ตอนที่ 4 ผืนธงโบกสะพัด (ต่อหน้า 6)

นายทหารเหล่าโก่วถูกหยอกจนหัวเราะแล้ว ยื่นมือข้างหนึ่งยื่นโอบเขาเข้ามา ใช้นิ้วมือของอีกข้างจิ้มไปที่เครื่องหมายบนอกเสื้อของเขาพลางกล่าวว่า “มองให้ชัดเจน อย่ามาเสแสร้งกับฉันอีก ตัวนี้คือ D ตัวอักษรในภาษาอังกฤษ นายน่าจะรู้จักได้ดีกว่าฉัน หลัง D คือยี่สิบเจ็ด ซึ่งก็หมายความว่า นายเป็นคนของกองพลที่ยี่สิบเจ็ด กองทัพที่ยี่สิบหกของเรา บัดนี้ในนามมีห้ากองพล แต่ในความเป็นจริง มีเพียงสามกองพล ได้แก่ กองพลที่ยี่สิบเจ็ด กองพลที่สามสิบ และกองพลที่สามสิบเอ็ด อีกสองกองพลยังอยู่ในแถบหนานจิง เข้ารับการฝึกซ้อมกองกำลังจากจงยาง ไม่ทราบเมื่อไหร่จะฝึกซ้อมเสร็จสิ้น! จดจำชัดเจนแล้วหรือไม่ วันหน้าหากผู้อื่นถามถึง นายต้องบอกต่อเขาด้วยเสียงดังลั่นว่า นายคือทหารของกองทัพที่ยี่สิบหก อย่าได้ทำตัวเลอะเลือนให้ฉันขายหน้าอีก”

“ครับ หัวหน้า!” จางซงหลิงทราบว่าเหล่าโก่วกล่าวเช่นนี้ เป็นการบ่งบอกว่ายอมรับตนเองแล้ว ยืดอกตัวตรง ตอบกลับเสียงดัง

“กองทัพที่ยี่สิบเก้าที่นายจดจำจนขึ้นใจ และกองทัพที่ยี่สิบหกของเรา ล้วนเป็นกองทัพในสังกัดของผู้บัญชาการสูงสุดเฝิง หัวหน้าของกองกำลังพวกเรา ก็คือเหล่าอิ๋งจ่างที่พวกเราเรียกจนติดปาก แซ่ซุน นามเหลียนจ้งกับจ้าวเติงอวี่ฟู่จวินจ่าง(เชิงอรรถ-*ฟู่จวินจ่างในที่นี้คือรองผู้บัญชาการกองทัพภาค)ของกองทัพที่ยี่สิบเก้าที่รบตายในเป่ยผิงเมื่อสองวันก่อน ล้วนอยู่ในสิบสามองครักษ์ในสังกัดผู้บัญชาการสูงสุดเฝิง ต่อมาผู้บัญชาการสูงสุดเฝิงแตกหักกับเจี่ยงเว่ยหยวนจ่าง รบแพ้และประกาศลาออกจากตำแหน่ง กองทัพซีเป่ยของเรา ก็แบ่งแยกเป็นหลายส่วน…” กริ่งเกรงจางซงหลิงแยกไม่ออกระหว่างความแตกต่างของกองทัพที่ยี่สิบหกกับกองทัพที่ยี่สิบเก้า นายทหารเหล่าโก่วโอบไหล่ของเขา สอนความรู้พื้นฐานในกองทัพให้แก่จางซงหลิง

*ฟู่จวินจ่างในที่นี้คือรองผู้บัญชาการกองทัพภาค

หลักการในการอธิบายของเขานั้นย่ำแย่ จุดที่สมควรแนะนำอย่างละเอียด มักข้ามผ่าน จุดที่ควรอธิบายเพียงเล็กน้อย ก็มักบอกเล่าจนไม่จบไม่สิ้น แม้เป็นเช่นนี้ จางซงหลิงก็พอเข้าใจถึงสถานการณ์เบื้องต้นของกองกำลังที่ตนเองสังกัดอยู่ จิตใจที่เดิมทีขุ่นเคืองกระวนกระวาย ก็ค่อยๆ สงบลง

ตามคำบอกเล่าของเหล่าโก่ว ชื่อเต็มของกองกำลังชุดนี้คือกองทัพที่ยี่สิบหกแห่งกองทัพปฏิวัติสาธารณรัฐจีน ในอดีตเป็นกองทัพที่แปดแห่งกองทัพซีเป่ยสังกัดขุนศึกเฝิงอวี้เสียง จวินจ่าง(เชิงอรรถ-*จวินจ่างในที่นี้คือผู้บัญชาการกองทัพภาค)คือซุนเหลียนจ้ง ซึ่งเป็นหนึ่งในสิบสามองครักษ์ของขุนศึกเฝิงอวี้เสียง ขึ้นชื่อในเรื่องความกล้าหาญและชำนาญการศึก หลังจากปราบเหนือสำเร็จ เนื่องด้วยปัญหาในการลดกำลังทหาร ขุนศึกเฝิงอวี้เสียงกับรัฐบาลจงยางเกิดความขัดแย้งมาโดยตลอด กองทัพซีเป่ยก็เกิดการแปรเปลี่ยนสลับซับซ้อน แบ่งแยกกองกำลังออกเป็นหลายส่วน ส่วนหนึ่งเป็นกองทัพที่ยี่สิบเก้า ยึดซ่งเจ๋อหยวนเป็นผู้นำ กำลังรบแข็งกล้าที่สุด ส่วนหนึ่งเป็นกองทัพที่สาม ผู้บัญชาการสูงสุดคือหันฟู่จวี่ ร่ำรวยมั่งคั่งที่สุด ยังมีอีกหนึ่งส่วนก็คือกองทัพที่ยี่สิบหก ซึ่งไม่เป็นที่ต้องการของกองทัพ ถูกเพื่อนร่วมอาชีพด้วยกันขานเรียกว่ากองทัพยาจก ผู้บัญชาการสูงสุดคือซุนเหลียนจ้ง

*จวินจ่างในที่นี้คือผู้บัญชาการกองทัพภาค

เดือนที่แล้ววันที่เจ็ด กรกฎาคม กองทัพญี่ปุ่นบุกโจมตีเป่ยผิง กองทัพที่ยี่สิบเก้าลุกฮือขึ้นตอบโต้ กองทัพที่ยี่สิบหกเห็นแก่ที่ทั้งสองฝ่ายล้วนแยกตัวมาจากกองทัพซีเป่ย อาสาเดินทางมาช่วยเหลือ แต่ซ่งเจ๋อหยวนหวั่นเกรงการมาของกองทัพที่ยี่สิบหก จะบั่นทอนอำนาจของตนเอง ดังนั้นจึงหาข้ออ้างปฏิเสธความหวังดีของซุนเหลียนจ้ง ซุนเหลียนจ้งจึงทำได้เพียงดึงกองกำลังกลับมากลางคัน ร่วมกับสองกองพลของกองทัพที่ห้าสิบสองของจงยางซึ่งนำโดยกวนหลินเจิง ประจำการอยู่ในเมืองเป่าติ้งชั่วคราว

นี่ก็เป็นสาเหตุที่เดือนก่อนเซียวเอ้อตังเจียของสมาคมโลหิตกล้าเดินทางไปเป่าติ้ง ถูกท่าทางอันสง่าน่าเกรงขามของกองทัพที่ประจำการอยู่ในท้องที่ข่มขวัญจนสายตาฝ้าฟาง สองกองพลของกองทัพที่ห้าสิบสอง กองพลที่สองกับกองพลที่ยี่สิบห้าล้วนเป็นกองพลที่ได้รับการจัดระบบใหม่ตามคำแนะนำของที่ปรึกษาชาวเยอรมัน แบ่งสรรด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ที่นำเข้าจากประเทศเยอรมันทั้งหมด

ส่วนกองทัพที่ยี่สิบหกแม้ไม่ได้รับความสนใจจากจงยางเฉกเช่นกองทัพที่ห้าสิบสอง แต่ภายใต้ความพยายามอันสุดความสามารถของซุนเหลียนจ้ง กองพลที่ยี่สิบเจ็ดที่แข็งแกร่งที่สุด ก็ผลัดเปลี่ยนอาวุธปืนส่วนใหญ่เป็นของเยอรมัน เพียงแต่ปืนใหญ่กับรถยนต์เนื่องจากรัฐบาลจงยางมีสถานะการเงินฝืดเคือง ไม่ทราบวันใดจึงสามารถจัดสรรครบถ้วน

ซึ่งเป็นดังที่จางซงหลิงได้ยินจากปากทหารบาดเจ็บก่อนหน้านั้น กองพลที่ยี่สิบเจ็ด เป็นระบบสามกองพลเล็กหกกรมทหาร หากไม่มองด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ เพียงว่าด้วยเรื่องโครงสร้างของกำลังพล นับว่าใหญ่โตกว่ากองพลที่ยี่สิบห้าของกองทัพจงยาง

ตอนนั้นกองพลที่ยี่สิบเจ็ดเพิ่งได้รับอาวุธปืนเยอรมันชุดใหญ่ ปืนฮั่นหยา

ที่โละออกมากำลังกลุ้มใจไร้ที่ระบายทิ้ง จึงได้แลกกับสมาคมโลหิตกล้า ทั้งยังสามารถได้เสบียงเนื้อสัตว์ที่กำลังขาดแคลน และได้รับชื่อเสียงในการสนับสนุนกองกำลังต่อต้านญี่ปุ่นของท้องถิ่น เท่ากับยิงปืนนัดเดียวได้นกสามตัว

เพียงแต่ผู้ตอนที่ตัดสินใจขายปืนฮั่นหยางให้สมาคมโลหิตกล้าในตอนนั้น เกรงว่าคงคาดคิดไม่ถึงว่า สมาคมโลหิตกล้าที่มีกองกำลังนับพันคน เพียบพร้อมด้วยอาวุธปืนและกระสุนจำนวนมาก กลับถูกกลุ่มทหารญี่ปุ่นสิบกว่าคนที่เดินทางมาสำรวจเส้นทาง โจมตีจนแตกพ่าย หากไม่เพราะจี้ถวนจ่างนำกำลังมาตรวจสอบพอดี เกรงว่าอาวุธปืนกระสุนและเสบียงที่เก็บไว้ในโกดัง ล้วนตกเป็นของทหารญี่ปุ่นแล้ว!

“สมาคมโลหิตกล้าของพวกคุณ ความจริงนับว่าไม่เลว!” พอเอ่ยถึงสมาคมโลหิตกล้า ใบหน้าของจางซงหลิงก็กระตุกวูบหนึ่ง นายทหารเหล่าโก่วตบไหล่ของเขา กล่าวปลอบโยนอย่างยิ้มแย้มว่า “อย่างน้อยพวกนายยังได้สู้รบกับทหารญี่ปุ่นที่มาสืบหาเส้นทางหนึ่งครา บั่นทอนกำลังพลของพวกมันไปครึ่งหนึ่ง ซึ่งสมาคมปกป้องตนเองของหมู่บ้านเป้ยเล่อจวง สมาคมหอกแดงของหมู่บ้านต้าเมี่ยวจวง ยังมีกองกำลังกล้าตายของหมู่บ้านซื่อเก๋อเก่อจวงที่อยู่ในละแวกใกล้เคียง ก่อนหน้านั้นวางมาดใหญ่โต ขอให้พวกชาวบ้านนำเสบียงมาเลี้ยงดูพวกเขาอย่างดี บอกว่าต้องรับประทานให้อิ่มท้องเพื่อสามารถไปสู้ตายกับทหารญี่ปุ่น สุดท้ายทหารญี่ปุ่นเพิ่งโผล่มาให้เห็นหน้า พวกเขาก็รีบตั้งโต๊ะต้อนรับ แม้แต่กระสุนนัดเดียวยังไม่กล้ายิง!”

เขาไม่ปลอบโยนยังดี พอปลอบโยน จางซงหลิงนับว่าไม่ทราบว่าตนเองควรร้องไห้หรือว่าหัวเราะ นี่หรือคือเพื่อนร่วมชาติของเขา นี่หรือคือชนชาติที่เขายินดีหลั่งโลหิตเพื่อปกป้อง

ประวัติศาสตร์อันยาวนานและรุ่งโรจน์ของชนชาติแห่งนี้ ไม่เคยขาดแคลนผู้คนยินดีสละชีพปกป้องชาติ ในขณะเดียวกัน ก็ไม่เคยขาดแคลนตัวสวะขลาดเขลา ซึ่งพร้อมเหยียบย่ำร่างกายของผู้ที่ล้มลง กอบโกยชื่อเสียงเงินทองมาสู่ตนเองและตระกูล! เงาร่างของคนสองชนิดนี้ทับซ้อนกัน หลอมรวมกันเป็นอารยธรรมนับพันปี เงาร่างที่ทับซ้อนกันอยู่นี้ ทำให้คนรุ่นหลังยากจะบอกว่า ตกลงชนชาตินี้น่ารังเกียจหรือทะนงองอาจกันแน่

“แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ถือเป็นเรื่องใหญ่อะไร ในวันข้างหน้ายังมีเรื่องราวที่ชวนเจ็บปวดและขุ่นเคืองอีกมากมายหลายสิบเท่าของวันนี้” มองดูใบหน้าอันไร้เดียงสาเฉกเช่นตนเองในวัยหนุ่ม หลังจากค้นพบความจริงและเจ็บปวดจนสิ้นหวัง นายทหารเหล่าโก่วสั่นศีรษะ กล่าวว่า “นายยังเด็ก พบเจอมาน้อย หากพบเจอมาก ก็จะชินชาไปเอง เมื่อเคยชินแล้ว ก็จะไม่รู้สึกขุ่นเคืองใจ ผู้อื่นนึกคิดกระทำเช่นไร พวกเราล้วนควบคุมไม่ได้ แต่อย่างน้อย พวกเรายังสามารถเป็นตัวของตัวเองได้!”

“ผู้อื่นนึกคิดกระทำเช่นไร พวกเราล้วนควบคุมไม่ได้ แต่อย่างน้อย พวกเรายังสามารถเป็นตัวของตัวเองได้!”

นี่อาจเป็นประโยคหนึ่งที่อบอุ่นใจที่สุดที่ได้ยินจากปากของเหล่าโก่วในวันนี้ และเนื่องเพราะคำพูดประโยคนี้ จึงทำให้เขารู้สึกว่าเบื้องหน้ายังมีแสงสว่างรำไร ไม่ถึงกับมืดมิดโดยสิ้นเชิง

ในระยะเวลาสิบเจ็ดปีแรกของชีวิต โดยพื้นฐาน เขาเป็นต้นไม้เล็กที่เติบโตมาในห้องควบคุมอุณหภูมิ ฐานะครอบครัวแม้ไม่ถือว่ามั่งคั่งร่ำรวย แต่ก็สามารถส่งเสียเขาเล่าเรียนหนังสือ ไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารการกินและความเป็นอยู่

ภายใต้การดูแลของบิดากับพี่ชายสองคน เรื่องราวภายนอกที่เขาสัมผัสมานั้นไม่มากนัก ดังนั้นแววตาจึงสุกใสบริสุทธิ์ เพียงมองเห็นด้านหนึ่งที่งดงาม น้อยครั้งจะพบเห็นความอัปลักษณ์และสกปรกของมนุษย์

ในมุมมองของเขา แผ่นดินเกิดของตนเองแม้แก่ชรา แต่กล้ามเนื้อกับกระดูกกลับยังคงแข็งแกร่ง ในมุมมองของเขา ประชาชนรอบข้างแม้ยากจน แต่ยังไม่ไร้ซึ่งมโนธรรมและจิตเมตตา ในมุมมองของเขา ข้าราชการของประเทศแห่งนี้แม้มีความละโมบโลภมาก ไร้เหตุผลอยู่บ้าง แต่เวลาส่วนใหญ่ ยังคงพยายามเพื่อพัฒนาประเทศแห่งนี้ให้เจริญก้าวหน้า ในมุมมองของเขา กองทัพของประเทศแห่งนี้แม้มีสมรรถนะค่อนข้างอ่อนแอ แต่ไม่สูญเสียความองอาจห้าวหาญ เผชิญหน้าต่อศัตรูแกร่งแม้ตายก็ไม่หวั่นเกรง

เขาใช่จะไม่เคยได้ยินเหตุการณ์กรณี 18 กันยายน ศึกสู้รบที่ฉางเฉิง แต่จากในหนังสือพิมพ์กับวิทยุกระจายเสียง สิ่งที่เขาได้ยินล้วนเป็นด้านที่สง่างามและกล้าหาญของทหารจีน การพ่ายแพ้ล้วนเกิดจากอาวุธสู้ศัตรูไม่ได้ แต่ละคนล้วนยืนหยัดจนวินาทีสุดท้าย จึงหลั่งน้ำตาอำลาสนามรบ

เขาใช่จะไม่เคยได้ยินศึกใหญ่จงหยวน การแก่

แย่งของเหล่าขุนศึก แต่ในความคิดอ่านอันไร้เดียงสาของเขา นั่นล้วนเป็นเพียงความขัดแย้งเล็กน้อยระหว่างพี่น้องพวกเดียวกัน บางทีเพียงเพราะแบ่งกันไม่ลงตัว อาจมีลงไม้ลงมือกันบ้าง แต่พอผ่านไปไม่นานก็สามารถสมานฉันท์กันเหมือนเก่า โดยเฉพาะยามที่มีข้าศึกแกร่งบุกมาถึงหน้าบ้าน พวกพี่น้องต้องปล่อยวางความขัดแย้งทั้งหมด ร่วมกันต้านศึกภายนอก เนื่องเพราะมีเพียงแต่ทำเช่นนี้ บ้านจึงสามารถกลายเป็นบ้านของพวกเขา หากว่าบ้านตกอยู่ในมือของศัตรูภายนอก พวกเขาล้วนต้องกลายเป็นแรงงานรับจ้างกับทาสรับใช้ สมบัติที่บิดาทิ้งไว้ให้ผู้ใดก็ไม่ได้ครอบครอง!

ซ่งเจ๋อหยวน จางจื้อจง เจี่ยงเจี่ยสือ เฝิงอวี้เสียง ในสายตาของเขากาลก่อนล้วนเป็นใบหน้าของคนร้องงิ้ว ซึ่งคล้ายกับกวนกง (กวนอู) เยวี่ยเฟย (งักฮุย) อยู่บนเวทีงิ้ว แต่ละคนล้วนซื่อสัตย์จงรักภักดี องอาจห้าวหาญ บางครั้งแสดงผิดพลาดร้องผิดจังหวะ แต่ขอเพียงมีผู้ชมบอกเตือน ก็จะนึกถึงหน้าที่ของตนเองทันที ตั้งใจร้องตามบทงิ้วต่อไป ไม่ละเลยบทบาทของตนเอง

ตลอดสองเดือนที่ผ่านมา หลุดพ้นจากการดูแลของคนในครอบครัว เขากลับค้นพบว่าโลกภายนอกไม่ได้สะอาดงดงามดังที่ตนเองวาดฝัน เขามองเห็นความอัปลักษณ์และสกปรก ได้ยินกลอุบายและการติฉินนินทา เขาค้นพบว่ากองทัพที่ยี่สิบเก้าที่ตนเองฝักใฝ่มาตลอด กลับปราศจากวีรบุรุษเช่นครั้งศึกฉางเฉิง หากแต่อุดมไปด้วยโจรกบฏและโจรขายชาติ

เขาค้นพบว่าผู้คนส่วนใหญ่ที่เรียบง่ายมีจิตเมตตา ยามโหดเหี้ยมอำมหิตขึ้นมา ก็ไม่ด้อยไปกว่าข้าราชการชั่วช้าที่ชอบรังแกชาวบ้านสักเท่าใด เขาค้นพบว่ายามประเทศชาติตกอยู่ในอันตราย ระหว่างกองทัพด้วยกันยังขัดขากันเอง แก่งแย่งชิงดี เขาค้นพบว่ารัฐบาลจงยางยามปฏิบัติต่อกองทัพในสังกัดกับกองทัพนอกสังกัด เลือดย่อมข้นกว่าน้ำ ไร้ซึ่งความยุติธรรม เขาค้นพบว่าเหล่าทหารที่เขาเคารพนับถือนั้น ยินยอมหลบอยู่ในโรงพยาบาล ทนฟังการต่อว่าต่อขาน ก็ไม่ยินดีถือปืนเดินไปยังสนามรบ เขาค้นพบว่า…

ภายในระยะเวลาสองเดือนอันแสนสั้น โลกหล้าแห่งนี้กับผู้คนบนโลก กลับแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง สถานที่ที่เขาประสบพบพาน ทุกหนแห่งล้วนมีของเหลวเฉกเช่นน้ำหมึกไหลผ่าน โชคดีที่ภายในสีดำสนิทนั้น ยังมีแสงสว่างหลายจุดดิ้นรนวูบไหว เช่นเถียนชิงอวี่กับหันชิวที่ปกป้องคนรักโดยไม่พรั่นต่อความตาย โจวเจวียที่อ้าแขนสองข้างหมายต้านกระสุนปืนทั้งหมด ยังมี…เว่ยเหล่าติงที่หลับใหลอยู่ในสุสสาน ก็เป็นสุดยอดกุนซือแห่งยุค ปรารถนารับใช้ประเทศ…

แสงสว่างหลายจุดนี้ยามรวมตัวอยู่ด้วยกัน ดุจฟืนไฟกลางฤดูหนาว ทำให้หัวใจเขาไม่เย็นเฉียบ โลหิตยังอุ่นระอุ ทำให้เขาสามารถหยัดยืนลุกขึ้น คืบคลานเดินหน้าต่อไป “ผู้อื่นนึกคิดกระทำเช่นไร พวกเราล้วนควบคุมไม่ได้ แต่อย่างน้อย พวกเรายังสามารถเป็นตัวของตัวเองได้! ขอเพียงตนเองเป็นตนเอง ต่อให้ไม่อาจฝ่าทะลุความมืด แต่อย่างน้อยก็ไม่ได้เพิ่มความเข้มข้นให้กับความมืด ต่อให้ไม่อาจเห็นฟ้าโปร่ง แต่อย่างน้อยก็ไม่เสียทีที่ถือกำเนิดเกิดมา ต่อให้สุดท้ายยังคงต้องล้มลง แต่อย่างน้อย ยามที่เขามีชีวิตอยู่ ได้ยืนอยู่ฝั่งเดียวกับแสงสว่าง อย่างน้อยเงาร่างของเขา จะทำให้คนรุ่นหลังที่ไล่ตามแสงสว่าง มองเห็นความหวังที่ไม่สิ้นสุด

“กองทัพที่ยี่สิบหกของเรา ที่ผ่านมาขึ้นชื่อในเรื่องกฎวินัยทหารเข้มงวด ปีนั้นยามที่เหล่าอิ๋งจ่างตกทุกข์ได้ยาก ก็ไม่ลืมที่จะสอนสั่งพวกพี่น้อง…” นายทหารเหล่าโก่วแนะนำเรื่องราวในอดีตของกองทัพที่ยี่สิบหกมาตลอดทาง จางซงหลิงเริ่มไม่ได้ยินทีละน้อย ทั้งร่างของเขาจมดิ่งอยู่ในโลกตนเอง ในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ จางซงหลิงเติบโตอย่างเงียบงัน ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ในระหว่างการเจริญเติบโตล้วนต้องเกิดขึ้นกับชายหนุ่มแทบทุกคน เพียงแต่บางคนเกิดขึ้นเร็ว บางคนเกิดขึ้นช้า บางคนแปรเปลี่ยนเล็กน้อย ราวกับเมล็ดข้าวแรกผลิใบอ่อน บางคนกลับคล้ายพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ เปลี่ยนเป็นคนละคนในชั่วขณะนั้น

ยามเดินไปถึงหน้าค่ายทหารกรมพิเศษ จางซงหลิงเดินยืดอกผาย ทหารยามที่เฝ้าอยู่หน้าประตูพบเห็นนายทหารเหล่าโก่ว รีบยกมือทำความเคารพ เหล่าโก่วก็หยุดเท้าทำความเคารพคืน จากนั้นพาจางซงหลิง ก้าวเดินเข้าไปในเขตค่ายทหาร

ขณะนี้เป็นช่วงเวลาออกฝึกซ้อมในยามบ่าย ภายในเขตค่ายทหารมองเห็นผู้คนเพียงน้อยนิด มีเพียงทหารเวรยาม ภายใต้การนำพาของนายทหารชั้นล่าง ถือปืนเดินตรวจตราไปมาระหว่างบ้านพักที่ใช้ต้นไม้กับหญ้าฟางสร้างขึ้นเป็นการชั่วคราว นายทหารเหล่าโก่วเดินไปพลางทำความเคารพกลับแก่เหล่าทหารไม่ขาดสาย บางครั้งยังหยุดเดินชั่วครู่ สนทนากับคนรู้จักเกี่ยวกับการฝึกซ้อมและการดูแลอาวุธใหม่

หลังเดินผ่านบ้านไม้ประมาณสิบสี่สิบห้าแถว ในที่สุดเบื้องหน้าจางซงหลิงก็ปรากฏบ้านอิฐดินหลายหลังที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวและเด่นชัด บ้านแต่ละหลังล้วนล้อมด้วยกำแพงเตี้ยที่ก่อจากดินเหลือง สูงประมาณครึ่งเมตร คาดว่าคงสร้างขึ้นเพื่อใช้แบ่งเขตลานบ้านเท่านั้น

หน้าลานบ้านแห่งหนึ่งที่เยื้องไปทางซ้าย นายทหารเหล่าโก่วหยุดเท้า หันศีรษะมาพยักหน้าให้จางซงหลิง จากนั้นยื่นมือผลักประตูรั้วไม้ เพิ่งก้าวเข้ามาในลานบ้าน ก็ร้องขึ้นว่า “สือโถว สือโถว อยู่หรือไม่? บัดซบหายหัวไปตายที่ไหนอีกแล้ว?!”

“อยู่ครับ อยู่ครับ!” เพิ่งสิ้นเสียงตะโกน ภายในบ้านพักที่มืดทึบ ปรากฏเงาคนวิ่งออกมาอย่างว่องไว คนผูนั้นสูงประมาณหนึ่งเมตรเจ็ดสิบ ผิวสีน้ำตาลเข้ม ในมือถือหนังสือเล่มหนึ่ง เงยหน้าขึ้นมา กลับมีรอยแผลเป็นสายหนึ่ง จากตาซ้ายเฉียงผ่านจมูก ยาวไปถึงติ่งหูข้างขวา

“อ่านหนังสืออีกแล้ว จะอ่านจนตาบอดหรือไร!” นายทหารเหล่าโก่วด่าทอเสียงดัง จากนั้นแนะนำเขาให้จางซงหลิง “นี่คือสือโถว ชื่อจริงสือเหลียงไฉ ปันจ่างของหน่วยทหารคุ้มกันฉัน นี่คือจาง จางอะไรนะ…”

เขาเกาศีรษะ มองไปทางจางซงหลิงด้วยท่าทีเก้อเขิน ชายหนุ่มรีบแจ้งชื่อแซ่ตนเองทันที “จางซงหลิง! คารวะพี่สือโถว”

“ใช่ จางซงหลิง เมื่อวานฉันเพียงได้ยินครั้งเดียว เลยจำไม่ได้!” นายทหารเหล่าโก่วตบท้ายทอยของตนเอง แนะนำต่อไป “คนผู้นี้ก็คือคนที่เหล่าจี้ช่วยดึงออกมาจากกองหินเมื่อวานตอนเย็น ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เขาก็ติดตามฉันด้วย นายไปเก็บบ้านพักให้เรียบร้อย จัดหาที่นอนให้เขา เขาเป็นนักเรียนมัธยมตัวจริงเสียงจริง วันหน้าหากมีอะไรที่อ่านไม่เข้าใจ ก็ไม่ต้องกลุ้มใจไม่มีใครให้ถามแล้ว!”

“จัดเก็บเรียบร้อยนานแล้ว เมื่อเช้าพอคุณออกคำสั่ง ผมก็ลงมือจัดเก็บทันที!” หน้าตาของสือโถวแม้ค่อนข้างดุร้าย แต่น้ำเสียงกลับอ่อนน้อมเป็นกันเอง ตอบกลับผู้บังคับบัญชาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม จากนั้นยื่นมือให้จางซงหลิง “พี่น้องจาง ยินดีต้อนรับ! ฉันได้เดินทางไปกองพลาธิการ รับสัมภาระกับชุดทหารสำหรับฤดูร้อนกลับมาให้คุณแล้ว คุณลองสวมใส่ดูว่าพอดีตัวหรือไม่ หากว่าไม่พอดี พวกเราจะได้รีบนำไปเปลี่ยนกับกองพลาธิการ!”

จางซงหลิงรีบยื่นมือออกไปจับมือกับสือโถวด้วยท่าทีเป็นมิตร จากนั้นกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “ขอบคุณพี่สือโถว! ขอบคุณ!”

“เข้าบ้านกันเถอะ สือโถว รีบเทน้ำชามาให้ฉันชามหนึ่ง มารดามันเถอะ ม้าของเหล่าจี้ท้องเสีย ฉันเลยต้องฝากไว้ที่โรงพยาบาล เดินเท้ากลับมากลางแดด ร้อนเป็นบ้า!”

“อ้อ!” สือโถวมองดูผู้บังคับบัญชาด้วยความสงสัยแวบหนึ่ง ไม่ค่อยเชื่อถือคำพูดของอีกฝ่าย แต่ก็ไม่สืบสาวราวเรื่อง นำจางซงหลิงเข้าประตูบ้านอย่างยิ้มแย้ม เชิญทั้งสองคนลงนั่งที่โต๊ะตัวหนึ่ง จากนั้นเก็บหนังสือของตนเองอย่างระมัดระวัง หิ้วกาน้ำชาเทให้คนละหนึ่งชามใหญ่ “ชาใบพุทรา ฉันตากเอง พี่น้องจางลองชิมดู ไม่ใช่ฉันคุยโว รสชาติค่อนข้างไม่เลว!”

“พอเถอะ นายมันพวกกบในกะลา!” นายทหารเหล่าโก่วยกชาม ดื่มหมดในครั้งเดียว จากนั้นแย่งกาน้ำชา เทให้ตนเองเต็มชาม “ทางบ้านของพี่น้องจางเปิดกิจการค้าขาย มีใบชาดีอะไรไม่เคยพบเห็นมา ใบไม้พวกนี้ของนาย ก็แค่พอหลอกลวงหัวหน้าอย่างฉันเท่านั้น!”

“แหะๆ แหะๆ” สือโถวหัวเราะ ขยับกาน้ำชามาที่เบื้องหน้าตนเอง ในรอยยิ้มลอบแฝงความรู้สึกน้อยใจ จางซงหลิงเห็นเช่นนั้น รีบยกดื่มหมดชามทันที จากนั้นเลียนแบบท่าทางของเหล่าโก่ว คว้ากาน้ำชาไว้ในมือ เทให้ตนเองเต็มชาม “แก้กระหายได้ดีจริงๆ! ยังมีกลิ่นของดอกพุทรา! สดชื่น! ร้านค้าที่บ้านฉัน ปกติก็จำหน่ายเพียงแท่งใบชากับเศษใบชา ยังไม่สู้รสชาติของชานี้!”

“จริงหรือ!” แววตาของสือโถวเปล่งประกายทันที ราวกับดวงดาวบนท้องฟ้าในยามราตรี

จางซงหลิงไม่เคยเห็นดวงตาที่สุกใสเช่นนี้จากบนใบหน้าของผู้ชายมาก่อน หากไม่มีผิวพรรณสีน้ำตาลเข้มกับรอยแผลเป็นแดงระเรื่อ กระทั่งเขาคงเกิดความสงสัยอยู่บ้างว่า สือโถวที่อยู่เบื้องหน้าตนเองจะเป็นฮวามู่หลานที่เกณฑ์ทหารแทนพ่อ จงใจตัดผมเผ้าเพื่อลวงตาผู้อื่น

ดีที่พอเลื่อนสายตาลงต่ำเล็กน้อย ก็เห็นลูกกระเดือกของอีกฝ่าย หัวเราะพลางอธิบายเสียงเบาว่า “เรื่องแบบนี้ ทำไมฉันต้องหลอกคุณ ร้านขายของชำที่บ้านฉัน ลูกค้าประจำเดิมทีก็เป็นชาวบ้านธรรมดา มีสิ่งของจำหน่ายก็ไม่เลวแล้ว ยังจะเลือกใบชาอะไรกันอีก สำหรับใบชาแท่ง นั่นก็อัดมาจากก้านใบชาหยาบ สำหรับขายส่งให้พ่อค้าที่จะเดินทางไปเร่ขายที่นอกด่านโดยเฉพาะ คนในพื้นที่ไม่นิยมดื่ม! อากาศที่นอกด่านหนาวเย็น ไม่สามารถเพาะปลูกต้นชา คนมองโกลรับประทานเนื้อสัตว์เป็นส่วนใหญ่ หากไม่มีน้ำชาไปช่วยละลายไขมันในท้อง สุขภาพก็ย่ำแย่แล้ว!”

หลักการค้าขายพวกนี้ คนนอกวงการฟังดูย่อมแปลกใหม่ สือเหลียงไฉก็ฟังจนงงงัน ใช้มือลูบท้ายทอย กล่าวยิ้มๆ ว่า “เมื่อก่อนฉันเคยได้ยินคนเอ่ยถึงใบชาอัดแท่งยังหลงคิดว่าเป็นสินค้าชั้นดี! ที่แท้คือในด่านขายไม่ได้ จึงผลิตออกมาเพื่อหลอกคนมองโกลโดยเฉพาะ! เช่นนั้นนับว่าไม่สู้ดื่มชาใบพุทราของฉัน อย่างน้อยไม่เอาก้านใบชามาหลอกคน!”

“เป็นไม่เชิงเป็นก้านใบชาทั้งหมด ภายในยังมีชาเก่ากับชาใหม่ ชาเก่าต้องรสเข้ม ใช้ส่วนที่อยู่ใกล้ก้านใบชา ต้มชาได้นาน ชาใหม่ต้องมีรสอ่อน ใช้ยอดอ่อนในช่วงก่อนและหลังเทศกาลเช็งเม้ง กลิ่นและสีที่ชงออกมา รวมถึงลักษณะของใบชาล้วนเป็นชั้นหนึ่ง ฮ่าๆ ความจริงฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจ ล้วนฟังผู้อื่นบอกเล่า!” เขามีเจตนาผูกมิตรกับอีกฝ่าย จึงพยายามอธิบายอย่างละเอียด

สองคนสนทนาพูดคุย ไม่นานก็สนิทชิดเชื้อ นายทหารเหล่าโก่วรับฟังอยู่ด้านข้างมาครู่หนึ่ง อ้าปากหาวนอนพลางกล่าวว่า “ฉันขอไปนอนพักสักครู่หนึ่ง พวกนายสนทนาไปเถอะ มารดามันเถอะ เมื่อคืนเปิดประชุมครึ่งค่อนคืน ง่วงจะตายแล้ว!”

“คุณไปนอนพักผ่อนเถอะ เรื่องของพี่น้องจาง ปล่อยให้เป็นหน้าที่ผมเอง!” สือเหลียงไฉรีบลุกขึ้นยืน ส่งผู้บังคับบัญชากลับห้องพักผ่อน

จางซงหลิงก็ลุกขึ้นยืน มองส่งเหล่าโก่วหายลับเข้าไปหลังม่านเสื่อของห้องทางตะวันออก ยังไม่ทันนั่งลง ม่านเสื่อยกขึ้น นายทหารเหล่าโก่วยื่นศีรษะออกมาจากหลังม่าน “สือโถว นายก็อย่ามัวแต่สนทนา หากมีเวลาว่าง นายพาพี่น้องจางออกไปเดินเล่น ให้คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมในค่ายทหาร ยังมี ถือโอกาสช่วยเขารับอุปกรณ์หากินมาด้วย พวกกองพลที่สองบัดซบที่สุด เฝ้าป้องกันด้านข้างพวกเราจนกลายเป็นรูพรุน ไม่ทราบมีกองกำลังญี่ปุ่นเล็ดลอดเข้ามามากน้อยเพียงใดแล้ว ดีไม่ดี พรุ่งนี้พวกเราก็ต้องไปตามเช็ดก้นให้พวกมัน!”

“ทราบแล้ว! คุณวางใจไปนอนเถอะ เมื่อถึงเวลารับประทานอาหารเย็น ผมค่อยไปปลุกคุณ!” สือเหลียงไฉตอบ ฉุดดึงมือของจางซงหลิง พาเขาเดินไปยังห้องพักทางตะวันตก “บ้านพักหลายหลังนี้ยืมมาจากพวกชาวบ้าน มีเพียงเตียงนอนที่ก่อจากอิฐดิน แข็งกระด้าง ข้อดีคือพื้นที่กว้างขวางเพียงพอ ฉันวางสัมภาระของคุณไว้ตรงหัวมุม ตรงนั้นค่อนข้างร่มรื่น กลางคืนเย็นสบาย!”

“ขอบคุณพี่สือ!” จางซงหลิงรู้สึกถูกชะตากับสือเหลียงไฉ กล่าวขอบคุณด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

“ล้วนเป็นพี่น้องกันเอง ไม่ต้องเกรงใจ!” สือเหลียงไฉโบกมือ ปฏิเสธอย่างยิ้มแย้ม

สองคนหนึ่งหน้าหนึ่งหลัง จูงมือเดินเข้าประตู ที่เห็นเป็นอย่างแรกคือเตียงนอนอิฐดินที่กว้างใหญ่ ยาวสามเมตร กว้างสองเมตร ข้างบนปูทับด้วยเสื่อที่สานจากต้นข้าวฟ่างเหลืองอร่าม แลดูเรียบร้อยสะอาดสะอ้าน สองข้างของเตียงนอนอิฐดิน วางผ้าห่มสีเขียวอ่อนที่พับไว้สองผืน ล้วนเป็นผืนใหม่ เส้นด้ายที่โผล่อยู่ตรงมุมผ้ายังเป็นสีขาวบริสุทธิ์

ตำแหน่งบนกำแพงที่อยู่สูงกว่าผ้าห่มประมาณครึ่งเชียะ แขวนช่องสี่เหลี่ยมที่ทำจากไม้หนึ่งอัน หน้าตากะทัดรัด ยังสามารถปรับขนาดได้ตามต้องการ ภายในช่องสี่เหลี่ยมจัดวางหนังสือ ด้านนอกยังมีด้ามไม้ยื่นออกมา ข้างบนแขวนปืนพกสองกระบอก

นี่เป็นสิ่งของที่จางซงหลิงคุ้นเคยที่สุด เขาคิดจะยื่นมือไปหยิบตามสัญชาตญาณ ยังไม่ทันเข้าใกล้เตียงนอนอิฐดิน ก็ได้ยินสือเหลียงไฉอยู่ด้านหลังกล่าวเสียงเบาว่า “อย่าแตะต้อง นั่นเป็นปืนของฉัน ปืนของคุณแขวนอยู่ทางตะวันออก!”

กล่าวจบ ค่อยรู้ตัวว่ากิริยาของตนเองเสียมารยาท รีบปั้นหน้ายิ้มแย้ม อธิบายด้วยน้ำเสียงอีกแบบว่า “ปืนของฉันปกติไม่ห้ามไก กลัวคุณทำปืนลั่น ปืนของคุณอยู่ตรงข้าม ฉันทำช่องไม้ไว้ให้คุณแล้ว แขวนอยู่บนกำแพง!”

จางซงหลิงหันหน้าไปช้าๆเขามองเห็นปืนพกเมาเซอร์สองกระบอกของตนเองแขวนอยู่บนกำแพงฝั่งตะวันออก ล้วนเพิ่งผ่านการเช็ดถู บนตัวปืนไร้ฝุ่นละออง สือเหลียงไฉถอดปืนตนเองลงมา กดปุ่มห้ามไก ส่งให้จางซงหลิง “เพื่อให้ยิงสะดวก ฉันเลื่อยศูนย์เล็งทิ้งไป”

จางซงหลิงรับปืนพกเมาเซอร์ของอีกฝ่ายมามองดู ไร้ศูนย์เล็งจริงๆ หัวเราะพลางส่งมันกลับคืน กล่าวเสียงเบาว่า “มีศูนย์เล็งฉันยังยิงไม่แม่น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงไม่มีศูนย์เล็ง คุณฝึกยิงปืนอย่างไร ทำไมไม่ใช้ศูนย์เล็งก็สามารถเล็งโดนเป้าหมาย?!”

“ฝึกเอา! ฝึกยิงทุกวัน ไม่นานก็เกิดเป็นสัญชาตญาณ!” สือเหลียงไฉแขวนปืนของตนเองให้เรียบร้อย หัวเราะพลางอธิบาย “ภายในค่ายกรมพิเศษของเรา ฉันไม่ใช่คนเดียวที่เลื่อยศูนย์เล็งทิ้งไป บนปืนพกของหัวหน้ากับจี้ถวนจ่าง ก็ไร้ศูนย์เล็งเช่นกัน พูดถึงฝีมือการยิงปืน พวกเขาสองคนนับว่ายิงได้แม่นยำกว่าฉันหลายเท่า ภายในระยะหนึ่งร้อยเมตร ชี้ตรงไหนยิงตรงนั้น แม่นราวจับวาง”

หนังสือแนะนำ