย่างใด ส่วนทหารที่เดินตรวจตราไปมา พฤติกรรมยิ่งเกียจคร้าน ถึงกับพาดปืนเล็กยาวไว้ที่หลังต้นคอ ในปากร้องเพลงเสียงเบาอย่างผ่อนคลาย

“มารดามันเถอะ ทหารญี่ปุ่นหยิ่งผยองเกินไปแล้ว!” เหล่าโก่วไม่ทราบคลานขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไร ยื่นมือแย่งชิงกล้องส่องทางไกลจากจางซงหลิง มองไปด้วยพลางด่าทอเสียงเบา สือเหลียงไฉไม่กล้าขอคืน ได้แต่มองดูผู้บังคับบัญชาด้วยสายตาละห้อย หวังว่าอีกฝ่ายจะเมตตา แต่ว่าเหล่าโก่วกลับไม่สนใจ ยึดครองกล้องส่องทางไกล แขวนไว้บนคอตนเอง “เหล่ากง ฉันให้เวลานายเตรียมตัวครึ่งชั่วโมง ครึ่งชั่วโมงให้หลัง พาทหารไประเบิดหอยามทิ้ง สือโถว เสี่ยวจาง พวกนายสองคนรับผิดชอบคุ้มครองฉัน ใครก็ห้ามวิ่งส่งเดช!”

“ครับ!” กงเหลียนจ่างตอบกลับด้วยสีหน้าตื่นเต้นยินดี สือเหลียงไฉกับจางซงหลิงกลับประดุจธัญพืชที่ถูกหิมะแช่แข็ง ขานรับอย่างไร้เรี่ยวแรง

“รีบร้อนทำอะไร มีศึกให้พวกนายเข่นฆ่าอย่างแน่นอน!” นายทหารเหล่าโก่วกล่าวทิ้งท้าย หันหลังคลานกลับไปยังห้วยเขาที่แดนไกล ไม่นานก็หายลับไปอย่างไร้ร่องรอย

สือเหลียงไฉกับจางซงหลิงสองคนพาหน่วยทหารคุ้มกัน ถอยหลังตามเหล่าโก่วด้วยความจนใจ จากนั้นคลานอยู่ในหุบเขาที่เปียกชื้น สายตาจับจ้องแสงไฟส่องทางที่อยู่ในค่ายของศัตรูที่แดนไกล

“ตู้ม!”

“ตู้ม!”

มีเสียงปืนใหญ่ดังขึ้นอีกแล้ว เปลวไฟจากปากกระบอกปืนใหญ่ จางซงหลิงมองเห็นชัดเจน เขาทราบว่าโก่วอิ๋งจ่างพาพวกเขามาทำอะไรแล้ว จิตใจบังเกิดความฮึกเหิม พอไม่ระวัง เล็บมือก็ทิ่มนฝ่ามือตนเอง หยดโลหิตไหลตามฝ่ามือหยดลงมาช้าๆ

เขากลับไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดแม้แต่น้อย กำมือแน่นพลางนับเลขในใจอย่างเงียบงัน ‘หนึ่ง สอง สาม สี่…หนึ่งร้อย หนึ่งร้อยหนึ่ง…หนึ่งพัน หนึ่งพันหนึ่ง…’

เวลาครึ่งชั่วโมงผ่านไปอย่างเชื่องช้านัก จางซงหลิงนับตั้งแต่หนึ่งถึงหกพัน และจากหกพันนับทวนกลับมาที่เลขหนึ่ง ถึงกับยังไม่ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวอะไรจากข้างหน้า ขณะที่จิตใจของเขากำลังร้อนรุ่ม ทันใดนั้นเงาดำสามสิบกว่าคนปรากฏตัวภายใต้แสงไฟส่องทาง มุ่งหน้าตรงไปยังหอยามหลายแห่ง

เวลาหยุดนิ่งฉับพลัน นานประมาณสองอึดใจ บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัด ตามมาด้วย เสียงปืนกลบนหอยามกราดยิงออกมา

พี่น้องสามคนที่บุกอยู่หน้าสุด ร่างราวกับถูกฝ่ามือนับไม่ถ้วนตบกระแทก ร่างบิดไปมา หมอกละอองสีแดงพุ่งออกมาจากหน้าอกและแผ่นหลัง พี่น้องที่ไม่ถูกปืนกลกราดยิง ก้มศีรษะวิ่งต่อไปข้างหน้า ด้านหน้าล้มลงไป ด้านหลังก็วิ่งข้ามผ่านอย่างไร้ความหวั่นเกรง ซึ่งในขณะนี้ ปืนกลของกองร้อยที่หนึ่งก็ส่งเสียงคำรามด้วยความโกรธเคือง เสียงปืนกราดยิงต่อเนื่อง จู่โจมจนปืนกลบนหอยามแห่งหนึ่งนิ่งเงียบ

“ตูม” “ตูม” ปืนครกสองกระบอกที่ปกติเก็บรักษาไว้อย่างดีสำแดงฤทธิ์เดชทันที ยิงลูกระเบิดเข้าใส่ตำแหน่งของไฟส่องทาง

ท่ามกลางเสียงระเบิด บังเกิดกลุ่มควันคละคลุ้ง ส่งผลให้การมองเห็นของทั้งสองฝ่ายเลือนราง ประเดี๋ยวเดียว จางซงหลิงมองเห็นพี่น้องหลายคนหมอบร่างกายลงบนรั้วลวดหนาม จากนั้นก็มองเห็นพี่น้องหลายคนเหยียบหลังของพวกเขาบุกเข้าไป พุ่งเข้าหารั้วลวดหนามแห่งที่สอง

“กองร้อยที่สอง กองร้อยที่สาม บุกเข้าไป!” ไม่รอให้กองร้อยที่หนึ่งจู่โจมสำเร็จ เหล่าโก่วก็นำพาพี่น้องที่เหลือบุกออกจากหุบเขาประดุจน้ำหลาก ไหลทะลักเข้าหาค่ายทหารของข้าศึก พวกเขายังบุกเข้าไปไม่ถึงในระยะการยิงของปืนเล็กยาว ทหารญี่ปุ่นจำนวนมากก็วิ่งออกมาจากในค่ายทหาร ยืนอยู่ด้านในของรั้วลวดหนาม ยิงปืนสกัด ปืนครกปรับเปลี่ยนทิศทางอย่างว่องไว ยิงลูกระเบิดเข้าใส่กลุ่มทหารญี่ปุ่น บังเกิดไอร้อนสีแดงเพลิงกลุ่มหนึ่ง แทบจะในเวลาเดียวกัน พวกพี่น้องจากกองร้อยที่หนึ่งที่บุกถึงด้านหน้าของรั้วลวดหนามแห่งสุดท้าย ก็ล้มลงไปอย่างไร้สุ้มเสียงคล้ายกับว่าพวกเขาไม่เคยปรากฏตัวอยู่บนโลกนี้มาก่อน

“กองร้อยที่สองบุกเข้าไป!” นายทหารเหล่าโก่วสั่งการเด็ดขาด เดินหน้าโจมตีต่อไป หัวหน้ากองร้อยที่สองพาพี่น้องในสังกัด ส่งเสียงโห่ร้อง วิ่งเข้าหาค่ายทหารของศัตรู

เหล่าทหารญี่ปุ่นล้วนตื่นตะลึงไปกับกระแสคนที่ไหลทะลักเข้ามาอย่างรวดเร็ว จำต้องหันปากกระบอกปืน มุ่งเน้นไปที่กองร้อยที่สอง และพวกพี่น้องจากกองร้อยที่หนึ่งที่ล้มลงอยู่ข้างรั้วลวดหนาม ทันใดนั้นลุกยืนขึ้นมาสิบกว่าคน สามคนหนึ่งกลุ่ม ข้ามผ่านรั้วลวดหนามแห่งสุดท้าย ถือลูกระเบิดมือวิ่งเข้าหาหอยาม

ควันน้ำเงินที่พุ่งออกมาจากลูกระเบิดมือ ทุกคนมองเห็นชัดเจน ทหารญี่ปุ่นที่กำลังยิงปืนพากันหยุดชะงัก วิ่งไปหลบซ่อนที่ไกลออกไป “ตูม!” “ตูม!” “ตูม!” เสียงระเบิดดังกึกก้องสะเทือนไปทั้งหุบเขา หอยามที่ทหารญี่ปุ่นสร้างขึ้นชั่วคราวถล่มลงมาต่อเนื่อง พี่น้องจากกองร้อยที่สองข้ามผ่านรั้วลวดหนาม ทิ้งปืนเล็กยาว ดึงดาบใหญ่จากบนหลัง ฟาดฟันเข้าหาทหารญี่ปุ่น

“พี่น้องทั้งหลาย บุกเข้าไประเบิดทำลายปืนใหญ่ของญี่ปุ่น!” อิ๋งจ่างเหล่าโก่วถือปืนพกคู่ นำพากองกำลังที่เหลือ บุกเข้าไปในค่ายของข้าศึก ปราดเปรียวประดุจเสือดาวลงจากภูเขา

“ระเบิดปืนใหญ่!”

“ระเบิดปืนใหญ่!”

พวกพี่น้องส่งเสียงโห่ร้องดังลั่น ตามติดอยู่ด้านหลังเหล่าโก่วบุกขึ้นหน้า บนหลังของทุกคนล้วนแบกดาบใหญ่เล่มหนึ่ง คมดาบสะท้อนแสงวาววาม ระยิบระยับน่าสะพรึงกลัว

หนังสือแนะนำ