ตอนที่ 4 ผืนธงโบกสะพัด (ต่อหน้า 7)

 “จริงหรือ!” ดวงตาจางซงหลิงดวงตาทอประกาย จ้องมองสือเหลียงไฉ สีหน้ายากจะเชื่อถือ

“วันหน้าพวกเรายังต้องกินข้าวหม้อเดียวกันทุกวัน ฉันจะหลอกคุณไปทำไม?!” สือเหลียงไฉหัวเราะ ย้อนถามอย่างไม่ถ่อมตน “ใช่แล้ว ปืนพกทั้งสองกระบอกของคุณ ฉันตรวจสอบแล้ว มีกระบอกหนึ่งเป็นปืนลอกเลียนแบบที่ผลิตจากเซี่ยงไฮ้ ทางที่ดีวันหลังอย่าใช้อีก หากว่าช่วงจังหวะคับขันเกิดขัดลำกล้อง ก็เท่ากับมอบชีวิตให้กับผู้อื่นแล้ว!”

“อืม!” จางซงหลิงพยักหน้า มองดูปืนพกสองกระบอกของตนเอง ในแววตาปรากฏความอาลัยอาวรณ์ สือเหลียงไฉคาดเดาถึงความคิดอ่านของเขา หัวเราะแล้วกล่าวเสริมเสียงเบาว่า “มาถึงกรมพิเศษของเรา ยังกลุ้มใจไม่มีปืนใช้หรือ เมื่อสักครู่หัวหน้าบอกให้ฉันพาคุณไปรับอุปกรณ์หากินไม่ใช่หรือ? ตอนนี้พวกเราไปรับอุปกรณ์สามชิ้นใหญ่กลับมา เถอะ คุณรีบทำความคุ้นเคย ยามเข้าสู่สนามรบจะได้ไม่ติดขัด!”

“อุปกรณ์สามชิ้นใหญ่?” จางซงหลิ

มองสือเหลียงไฉอย่างงุนงง

“หัวหน้าไม่ได้บอกกับคุณหรือ?” สือเหลียงไฉมองดูเขาแวบหนึ่งอย่างแปลกใจ จากนั้นกล่าวยิ้มๆ ว่า “ฉันหลงคิดว่าเขาได้บอกกับคุณไปแล้ว คนของกรมพิเศษ อุปกรณ์หากินสามชิ้นใหญ่ ก็คือยาวหนึ่งสั้นสอง ยาวคือปืนฮั่นหยาง ช่วงนี้เพิ่งเปลี่ยนเป็นปืนเล็กยาวไทป์ 24 ของประเทศเยอรมัน ส่วนอุปกรณ์สั้น ก็คือปืนพกเมาเซอร์กับดาบใหญ่!”

“ดาบใหญ่?” จางซงหลิงยิ่งฟังยิ่งรู้สึกงงงวย ในความทรงจำของเขา ดาบใหญ่คล้ายกับเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของกองทัพที่ยี่สิบเก้า ศึกสู้รบฉางเฉิงในปีนั้น พี่น้องของกองทัพที่ยี่สิบเก้าก็คือใช้อาวุธชนิดนี้ ไล่ฟันทหารญี่ปุ่นจนล้มระเนระนาด

“ใช่แล้ว นั่นเป็นสุดยอดทักษะของกองทัพซีเป่ยเรา!” สือเหลียงไฉยืดอก สีหน้าภาคภูมิใจ “ตอนนั้นหัวหน้าใหญ่ของเราติดตามแม่ทัพเฝิง…”

เหตุการณ์ต่อจากนั้น ก็คือประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ที่เกี่ยวกับกองทัพที่ยี่สิบหก ความจริงจางซงหลิงเพิ่งได้ยินจากปากของนายทหารเหล่าโก่วมารอบหนึ่ง เพียงแต่ตอนฟังจิตใจเหม่อลอย เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา คราวนี้ถูกสือเหลียงไฉกล่าวเสริมอีกครั้ง จึงนึกขึ้นได้ว่ากองทัพที่ยี่สิบหกกับกองทัพที่ยี่สิบเก้าล้วนเคยสังกัดกองทัพซีเป่ย ดาบใหญ่เป็นของวิเศษประจำกองทัพ โดยทั่วไปทุกคนล้วนมีพื้นฐานการใช้ดาบใหญ่

ถึงอย่างไรก็ว่างงาน สือเหลียงไฉถือโอกาสดึงมือจางซงหลิงออกไปข้างนอก ด้านหนึ่งแนะนำกฎเกณฑ์พื้นฐานภายในค่ายทหาร ด้านหนึ่งเดินไปยังกองพลาธิการ สองคนเดินไปในส่วนลึกของค่ายทหารประมาณหนึ่งลี้ จางซงหลิงค่อยค้นพบว่ากรมพิเศษนับว่าสมคำร่ำลือ เรื่องอื่นไม่ว่า ลำพังพี่น้องที่ถอดเสื้อฝึกซ้อมอยู่สองฝั่งของลานฝึก แต่ละคนล้วนรูปร่างกำยำแข็งแรง หากว่าส่งไปอยู่ในหมู่ชาวบ้าน เกรงว่าหนึ่งคนสามารถรับมือถึงสิบคน

“นั่นเป็นพี่น้องจากกองร้อยที่หนึ่งกับกองร้อยที่สามของกองทัพที่สอง!” เห็นจางซงหลิงสีหน้าเคารพยำเกรง สือเหลียงไฉหัวเราะพลางอธิบายอยู่ด้านข้าง “ทั้งสองกองร้อยนี้ล้วนขึ้นชื่อในด้านการทำศึกกลางคืน การทำศึกกลางคืนเน้นการสู้รบในระยะประชิด ดาบใหญ่ใช้ถนัดมือที่สุด!”

“อย่างนั้นค่ายทหารของเรา…?” จางซงหลิงเอ่ยปากสอบถาม

“ค่ายของเราคือกองพันที่หนึ่ง เป็นกำลังหลักของกรมพิเศษทั้งหมด” สือเหลียงไฉหัวเราะ กล่าวเสริมอย่างภาคภูมิใจ “ฝีมือการใช้ดาบใหญ่ไม่ด้อยไปกว่ากองทัพที่สอง แต่ที่ถนัดที่สุดคือสิ่งนี้…” เขากางนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ขวาออกจากกัน ทำท่ามือในลักษณะคล้ายปืน “สิ่งที่พิถีพิถันคือกลางวันยิงชามน้ำ กลางคืนยิงหัวบุหรี่ ประเดี๋ยวเดียวคุณก็จะได้เห็น!”

“อ้อ!” จางซงหลิงนับถืออย่างสุดซึ้ง เขาเคยหยิบจับปืน ทราบว่าของสิ่งนั้นยากควบคุมเพียงใด ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงการยิงชามน้ำกับหัวบุหรี่แล้ว ต่อให้มัดหมู่ไว้ตัวหนึ่งให้เขายิงในระยะหนึ่งร้อยเมตร ภายในสามนัดหากสามารถปลิดชีพมันได้ เขาก็ดีใจจนกระโดดโลดเต้นแล้ว

นึกถึงฝีมือในการยิงปืนของตนเองอาจทำให้กรมพิเศษขายหน้า จิตใจของเขาก็กระสับกระส่ายขึ้นมา เมื่อเดินผ่านลานฝึก ก็เป็นลานซ้อมยิงปืนพอดี พี่น้องสามสิบกว่าคนสวมชุดสั้นสีเขียวกำลังถือปืนพกเมาเซอร์ ลั่นไกไปยังเป้ายิงที่อยู่นอกระยะร้อยเมตร เมื่อยิงกระสุนออกไปหกนัด ก็จะหยุดลั่นไก จากนั้น มีคนกระโดดออกมาจากในร่องดินที่อยู่ด้านล่างของเป้ายิง โบกธงแดงรายงานผลการยิง

“เป้ายิงที่หนึ่ง สิบคะแนนหกนัด!” “เป้ายิงที่สอง สิบคะแนนหกนัด!” “เป้ายิงที่สาม สิบคะแนนห้านัด เก้าคะแนนหนึ่งนัด!” “เป้ายิงที่สี่ สิบคะแนนหก…”

ไม่รอให้พี่น้องที่ถือธงแดงรายงานตัวเลขครบถ้วน พี่น้องที่ยิงปืนในตำแหน่งเป้ายิงที่สามคอตกลงมา มอบปืนพกให้พวกพ้องที่อยู่ข้างกายแต่โดยดี จากนั้นวิ่งออกไปหลายก้าว คว้าบาร์เบลหินอันหนึ่ง ยกขึ้นลง “หนึ่ง สอง สาม สี่…”

ยกไปทั้งสิ้นยี่สิบครั้ง เขาจึงวางบาร์เบลลงในสภาพเหงื่อท่วมศีรษะ วิ่งเหยาะกลับเข้าที่ พี่น้องที่อยู่ทางนั้นกลับไร้คนแสดงความเห็นใจ ใบหน้าสงบนิ่ง หันไปยังกระดาษเป้ายิงที่เพิ่งเปลี่ยนเสร็จ ลั่นกระสุนปืนต่อไป “เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง…”

“เป้ายิงที่หนึ่ง สิบคะแนนหกนัด!” “เป้ายิงที่สอง สิบคะแนนหกนัด!” “เป้ายิงที่สาม สิบคะแนนหกนัด!” “เป้ายิงที่สี่ สิบคะแนนหก…”

เสียงรายงานผลการยิงดังขึ้นอีกครั้ง จางซงหลิงฟังจนตื่นตะลึง สือเหลียงไฉฉุดดึงเขาเดินไปยังตำแหน่งซ้อมยิง ตะโกนเรียกหานายทหารที่ควบคุมการฝึกซ้อมอยู่ด้านข้าง “เหล่าเฉียน ขอยืมปืนของนายหน่อย คนผู้นี้เป็นนักเรียนทหารที่มาใหม่ของกองพันเรา ให้เขาได้ทดลองยิงบ้าง!”

“ยืมไม่ได้ยืมไม่ได้! ยืมไม่ได้เป็นอันขาด!” นายทหารที่ถูกเรียกว่าเหล่าเฉียนส่ายศีรษะติดต่อกัน แต่กลับปลดปืนพกที่เอวตนเองลงมา ส่งให้ด้วยมือเดียว “นายก็เลิกโอ้อวดฝีมือสักทีได้หรือไม่? พี่น้องพวกนี้เพิ่งฝึกได้ไม่ถึงสองเดือน ทนแรงกดดันของนายไม่ไหว!”

“พูดมาก!” สือเหลียงไฉคว้าปืนพก ตรวจสอบดูแล้ว จากนั้นมอบให้จางซงหลิง “เอาไปยิง อย่าได้ประหยัดกระสุนเหล่าเฉียนเป็นอันขาด เขาเป็นคนดูแลการฝึกซ้อมของทหารใหม่โดยเฉพาะ ในมือมีกระสุนปืนมหาศาล!”

จางซงหลิงเดิมไม่อยากขายหน้า กลับทนความยั่วยวนของแสงเงาบนปืนพกไม่ไหว ยื่นมือรับปืนมา เล็งไปยังเป้ายิงที่นอกระยะหนึ่งร้อยเมตร เล็งเป้าหมายอย่างระมัดระวัง มือสั่นเทา ศูนย์กลางของเป้ายิงที่มองเห็นนั้น ก็สั่นเทารุนแรงเช่นกัน

ถึงอย่างไรเขาก็เคยฝึกปรืออย่างยากลำบากมาก่อน ไม่นาน มือของเขาก็หยุดสั้น เขากลั้นลมหายใจ ลั่นไกปืนนัดแรก

“เปรี้ยง!”

กระสุนพุ่งวาบ กระทบอยู่ด้านบนของศูนย์กลางเป้ายิง ทิ้งรอยดำไว้หนึ่งจุด เป่าลมออกมาด้วยความโล่งอก เขาเล็งเป้าอีกเป็นครั้งที่สอง ลั่นไกปืนอีกครั้ง “เปรี้ยง!” กระสุนพุ่งออกมา กระทบลงด้านล่างของศูนย์กลางเป้ายิง บังเกิดหลุมกลมหนึ่งจุด

จางซงหลิงสูดลมหายใจเข้าลึก นัดที่สาม นัดที่สี่ นัดที่ห้า พริบตาเดียวก็ยิงออกไปครบหกนัดแล้ว กลับยิงโดนเจ็ดคะแนนหนึ่งนัด ห้าคะแนนหนึ่งนัด ยังมีกระสุนอีกสองนัด กลับไม่เฉียดเป้ายิงแม้แต่น้อย ไม่ทราบพุ่งไปที่ใด

สือเหลียงไฉมองดูอยู่ด้านข้างอย่างตั้งใจ มองไปด้วยพลางพยักหน้าและส่ายหน้า รอจนเสียงปืนของจางซงหลิงสิ้นสุดลง เขารีบสาวเท้าเดินเข้าไป ยื่นมือโอบหลังมือของจางซงหลิง “พอมองก็ทราบว่าคุณเป็นมือใหม่! ปากกระบอกปืนพกชอบดีดขึ้นบน เป็นข้อบกพร่องแต่กำเนิด เทวดาก็แก้ไขไม่ได้ คุณต้องแบบนี้ ดวงตาจับจ้องที่เป้ายิง ไม่ต้องคิดว่าต้องลั่นไกอย่างไร เมื่อรู้สึกว่าได้จังหวะแล้ว ก็ลั่นไกทันที…”

กล่าวจบ เขาก็พลิกมือขวาของจางซงหลิง ฝ่ามืออยู่ล่าง หลังมืออยู่บน เคลื่อนที่จากซ้ายไปขวาช้าๆ “ยิงปืน ยิงปืน ยิงปืน ยิงปืน…”

“เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง…” กระสุนแต่ละลูกพุ่งออกไปต่อเนื่อง บนเป้ายิงที่นอกระยะร้อยเมตร ปรากฏเป็นเส้นตรงในแนวขวาง

“เปลี่ยนมือ!” คลายมือออกจากจางซงหลิง สือเหลียงไฉสั่งการ น้ำเสียงเข้มงวด จางซงหลิงรับคำสั่ง เปลี่ยนปืนไปอยู่ซ้ายมือ เคลื่อนไหวไปตามคำแนะนำของอีกฝ่าย “พลิกข้อมือ ฝ่ามืออยู่ล่าง หลังมืออยู่บน ใช้การเคลื่อนไหวของแขนเพื่อลดการสั่นของปากกระบอกปืน ยิงปืน ยิงปืน…”

“เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง…” เสียงปืนดังต่อเนื่องอีกระลอกหนึ่ง กระสุนพุ่งออกไป ซ้ายขวาบนล่าง ยิงจนบนเป้ายิงล้วนเป็นรอยกระสุน

 

ต่อจากนั้นหลายวัน จางซงหลิงภายใต้การชี้แนะของสือเหลียงไฉ หมั่นฝึกฝนสามวิเศษที่เป็นสิ่งของประจำตัวทหารกรมพิเศษ เพียงเสียดายที่พรสวรรค์ในการยิงปืนของเขามีขีดจำกัด แม้ว่ามียอดอาจารย์ชี้แนะ ก็เพียงสามารถทำได้ถึงขั้นภายในระยะหนึ่งร้อยเมตรไม่พลาดเป้ายิงเท่านั้น ห่างจากเงื่อนไขของสือเหลียงไฉที่ว่า ‘ยกมือยิงทันที ชี้ตรงไหนยิงตรงนั้น’ อีกไกลลิบ

ส่วนทางด้านดาบใหญ่ เนื่องเพราะร่างกายแข็งแร

กว่าคนในวัยเดียวกัน กลับถนัดมือกว่า เพิ่งฝึกมาไม่กี่วัน ก็เริ่มเข้าที่เข้าทาง มองไปแวบเดียว เพียงพอที่จะหลอกตาคนนอกได้แล้ว

เมื่อถึงกลางคืน บทบาทของศิษย์อาจารย์คู่นี้ก็หมุนเวียนสลับกัน ถึงตาเขาเป็นอาจารย์ ชี้แนะสือเหลียงไฉอ่านหนังสือคำนวณตัวเลข

สือเหลียงไฉเป็นเด็กกำพร้า ไม่เคยเล่าเรียนหนังสือมาก่อน อาศัยความพยายามของตนเอง ตอนนี้เรียนจบหลักสูตรการเรียนการสอนของมัธยมศึกษาปีที่หนึ่ง กำลังใช้ความพยายามมหาศาลศึกษาภาษาจีนกับคณิตศาสตร์ของมัธยมศึกษาปีที่สอง

ตามการบอกเล่าของเขา จุดประสงค์ของการเรียนหนังสือคือเพื่อที่จะได้ลืมตาอ้าปากในภายภาคหน้า เนื่องเพราะเหล่าอิ๋งจ่างก็เป็นผู้ที่เอาดีด้านการเรียน จึงเป็นที่หมายปองของผู้บัญชาการเฝิงอวี้เสียงยามนั้น จนกลายเป็นหนึ่งในสิบสามองครักษ์ของท่าน ในเมื่อตนเองเติบโตมาจากกองทัพที่ยี่สิบหก ก็ควรยึดถือเหล่าอิ๋งจ่างเป็นแบบอย่าง

เหล่าอิ๋งจ่างในที่นี้เป็นการกล่าวถึงซุนเหลียนจ้งจวินจ่างของกองทัพที่ยี่สิบหก หลายวันนี้เมื่อได้รับการเสริมความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับค่ายทหาร จางซงหลิงเริ่มเข้าใจถึงที่มาของค่ายทหารแห่งนี้โดยสังเขป แต่ทว่าเขากลับรู้สึกนิ่งเฉยต่อคำอธิบายของสือเหลียงไฉ เนื่องเพราะหลายครั้งที่เขาตื่นขึ้นมากลางดึก ล้วนมองเห็นสือเหลียงไฉยังคงนั่งอ่านหนังสือใต้แสงตะเกียง เพียงแต่สิ่งที่อ่านนั้นไม่ใช่ตำราเรียนที่เคยขอคำชี้แนะจากเขา แต่เป็นสมุดเล่มใหญ่ที่ห่อหุ้มด้วยกระดาษสีน้ำตาลอ่อน

ทุกครั้งในช่วงเวลาดังกล่าว สือเหลียงไฉมักจะส่งยิ้มให้เขาด้วยความรู้สึกผิด จากนั้นดับตะเกียงหลับนอน ไม่เคยอธิบายว่าตนเองกำลังอ่านอะไร จางซงหลิงก็ไม่เคยซักถามมากความ เนื่องเพราะในครอบครัวของเขา ก็มีสมุดที่หนาใหญ่เล่มหนึ่งเช่นกัน ยามปกตินอกจากบิดากับพี่ใหญ่มีสิทธิ์พลิกอ่านแล้ว ผู้คนที่เหลือ รวมทั้งแม่เลี้ยงกับลูกจ้างในร้าน ล้วนไม่ทราบว่าสมุดซ่อนอยู่ที่ใด เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาจึงสามารถระงับความรู้สึกอยากรู้อยากเห็นของตนเอง ไม่ถามไถ่และลืมเลือนไปอย่างง่ายดาย ถึงอย่างไรเขาเพิ่งเข้าค่ายทหารมาไม่กี่วัน ไม่อาจสัมผัสถึงความลับบางส่วนของกรมพิเศษก็เป็นเรื่องปกติ

ตื่นมาเช้าตรู่ ก็เป็นอีกหนึ่งวันที่เหน็ดเหนื่อยและวุ่นวาย เมื่อมองตามแผนการฝึกซ้อมที่สือเหลียงไฉกำหนดให้เขา ก่อนอื่นจางซงหลิงต้องเข้าร่วมกับเหล่านักรบที่เหลือของหน่วยทหารคุ้มกัน วิ่งรอบค่ายทหาร เมื่อวิ่งจนร่างกายชุ่มเหงื่อ ก็กลับมาตักน้ำล้างหน้าล้างตา จากนั้นถือกล่องข้าวไปรับอาหารเช้าที่โรงครัว รับประทานอาหารเช้าเสร็จสิ้นนก็ต้องจัดเก็บภายใน ปัดกวาดลานบ้าน

เมื่ออาหารเช้าย่อยจนพอสมควรแล้ว ก็ไปฝึกซ้อมวิชาดาบที่ลานฝึก จากนั้นไปฝึกยิงปืนที่สนามซ้อมยิง ฝึกใช้ปืนเล็กยาวเล็งยิงในระยะไกลก่อน ต่อมาเป็นการใช้ปืนพกยิงต่อเนื่องหกนัดทั้งสองมือในระยะใกล้ หลังจากนั้นเป็นการสู้รบด้วยมีดปลายปืน และดาบใหญ่ปะทะมีดปลายปืน เมื่อฝึกซ้อมรายการทั้งหมดเสร็จสิ้น เวลารับประทานอาหารเที่ยงก็มาถึงแล้ว สองคนเดินกลับไปที่บ้านพักตนเอง ตักน้ำล้างหน้าล้างมืออีกครั้ง จากนั้นรับอาหารกลางวันของตนเองและผู้บังคับบัญชาเหล่าโก่วกลับมาจากโรงครัว นั่งรับประทานด้วยกัน

เวลาส่วนใหญ่ อาหารกลางวันของนายทหารเหล่าโก่วล้วนถูกสือเหลียงไฉกับจางซงหลิงสองคนแบ่งกัน การเป็นถึงอิ๋งจ่างกองทัพที่หนึ่งของกรมพิเศษ คนผู้นี้ล้วนมีกิจธุระวุ่นวายทุกวัน กลางวันน้อยครั้งที่มีเวลาว่างพักผ่อนในห้องพักตนเอง ต่อให้บางครั้งบางคราวแอบหลับนอน ก็จำกัดเพียงหนึ่งชั่วโมง เมื่อถึงเวลาหากไม่ตื่นขึ้นมาเอง ก็ต้องถูกสือเหลียงไฉปลุกให้ตื่น จากนั้นสวมใส่เสื้อผ้าออกจากบ้านพักไปตรวจสอบความคืบหน้าของการฝึกซ้อมหรือไม่ก็ไปประชุมที่ฝ่ายกองพลทหาร

กิจธุระทั้งสองรายการนี้ เขาไม่ต้องนำหน่วยทหารคุ้มกันไปด้วย ดังนั้นสือเหลียงไฉจึงรออยู่ในห้อง ไขว่คว้าทุกโอกาสเพื่อขอคำแนะนำจากจางซงหลิ

ในด้านการเรียน พรสวรรค์ด้านการเรียนหนังสือของเขา ใกล้เคียงกับพรสวรรค์ด้านการยิงปืนของจางซงหลิง หลังจากบรรลุถึงระดับหนึ่งแล้ว ไม่ว่าจะพยายามเพียงใด อาจารย์ล้ำลึกเพียงใด ความคืบหน้าล้วนน้อยนิด

ทุกครั้งที่จางซงหลิงอธิบายสมการที่ไม่ซับซ้อนจนสือเหลียงไฉเริ่มเข้าใจ ทั้งสองคนก็ล้วนเหนื่อยล้าจนร่างกายอ่อนเพลีย ช่วงเวลานี้ โดยทั่วไปก็ถึงเวลาจุดตะเกียงแล้ว นายทหารเหล่าโก่วน่าจะเดินทางกลับจากกองพลที่ยี่สิบเจ็ด หรือไม่ก็กลับจากกองทัพที่ยี่สิบหก ด้านหนึ่งดื่มน้ำชาใบพุทราของสือเหลียงไฉ ด้านหนึ่งด่าทอเสียงเบาว่า “มารดาของมัน พวกทหารของกองทัพที่ยี่สิบเก้าล้วนเป็นพวกไม่เอาไหน ตกลงไว้ว่าต้องต้านทานให้ได้สามวัน สุดท้ายแม้แต่ชั่วโมงเดียวก็ต้านทานไม่ไหว สูญเสียฐานที่มั่นไปแล้ว!”

ด่าทอกองทัพที่ยี่สิบเก้าของซ่งเจ๋อหยวนจบ เขาก็เริ่มด่าทอกองทัพที่ห้าสิบสองของกวนหลินเจิง “อะไรคือกองทัพพิทักษ์ชาติ อะไรคือกวนอูเกิดใหม่ เหลวไหลสิ้นดี ไม่รู้จักวิธีการทำศึกอันใด! เบื้องบนสั่งให้เขาเฝ้าป้องกันฝั่งตะวันออก เขาก็วางกำลังป้องกันสถานเดียว แม้แต่เดินทัพขึ้นหน้า ปิดล้อมทางถอยของศัตรูล้วนไม่เข้าใจ ช่างน่าเสียดายที่มีอาวุธปืนใหญ่มากมาย!”

แม้แต่รัฐบาลจงยาง นายทหารเหล่าโก่วก็รู้สึกขุ่นเคือง “รับปากส่งมอบปืนใหญ่กับปืนกลหนัก ตั้งแต่ฤดูหนาวปีก่อนก็บอกว่าจวนแล้ว จวนแล้ว ถึงตอนนี้ก็ไม่เห็นแม้แต่เงา ทุกครั้งที่เหล่าอิ๋งจ่างโทรศัพท์ไปร้องขอ หากไม่บอกรัฐบาลจงยางไม่มีเงินจ่ายสินค้าของชาวเยอรมัน ก็บอกว่าเรือขนส่งพบเจอพายุกลางทะเล บัดซบ ไม่มีปืนใหญ่ปืนกลที่จะมอบให้กองพลที่ยี่สิบเจ็ดของเรา แต่สำหรับกองพลที่สาม กองพลที่หก กองพลที่เก้าและกองทัพที่สิบสี่ กลับไม่เคยสายแม้แต่วันเดียว เมื่อถึงยามสู้รบกับกองทัพญี่ปุ่น กองกำลังของเหล่าเจี่ยงก็มัวแต่ถอยหลัง เร่งให้กองทัพที่ยี่สิบหกของเราบุกอยู่แนวหน้า ถือดาบใหญ่ไปปะทะรถถังของกองทัพญี่ปุ่น มารดามันเถอะ!”

แต่ไม่ว่ายามด่าทอนั้นขุ่นเคืองเดือดดาลเพียงใด ทุกครั้งที่ระบายเสร็จแล้ว นายทหารเหล่าโก่วล้วนไม่ลืมกล่าวเสริมประโยคหนึ่งเสียงดังว่า “ผู้อื่นนึกคิดกระทำเช่นไร พวกเราล้วนควบคุมไม่ได้ แต่อย่างน้อย พวกเรายังสามารถเป็นตัวของตัวเองได้!” คำพูดประโยคนี้จะบอกว่าเป็นการหาเหตุผลให้กับพฤติกรรมตนเอง ไม่สู้บอกว่าเป็นการปลอบประโลมตนเอง ราวกับขอเพียงกล่าวเสริมเช่นนี้ประโยคหนึ่ง เขาก็จะสามารถหยัดยืนสู้ต่อไป

ยามเหล่าโก่วปริปากด่าทอ จางซงหลิงมักจะนั่งนิ่งเงียบอยู่ด้านข้าง ทั้งไม่กล่าวแทรก และไม่เปล่งเสียงคล้อยตาม เมื่อเปรียบเทียบกับข่าวชัยชนะที่วิทยุกระจายเสียงในกองทัพออกอากาศทุกวัน เขารู้สึกว่าคำด่าทอของเหล่าโก่วมีความจริงแท้น่าเชื่อถือ และเป็นประโยชน์ต่อการเข้าถึงแนวหน้าของตนเอง

จากคำด่าทอของเหล่าโก่ว เขาสรุปใจความได้ว่า สถานการณ์สู้รบในขณะนี้ไม่ย่ำแย่นัก แต่ก็ไม่ดีเช่นที่ในวิทยุกระจายเสียงออกอากาศว่าสถานการณ์สว่างสดใส กองทัพที่ยี่สิบเก้าที่เคยตัดศีรษะของทหารญี่ปุ่นนับไม่ถ้วนบนกำแพงฉางเฉิง ภายใต้ผลกระทบสองต่อจากการถูกโจรขายชาติหักหลังและการพลีชีพเพื่อชาติอย่างหาญกล้าของฟู่จวินจ่างจ้าวเติงอวี่ ขวัญกำลังใจทหารซึมเซามาตลอด ถึงแม้ว่าซ่งเจ๋อหยวนได้เดินทางไปคุมการสู้รบที่แนวหน้าด้วยตนเอง ลั่นวาจาต้องการร่วมเป็นตายพร้อมกับฐานที่มั่น ก็ยังไม่อาจกอบกู้สถานการณ์กลับคืน ซึ่งในเวลานี้ ได้สูญเสียพื้นที่เป่ยผิง เทียนจิง จิ้งเหอและหม่าฉ่าง กองกำลังหลักถอยอ้อมมาอยู่ด้านหลังกองทัพที่ห้าสิบสอง และยังมีท่าทีที่จะเดินทางลงใต้ตลอดเวลา

ส่วนกองทัพที่ห้าสิบสองของรัฐบาลจงยางที่บัญชาการโดยกวนหลินเจิง เนื่องเพราะเพิ่งเดินทางมาถึง ไม่คุ้นชินต่อสมรภูมิรบและความเคลื่อนไหวของข้าศึก ตกอยู่ในสภาวะของผู้ถูกกระทำ กองทัพญี่ปุ่นภายใต้การช่วยเหลือของโจรขายชาติ ส่งกองกำลังขนาดเล็กนับไม่ถ้วน แทรกซึมเข้ามาทางด้านหลังของกองทัพที่ห้าสิบสอง เมื่อถึงสถานที่หนึ่ง ฆ่าคนวางเพลิงสร้างสถานการณ์วุ่นวาย หรือไม่ก็รวบรวมกำลังพลเข้าด้วยกันเป็นขนาดกลาง นำพากองกำลังของโจรเถื่อนโจรขายชาติที่รับมาตามทาง โจมตีโกดังและเส้นทางสนับสนุนกองทัพของกองทัพที่ห้าสิบสอง ส่งผลให้กองทัพที่ห้าสิบสองจำต้องโยกย้ายกำลังจากข้างหน้ามาช่วยอุดรูรั่ว ไร้กำลังตอบโต้

กองทัพพันธมิตรทั้งสองกองกำลังล้วนถูกทหารญี่ปุ่นโจมตีจนเอาตัวไม่รอด กองทัพที่ยี่สิบหกที่บุกอยู่หน้าสุด จึงกลายเป็นเป้าหมายโจมตีของญี่ปุ่นในก้าวต่อไป นับตั้งแต่กองทัพที่ยี่สิบเก้าถอนกำลังออกจากเป่ยผิง กองทัพญี่ปุ่นรวบรวมรถถัง ปืนใหญ่ที่ใช้รบบนภูเขาและปืนใหญ่วิถีราบทั้งหมด โหมโจมตีเข้าใส่ฐานที่มั่นเหลียงเซียงที่กองทัพที่ยี่สิบหกประจำการ กองทัพที่ยี่สิบหกขึ้นชื่อว่าเป็นกองทัพยาจก อย่าว่าแต่ปืนใหญ่ที่ใช้รบบนภูเขากับปืนใหญ่วิถีราบ แม้แต่ปืนครก แต่ละกองพันเพียงจัดสรรให้สี่กระบอก ภายใต้สถานการณ์ที่ปืนใหญ่ของประเทศเยอรมันที่รัฐบาลจงยางรับปากจะส่งมอบให้ยังมาไม่ถึง เหล่าพี่น้องของกองพลที่สามสิบกับกองพลที่สามสิบเอ็ด ล้วนใช้ลูกระเบิดมือผูกติดกับร่างชต้านทานการโหมโจมตีด้วยปืนใหญ่กับรถถังอย่างต่อเนื่องของกองทัพญี่ปุ่น และฉุดรั้งทหารราบญี่ปุ่นเกือบสองกองพัน ทิ้งชีวิตไว้บนแผ่นดินจีนตลอดไป

สถานการณ์รบอันเวทนาของแนวหน้า ทำให้จางซงหลิงจิตใจร้อนรุ่ม แต่ทุกครั้งที่เขาเอ่ยปากบอกว่าตนเองก็ต้องการไปที่กองกำลังแนวหน้าสู้รบกับทหารญี่ปุ่น นายทหารเหล่าโก่วมักจะตบไหล่ของเขา กล่าวว่า “รีบร้อนทำอะไร ยังกลัวไม่มีทหารญี่ปุ่นให้สังหารหรือ? อย่าลืมว่า พวกเราเป็นกรมทหารพิเศษ เป็นไพ่ใบสุดท้ายของเหล่าอิ๋งจ่าง เหล็กกล้าที่ดีย่อมต้องตีเป็นยอดดาบ ส่วนที่ว่าเมื่อไรจะได้ออกรบนั้น หากไม่ถึงคราวสู้รบกับกองทัพญี่ปุ่นศึกสุดท้าย กองทัพที่ยี่สิบหกของเราก็ยังไม่ถึงคราสู้ตาย นายตั้งใจฝึกยิงปืนกับสือโถว ถึงเวลานั้น อย่าทำให้กรมพิเศษของเราขายหน้าก็พอ!”

จางซงหลิงรับปาก ตั้งใจฝึกซ้อมสามวิเศษของกรมพิเศษต่อไป ปืนเล็กยาว ดาบใหญ่ ปืนพกเมาเซอร์ แต่ที่แท้มีความก้าวหน้าหรือไม่ เขาก็ไม่แน่ใจ แต่ปลอกกระสุนปืนที่เก็บคืนให้กองพลาธิการ ทุกวันล้วนสามารถบรรจุมาครึ่งกระเป๋าเสื้อ เหล่าเฉียนที่ดูแลการฝึกซ้อมของทหารใหม่ ทุกครั้งที่พบเห็นจางซงหลิงใช้ลูกกระสุนราวพายุ ล้วนเจ็บปวดใจจนส่ายหน้าติดต่อกัน แต่ขอเพียงสือเหลียงไฉถลึงตาโต เขาก็มอบซองกระสุนปืนทั้งหมดที่อยู่บนร่างออกมาแต่โดยดี

“ชีวิตของเขาล้วนเป็นฉันที่ช่วยกลับมาจากกองซากศพ กล้าตระหนี่กับฉัน ฉันก็จะเอาชีวิตเขากลับคืน!” สำหรับพฤติกรรมของเหล่าเฉียน สือเหลียงไฉอธิบายเช่นนี้ แต่ว่าเกิดอะไรขึ้นในศึกนั้น เขากลับปิดปากเงียบสนิท มีครั้งหนึ่งถูกจางซงหลิงถามโดยไม่ได้ตั้งใจ ถึงกับใบหน้าแดงก่ำ รอยแผลเป็นบนใบหน้าคล้ายกับตะขาบใหญ่ตัวหนึ่ง “นายถามมากขนาดนั้นไปทำอะไร! เอาเป็นว่าฉันเคยช่วยชีวิตเขาก็พอ! เกิดขึ้นที่ศึกไหนหรือ? ฉันสู้ศึกมานับไม่ถ้วน จดจำไม่ได้ว่าเป็นศึกไหน! อย่ามัวถามเรื่องไร้สาระ ตั้งใจฝึกยิงปืนเถอะ ฉันไม่เชื่อว่า กระสุนปืนมากขนาดนี้ ยังจะปลุกปั้นนักแม่นปืนออกมาไม่ได้!”

นักแม่นปืนส่วนใหญ่ล้วนปลุกปั้นมาจากกระสุนปืน ยกเว้นพวกอัจฉริยะที่มีเพียงจำนวนน้อยนิด! เหล่าเฉียนที่ดูแลการฝึกซ้อมยิงปืนของทหารใหม่ ก็มีทัศนคติเดียวกับสือเหลียงไฉ เพื่อตอบแทนบุญคุณที่สือเหลียงไฉช่วยชีวิต ภายในขอบเขตอำนาจของเขา จึงอำนวยความสะดวกแก่จางซงหลิงเต็มที่ คาดหวังว่าจะสามารถปลุกปั้นนักแม่นปืนที่ยิงปืนพกได้ทั้งสองมืออีกผู้หนึ่ง

นอกจากสามวิเศษกับเสบียงอาหารและกระสุนปืนที่เพียงพอให้สู้รบได้สองวัน สิ่งของที่เหลือ รวมทั้งเสื้อผ้าที่ใช้ผลัดเปลี่ยนกับผ้าห่ม ล้วนทิ้งไว้ในค่ายทหาร ผู้ใดก็ห้ามพกพา ก่อนออกเดินทาง สือเหลียงไฉนำตำราเรียนที่ได้มาไม่ง่าย เก็บไว้ในตู้ที่อยู่ตรงข้ามเตียงอิฐดิน จากนั้นก้มตัวลง จากมุมหนึ่งของใต้ตู้ไม้ที่ไร้ความสะดุดตา ใช้สองมือขุดกล่องไม้ขนาดเล็กกะทัดรัดหนึ่งใบ เปิดออกมามองดู เก็บไว้ในห่อผ้า ผูกไว้บนหลังตนเอง

“ของสิ่งนี้ ภายในค่ายของเรา มีเพียงหัวหน้ากับฉันที่ทราบ นายเป็นคนที่สาม หากวันใดฉันโชคร้ายถูกกระสุนยิงโดน ไม่ต้องสนใจฉัน รีบถอดกล่องใบนี้ออกมาเก็บรักษาให้ดี” เขามองดูจางซงหลิงที่มีท่าทีอ้ำอึ้งอยู่ด้านข้าง กำชับเสียงเบา ราวกับกำลังบอกกล่าวเรื่องที่สมเหตุสมผล ใบหน้าไร้อาการลังเลใจ

“ฉัน…!” จางซงหลิงตื่นตะลึง จากนั้นพยักหน้าหนักหน่วง “ได้!”

สือเหลียงไฉยิ้มด้วยความดีใจ ตบไหล่ของจางซงหลิง พาเขาก้าวออกจากประตู เข้าร่วมขบวนที่กำลังจะออกเดินทัพ

นอกหน้าต่าง มีพี่น้องบางส่วนเริ่มออกเดินทาง ธงกองทัพชูอยู่ในอากาศ ถูกลมราตรีโบกพัดดังต่อเนื่อง

ธงกองทัพสะบัดพลิ้วไหว!

มุ่งเหนือ มุ่งเหนือ มุ่งสู่ทิศเหนือ!

หนังสือแนะนำ

Special Deal

Subscription Order ย้อนฯ 2 เล่ม 2-12

BERSERK เล่ม 38-39

Pre Order บันทึกปิ่น เล่ม 1