ตอนที่ 4 ผืนธงโบกสะพัด (ต่อหน้า 4)

หวูต้าเจี่ยไม่ตอบคำ เพียงแต่ถือสมุดปกแข็งจ้องมองเขา เลี่ยวเหล่าต้าถูกมองจนใบหน้าคล้ำเขียว บนหน้าผากปรากฏเหงื่อเย็น “นี่เป็นถิ่นของคุณ คุณพูดคำไหนคำนั้น ฉันจะจัดเก็บเดี๋ยวนี้ คุณวางใจเถอะ ฉันไม่มีทางหน้าด้านไม่ยอมไป!”

ทหารบาดเจ็บอีกหลายคนเห็นเลี่ยวเหล่าต้ากำลังจะถูกขับไล่ออกไป ล้วนดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมศีรษะ ไม่ยินดีมองอีก บรรยากาศอันอึดอัดใจเช่นนี้ก็ส่งผลกระทบต่อจางซงหลิง เขาใช้ผ้าห่มพันเอวตนเอง ก้มศีรษะลงมาช่วยเลี่ยวเหล่าต้าจัดเก็บสิ่งของที่อยู่ข้างเตียง

การกระทำที่เปี่ยมด้วยความบริสุทธิ์ใจนี้ ทำให้เลี่ยวเหล่าต้ารู้สึกยังมีหวัง เขารีบฉุดดึงแขนของจางซงหลิง ร้องขอเสียงเบาว่า “จางเซียนเซิง จางเซียนเซิง ท่านเป็นผู้ใหญ่ อย่าถือสาที่เมื่อครู่ฉันมีตาแต่ไร้แวว ตระกูลเลี่ยวของเราก็เหลือฉันซึ่งเป็นผู้ชายเพียงหนึ่งเดียว หากว่าคุณมีคนหนุนหลัง ได้โปรดช่วยฉันสักครั้ง ขอเพียงฉันสามารถมีชีวิตรอดกลับไป วันหน้ายินดี…”

“คนไม่เอาไหน!” ไม่รอให้เขากล่าวจบ หวูต้าเจี่ยพยาบาลร่างใหญ่ด่าทอเสียงดัง ถลึงตากลมโต กวาดสายตามองรอบห้องผู้ป่วย “ล้วนเป็นพวกไม่เอาไหน เพิ่งสู้รบกับคนญี่ปุ่นมาศึกเดียว ก็กลัวจนปอดแหกแล้ว ไม่เอาไหน! ลำพังสารรูปอย่างพวกคุณ ต่อให้กลับไปถึงบ้าน ก็ไม่อาจปกป้องคนในครอบครัว พอทหารญี่ปุ่นถือปืนเคาะประตูบ้าน เรียกร้องให้แม่กับน้องสาวของคุณไปปรนนิบัติ คุณยังรีบแบกคนไปส่งด้วยตนเอง!”

เลี่ยวเหล่าต้าถูกด่าจนไม่กล้าส่งเสียงอีก ก้มหน้าจัดเก็บสิ่งของของตนเองอย่างรวดเร็ว เขาเป็นทหารระดับไผจ่าง ข้างกายเดิมทีก็ไร้สิ่งของมีค่าอะไร จัดเก็บเล็กน้อย ก็ล้วนบรรจุใส่ไว้ในถุงผ้าใบหนึ่ง ใช้เชือกมัดปากถุง จากนั้นเหวี่ยงไว้บนหลังตนเอง ยืดตัวตรงกล่าวเสียงดังว่า “เอาไหนหรือไม่เอาไหน คุณเป็นผู้หญิงจะไปรู้เรื่องอะไร ถึงอย่างไรคุณก็หดหัวอยู่ในกองทัพมาตลอด ไม่ต้องออกศึกด้วยตนเอง พี่น้องทั้งหลาย ฉันไปแล้ว พวกเราวันหน้าค่อยพบกันใหม่!”

กล่าวจบ หันหน้ากลับมา ถลึงตาโตใส่จางซงหลิงแวบหนึ่ง ก้าวเท้าเดินจากไป

“พี่เลี่ยว…” จางซงหลิงอยากบอกว่าไม่ใช่ตนเองไม่ยอมช่วย แต่ไม่ทราบจะช่วยอย่างไร

พยาบาลแซ่หวูก็ถูกเลี่ยวเหล่าต้าด่าทอจนหน้าแดงอยู่บ้าง กระทืบเท้าพลางด่าทอว่า “หากว่าฉันเกิดเป็นผู้ชาย คงแบกปืนไปสู้รบนานแล้ว ยังต้องมาปรนนิบัติคนไม่เอาไหนอย่างพวกคุณอยู่ที่นี่ทุกวันหรือ?! ไม่ได้เรื่อง ล้วนเป็นพวกไม่เอาไหนที่เก่งแต่ปาก รังแกผู้หญิงเก่งนัก พอพบเจอทหารญี่ปุ่นก็วิ่งหนีหัวซุกหัวซุน!”

ด่าทอจบแล้ว ยังรู้สึกไม่หายแค้น ดึงชุดทหารออกมาจากใต้สมุดปกแข็ง ขว้างใส่ศีรษะของจางซงหลิง “เสื้อผ้านี้ให้คุณ ใส่เองให้เรียบร้อย ดูหน้าตาไม่เลว กลับเป็นผู้ชายที่ไม่ได้เรื่อง!”

“ฉันล่วงเกินคุณตรงไหนแล้ว?!” จางซงหลิงถูกด่าจนเริ่มหงุดหงิดอยู่บ้าง ด้านหนึ่งก้มหน้าสวมใส่เสื้อผ้า ด้านหนึ่งพึมพำเสียงเบา พยาบาลหวูคร้านจะแยแสเขา ดวงตาแดงก่ำสาวเท้าเดินออกจากประตู เพื่อนผู้ป่วยที่อยู่ในห้องทั้งหมดก็ล้วนอัดอั้นด้วยเพลิงโทสะ นอนอยู่บนเตียง ลอบสบตากัน

“เจ้าอ้วนคนนั้น!” เป่าลมหายใจออกเล็กน้อย จากนั้นทยอยหันมองไปทางจางซงหลิง “เรียกคุณไง น้องชายแซ่จาง เสี่ยวจางเซียนเซิง! หากว่าคุณมีผู้หนุนหลังอยู่ ก็โปรดยื่นมือให้ความช่วยเหลือ โยกย้ายเหล่าเลี่ยวกลับมาจากแนวหน้า หางานเรียบง่ายให้เขาทำอยู่ด้านหลัง ต่อให้ส่งเขาไปทำครัว ก็ยังดีกว่าปล่อยให้เขาตายที่แนวหน้า บ้านของเขาไร้ที่นาทำกิน แม่กับน้องสาวล้วนอยู่ได้ด้วยเดือนเงินกองทัพของเขา หากว่าเขาตายแล้ว แม่กับน้องสาวก็คงไร้ที่พึ่งพิง!”

“ฉัน ฉันจะพยายามก็แล้วกัน!” จางซงหลิงไม่อาจทนเห็นพวกเขาผิดหวัง ได้แต่ฝืนรับปาก เขาเข้าใจแจ่มแจ้งว่าตนเองไม่ได้มีเบื้องบนอันใด แต่หากบอกตามความจริง คงไม่มีคนรับฟัง จึงทำได้เพียงรับมือต่อเหตุการณ์เฉพาะเช่นนี้ แล้วค่อยว่ากันใหม่

เมื่อได้ยินอีกฝ่ายรับปาก เหล่าทหารบาดเจ็บล้วนตื่นเต้นยินดี ทยอยลุกขึ้นจากเตียง ช่วยกันสวมเสื้อผ้าให้จางซงหลิง “ฉันว่าแล้ว เสี่ยวจางเซียนเซิงต้องเป็นคนมีเมตตา”

“นั่นก็ใช่แล้ว คราวนี้เหล่าเลี่ยวนับว่าหาถูกคนแล้ว!”

“คุณก็ไม่ต้องเปลืองแรงมากนัก คนอย่างเขาเป็นพวกขี้ขลาด โยกย้ายเขาไปเป็นคนเลี้ยงม้าในกองทัพ ก็ถือว่าช่วยเหลือเขาแล้ว”

“ปล่อยให้เขาไปเก็บอุจจาระม้า สูดกลิ่นให้เต็มอิ่ม”

ด้านหนึ่งสนทนาหยอกล้อ ด้านหนึ่งช่วยจางซงหลิงแต่งกายเรียบร้อย สุดท้ายสวมใส่หมวกทหาร เดินมองไปมา “อืม ดูสิ พวกคุณดูสิ เสี่ยวจางเซียนเซิงสวมใส่เสื้อผ้าชุดนี้แล้วหน้าตาเป็นเช่นไร? เมื่อสวมอยู่บนร่างกายพวกเรา จะมีสารรูปเช่นไรกัน?! อีกสักครู่คุณสวมเสื้อผ้าชุดนี้ เดินไปเยี่ยมชมห้องผู้ป่วยหมายเลขหนึ่ง รับรองว่าพยาบาลพวกนั้น แต่ละคนล้วนมองตาไม่กะพริบ!”

“พี่ชายทุกท่าน พี่ชายทุกท่าน ละเว้นฉันเถอะ ขอร้องพวกคุณแล้ว!” จางซงหลิงถูกยกยอจนใบหน้าแดงก่ำ ประสานมือคารวะทุกคนติดต่อกัน

พวกทหารบาดเจ็บพากันหัวเราะ ปากบอกว่ามิกล้า กระจายตัวถอยไป ทิ้งจางซงหลิงไว้คนเดียว สวมเสื้อผ้าทหารชุดใหม่นั่งนิ่งอึ้ง

เมื่อทุกอย่างผ่านพ้นไป ระหว่างกันและกันก็สนิทชิดเชื้อกันขึ้นมา ไม่นาน ภายในห้องผู้ป่วยก็บังเกิดเสียงสนทนาสำเนียงเหนือใต้ พื้นเพของจางซงหลิงเป็นปริศนา รูปร่างหน้าตาก็คล้ายคนมีบุญวาสนา จึงกลายเป็นศูนย์กลางของพวกเขาโดยปริยาย หากเขาไม่ยอมตอบกลับ ผู้อื่นก็ไม่กล้าเค้นถาม และเรื่องราวอื่นใดที่เขาถามถึง ทุกคนก็จะแย่งกันตอบ บอกกล่าวออกมาจนหมดสิ้น!

จากคำบอกเล่าของพวกเขา จางซงหลิงพอจับใจความได้ว่า สถานที่ที่ตนเองพักอยู่นั้น เป็นห้องผู้ป่วยหมายเลขสองของโรงพยาบาลทหารสังกัดกองทัพโดยตรง และเรียกอีกชื่อว่าหน่วยแพทย์หมายเลขสอง นายทหารระดับล่างของกองพลที่ยี่สิบเจ็ด กองพลที่สามสิบและกองพลที่สามสิบเอ็ด ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บนั้น ล้วนถูกนำตัวส่งสถานที่นี้ แต่สำหรับกองพลที่ยี่สิบเจ็ด กองพลที่สามสิบกับกองพลที่สามสิบเอ็ดอยู่ในสังกัดของokpพลท่านใดในกองทัพที่ยี่สิบเก้า จางซงหลิงกลัวเผยฐานะที่แท้จริงของตนเอง จึงไม่กล้าสอบถามละเอียด เพียงแต่รู้สึกว่า คล้ายกับมีอะไรบางอย่างไม่ค่อยปกติ อย่างน้อย กองทัพที่ยี่สิบเก้าในอุดมคติกับกองกำลังที่อยู่ข้างกายนี้ ช่างแตกต่างกันลิบลับ

“กองพลที่สามสิบของพวกเรา ไม่อาจเทียบกับกองพลที่ยี่สิบเจ็ดของพวกคุณ!” ชี้นิ้วไปยังป้ายรหัสตัวเลขบนหน้าอกของจางซงหลิง ทหารบาดเจ็บแซ่จูผู้หนึ่งหัวเราะกล่าวว่า “แม้ว่าล้วนเป็นทหารในสังกัดของเหล่าอิ๋งจ่าง แต่กองพลที่ยี่สิบเจ็ดของพวกคุณ เป็นระบบสามกองพลน้อยหกกรมทหาร ทางด้านพวกเรา มีเพียงสองกองพันบวกกับหนึ่งกรมอิสระ และกรมอิสระยังเป็นกองกำลังที่ซือจ่าง(เชิงอรรถ-*ซือจ่าง ในที่นี้หมายถึงหัวหน้ากองพล)แอบดึงเข้ามา ไม่อยู่ในลำดับที่รัฐบาลจงยางยอมรับ เหล่าเลี่ยวพวกเขาจึงเสียเปรียบในเรื่องนี้ กรมอิสระในกองพลที่สามสิบเอ็ดของพวกเขา อาวุธยุทโธปกรณ์เดิมทีก็ธรรมดา ยังถูกทหารญี่ปุ่นโจมตีโดยคิดว่าเป็นกองกำลังหลัก สู้รบกันหนึ่งวัน ทั้งกรมเหลือรอดมาเพียงร้อยกว่าคน!”

*ซือจ่าง ในที่นี้หมายถึงหัวหน้ากองพล

“คุณอย่าถือสาที่เหล่าเลี่ยวไม่เอาไหน เดิมทีเขาไม่ใช่คนขี้ขลาดตาขาว ทว่าปีก่อนบ้านของพวกเขาเกิดโรคระบาด น้องชายกับน้องสะใภ้ที่สอนหนังสืออยู่ล้วนเคราะห์ร้าย หากเขาไม่คิดหาวิธีที่จะอยู่รอด บ้านของพวกเขาก็ไร้ผู้สืบทอดแล้ว!” ผู้ป่วยแซ่หม่าอีกผู้หนึ่ง อธิบายแทนเลี่ยวเหล่าต้าอย่างระมัดระวัง ราวกับกริ่งเกรงว่าหากคำพูดประโยคใดอธิบายไม่กระจ่าง จางซงหลิงก็จะปฏิเสธให้ความช่วยเหลือ

“อืม ฉันจะพยายามช่วยพูดให้เขา จะพยายาม!” จางซงหลิงพยักหน้าติดต่อกัน จิตใจเริ่มหวาดกลัว หากถูกพวกทหารบาดเจ็บกลุ่มนี้พบว่า ตนเองไร้ซึ่งผู้หนุนหลัง เขาไม่ทราบว่าตนเองจะมีจุดจบเช่นไร แม้ว่าตั้งแต่แรกเริ่ม เขาก็ไม่คิดหลอกลวงผู้ใด

“คนอย่างเหล่าเลี่ยวไม่ได้ไร้มโนธรรม หากคุณช่วยเหลือเขา เขาจะจดจำบุญคุณไปชั่วชีวิต!” ทหารบาดเจ็บแซ่จูยิ้มแย้ม เน้นย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขณะเตรียมตัวบีบให้เสี่ยวจางเซียนเซิงรับปาก หางตากลับชำเลืองเห็นเงาร่างของพยาบาลหวู รีบถอยหลังหลายก้าว เปลี่ยนประเด็นสนทนา “เสื้อผ้าชุดนี้ ยังนับว่าพอดีตัว! คงจัดเตรียมให้ไว้คุณแต่แรกกระมัง ไม่อย่างนั้น หากจัดเตรียมเร่งด่วน คงไม่พอดีขนาดนี้!”

จางซงหลิงก็สังเกตเห็นถึงการแปรเปลี่ยนของบรรยากาศภายในห้อง หันศีรษะไป กล่าวทักทายกับพยาบาลหวูอย่างระมัดระวัง “หวูต้าเจี่ยมาแล้ว? มาหาฉันหรือไม่?”

“ไม่ใช่! คุณเป็นคนที่ทางกรมพิเศษของกองทัพส่งมา ฉันไหนจะกล้าล่วงเกิน!” หวูต้าเจี่ยคล้ายกับเพิ่งร้องไห้มา ดวงตาแดงก่ำ ตอบอย่างไม่ใยดี

เหล่าทหารบาดเจ็บกลับสูดลมเข้าไปเฮือกหนึ่ง สายตาที่มองไปทางจางซงหลิงกลายเป็นนับถือศรัทธา กรมพิเศษของกองทัพ นั่นเป็นสุดยอดกองกำลังของกองทัพ ผู้ที่เคยเข้าร่วมหน่วยทหารนี้ เมื่อออกมาแล้วล้วนสามารถดำรงตำแหน่งเหลียนจ่างเป็นอย่างน้อย

จางซงหลิงถูกจ้องมองจนอึดอัดใจ ครุ่นคิดดูแล้ว เอ่ยปากถามว่า “อย่างนั้นบาดแผลของฉันยังรุนแรงหรือไม่? เมื่อไหร่ฉันจะสามารถออกจากโรงพยาบาล?!”

“ร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรง ต้องให้คุณเป็นคนบอกเอง เมื่อไหร่จะสามารถออกจากโรงพยาบาล ก็ต้องให้คุณเป็นคนตัดสินใจเอง! ฉันไหนเลยจะกล้ายุ่ง!” หวูต้าเจี่ยราวกับกินอะไรผิดสำแดง จงใจแขวะจางซงหลิงโดยเฉพาะ

จางซงหลิงยิ่งฟังยิ่งอึดอัดใจ ขมวดหัวคิ้วแน่น กล่าวเสียงเบาว่า “อย่างนั้นฉันจะออกจากโรงพยาบาลตอนนี้ ได้หรือไม่? ถึงอย่างไรฉันรู้สึกว่า บาดแผลบนร่างกายไม่เป็นอะไรมากแล้ว!”

“คุณว่าอะไร?” คราวนี้ถึงตาหวูต้าเจี่ยตกตะลึงแล้ว ถลึงดวงตาที่แดงก่ำ พินิจพิเคราะห์จางซงหลิงขึ้นๆ ลงๆ “คุณต้องการออกจากโรงพยาบาล ตอนนี้?”

เป็นพยาบาลประจำห้องผู้ป่วยหมายเลขสองมานานหลายปี เป็นครั้งแรกที่พบเจอนายทหารระดับล่างซึ่งหลังจากได้รับบาดเจ็บกลับไม่ยอมฉวยโอกาสหลบอยู่ในโรงพยาบาล หากแต่รีบร้อนที่จะหวนคืนสนามรบอีกครั้ง ทุกคนล้วนทราบว่านายทหารระดับนี้ เมื่อเข้าสู่สนามรบ สามารถเสียชีวิตได้ง่ายๆ

“ฉันอยากออกจากโรงพยาบาล ฉันไม่ชอบนอนอยู่สถานที่นี้!” จางซงหลิงพยักหน้า เน้นย้ำเสียงเบา

“ฉันไม่มีสิทธิ์ยุ่งเรื่องของคุณ!” เมื่อพบว่าจางซงหลิงไม่ได้ล้อเล่น หวูต้าเจี่ยในใจบังเกิดความเคารพนับถือเขา “คุณต้องไปบอกกล่าวกับหลี่อิ๋งจ่างด้วยตนเอง แต่ว่าฉันสามารถบอกต่อคุณด้วยเกียรติของพยาบาล บาดแผลบนร่างกายคุณ นอกจากจุดที่พันผ้าพันแผลหลายแห่งนั้นที่ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิด ที่เหลือล้วนถูกเศษอิฐเศษหิน ต่อให้ไม่ใช้ยา ไม่นานก็สามารถหายเองได้”

“อย่างนั้นฉันขอไปหาหลี่อิ๋งจ่างด้วยตนเอง รบกวนแล้ว พี่สาว อืม หลี่อิ๋งจ่างอยู่ที่ไหน!” เมื่อทราบว่าตนเองไม่ได้รับบาดเจ็บรุนแรง จางซงหลิงก็ยิ่งไม่อยากอยู่ในโรงพยาบาลแม้แต่วินาทีเดียว ร้องขอต่อหวูต้าเจี่ยด้วยท่าทีจริงจัง

“สมเป็นคนของกรมทหารพิเศษ!” พยาบาลหวูกล่าวด้วยความนับถือ “ฉันพาคุณไปพบหลี่อิ๋งจ่าง ให้คุณบอกกับเขาด้วยตนเอง!” จากนั้นหันหลังสาวเท้าเดินไป พอก้าวผ่านธรณีประตู ก็หันศีรษะกลับมา กวาดมองทหารบาดเจ็บที่เหลือแวบหนึ่ง สายตาทอแววท้าทาย

ทหารบาดเจ็บที่เหลือล้วนถูกการกระทำอันกล้าหาญของจางซงหลิงจนใบหน้าร้อนผ่าว แต่ละคนก้มหน้าลงต่ำ ไม่กล้าสบตาหวูต้าเจี่ย รอจนเสียงเท้าของสองคนเดินไปไกลแล้ว ค่อยเงยหน้าขึ้น ถอนใจเสียงเบาว่า “สมเป็นคนของกรมพิเศษ ระหว่างคนกับคน มันเทียบกันไม่ได้จริงๆ!”

“เพ้อเจ้อ กรมพิเศษของผู้อื่นถืออาวุธอะไร แล้วพวกเราถืออาวุธอะไร!” บางคนไม่พึงพอใจ แค่นเสียงแล้วพึมพำ แต่ถึงอย่างไรในใจก็ขี้ขลาดตาขาว เสียงเบาราวกับแมงหวี่ กริ่งเกรงผู้อื่นได้ยิน

“ฉันเห็นด้วย ฉันเห็นด้วย!” ชั่วขณะนั้น ผู้คนราวกับค้นพบเหตุผลที่จะนอนพักอยู่ในโรงพยาบาลต่อไป ทยอยส่งเสียงเบาคล้อยตาม

พิพากษ์วิจารณ์กันพอแล้ว ทุกคนกลับเริ่มกังวลใจ หลี่อิ๋งจ่างที่ไม่ค่อยไว้ใจใครผู้นั้น จะยึดเอาจางเสี่ยวพ่างจื่อเป็นตัวอย่างหรือไม่ บีบบังคับให้ทุกคนออกจากโรงพยาบาลล่วงหน้า รีบกลับคืนสู่สนามรบ หากเป็นเช่นนั้น ทุกคนคงเคราะห์ร้ายแล้ว แนวหน้ากำลังสู้รบกันดุเดือด เมื่อเดินทางไปแล้ว มีความเป็นไปได้ว่า ชีวิตของพวกเขาคงต้องทิ้งไว้ในสนามรบ!

“ล้วนผิดที่เจ้าอ้วนคนนั้น ทำเป็นอวดเก่ง! กรมพิเศษร้ายกาจมากหรือ แน่จริงให้กรมพิเศษไปสู้กับทหารญี่ปุ่นเพียงกรมเดียว!” ทหารบาดเจ็บแซ่จูยิ่งคิดยิ่งกลัว ใช้ชามข้าวเคาะตีพลางสาปแช่ง

“ถูกต้อง ถูกต้อง! หลงคิดว่าตนเองใหญ่โต แวบแรกฉันก็รู้สึกว่าเขาได้ไม่ใสซื่ออย่างที่เห็น!” ทหารบาดเจ็บแซ่หม่าวิ่งไปถึงหน้าต่าง ถ่มน้ำลายใส่เงาหลังของจางซงหลิงที่จวนจะหายลับไปจากสายตา

จางซงหลิงกลับไม่ทราบว่าการที่ตนเองร้องขอออกจากโรงพยาบาล จะส่งผลกระทบต่อเหล่าทหารบาดเจ็บมากเพียงนี้

ในมุมมองของเขา ในเมื่อตนเองบาดเจ็บไม่รุนแรง ก็ไม่จำเป็นต้องฝืนยึดครองเตียงนอนตัวหนึ่งของโรงพยาบาล ทุกวันอึดอัดแทบตายยังไม่พอ ยังต้องถูกหวูต้าเจี่ยต่อว่าต่อขานราวกับทหารหนีศึกทุกวัน

สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ในใจเขาตอนนี้นับว่ากระสับกระส่าย ถูกผู้อื่นยกยอโดยหลงคิดว่าเป็นนายทหารใหญ่ หากแต่ในความเป็นจริง นายทหารใหญ่ตัวจริงที่เขารู้จักนั้นก็คือจี้ถวนจ่างของกรมพิเศษ เขาไม่ทราบแม้กระทั่งชื่อเต็มของผู้อื่น

ไม่นานก็เดินมาถึงห้องผู้อำนวยการ หวูต้าเจี่ยชะเง้อมองผ่านหน้าต่างแวบหนึ่ง จากนั้นผลักประตูเดินเข้าไป “หลี่อิ๋งจ่าง พี่น้องจางของกรมพิเศษมาหาคุณ เขาต้องการออกจากโรงพยาบาลตอนนี้!”

“ออกจากโรงพยาบาล เขาเพิ่งเข้ามาพักรักษาตัวเมื่อคืนไม่ใช่หรือ?” แพทย์หนุ่มที่ถูกเรียกว่าหลี่อิ๋งจ่างมองดูประวัติผู้ป่วยรายหนึ่ง ย้อนถามโดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง

หวูต้าเจี่ยกวักมือบ่งบอกให้จางซงหลิงเข้ามา กล่าวต่อไปว่า “ฉันเตือนเขาหลายครั้งล้วนไม่ยอมฟัง จึงต้องพาเขามาพบคุณแล้ว!”

“ฉันว่าคุณคงเบื่อหน่ายที่ผู้อื่นนำความวุ่นวายมาให้คุณ จึงคิดจะขับไสไล่ส่งผู้อื่นออกไปต่างหาก!” หลี่อิ๋งจ่างสองมือค้ำโต๊ะลุกขึ้นยืน หันใบหน้าอันอ่อนวัยซีดเซียว มองไปทางจางซงหลิง “คุณคิดจะออกไปจริงหรือ? อย่าไปกลัวเธอ เธอขึ้นชื่อในเรื่องปากร้ายแต่ใจดี!”

“ต้าเจี่ยบอกว่าบาดแผลบนร่างกายผมไม่เป็นอะไรมากแล้ว ดังนั้นจึงไม่อยากพักอยู่ในโรงพยาบาลอีก ผมอยากรีบกลับเข้ากองทัพ จี้ถวนจ่างจะได้รีบมอบหมายภารกิจให้!” จางซงหลิงพยักหน้า บอกกล่าวตามความจริง

“อ๋อ!” หลี่อิ๋งจ่างใช้นิ้วมือดันแว่นตาบนสันจมูก พินิจพิเคราะห์จางซงหลิงเสียใหม่ ราวกับเขามีอะไรบางอย่างแตกต่างจากผู้อื่น “ร่างกายของคุณ เมื่อคืนฉันตรวจดูอย่างละเอียด นับว่าจัดอยู่ในสถานะที่จะนอนพักหรือไม่นอนพักก็ได้ แต่เมื่อคุณต้องการจะไป ฉันก็ไม่ขอรั้งคุณ เอาอย่างนี้เถอะ คุณนั่งรอในห้องทำงานฉันสักครู่หนึ่งก่อน ฉันไปจัดหารถคันหนึ่ง ส่งตัวคุณกลับไป!”

“ไม่รบกวนแล้ว ไม่รบกวนแล้ว!” จางซงหลิงรีบโบกมือปฏิเสธ “ผมเดินกลับไปเองก็พอ อากาศปลอดโปร่ง เหมาะที่จะยืดเส้นยืดสายพอดี!”

กล่าวจบ เขากลับฉุกคิดขึ้นมาได้ ตัวเขาเองไม่ทราบสถานที่ประจำการของกรมพิเศษอยู่ที่ไหน? รอยยิ้มบนใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

ดีที่หลี่อิ๋งจ่างเป็นคนมีน้ำใจ ไม่ได้รับปากตามคำขอของจางซงหลิง เพียงแต่นึกเล็กน้อย กล่าวเสียงแผ่วเบาว่า “อย่างนั้นหาคนส่งคนกลับไป ฉันมีของเล็กน้อย ต้องเอากลับไปให้จี้ถวนจ่าง!”

พยาบาลหวูพูดแทรกขึ้นมาอย่างไม่เกรงใจว่า “สิ่งของอะไร ฉันไปช่วยคุณเอากลับมาก็ได้!”

“ไม่ ไม่ต้องฉันรู้ว่าคุณงานเยอะ ฉันจะจัดหาคนอื่นไปแทน!” หลี่อิ๋งจ่างรีบปฏิเสธ ใบหน้าอันซีดเซียว ลอบปรากฏสีแดงระเรื่อ

พยาบาลหวูเข้าใจทันทีว่าเขาต้องการเอาสิ่งของอะไรจากกรมพิเศษ เบิกตากลมโต ต่อว่าต่อขานดังลั่นว่า “คุณทำแบบนี้ไม่เท่ากับรนหาที่ตายหรือ? คุณเป็นหมอรักษา สิ่งของนั้นเมื่อใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานจะส่งผลเสียอย่างไร คุณน่าจะทราบดีกว่าฉัน!”

ต่อหน้าคนนอกถูกพยาบาลผู้หนึ่งสั่งสอนเช่นนี้ หลี่อิ๋งจ่างนับว่าน่าอับอายยิ่ง แต่ว่าไม่ทราบว่าเพราะอะไร เขากลับไม่กล้าบันดาลโทสะกับพยาบาลหวู เพียงแต่เช็ดเหงื่อบนหน้าผาก กล่าวเชิงร้องขอว่า “ครั้งสุดท้าย ฉันขอรับประกัน นี่เป็นครั้งสุดท้ายจริงๆ ไม่เชื่อ คุณคอยสังเกตก็ได้ หากว่าฉันใช้ของรอบนี้หมด ยังไปขอความช่วยเหลือจากเหล่าจี้ คุณ คุณก็ถือปืนยิงฉันให้ตายเถอะ!”

“ฉันกลับไม่อยากไปรายงานตัวที่ฝ่ายวินัยทหาร!” พยาบาลหวูโกรธจนกัดฟันดังกรอดๆ กลับอับจนปัญญากล่าวตำหนิเขาอีก เม้มริมฝีปาก กล่าวเสียงเบาว่า “ฉันส่งเขากลับไป ถือโอกาสช่วยคุณเอายากลับมา จดจำไว้ นี่เป็นครั้งสุดท้าย ครั้งหน้าหากฉันพบเจออีก คุณได้เห็นดีแน่!”

“ฉันรู้ว่าต้าเจี่ยดีต่อฉันที่สุดแล้ว!” หลี่อิ๋งจ่างยิ้มแย้มขึ้นมาราวกับเด็กน้อย ใบหน้าอันขาวซีดค่อยมีสีเลือดขึ้นมา “ฉันจะไปหารถจัดส่งพวกคุณสองคน พลขับหลิวของกองทัพผู้นั้น ยังติดค้างอาหารฉันมื้อหนึ่งมื้อ!”

“ฉันคงไร้วาสนาจะขึ้นพาหนะสี่ล้อคันนั้น!” พยาบาลค้อนขวับใส่เขา ปฏิเสธเสียงดัง “ฉันเดินเท้าไปเอง ถือโอกาสกล่าวทักทายพวกเหล่าจี้ หากครั้งหน้าใครกล้าจัดหาสิ่งของเหล่านั้นมาให้คุณอีก ฉันจะรายงานถึงกองทัพโดยตรง ดูว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าเหล่าอิ๋งจ่าง พวกคุณจะอธิบายต่อท่านอย่างไร!”

“ต้าเจี่ยต้าเจี่ย!” หลี่อิ๋งจ่างกุมมือโค้งคำนับ ขอร้องไม่หยุด “ฉันจะเลิก ฉันจะเลิกขาดตั้งแต่วันนี้ ยังไม่พอใจหรือ คุณห้ามรายงานถึงกองทัพเด็ดขาด หากถูกเหล่าอิ๋งจ่างล่วงรู้ ชีวิตที่เหลือของฉันก็ล้วนจบสิ้นแล้ว!”

“ตายเร็วจะได้เกิดใหม่เร็ว!” หวูต้าเจี่ยทิ้งคำพูดรุนแรงประโยคหนึ่ง หันหน้าไปพลางฉุดแขนเสื้อจางซงหลิง “เลิกมองได้แล้ว มากับฉัน ถือโอกาสขยับแขนขาของคุณไปในตัวด้วย!”

จางซงหลิงอยู่ด้านข้างฟังจนสับสนมึนงง บอกลาหลี่อิ๋งจ่าง ติดตามอยู่ด้านหลังหวูต้าเจี่ยสาวเท้าเดินออกไปข้างนอก

ด้านหนึ่งเดิน ด้านหนึ่งสำรวจสภาพแวดล้อมรอบข้าง โรงพยาบาลทหารแห่งนี้ เห็นได้ชัดว่าเป็นการดัดแปลงมาจากบ้านหลังใหญ่ของเศรษฐี ลานบ้านทั้งหมดแบ่งเป็นสามส่วน รูปแบบโครงสร้างแบ่งแยกชัดเจน ห้องผู้อำนวยการกับห้องผู้ป่วยหมายเลขสองที่เขาพักอยู่ก่อนหน้านี้ ล้วนตั้งอยู่ภายในลานบ้านส่วนกลาง สภาพแวดล้อมค่อนข้างเงียบสงบ บริเวณที่เงียบสงบยิ่งกว่าคือภายในลานบ้านส่วนหลัง ยังสามารถได้ยินเสียงน้ำไหลแผ่วเบา จางซงหลิงคาดเดาว่าผู้ที่พักอาศัยอยู่ภายในน่าจะเป็นนายทหารที่มีระดับสูงยิ่งกว่า นอกจากพักรักษาตัวแล้ว ยังสามารถชมวิวทิวทัศน์ได้อีกด้วย

ส่วนลานบ้านที่อยู่นอกสุด มองจากข้างในก็แลดูหยาบเถื่อนอยู่บ้าง ห้องพักมากล้น ชายคากับชายคาเบียดเสียดหนาแน่น จางซงหลิงคาดเดาว่าสถานที่นั้นน่าจะเป็นห้องผู้ป่วยสำหรับทำการรักษาทหารทั่วไป เตรียมขยับเข้าไปชำเลืองมองว่าที่นั่นกับสถานที่ที่ตนเองนอนพักเมื่อสักครู่ แตกต่างมากเพียงใด สุดท้ายยังไม่ทันเข้าใกล้ ก็ได้ยินมีคนตะโกนร่ำไห้เสียงดังอยู่ลานบ้านส่วนหน้า

“หมอ หมอ รีบช่วยเขาเถอะ ขอร้องคุณแล้ว ช่วยชีวิตเขาด้วย เขาเพิ่งสิบเจ็ด เพิ่งอายุสิบเจ็ดปี!” เสียงร้องไห้แฝงมาด้วยความสิ้นหวัง ดังกระทบโสตประสาทจางซงหลิง

“พยาบาล พยาบาล ให้เลือดเขา รีบให้เลือดเขา!!”

“นี่มันสถานที่อะไรกัน! สถานที่อะไรกัน! เมื่อเช้าตอนส่งคนมา ยังปกติดี พวกคุณเห็นชีวิตผู้อื่นเป็นผักปลา ไม่เห็นค่าของชีวิตผู้อื่น!”

“หมอ อย่าตัดขาฉัน อย่าตัดขาฉัน! ขอร้อง ขอร้อง!”

ภาพเหตุการณ์ที่โหดร้ายและกลิ่นคาวโลหิตเบื้องหน้าทำให้จางซงสะท้านสะเทือนใจ ฝืนระงับความหวาดกลัวในใจ ฝีเท้า ข้ามผ่านประตูสองบาน พยายามไม่หันไปมอง

เพิ่งเดินหนีได้ไม่กี่ก้าว ก็ถูกพยาบาลผู้หนึ่งที่เสื้อคลุมสีขาวถูกโลหิตชโลมจนแดงฉานเดินฝ่าเข้ามา ฉุดดึงหวูต้าเจี่ยเอาไว้ “หัวหน้า หลี่อิ๋งจ่างล่ะ?! หลี่อิ๋งจ่างอยู่ในห้องผู้อำนวยการหรือไม่? เมื่อสักครู่มีการส่งผู้บาดเจ็บสาหัสมาอีกสองคันรถบรรทุก จำต้องเข้ารับการผ่าตัดเร่งด่วน!”

“หลี่อิ๋งจ่างเขา…” นึกถึงใบหน้าอันซีดเซียวของหมอหลี่ หวูต้าเจี่ยก็รู้สึกพูดไม่ออก แต่ว่า เมื่อมองดูชุดคลุมขาวที่เปรอะเปื้อนโลหิตของพยาบาลน้อย เธอค่อยพยักหน้ากล่าวต่อไปว่า “อยู่ เขาอยู่ในห้องผู้อำนวยการ เธอรีบไปตามตัวเขา และจัดเตรียมน้ำชาเข้มๆ ให้เขาหนึ่งป้านหนึ่ง ฉันส่งพี่น้องจางท่านนี้ไปกรมพิเศษ ประเดี๋ยวจะเร่งเดินทางกลับมา!”

“ขอบคุณต้าเจี่ย!” ไม่ทันฟังคำพูดของหวูต้าเจี่ยจบ พยาบาลคนนั้นก็วิ่งไปยังลานบ้านส่วนกลางอย่างว่องไว เนื่องเพราะวิ่งด้วยความเร่งร้อน ขาของเธอจึงสะดุดธรณีประตู ล้มหน้าคว่ำเต็มแรง กลับไม่มัวดูว่าตนเองได้รับบาดเจ็บหรือไม่ ยันกายขึ้นจากพื้น วิ่งซวนเซไปยังห้องผู้อำนวยการ

“ไปกันเถอะ! ไม่ต้องมองแล้ว!” เสียงของหวูต้าเจี่ยแปรเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนอย่างกะทันหัน ราวกับเปลี่ยนเป็นคนละคน กำชับจางซงหลิงว่า “หลังจากกลับไป จำไว้ว่าห้ามพูดจามากความ ไม่ว่าวันนี้คุณพบเห็นอะไร ได้ยินอะไร ล้วนห้ามบอกกล่าวต่อคนข้างนอก!”

“อืม!” จางซงหลิงพยักหน้ารับปาก

เขาหลงคิดว่าการที่พยาบาลหวูกำชับเขาแบบนี้ เป็นเพราะกลัวเขาแพร่งพรายเรื่องราวอันโศกเศร้าน่าเวทนาของในโรงพยาบาลออกไป กระทบต่อขวัญกำลังใจของทหาร คาดไม่ถึงว่า อีกฝ่ายถอนใจยาว ใช้เสียงอันแผ่วเบากล่าวเสริมว่า “หลี่อิ๋งจ่าง หลี่อิ๋งจ่าง ปีก่อนเพิ่งจบการศึกษาแพทย์จากเมืองนอก จากนั้นขอสมัครเข้าร่วมหน่วยแพทย์ของเรา ที่พบเห็นทุกวันนั้นไม่ใช่บาดแผลที่เปรอะเปื้อนคราบโลหิต ก็คือแขนขาขาด…”

จากนั้น เขาก็ค้นพบวิธีที่จะระงับความเจ็บปวดให้กับตนเอง! ไม่ต้องให้พยาบาลหวูอธิบาย จางซงหลิงก็คาดเดาออกแล้ว เมื่อสักครู่สิ่

ของที่หลี่อิ๋งจ่างเป็นตายไม่ยอมบอกชื่อออกมา ตกลงเป็นสิ่งของอะไรกัน ทันใดนั้นศีรษะของจางซงหลิงคล้ายถูกสายฟ้าฟาดใส่

คนผู้นี้เป็นคนดี ไม่ว่าเขาสูบฝิ่นหรือไม่ ล้วนถือเป็นคนดี!

หลังจากได้รับการรับรองจากจางซงหลิงแล้ว หวูต้าเจี่ยก็เลิกสนทนากับเขาอีก ส่วนจางซงหลิงเองเนื่องเพราะภายในระยะเวลาอันสั้นหลังฟื้นตื่นขึ้นมาก็พบเจอกับข่าวคราวมากมายที่ทำให้เขาตื่นตระหนก ทันใดนั้นจิตใจกลายเป็นเหม่อลอยอยู่บ้าง

ทั้งสองคนรักษาระยะห่างประมาณสองก้าว หนึ่งหน้าหนึ่งหลัง เดินออกจากประตูใหญ่ของโรงพยาบาลทหาร เลี้ยวขึ้นไปในถนนเล็ก จากนั้นเดินตามทางไปอีกสามสี่ร้อยเมตร ก็เลี้ยวไปถึงบนถนนใหญ่ที่ค่อนข้างกว้างแห่งหนึ่ง

ผู้คนบนท้องถนนใหญ่มีมากล้น โดยพื้นฐานล้วนสวมใส่ชุดทหาร บ้างขี่ม้า บ้างเดินเท้า แต่ละคนท่าทางเร่งรีบ ที่ไกลออกไปได้ยินเสียงปืนใหญ่ดังขาดๆ หายๆ เป็นการย้ำเตือนผู้คน สงครามห่างจากสถานที่นี้ไม่ไกลนัก

“เอี๊ยด!” เสียงเบรกรถฉับพลันดังขึ้น เขาหันศีรษะไปมองด้วยความตกใจ นายทหารที่ขับรถยนต์กลับไม่สนใจ กระโดดลงจากรถ กล่าวว่า “ต้าเจี่ย! ต้าเจี่ยท่านกำลังจะไปที่ไหนหรือ ให้ฉันส่งท่านไปเถอะ!”

“ระวังหน่อย หากชนโดนคนจะทำอย่างไร?” หวูต้าเจี่ยไม่รับน้ำใจแม้แต่น้อย ถลึงตากลมโตมองคนสวมถุงมือขาว “ฉันกำลังจะส่งพี่น้องของกองพลที่ยี่สิบเจ็ดท่านนี้ไปกรมพิเศษ จวนจะถึงแล้ว ไม่ต้องสิ้นเปลืองน้ำมันของคุณแล้ว กลับไปพบเจอจางซือจ่างของพวกคุณ อย่าลืมฝากทักทายท่านให้ฉันด้วย!”

“ไปกรมพิเศษหรือ!” คนสวมถุงมือขาวคล้ายกับมีท่าทีผิดหวังรุนแรง ตอบกลับเสียงเบา “อีกไม่ไกลจริงๆ ต้าเจี่ย วันหน้าหากท่านต้องการออกไปข้างนอก ก็ส่งคนมาบอก ฉันจะรีบขับรถไปรับทันที!”

“ฉันคงไม่อาจเอื้อม!” คำพูดของหวูต้าเจี่ยปฏิเสธจนห่างเหิน “รถนั้นเป็นของซือจ่างพวกคุณ ฉันเป็นเพียงพยาบาล นั่งรถของท่านซือจ่าง จะไม่อายุสั้นหรือ? รีบกลับไปเถอะ บนถนนขับช้าหน่อย ระวังชนโดนผู้อื่น!”

หนังสือแนะนำ

Special Deal

Subscription Order ย้อนฯ 2 เล่ม 2-12

BERSERK เล่ม 38-39

Pre Order บันทึกปิ่น เล่ม 1