ตอนที่ 4 ผืนธงโบกสะพัด (ต่อหน้า 5)

 “อืม!” คนผู้นั้นถูกปฏิเสธตัดรอน กลับขึ้นรถยนต์อย่างคอตก พอสตาร์ทเครื่องยนต์ ก็คล้ายกับต้องการจดจำอะไรบางอย่าง จ้องมองใบหน้าของจางซงหลิงอย่างละเอียด จากนั้นค่อยเหยียบคันเร่งเต็มแรง วิ่งจากไป

จางซงหลิงแค่นเสียง รู้สึกไม่พึงพอใจต่อความเย่อหยิ่งของอีกฝ่าย หวูต้าเจี่ยก็รู้สึกว่าคนผู้นี้เมื่อสักครู่ทำเกินไปบ้าง ยิ้มแย้มพลางอธิบายเสียงเบาว่า “คนประเภทนี้ คุณจำต้องเด็ดขาดกับเขา เขาเป็นคนขับรถของจางเอี้ยวหมิงซือจ่างของกองพลที่ยี่สิบห้า ยามปกติชอบขับรถโอ้อวดไปทั่ว ภายในกองพลที่ยี่สิบห้าของพวกเขา ไม่มีใครถือสาเรื่องพวกนี้ หากเปลี่ยนมาเป็นคนของพวกเรา คงถูกลากตัวออกไปโบยจนก้นลายแล้ว!”

“ฮ่าๆ!” จางซงหลิงหัวเราะเบาๆ ราวกับมองเห็นสีหน้าอันเจ็บปวดของคนสวมถุงมือขาวยามถูกโบยจนก้นลาย จากคำสนทนาของหวูต้าเจี่ยกับอีกฝ่าย เขาลอบรู้สึกได้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างกองพลที่ยี่สิบห้าที่คนสวมถุงมือขาวสังกัดอยู่กับกองพลที่ยี่สิบเจ็ดของตนเองนั้นลึกลับซับซ้อน โดยเฉพาะกรมพิเศษของกองพลที่ยี่สิบเจ็ด คล้ายกับมีอิทธิพลต่อคนสวมถุงมือขาว ข่มขวัญจนคนผู้นี้ปราศจากความกล้าที่จะเข้าใกล้ประตูใหญ่ พอได้ยินชื่อก็วิ่งหนีหัวซุกหัวซุน

“ได้ยินว่าจี้ถวนจ่างของพวกคุณ หมู่นี้มั่งคั่งร่ำรวยอีกแล้ว?!” อารมณ์ของหวูต้าเจี่ยคล้ายกับดีขึ้นมาบ้าง ส่งยิ้มให้จางซงหลิง ชะลอจังหวะก้าว ลดระยะห่างของกันและกัน

“อาจจะใช่ ฉันไม่ค่อยแน่ใจ เพราะฉันเป็นทหารที่เพิ่งเข้ามาใหม่!” จางซงหลิงสาวเท้าหลายก้าว เดิมเคียงบ่าเคียงไหล่กับหวูต้าเจี่ย

สิ่งที่เขากล่าวนั้นเป็นความจริง หากแต่กลับไม่มีคนยอมเชื่อ หวูต้าเจี่ยถลึงตากลมโตมองเขา มุมปากบังเกิดรอยยิ้มหัวเราะเยาะ “หากคุณเพิ่งเข้ามาใหม่ เหล่าจี้ทำไมกล้าส่งคุณออกรบแล้ว?! กรมพิเศษของพวกคุณ กลายเป็นคนโกหกปลิ้นปล้อนตั้งแต่เมื่อไร?!”

“คือว่า ฉันเป็นทหารที่เพิ่งมาใหม่จริงๆ บาดแผลบนร่างกายฉัน ฉัน ไม่ใช่…” จางซงหลิงสีหน้าลำบากใจ กลับไม่ทราบควรเริ่มอธิบายตั้งแต่ที่ใด

หวูต้าเจี่ยกลับไม่คิดสืบสาวราวเรื่องถึงที่สุด ยิ้มพลางสั่นศีรษะ “เอาเถอะ พวกคุณมีกฎเกณฑ์ไม่ให้พูด ก็ไม่ต้องบอกกล่าว ฉันเป็นทหารมานานหลายปีแล้ว ยังจะไม่เข้าใจกฎเกณฑ์ของกรมพิเศษหรือ? เอ๊ะ เหล่าโก่ว(เชิงอรรถ-*โก่วในที่นี้คือแซ่ของคนจีน แต่พ้องเสียงกับอีกคำหนึ่งที่หมายถึงสุนัข) โก่วโหย่วเต๋อ คุณรีบร้อนไปไหน?!”

คำพูดประโยคหลัง ไม่ได้พูดกับจางซงหลิง ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้น มองตามทิศทางที่หวูต้าเจี่ยชี้นิ้ว ที่อีกฟากถนน ค่อยพบเหล่าโก่วผู้เป็นหัวหน้าในกรมพิเศษ ควบขี่ม้าตัวโตสีแดงเพลิง หลังอานม้า ยังแขวนด้วยกระเป๋าขาดที่เปรอะเปื้อนคราบน้ำมันสองใบ

เหล่าโก่วก็มองเห็นหวูต้าเจี่ยกับจางซงหลิง รีบกระโดดลงจากหลังม้า จูงม้าแดงเพลิงเดินข้ามมา พลางกล่าวทักทายด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “ต้าเจี่ย ท่านกำลังจะไปที่ไหนหรือ?”

“หัวหน้า…โก่ว!” จางซงหลิงรีบโค้งคำนับ ทักทายด้วยท่าทีตะกุกตะกุก ไม่ใช่เพราะตื่นเต้น แต่เป็นเพราะแซ่ของอีกฝ่ายนับว่าแปลกประหลาดเกินไป ไม่ว่าเรียกอย่างไรล้วนทำให้ผู้อื่นรู้สึกพิลึกพิลั่น

“หัวหน้าโก่ว! ยังไม่สู้เรียกว่าหัวโก่ว! ฮิฮิ…” หวูต้าเจี่ยเอามือป้องปาก ช่วงจังหวะที่หัวเราะ ถึงกับงดงามเช่นเฉกดอกไม้บานสะพรั่ง นายทหารเหล่าโก่วถูกใบหน้ายามหัวเราะนั้นกระชากขวัญจนวิญญาณแตกซ่าน ยกมือขึ้นมาเกาท้ายทอยติดต่อกัน “อืม คือว่า เรื่องแซ่เป็นสิ่งที่พ่อแม่ให้มา อับจนปัญญาจะเปลี่ยนแปลง เสี่ยวจาง ไม่นอนพักรักษาอยู่ในโรงพยาบาล? วิ่งออกมาข้างนอกทำอะไร? ฉันเพิ่งให้ห้องครัวตุ๋นซุปไก่ กำลังจะเอาไปให้!”

“ขอบคุณหัวหน้า! ผมออกจากโรงพยาบาลแล้ว! กำลังจะไปรายงานตัวกับคุณ!” จางซงหลิงโค้งคำนับอีกครั้งด้วยความซาบซึ้งใจ

“ซุปไก่?!” แววตาของหวูต้าเจี่ยทอประกายวูบ ยื่นมือไปฉุดดึงกระเป๋าบนอานม้า “ขอฉันดูหน่อย ซุปไก่อะไรสามารถตุ๋นเป็นทรงสี่เหลี่ยม”

“กล่องข้าว กล่องข้าว ทรงสี่เหลี่ยมคือกล่องข้าว!” นายทหารเหล่าโก่วบังซ้ายบังขวา ยังคงไม่อาจต้านทานการค้นของหวูต้าเจี่ย ถูกยึดสิ่งของไปในที่สุด มองเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายแปรเปลี่ยน เขาปาดเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก กล่าวเสริมเสียงเบาว่า “เป็น...เป็นยาแก้ปวดที่จะส่งไปให้โรงพยาบาล ของสิ่งนี้ ได้ผลดีกว่ามอร์ฟีน เป็นความจริง ฉันไม่หลอกเธอ!”

“เช่นนั้นฉันช่วยคุณนำกลับไปก็แล้วกัน!” หวูต้าเจี่ยนำกระเป๋าทั้งสองใบที่บรรลุฝิ่นเต็มกระเป๋าคล้องลงบนคอตนเอง ไขว้สายกระเป๋าไว้ด้านหน้า หน้าอกอันอวบอิ่ม ทันใดนั้นถูกสายสะพายกระเป๋ารัดจนเต่งตึง นายทหารเหล่าโก่วคิดจะแบ่งกลับคืน แต่ก็กลัวมือของตนเองแตะโดนตำแหน่งที่ไม่สมควรแตะต้อง สีหน้าอันจนปัญญา พึมพำเสียงเบาว่า “เธอ...เธอต้องมีเหตุผลบ้าง! เป็นเหล่าจี้มอบหมายฉันส่งไปให้หลี่อิ๋งจ่าง เธอไม่อาจแย่งชิงไประหว่างทาง! คืนให้ฉัน รีบคืนให้ฉัน ไม่อย่างนั้น ฉันไม่ทราบจะบอกเหล่าจี้อย่างไร”

“อย่างนั้นคุณให้เหล่าจี้มาหาฉันก็แล้วกัน!” หวูต้าเจี่ยปฏิเสธทั้งไม้อ่อนและไม้แข็ง ตอบกลับด้วยสีหน้าเย็นชา หลังจากนั้น เธอก็ยื่นมือไปคว้าเชือกบังเหียนม้า พลิกตัวขึ้นนั่ง “หากต้องการม้าตัวนี้ ก็ให้เหล่าจี้มาเอาคืนด้วยตนเอง ฉันมีเรื่องจะสนทนากับเขาอยู่พอดี!”

ขยับบังเหียนคราหนึ่ง ม้าศึกตัวนั้นพลันวิ่งไปในทิศทางที่จางซงหลิงเดินมา

“ช่างเป็นผู้หญิงที่ไร้เหตุผลจริงๆ!” เหล่าโก่วขุ่นเคืองจนถ่มน้ำลายออกมา เพียงแต่โกรธเคืองส่วนโกรธเคือง แต่เสียงของการด่าทอ กลับถูกตัวเขาเองเค้นจนต่ำสุด ราวกับเสียงกระซิบ มีเพียงจางซงหลิงกับเขาสองคนที่ได้ยิน

จางซงหลิงอยู่ด้านข้างชมดูอย่างสนุกสนาน ต้องใช้ความพยายามมหาศาลในการอดทนอดกลั้น จึงค่อยสามารถสะกดกลั้นได้ นายทหารเหล่าโก่วเบิกตาโต ตวาดว่า “หัวเราะอะไร มีอะไรน่าหัวเราะ ฉันขอเตือนแก เหตุการณ์ในวันนี้ ทางที่ดีแกรีบลืมเลือนไป วันหน้าหากฉันได้คำนินทาเรื่องในวันนี้ประโยคเดียว ฉันก็จะส่งตัวแกไปเป็นเป้ายิงให้ทหารญี่ปุ่นที่แนวหน้าทันที!”

“ผมไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น และมองไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น! สมองผมยังได้รับการกระทบกระเทือนจากระเบิดของทหารญี่ปุ่น ตอนนี้ยังมึนงงไม่หาย! ผมสาบานได้!” วันนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่จางซงหลิงถูกผู้อื่นร้องขอให้รักษาความลับ ดังนั้นจึงไม่รู้สึกแปลกใจ ชูมือขวาขึ้นสูง แสร้งทำตัวใสซื่อ

“สมองได้รับการกระทบกระเทือน ทำไมไม่นอนพักอยู่ในโรงพยาบาล ออกมาวิ่งเพ่นพ่านทำไม?!” นายทหารเหล่าโก่วพยายามจับผิด ระบายด้วยความขุ่นเคือง

ด่าทอจบแล้ว ก็รู้สึกว่าตนเองปฏิบัติต่อทหารเพิ่งเข้ามาใหม่เกินเลยไปบ้าง พยายามสะกดอาการขุ่นเคืองบนใบหน้า เปลี่ยนน้ำเสียงให้อ่อนลง กล่าวว่า “ฉันว่าเด็กหนุ่มอย่างนายสมองมีปัญหาหรือไม่? ผู้อื่นเข้าโรงพยาบาลครั้งหนึ่ง ล้วนนอนพักสิบวันหรือครึ่งเดือนจึงยอมจากไป? ภายในโรงพยาบาลมีพยาบาลมากมายก่ายกอง แต่ละคนล้วนสวยสดงดงาม เพียงชมดูเล็กน้อย ก็ยังดีกว่าต้องมาอยู่ร่วมกับพวกผู้ชายด้วยกันทุกวัน! แต่นายถูกส่งตัวเข้าไปเมื่อคืน เพิ่งรับประทานอาหารเที่ยงเสร็จก็รีบร้อนออกมา! ข้างนอกมีเงินมีทองหล่นร่วงจากฟ้าหรือ หรือว่าในนั้นมีนางปีศาจจิ้งจอก? คอยดูดวิญญาณ”

“คือว่าหวูต้าเจี่ยบอกว่าบาดแผลของผมไม่เป็นอะไรมากแล้ว!” จางซงหลิ

อธิบายด้วยความลำบากใจ

กล่าวคำนี้จบ นายทหารเหล่าโก่วก็ยิ่งเสียงอ่อนลง “เธอบอกบอกว่าบาดแผลของนายไม่เป็นอะไร ก็ไม่เป็นอะไรหรือ? เธอไม่ใช่หมอสัก ทำไมนายต้องเชื่อฟังเธอ? จะบอกอะไรให้ฟัง ผู้หญิงคนนั้นร้ายมาก! ครั้งก่อนบนหัวไหล่ฉันโดนยิงหนึ่งนัด เพิ่งผ่าตัดกระสุนออกมา เธอก็บอกให้ฉันออกจากโรงพยาบาล สุดท้ายเมื่อกลับมาแล้ว บาดแผลติดเชื้อ นอนพักรักษาบนเตียงครึ่งเดือน เกือบฉันเอาชีวิตไม่รอด!”

“อ้อ!” จางซงหลิงร้องรับเสียงหนึ่ง ทั้งไม่รู้สึกหวาดกลัว และไม่แสดงความเห็นใจ

“รอถึงตอนนายไข้สูงพูดจาไม่รู้เรื่อง จะรู้ว่าอะไรคือความป่วยเจียนตาย!” นายทหารเหล่าโก่วด่าทออีกประโยคหนึ่ง คงรู้สึกว่าจัดการกับทหารใหม่อย่างจางซงหลิงไปก็ไร้ความหมายอะไร จึงหันศีรษะไป เดินย้อนกลับทางเดิม “ในเมื่อนายต้องการรนหาที่เอง ฉันก็ไม่ขัดขวาง ไปกันเถอะ ฉันจะพานายกลับค่าย เส้นทางยังอีกยาวไกล นางพยาบาลที่สมควรตาย ถึงกับกล้าแย่งม้าของถวนจ่าง!”

ประเด็นสนทนาที่เกี่ยวข้องถึงพยาบาลหวูต้าเจี่ยทั้งหมด จางซงหลิงไม่ใคร่สนใจพูดคุยอะไรทั้งสิ้น จากประสบการณ์ของเขา ต่อให้เขาโง่เขลาเพียงใดก็สามารถมองออกได้ว่า ศักดิ์ฐานะของหัวหน้าพยาบาลหวูต้าเจี่ยที่อยู่ในกองทัพนับว่าไม่ธรรมดา แม้ว่าคนส่วนใหญ่ล้วนปากบอกว่าไม่พึงพอใจต่อนาง แต่หากมีใครกล้าแตะต้องหวูต้าเจี่ยแม้แต่ปลายนิ้ว ผู้คนที่คอยนินทาลับหลังเหล่านั้น จะต้องแย่งกันกระโดดออกมาขอความเป็นธรรมแทนหวูต้าเจี่ย

สองคนหนึ่งหน้าหนึ่งหลัง เดินไปทางทิศตะวันออกประมาณหนึ่งลี้แล้ว นายทหารเหล่าโก่วคิดๆ แล้วเอ่ยปากถามอีกครั้ง “ก่อนที่นายจะออกจากโรงพยาบาล พบเจอผู้อำนวยการหลี่แล้ว? เขาว่าอย่างไรเกี่ยวกับบาดแผลของนาย!”

“ผู้อำนวยการหลี่ก็บอกว่าบาดแผลบนร่างกายผมไม่เป็นอะไรมากนัก จัดอยู่ในสถานะที่จะนอนพักหรือไม่นอนพักก็ได้!” จางซงหลิงตอบตามความจริง

“อ๋อ อย่างนั้นก็ไม่มีปัญหา! บุคลิกของคนแซ่หลี่ไม่เท่าไหร่ แต่ฝีมือในการรักษากลับเชื่อถือได้ เมื่อเขาบอกว่านายไม่เป็นอะไรมาก เช่นนั้นก็น่าจะไม่เป็นอะไรมาก!” เหล่าโก่วพยักหน้า “สิ่งของที่ถูกพยาบาลหวูแย่งชิงไปเมื่อสักครู่ พวกที่บรรจุอยู่ในกระเป๋า นายทราบหรือไม่ว่าเป็นอะไรหรือไม่?!”

จางซงหลิงนึกๆ แล้ว พยักหน้าเบาๆ “ผมทราบ! ครอบครัวผมเปิดร้านขายของชำ ก่อนที่หันจู่สีจะเข้าปกครองซานตง ของสิ่งนั้นสามารถวางขายบนชั้นวางอย่างโจ่งแจ้ง! แต่หัวหน้าโปรดวางใจ ผมย่อมไม่แพร่งพรายอย่างเด็ดขาด”

คำพูดประโยคหลังกล่าวเสริมได้อย่างทันท่วงที ทำให้นายทหารเหล่าโก่วเปลี่ยนมุมมองในตัวเขาทันที “นายทราบความหนักเบาก็ดีแล้ว ความจริงเรื่องที่ผู้อำนวยการหลี่เสพติดของสิ่งนั้น คนส่วนใหญ่ล้วนทราบเรื่อง เพียงแต่ทุกคนล้วนแสร้งเป็นมองไม่เห็น โอ ของสิ่งนั้นถูกหวูต้าเจี่ยแย่งไปแล้ว ก็ดีเหมือนกัน! อย่างน้อยมีหวูต้าเจี่ยช่วยเขาเก็บรักษา เขายังสามารถจำกัดปริมาณอยู่บ้าง”

กล่าวถึงตรงนี้ หว่างคิ้วก็ขมวดแน่น มองดูใบหน้าอันไร้เดียงสาของจางซงหลิง กำชับอีกครั้งว่า “แต่ว่าเรื่องนี้ไม่สามารถบอกต่อผู้อื่น ยังมีเรื่องที่เมื่อสักครู่ฉันถูกแย่งของไป ก็ห้ามบอกต่อผู้อื่น!”

“ครับ หัวหน้า!” เพื่อให้เหล่าโก่วผู้เป็นผู้บังคับบัญชาสบายใจ จางซงหลิงยืนตรงทำความเคารพ ตอบกลับเสียงดัง

นายทหารเหล่าโก่วหัวเราะกับท่าทางของจางซงหลิง ยื่นมือไปปรับลักษณะท่าทางของเขาให้ถูกต้อง “พอเถอะ เลิกเสแสร้งได้แล้ว นายเคยเจอหัวหน้าที่อ่อนแอไร้ความสามารถเช่นฉันหรือ? ยังมี การทำความเคารพไม่ใช่ทำกันแบบนี้ การทำความเคารพให้ผู้อื่นโดยไม่สวมหมวก เท่ากับเป็นการด่าประณาม!”

“ผมไม่ทราบครับ!” จางซงหลิงหัวเราะพลางลดมือลง “เมื่อสักครู่ตอนผมอยู่ในโรงพยาบาล พวกเขาไม่ได้เอาหมวกให้ผม!”

“เสื้อผ้าชุดนี้ฉันเป็นคนให้ทหารนำไปให้นาย ตอนนั้นคิดว่านายยังไม่ต้องใช้ จึงไม่ได้เบิกหมวกให้ด้วย!” นายทหารเหล่าโก่วหัวเราะ สำรวจจางซงหลิงขึ้นๆ ลงๆ “เป็นอย่างไร ยังนับว่าพอดีตัวกระมัง!”

“พอดี พอดีมากทีเดียว! ขอบคุณหัวหน้า!” จางซงหลิงพยักหน้า ประสานมือขอบคุณ

“ขอบคุณทำไม ปัญญาชนอย่างพวกนาย ชอบมีพิธีรีตอง!” นายทหารเหล่าโก่วต่อว่าประโยคหนึ่ง จากนั้นกล่าวว่า “เมื่อครู่นายบอกว่า ครอบครัวเปิดร้านขายของชำอยู่ในซานตงหรือ?”

“อืม!” จุดนี้ จางซงหลิงเห็นว่าไม่มีอะไรต้องปกปิด “ครอบครัวของผมเปิดร้านเล็กๆ อยู่ในหลู่เฉิง เมื่อก่อนกิจการยังไม่เลว หลายปีนี้บ้านเมืองวุ่นวาย การค้าจึงเริ่มย่ำแย่!”

“แล้วทำไมจู่ๆ นายจึงเดินทางมาเหอเป่ยแล้ว? และกลายเป็นคนดูแลบัญชีให้กับสมาคมโลหิตกล้าได้” นายทหารเหล่าโก่วถาม

“เว่ยเหล่าซิ่วไฉของหมู่บ้านเว่ยเจียจวงเป็นปู่ของผม พ่อผมได้ยินว่าทางเหนือจะเกิดภัยสงคราม จึงฉวยโอกาสที่ผมปิดเทอม ส่งผมมารับท่านไปลี้ภัยที่ซานตง!” จางซงหลิชะงักไปเล็กน้อย สองจิตสองใจ สุดท้ายแต่งเรื่องขึ้นมา

แม้ว่าจี้ถวนจ่างกับพวกเหล่าโก่วมีบุญคุณที่ช่วยชีวิตเขา แต่ว่าก่อนที่เขาจะสืบทราบแน่ชัดว่าอีกฝ่ายไม่ข้องเกี่ยวกับฉินเต๋อกัง ยังคงเลือกที่ปิดบังจะดีกว่า ถึงอย่างไรสมาคมโลหิตกล้าก็ล่มสลายแล้ว ต่อให้นายทหารเหล่าโก่วสงสัยในคำพูดของเขา ก็ยากจะเปิดโปงได้

นายทหารเหล่าโก่วกลับไม่ถามอีก เขาอาจจะเพียงถามไปเช่นนั้น หรือไม่ก็ไม่ได้นึกสงสัยในคำบอกเล่าแต่อย่างใด เพียงกล่าวว่า “เหล่าแหยจื่อผู้นั้นคือวีรบุรุษ!”

น้ำเสียงนั้นเปี่ยมด้วยความเลื่อมใสศรัทธา “นายก็ด้วย!”

“หัวหน้าก็ด้วย!” จางซงหลิงยิ้มแย้มอย่างถ่อมตน ขานรับคล้อยตาม

นายทหารเหล่าโก่วมองดูเขาแวบหนึ่ง กล่าวยิ้มๆ ว่า “ทำไมฉันก็เป็นวีรบุรุษแล้ว มองจากตรงไหนว่าฉันเป็นวีรบุรุษ!”

“ตอนฉันอยู่ในโรงพยาบาล ทหารบาดเจ็บคนอื่นๆ พอได้ยินว่าผมเป็นคนของกรมพิเศษ ล้วนให้ความเคารพนับถือผม!” จางซงหลิงหัวเราะ “ระหว่างทางกลับมา พอเจอคนขับรถยนต์ผู้หนึ่งมาพัวพันหวูต้าเจี่ย หวูต้าเจี่ยเอ่ยถึงกรมพิเศษ เขาก็วิ่งหนีหัวซุกหัวซุนทันที จากนั้นผมก็นึก ในเมื่อกรมพิเศษของเรามีชื่อเสียงน่าเกรงขามเช่นนี้ คุณเป็นระดับหัวหน้าของกรมพิเศษ แน่นอนว่า…”

“คนขับรถยนต์? หน้าตาเป็นเช่นไร?!” ความสนใจของนายทหารเหล่าโก่วกลับสนใจที่ประโยคหน้า ไม่รอให้จางซงหลิงอธิบายเสร็จสิ้น ก็กล่าวแทรกขึ้น

“เป็นผู้ชายสวมถุงมือขาว รองเท้าหนังสีดำ แลดูจับจดอยู่บ้าง หวูต้าเจี่ยบอกว่าเขาเป็นคนขับรถของซือจ่างแซ่จาง คล้ายกับเป็นกองพลที่ยี่สิบห้า!”

“บัดซบ!” ใบหน้าของนายทหารเหล่าโก่วแปรเปลี่ยนเป็นไม่พอใจ “คราวหน้าหากฉันเจอมัน จะถลกหนังของมันออกมา หวูต้าเจี่ยตอบมันว่าอย่างไร? พูดออกมาให้ละเอียด!”

“หวูต้าเจี่ยคร้านจะสนใจอีกฝ่าย บอกแต่เพียงว่ากลัวนั่งรถแล้วอายุสั้น แล้วให้เขากลับไป!”

นายทหารเหล่าโก่วค่อยระบายลมหายใจออกมา ด่าทออย่างไม่พอใจว่า “ก็แค่ซือจ่างยศพันเอกผู้หนึ่ง มีอะไรน่าโอ้อวด หากไม่เพราะฉันเลือกผิดเส้นทาง ป่านนี้ได้เลื่อนขั้นเป็นยศพลโทแล้ว ยังต้องสนใจพันเอกบัดซัดอย่างมันหรือ!”

เมื่อไม่เข้าใจบุญคุณความแค้นระหว่างกองพลที่ยี่สิบห้ากับกองพลที่ยี่สิบเจ็ด จางซงหลิงย่อมไม่อาจกล่าววาจาใด รอนายทหารเหล่าโก่วระบายความขุ่นเคืองในใจออกมาจนสิ้น ค่อยขยับเข้าไป สอบถามอย่างระมัดระวังว่า “หัวหน้า กองพลที่ยี่สิบห้าของพวกเขากับกองพลที่ยี่สิบเจ็ดของเรา ตกลงมีความแค้นอะไรกัน ต่างล้วนเป็นพี่น้องของกองทัพที่ยี่สิบเก้าไม่ใช่หรือ? ทำไมคนของกองพลที่ยี่สิบห้าพอได้ยินชื่อกรมพิเศษของเรา…”

“ใครบอกกับนายว่า พวกเราสังกัดกองทัพที่ยี่สิบเก้า?” นายทหารเหล่าโก่วหันขวับ แววตาที่มองดูเขาประดุจมองคนปัญญาอ่อนผู้หนึ่ง “คนของสมาคมโลหิตเหล็กอย่างพวกนายช่างแปลกประหลาด! ก่อนหน้านี้เซียวเอ้อตังเจียผู้นั้นก้าวเข้ามาในประตูของพวกเรา ไม่ทันมองว่าข้างในเป็นใคร ก็รีบคุกเข่าลงกับพื้น ส่งเสียงดังลั่นว่าต้องการส่งของกำนัลให้ซ่งเจ๋อหยวน จากนั้นเป็นคนดูแลบัญชีอย่างนาย สวมชุดทหารของกองพลที่ยี่สิบเจ็ดแห่งกองทัพที่ยี่สิบหกไว้บนร่าง ยังมีหน้ามาอวดอ้างถึงกองทัพที่ยี่สิบเก้ากับฉัน!”

“กองทัพที่ยี่สิบหก?” จางซงหลิงชะงักไป เขาตั้งใจวางแผนกล่าวอ้อมๆ เพื่อสืบหาว่าขณะนี้ตนเองสังกัดค่ายทหารอะไรจากปากของเหล่าโก่ว หากแต่คาดไม่ถึงว่าจะเป็นเช่นนี้

คราวนี้จบสิ้นกันแล้ว ตนเองคงไร้วาสนาต่อกองทัพที่ยี่สิบเก้า จะให้เขาบอกลาผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิต หันหน้าไปเข้าร่วมกับกองทัพที่ยี่สิบเก้าก็คงไม่ได้ แม้ว่าเตรียมใจไว้บ้าง แต่พอนึกถึงตนเองจะไม่ได้สังกัดกองทัพที่ยี่สิบเก้า จางซงหลิงยังคงรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง

ขณะกำลังผิดหวัง ก็ได้ยินนายทหารเหล่าโก่วถามด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ทำไม กองทัพที่ยี่สิบหกของเรา ไม่เข้าตานายหรือ? ต่างล้วนเป็นกองทัพปฏิวัติ นายคงไม่ดูถูกดูแคลนพวกเราเช่นเหล่าตัวบัดซบในหนานจิงกระมัง!”

“ไม่ใช่ ผมไม่ได้หมายความเช่นนั้น!” จางซงหลิงเก็บความคิดอ่านอันว้าวุ่น โบกมืออย่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก “เดิมที เดิมทีผมเพียงแค่เคยได้ยินว่ากองทัพที่ยี่สิบเก้าสู้รบกับทหารญี่ปุ่นอย่างกล้าหาญดุเดือด แต่ไม่…ไม่เคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับกองทัพที่ยี่สิบหก!”

“กองทัพที่ยี่สิบหกของเรา ที่ผ่านมาไม่เคยอ่อนด้อยกว่ากองทัพที่ยี่สิบเก้าของพวกมัน!” นายทหารเหล่าโก่วราวกับถูกหยามเกียรติรุนแรง เน้นย้ำดังลั่น “ตั้งแต่เปิดศึกจนถึงตอนนี้ ฐานที่มั่นของกองทัพที่ยี่สิบเก้าถูกกองทัพญี่ปุ่นโหมโจมตีจนไร้ทางตอบโต้ ส่วนฐานที่มั่นของกองทัพที่ยี่สิบหก กลับไม่เคยปล่อยให้ทหารญี่ปุ่นข้ามผ่านแม้แต่คนเดียว!(เชิงอรรถ-*หลังเหตุการณ์สะพานมาร์โคโปโล กองทัพที่ยี่สิบหกรับคำสั่งเดินทางไปช่วยเหลือเป่ยผิง ภายใต้การนำทัพของซุนเหลียนจ้ง ผลักดันเข้าไปถึงเขตเหลียงเซียง ตรึงกำลังกับกองทัพญี่ปุ่น มีผลการรบที่ดีเยี่ยม แต่ต่อมาเนื่องเพราะการถอนกำลังของกองทัพพันธมิตรที่อยู่ในปีกซ้ายขวา จำต้องถอยมาตั้งรับที่เขตหลิวหลีเหอ)”

ตลอดสองเดือนที่ผ่านมา จางซงหลิงตกอยู่ในสภาวะกึ่งตัดขาดจากโลกภายนอก ดังนั้นจึงล่วงรู้สถานการณ์ภายนอกน้อยยิ่ง ด้วยเหตุนี้จึงกล่าวแทรกไม่ได้แม้แต่คำเดียว เพียงสามารถสดับรับฟังสถานเดียว พอเห็นท่าทางที่งุนงงของเขา นายทหารเหล่าโก่วยิ่งโกรธเคืองเดือดดาล ชี้จมูกของเขา ต่อว่าต่อขานเสียงดังต่อไป “นายหลงคิดว่ากองทัพที่ยี่สิบเก้าเป็นกองทัพอันไร้ผู้ต่อต้านหรือ พวกชายชาติทหารที่ถือดาบใหญ่สู้รบกับทหารญี่ปุ่นบนกำแพงฉางเฉิงในปีนั้น ล้วนพลีชีพหมดสิ้นไปนานแล้ว! บัดนี้ที่เหลือแต่เหล่าส่วนสัดใส่ข้าวไม่เอาไหน! หว่านผิงที่กองทัพญี่ปุ่นยิงปืนใหญ่เข้าถล่มในวันที่เจ็ด ผ่านมาถึงวันที่สิบสี่ คนแซ่ซ่งยังก้มหัวสนทนากับที่ปรึกษาของญี่ปุ่น เห็นแก่ที่ต่างเป็นกองทัพที่ถือกำเนิดจากกองทัพซีเป่ย เหล่าอิ๋งจ่างจึงพาพวกเรากองทัพที่ยี่สิบหกเดินทางขึ้นเหนือ คนแซ่ซ่งกลับบอกว่าเกรงกลัวกองทัพญี่ปุ่นได้ข้ออ้างขยายสงคราม จึงหยุดยั้งพวกเราไว้ในเมืองเป่าติ้ง! มารดาของมัน กองทัพญี่ปุ่นปราศจากข้ออ้างก็ไม่ขยายสงครามหรือ? ตอนเหตุการณ์ 18 กันยายน ปีนั้น จางเสี่ยวลิ่วจื่อยังหลบซ่อนตัวอยู่ในเป่ยผิง โอบกอดผู้หญิง ตอนนั้นผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาแม้แต่ปืนนัดเดียวยังไม่กล้ายิง ทำไมจึงปล่อยให้ทหารญี่ปุ่นบุกเข้าไปทำลายฐานที่มั่นของกองทัพตงเป่ย?!”

ตอนเหตุการณ์กรณี 18 กันยายน จางซงหลิงอายุยังน้อย จึงไม่ทราบต้นสายปลายเหตุของเหตุการณ์อย่างชัดเจน ครั้งนี้ได้ยินนายทหารเหล่าโก่วรื้อบัญชีเก่า อดไม่ได้ที่จะฟังจนปากอ้าตาค้าง ในห้วงความคิดของเขา กองทัพตงเป่ยในปีนั้นต่อให้ไม่เอาไหนเพียงใด ก็ผ่านการสู้รบอย่างทรหด เมื่อกำลังรบอ่อนแอลง จึงถอยเข้ามาที่ฉางเฉิง ไม่เคยคิดเลยว่า กองทัพจีนในตอนนั้น ถึงกับแม้แต่ปืนนัดเดียวยังไม่กล้ายิง!

ทหารสี่แสนคนวางอาวุธยอมจำนน ไร้ซึ่งเกียรติศักดิ์ศรีของลูกผู้ชาย จางเสวียโหย่วในตอนนั้นลุ่มหลงสตรีใด จางซงหลิงไม่ทราบ แต่ว่าเขารู้สึกเกียรติยศทหารของตนเองกำลังถูกย่ำยี แม้ว่าชุดทหารที่อยู่สวมอยู่ เขาเพิ่งสวมใส่ได้ไม่ถึงครึ่งวันก็ตาม

มองดูจางซงหลิงที่ใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นปั้นยากแวบหนึ่ง เหล่าโก่วด่าทอต่อไปว่า “วันที่ยี่สิบเดือนก่อน กองทัพญี่ปุ่นยิงปืนใหญ่โจมตีหว่านผิงอีกครั้ง เหล่าพี่น้องเสี่ยงตายสู้รบกับทหารญี่ปุ่นหนึ่งวันหนึ่งคืน รอคอยผู้บัญชาการอย่างซ่งเจ๋อหยวนแสดงความกล้าหาญ นำทหารตอบโต้กองทัพญี่ปุ่น คาดไม่ถึง วันรุ่งขึ้น สิ่งที่รอคอยคือข่าวคราวการสละหว่านผิง มอบพื้นที่ให้หน่วยรักษาความปลอดภัยในท้องถิ่น วันที่ยี่สิบเจ็ดญี่ปุ่นยกทัพใหญ่บุกโจมตี ซ่งเจ๋อหยวนนอกจากส่งโทรเลขอย่างต่อเนื่อง ก็ไม่ทำการโยกย้ายทหารวางแนวป้องกัน วันที่ยี่สิบแปด ญี่ปุ่นลอบโจมตีหนานหว่าน กระสุนปืนใหญ่ตกใส่ค่ายเสวียปิง ระดับความแม่นยำนั้น คล้ายกับผ่านการซักซ้อมนับครั้งไม่ถ้วน นักเรียนห้าพันคนของค่ายเสวียปิงผู้น่าสงสาร แม้แต่ปืนจริงยังไม่ทันได้แตะต้อง ก็กลายเป็นผีเฝ้าค่ายเสวียปิง! แบบนี้นายยังคิดไปเข้าร่วมกองทัพที่ยี่สิบเก้า? ต่อให้นายเดินทางไปตอนนี้ นอกจากเป็นเป้าซ้อมรบ ยังจะทำอะไรได้อีก?!”

ค่ายเสวียปิงถูกทหารญี่ปุ่นกำจัดสิ้นแล้ว!

ชั่วขณะนั้น ร่างกายคล้ายถูกแช่แข็ง โลหิตในกายของจางซงหลิงราวกับหยุดหมุนเวียนเคลื่อนไหว ค่ายเสวียปิงของกองทัพที่ยี่สิบเก้า กองทัพนักเรียนที่ต่อต้านญี่ปุ่น นั่นเป็นกองกำลังที่เขาเคยใฝ่ฝันจะสมัครเข้าร่วม เป็นสถานที่ที่เถียนชิงอวี่กับหันชิวและพวกลู่หมิงต้องการเดินทางไป นึกไม่ถึงว่า สิ่งที่รอคอยอยู่นั้น กลับเป็นความสิ้นหวังกับความตาย

เขานึกถึงคำด่าทอของเผิงเสวียเหวินที่มีต่อกองทัพที่ยี่สิบเก้า เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับคำพูดของนายทหารเหล่าโก่ว ทำให้เขายากจะปฏิเสธ หากตอนนั้นเขาไม่ถูกซือแหยเฒ่าเว่ยติงรั้งตัวไว้ในสมาคมโลหิตกล้า ตอนนี้ เกรงว่าเขาอาจเป็นดังที่เหล่าโก่วกล่าว กลายเป็นซากศพหนึ่งของกระสุนปืนใหญ่กองทัพญี่ปุ่น ตายแล้วยังไม่ทราบว่าตนเองถูกผู้ใดหักหลัง!

“กองทัพที่ยี่สิบหกของพวกเรา ตอนนี้มีกองพลที่สามสิบ กองทัพที่สามสิบเอ็ด กองพลที่ยี่สิบเจ็ด รวมสามกองพล กำลังต้านการโจมตีของทหารญี่ปุ่นอยู่ที่เหลียงเซียง ส่วนกองทัพที่ยี่สิบเก้าของพวกมัน วันก่อนเพิ่งถอนกำลังออกจากเป่ยผิง ตอนนี้กองบัญชาการก็ตั้งอยู่ในเมืองเป่าติ้งที่อยู่ด้านหลังของพวกเราประมาณแปดสิบกว่าลี้ จะติดตามกองทัพที่ยี่สิบหกของเราเดินหน้าต้านการโจมตี หรือจะติดตามกองทัพที่ยี่สิบเก้าของพวกมันหันหลังถอยลงใต้ นายเลือกเอาเอง ฉันไม่ขัดขวาง!” กล่าวจบ นายทหารเหล่าโก่วไม่สนใจแยแสจางซงหลิงที่ตกตะลึงจนนิ่งอึ้ง ก้าวเดินจากไป

กระทั่งเขาเดินออกไปไกลร้อยกว่าก้าว จางซงหลิงค่อยได้สติกลับคืนมา ไม่คำนึงถึงบาดแผลบนร่างกาย ก็วิ่งไล่ตามไป ปากร้องตะโกนดังลั่นว่า “รอผมด้วย หัวหน้าโก่ว รอผมด้วย หัวหน้า ผมไม่ไปกองทัพที่ยี่สิบเก้าแล้ว ผมขอติดตามกองทัพที่ยี่สิบเจ็ดของพวกคุณ!”

“ไม่ใช่กองทัพที่ยี่สิบเจ็ด เป็นกองทัพที่ยี่สิบหกต่างหาก!” นายทหารเหล่าโก่วเดิมทีก็ไม่คิดทอดทิ้งจางซงหลิงเอาไว้ ได้ยินเสียงตะโกนจากด้านหลัง จึงหันหน้ากลับไป “เดิมทีกองทัพที่ยี่สิบหกของเราถูกตัดกำลังจนเหลือทหารไม่มากแล้ว หากแม้แต่นายยังเรียกผิดชื่ออีก ก็ยิ่งไม่ต้องทำสงครามแล้ว!”

“ครับ หัวหน้า ผมเลอะเลือนแล้ว ผมเลอะเลือนแล้ว!” จางซงหลิงฝืนยิ้ม ท่าทางยอมจำนนแต่โดยดี

“เดิมทีนายก็เป็นคนเลอะเลือน! มีแต่เหล่าจี้ที่

เห็นนายเป็นคนมีฝีมือ!” นายทหารเหล่าโก่วต่อว่าด้วยท่าทางโมโห

“ผมถูกทหารญี่ปุ่นใช้เครื่องยิงระเบิด จนสมองได้รับการกระทบกระเทือนไม่ใช่หรือ?” ขอเพียงยอมให้ตนเองสมัครเป็นทหาร จางซงหลิงไม่สนใจต่อคำต่อว่าของผู้อื่น ยอมคล้อยตามอารมณ์ของอีกฝ่าย ปล่อยให้กล่าวเย้ยหยันตนเองตามสบาย

หนังสือแนะนำ

Special Deal

Subscription Order ย้อนฯ 2 เล่ม 2-12

BERSERK เล่ม 38-39

Pre Order บันทึกปิ่น เล่ม 1