ตอนที่ 4 ผืนธงโบกสะพัด (ต่อหน้า 3)

 “ผมไม่มีญาติในหมู่บ้านเว่ยเจียจวงไม่มีญาติ!” จางซงหลิงส่ายหน้าเบาๆ ในห้วงคำนึงพลันปรากฏรอยยิ้มอันเจ้าเล่ห์ของซือแหยเฒ่าวูบผ่าน ถอนหายใจออกมา กล่าวอย่างโศกเศร้าว่า “เหล่าแหยจื่อหลังค่อมผู้นั้น เป็นปู่ของผม พอผมปิดเทอม จึงเดินทางมาเยี่ยมท่านโดยเฉพาะ! นึกไม่ถึงว่า…”

“เหล่าแหยจื่อเป็นวีรบุรุษ!” จี้ถวนจ่างตบไหล่ของจางซงหลิง เป็นเชิงปลอบโยน “คุณวางใจเถอะ ตอนที่พวกเราออกจากหมู่บ้าน ได้ฝังศพของท่านเรียบร้อยแล้ว ศพเขาฝังอยู่บนเนินเขาหลังหมู่บ้านพร้อมกับพวกพ้องของคุณ ศีรษะของทหารญี่ปุ่นก็ล้วนตัดออกเซ่นอยู่หน้าหลุมศพของพวกเขา”

เขาไม่ได้โกหกจางซงหลิง เหตุการณ์ในวันนั้น เมื่อเขาพบว่าทหารญี่ปุ่นครึ่งกลุ่มย่อย ถูกกำจัดโดยชาวบ้านหกคน จี้ถวนจ่างก็ตัดสินใจแน่วแน่ ต้องฝังร่างของคนเหล่านี้อย่างสมเกียรติ ยุคสมัยนั้น ผู้ที่ยอมอยู่อย่างอดสูและทรยศแผ่นดินมีมากล้น ผู้คนที่ยอมตายอย่างองอาจห้าวหาญกลับมีเพียงหยิบมือ เขาย่อมไม่อาจปล่อยให้ผู้คนที่ตายเยี่ยงวีรบุรุษถูกทิ้งร้างไว้กลางป่าเขา!

“ขอบคุณมากแล้ว!” จางซงหลิงยกมือขยี้ตา ปัดเช็ดน้ำตาที่เอ่อล้นออกมาอย่างรวดเร็ว

“ไม่ต้องเกรงใจ!” จี้ถวนจ่างสั่นศีรษะ แววตาทอแววหวนรำลึก

จางซงหลิงทราบว่าอีกฝ่ายกำลังนึกถึงเรื่องในใจอะไรบางอย่าง จึงไม่กล่าววาจาใดอีก สิ่งเดียวที่เขาห่วงใยในหมู่บ้านเว่ยเจียจวง ก็คือซือแหยเฒ่าเว่ยติง บัดนี้ได้ยินว่าซือแหยเฒ่าถูกฝังไว้เรียบร้อยแล้ว อีกทั้งยังมีศีรษะของคนญี่ปุ่นเซ่นไหว้หน้าหลุมศพ จิตใจค่อยคลายกังวล ร่างกายก็เริ่มอ่อนเพลีย

“นี่ นี่…” นายทหารเหล่าโก่วโน้มหลังลง ใช้มือกระทบใบหน้าของจางซงหลิงเบาๆ

“ปล่อยเขานอนพักเถอะ!” จี้ถวนจ่างกล่าวห้ามปรามเสียงเบา “คุณมองไม่ออกหรือ เมื่อสักครู่เขาฝืนทนมาตลอด?”

เหล่าโก่วหยุดชะงัก จากนั้นหุบยิ้ม เค้นเสียงต่ำสอบถามจี้ถวนจ่างว่า “เมื่อพวกเรากลับไปแล้ว ควรรายงานต่อเบื้องบนอย่างไร?!”

คำถามนี้เชื่อมโยงถึงหลายสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง นับว่ามีความยุ่งยากอยู่บ้าง แต่สำหรับจี้ถวนจ่างที่ใช้ชีวิตอยู่ในค่ายทหารมาสิบกว่าปีแล้ว ยังคงเป็นเรื่องเล็กน้อย ขมวดคิ้วนึกคิดครู่หนึ่ง เขาก็ตัดสินใจได้ “ยามรายงานต่อเบื้องบน บอกว่ามีทหารญี่ปุ่นร้อยกว่าคน พากบฏชาวจีนสองพันกว่าคน หมายอ้อมผ่านเว่ยเจียจวง เข้าสกัดทางหลังของพวกเรา สมาคมโลหิตกล้าไม่ยอมปล่อยให้ทหารญี่ปุ่นกับกบฏชาวจีนอ้อมผ่าน เกิดการสู้รบดุเดือดครึ่งวัน กำลังหลักล้วนพลีชีพเพื่อชาติ! ช่วงจังหวะคับขัน พวกเราเดินทางไปทันเวลาพอดี โจมตีทหารญี่ปุ่นกับกบฏชาวจีนจนแตกพ่าย สรุปยอดหลังการสู้รบ ศัตรูบาดเจ็บล้มตายเจ็ดร้อยกว่าคน บนสนามรบ ค้นพบศพทหารญี่ปุ่นสิบสามคนที่ขนย้ายกลับไปไม่ทัน”

“อืม!” เหล่าโก่วหิ้วหูมนุษย์ที่เปรอะเปื้อนคราบโลหิตพวงหนึ่งออกมาจากข้างกาย ตรวจนับอีกครั้ง “ทหารญี่ปุ่นไม่ถึงคราวจำเป็น ไม่เคยทิ้งซากศพเอาไว้สนามรบ กลับไปพวกเรานำสิ่งของเหล่านี้กลับไปส่งมอบ เพียงพอที่จะยืนยันว่าพวกเราไม่ได้แจ้งผลการรบอันเป็นเท็จ! แต่ว่าเขาล่ะ เขากลับไม่ใช่คนของพวกเรา”

คำพูดประโยคหลัง เห็นได้ชัดว่ากล่าวถึงจางซงหลิงที่นอนหมดสติไปอีกครั้ง จี้ถวนจ่างขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ ตำหนิเสียงเบาว่า “คุณเห็นเขาเป็นคนของเรา เขาก็คือคนของเรา! อีกสักครู่ไปแจ้งต่อพวกปันจ่าง(เชิงอรรถ*ปันจ่าง เป็นตำแหน่งหัวหน้าของระบบกองทัพในช่วงสาธารณรัฐจีน ดูแลทหารในสังกัดประมาณ 10 คน) และไผจ่างบอกให้ทุกคนจดจำคำพูดเมื่อสักครู่ของเราสองคนให้ขึ้นใจ เพื่อป้องกันความผิดพลาด ส่วนคนหนุ่มผู้นี้ ชีวิตของเขาฉันเป็นคนช่วยกลับมา เขาจะแทงข้างหลังฉันหรือ?”

 

“นั่นก็ไม่ผิด!” นายทหารที่ถูกเรียกว่าเหล่าโก่วนึกแล้วพยักหน้าเบาๆ “แต่พวกเราไม่ได้รับคำสั่ง ก็ออกจากค่ายทหารโดยพลการ…”

“พวกเราออกไปรวบรวมเสบียงอาหารไม่ใช่หรือ?” จี้ถวนจ่างขมวดคิ้ว “หากมัวแต่รอให้เบื้องบนส่งเสบียงมา พวกเราเหล่าพี่น้องคงอดตายกันหมดแล้ว พวกเราลากเสบียงแสนกว่าชั่งนี้กลับไป วางไว้ตรงหน้าเหล่าอิ๋งจ่าง เกิดมีปัญหาอะไร เหล่าอิ๋งจ่างก็ต้องหนุนหลังให้พวกเรา มิหนำซ้ำจะว่าไปแล้ว เดิมทีพวกเราก็ตั้งใจไปเอาเสบียงจากเหล่าเซียว!เพียงแต่ถือโอกาสสังหารทหารญี่ปุ่นไปหลายคนเท่านั้น!”

“ถูกต้อง!” เหล่าโก่วกล่าวเสียงราบเรียบ

เช้าวันนี้ เขากับจี้ถวนจ่างสองคนตรวจนับปืนฮั่นหยางที่โละออกจากกองทัพ ทันใดนั้นก็นึกถึงเซียวเอ้อตังเจียของสมาคมโลหิต รู้สึกว่าการค้าของทั้งสองฝ่าย ภายใต้สถานการณ์ในตอนนี้ ยังสมควรดำเนินการต่อไป ถึงอย่างไรปืนฮั่นหยางเมื่อถูกเบื้องบนรับกลับไป สุดท้ายก็ไปจำหน่ายให้กลุ่มพ่อค้าหน้าเลือด เงินทองที่ได้มาถูกผู้เกี่ยวข้องแบ่งตามสัดส่วน ซึ่งไม่ได้นำประโยชน์อะไรมาสู่กองทัพ

แต่หากขายให้สมาคมโลหิตกล้า ราคาแลกเปลี่ยนแม้ไม่อาจสูงเท่าตลาดมืด แต่สิ่งที่ได้กลับมานั้นกลับเป็นเสบียงและเนื้อสัตว์ที่กองทัพต้องการ นับว่ามีประโยชน์อย่างแท้จริง ทุกคนล้วนสามารถมองเห็นและจับต้องได้

แต่การแอบลักลอบแลกเปลี่ยนอาวุธปืน แฝงด้วยความเสี่ยงที่ร้ายแรง นั่นคือหากปืนเหล่านี้ตกอยู่ในมือของกลุ่มคนต้องห้าม ก็นับว่าอันตรายมากแล้ว ยังมี หากถูกกลุ่มคนของฝ่ายตรวจสอบ ตรวจพบเรื่องนี้ ทุกคนยังคงต้องกระเด็นออกจากตำแหน่ง

ดังนั้นจี้ถวนจ่างกับพวกเหล่าโก่วจึงรวมหัวกัน ฉวยโอกาสที่กองกำลังยังไม่ถูกตรวจสอบ นำพากองกำลังในสังกัดตนเองเดินทางไปหมู่บ้านเว่ยเจียจวงเพื่อสืบหาพื้นเพของสมาคมโลหิตกล้า หากสมาคมโลหิตกล้าเป็นดังที่เซียวเอ้อตังเจียกล่าวไว้จริง เป็นกองกำลังชาวบ้านที่ได้รับการรับรองจากทางการ การค้าระหว่างทั้งสองฝ่ายก็สามารถดำเนินการต่อไป หากว่าเซียวเอ้อตังเจียกับสมาคมโลหิตกล้าของเขาเปรอะเปื้อนสีอื่นที่ต้องห้าม เช่นนั้นก็ต้องขออภัยแล้ว ไม่เพียงแต่ปืนฮั่นหยางที่แลกเปลี่ยนกันก่อนหน้านั้นต้องถูกยึดคืน เสบียงและเงินทองทั้งหมดของสมาคม ก็ต้องถูกถือเป็นสินไหมของผู้ชนะ ขนกลับไปยังค่ายทหารพร้อมกับศีรษะของเซียวเอ้อตังเจีย

แต่สิ่งที่ทำให้จี้ถวนจ่างกับเหล่าโก่วนึกคิดไม่ถึงคือ ยามที่พวกเขานำกองกำลังบุกเข้าหมู่บ้าน พบเห็นทหารญี่ปุ่นที่ได้รับบาดเจ็บจำนวนหกคน กำลังใช้มีดปลายปืนทิ่มแทงเศษซากศพของชายชราผู้หนึ่งพอดี ส่วนชายชราผู้นั้น เห็นได้ชัดว่าสิ้นลมก่อนแล้ว ทั้งร่างกายล้วนถูกสะเก็ดระเบิดจนไม่เหลือชิ้นดี

ไม่ต้องสอบถาม จี้ถวนจ่างก็พอคาดเดาเหตุการณ์ได้เจ็ดแปดส่วน รีบสั่งการเหล่าพี่น้อง บุกโจมตีทหารญี่ปุ่น ส่วนทหารญี่ปุ่นหกคนที่ได้รับบาดเจ็บก็บ้าคลั่งเสียสติ ถึงกับไม่คำนึงถึงความแตกต่างด้านกำลังพลทั้งสองฝ่าย เข้าปะทะกับกองทัพสาธารณรัฐจีนอย่างห้าวหาญ จากนั้นถูกเหล่าโก่วนำพาพี่น้องบุกล้อม ใช้ดาบใหญ่ฆ่าฟันทหารญี่ปุ่นจนสิ้นซาก

หลังจากนั้น เหล่าพี่น้องอยู่บริเวณหน้าหมู่บ้าน พบเจอศพทหารญี่ปุ่นทั้งหมดสิบสามคน ซึ่งมีหกคนถูกพวกเหล่าโก่วใช้ดาบใหญ่ฆ่าตาย อีกคนได้รับบาดเจ็บสาหัสอับจนปัญญาหลบหนี ดึงลูกระเบิดมือฆ่าตัวตาย ส่วนที่เหลืออยู่อีกหกศพ ล้วนเสียชีวิตภายใต้เงื้อมมือของชายชรากับพี่น้องที่อยู่ข้างกายเขา และชายชรากับพี่น้องของเขารวมกันแล้ว ก็มีเพียงหกคน ในนั้นยังมีเด็กผู้หนึ่งอายุไม่ถึงสิบห้าปี

สิ่งที่เห็นทำให้จี้ถวนจ่างรู้สึกเคารพนับถือชายชรากับลูกน้องที่ล่วงลับเป็นอย่างยิ่ง จึงไม่ต้องการสืบสาวเรื่องราวที่สมาคมโลหิตกล้าพ่ายศึกโดยไม่ได้สู้รบ ตรงกันข้าม เมื่อคำนึงถึงผลประโยชน์ในระยะยาวของแต่ละฝ่าย เขายังตั้งใจช่วยสมาคมโลหิตกล้าปกปิดความจริง นำเหตุการณ์ต้านศึกของหกคน ขยายเกินจริงเป็นนับพันคน ในขณะเดียวกัน ก็ขยายกำลังพลของศัตรูเพิ่มเป็นร้อยเท่า

นี่คือสติปัญญาในการดำรงอยู่รูปแบบหนึ่งนอกสนามรบ มีเพียงคนอยู่ในกองทัพมานานหลายปีจึงจะเข้าใจ มองดูพี่น้องข้างกายตนเอง และมองดูจางซงหลิงที่อยู่ในสภาวะกึ่งสลบไสลแวบหนึ่ง จี้เส้าอู่ผู้รับใช้กองทัพมายาวนาน ก็อดเผยอยิ้มมิไม่ได้ ลอบครุ่นคิดในใจว่า ‘ฉันจะไม่บอกต่อคุณด้วยตัวเอง แต่ว่าสักวันหนึ่ง คุณจะเข้าใจว่าทำไมฉันต้องทำเช่นนี้!’

 

ในขณะสะลืมสะลือ จางซงหลิงได้ยินเสียงคนสนทนาอยู่ข้างหูตนเอง ประเดี๋ยวเป็นเถียนชิงอวี่กับหันชิว ประเดี๋ยวเป็นลู่หมิงกับหลิ่วจิง อีกประเดี๋ยวเป็นฟางกั๋วเฉียงกับเผิงเสวียเหวิน พวกเขาไม่ถกเถียงถึงปัญหาขึ้นเหนือหรือว่าลงใต้อีก แล้ว ถึงอย่างไรไปถึงที่ไหนก็ล้วนเพื่อสังหารคนญี่ปุ่น

เผิงเวยเวยก็ไม่หลบหน้าเขาอีก แต่กะพริบดวงตาอันสดใส สอนเขาร้องเพลงดอกไม้ในเดือนห้าพร้อมกัน ส่วนซือแหยเฒ่าเว่ยติง ยังคงทำตัวเจ้าเล่ห์ดุจเดิม หลับตาสองข้าง นั่งไขว่ห้างฟังเพลงอยู่บนเก้าอี้นวม ราวกับบทเพลงทั้งหมด ล้วนเป็นคนรุ่นหลังที่ร้องให้ตนเองฟัง…

การนอนหลับครั้งนี้ดำเนินไปยาวมาก ยามจางซงหลิงลืมตาขึ้นอีกครั้ง ท้องฟ้าสว่างจ้า แสงแดดลอดผ่านกระดาษหน้าต่างเข้ามา สาดส่องจนร่างกายเขาอบอุ่น ไม่คิดขยับเคลื่อนไหว

กระดาษติดหน้าต่างชนิดนั้นเรียกว่ากระดาษเฉี่ยวเหนียง ตั้งชื่อโดยอิงจากความขาวสะอาดโปร่งแสงและมีความยืดหยุ่น เคยเป็นสินค้าขายดีของร้านหันหยวนของชำ ภายหลังเพราะการเข้ามาของกระจกญี่ปุ่น ครอบครัวที่มีฐานะล้วนไม่ใช่กระดาษติดหน้าต่างอีกแล้ว ส่วนครอบครัวคนธรรมดาก็ใช้กระดาษเฉี่ยวเหนียงที่มีราคาแพงไม่ไหว จึงค่อยๆ หายไปจากตลาด แต่ยามฤดูร้อน ยังมีชาวบ้านอายุมากจำนวนหนึ่งที่รักษาธรรมเนียมประเพณี ชื่นชอบซื้อกระดาษเฉี่ยวเหนียงกลับบ้าน ติดไว้บนหน้าต่างลายดอกไม้ ทั้งโปร่งแสง และสามารถป้องกันหนอนแมลง ยังมีกลิ่นอายแบบโบราณอยู่หลายส่วน

“ไม่ทราบพ่อกับพี่ใหญ่เป็นเช่นไรแล้ว?” นึกถึงกระดาษเฉี่ยวเหนียง จางซงหลิงก็นึกถึงบ้านที่หลู่เฉิงโดยไม่รู้ตัว ตอนนั้นเขาจากไปด้วยความฮึกเหิม ตอนนี้รำลึกขึ้นมา ค่อยทราบว่าตนเองวู่วามเกินไป ต่อให้ไม่กล้าบอกลาบิดากับพี่ชาย อย่างน้อยก็ต้องเขียนจดหมายให้มากหน่อย อธิบายต่อพวกเขาถึงเป้าหมายการไปเป่ยผิงให้ชัดเจนกว่านั้นจึงจะถูกต้อง ตอนนี้หมดกัน ตนเองจากไปอย่างไร้ข่าวคราว เขตพื้นที่เป่ยผิงก็สู้รบกันวุ่นวาย คนในบ้านไม่ทราบต้องเป็นห่วงเป็นใยเพียงใด!

นึกไปนึกมา เขาก็รู้สึกปวดแสบจมูกอยู่บ้าง ขอบตาเริ่มร้อนผ่าว รีบปรับท่านอนเป็นนอนตะแคง แอบยื่นมือจากในผ้าห่มขึ้นมาเช็ดน้ำตา ดวงตาข้างหนึ่งยังไม่ทันเช็ดแห้ง ก็ได้ยินเสียง “ปัง!” ดังสนั่น ตามมาด้วยเสียงผู้หญิงตะคอกด้วยความดุดันว่า “ตื่นแล้วหรือไม่? ตื่นแล้วก็รีบลุกขึ้นมากินข้าว อย่านอนอยู่บนเตียงแกล้งตาย!”

“ใครแกล้งตายแล้ว?!” จางซงหลิงสูดจมูกอย่างว่องไว ย้อนถามน้ำเสียงไม่พอใจ หันศีรษะกลับมา พบเห็นเงาดำกลุ่มใหญ่พอดี

พยาบาลสาวใหญ่ที่มีไหล่กว้างสามเชียะ วางชามข้าวกระแทกลงบนตู้เหล็กที่ข้างเตียงผู้ป่วย ถลึงตาตะคอกว่า “ไม่แกล้งตายทำไมคุณยังนอนอยู่บนเตียง? ทั้งร่างมีบาดแผลเล็กเพียงสี่แห่ง ยังคิดจะนอนให้ฉันป้อนข้าวคุณหรือ?! ไม่มีทาง!”

ตลอดทั้งร่างมีบาดแผลเล็กเพียงสี่แห่ง? สิ่งที่จางซงหลิงดีใจที่สุดคือการได้ยินข่าวคราวเช่นนี้ สำหรับคำต่อว่าต่อขานของพยาบาลสาวใหญ่ เพียงถือเป็นหูทวนลม ยกผ้าห่มขึ้นเล็กน้อย ก้มศีรษะมองบนร่างกายตนเอง กลับมองเห็นร่างกายตนเองอยู่ครบถ้วนสมบูรณ์และเปลือยกายล่อนจ้อน แม้แต่กางเกงในล้วนไม่ได้สวมใส่

“โอ!” จางซงหลิงใบหน้าแดงก่ำทันที สองมือดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างกายไว้ พยาบาลสาวใหญ่กลับเบ้ปาก ต่อว่าอย่างไม่พึงพอใจว่า “คลุมอะไรกัน คิดว่าฉันไม่เคยเห็นหรือ บาดแผลบนร่างกายคุณ เป็นฉันที่ล้างให้ ที่มองเห็นได้ ก็ล้วนมองเห็นหมดแล้ว!”

“คุณ…” เขาไม่เคยพบเจอผู้หญิงที่กล่าววาจาเช่นนี้มาก่อน จางซงหลิงทั้งอายทั้งโกรธ ใบหน้าแดงก่ำคล้ายกับผลมะเขือเทศ เหล่าเพื่อนคนไข้ที่อยู่ร่วมห้องกลับทุบเตียงนอนหัวเราะดังลั่น “ฮ่าๆ ฮ่าๆๆ ไม่ต้องคลุม ไม่ต้องคลุม หวูต้าเจี่ย (พี่สาวแซ่หวู) เห็นหมดแล้ว มองอีกสองทีก็ไม่เสียหาย!”

“หัวเราะอะไรกัน!” พยาบาลสาวใหญ่หันขวับ ใช้ถาดเหล็กที่รองชามข้าวฟาดใส่หัวเตียงเต็มแรง “หัวเราะไปเถอะ หัวเราะกันไปเถอะ อีกสักครู่ตอนฉีดยา ฉันจะแทงเข้าไปในกางเกง ดูว่าพวกคุณยังหัวเราะออกหรือไม่!”

เสียงหัวเราะเงียบลงฉับพลัน เหล่าทหารบาดเจ็บเกรงกลัวพยาบาลหวู หมอบลงกับเตียง ใช้มุมผ้าห่มปิดปาก แต่ละคนฝืนอดกลั้นอย่างยากลำบาก

“เฮอะ ล้วนแต่ไม่ได้เรื่อง!” หวูต้าเจี่ยผู้เดียวสยบบุรุษนับสิบ กวาดมองรอบข้างหนึ่งรอบ หันหลังเดินจากไปอย่างว่องไว

“ปัง!” ทันใดนั้นเมื่อประตูปิดลง เสียงหัวเราะในห้องผู้ป่วยก็พลันดังขึ้นอีกครา จางซงหลิงโดนหัวเราะเยาะจนคร้านจะตอบโต้ พยุงร่างกายขึ้นนั่ง ใช้ผ้าห่มคลุมท่อนล่าง เปลือยกายรับประทานอาหาร

บอกว่าเป็นอาหารคนไข้ มีสู้บอกว่าเป็นข้าวกับผักกาดขาวที่ปรุงสุกแล้วเท่านั้น กลิ่นเนื้อสัตว์ดมดูพอมี แต่กลับมองไม่เห็น เทียบกับอาหารนายทหารที่เขาเสพสุขอยู่ในสมาคมโลหิตกล้า นับว่าแตกต่างกันไม่น้อย ข้อดีเพียงหนึ่งเดียวคือปริมาณเพียงพอ ข้าวกับผักรวมกันหนักถึงสองชั่ง มิน่าพยาบาลสาวใหญ่จึงไม่ยินดีถือชามข้าวป้อนคนไข้

จางซงหลิงเป็นปัญญาชน ลักษณะการรับประทานอาหารเดิมทีก็ค่อนข้างสุภาพ บวกกับเพิ่งฟื้นจากการสลบไสล จึงเคลื่อนไหวเฉื่อยชา ผู้บาดเจ็บอีกสิบกว่าคนที่อยู่ในห้องเดียวกัน กลับรับประทานกันอย่างมูมมาม กลืนกินจนไม่เหลือซาก หลังจากรับประทานเสร็จสิ้น ก็นอนเอนหลังอยู่บนเตียง

เตียงผู้ป่วยของเขาด้านหนึ่งติดกำแพง อีกด้านหนึ่งติดกับทหารกลางคนผู้หนึ่งอายุประมาณสี่สิบ สีผิวเข้ม ริ้วรอยบนใบหน้าก็ลึกมาก บริเวณที่ยิ่งลึก สีผิวยิ่งเข้ม

ข้าวในชามถูกจัดการจนเกลี้ยงเกลาก่อนแล้ว ทหารเฒ่าใบหน้าน้ำตาลเข้มเบื่อหน่าย คลุมเสื้อตัวหนึ่งนั่งอยู่ที่หัวเตียง แอบมองท่าทางในการรับประทานของจางซงหลิง มองมาครู่หนึ่ง ค่อยพบว่าชายหนุ่มจงใจไม่สนใจเขาที่มองไป เขาจึงแกล้งกระแอมไอ ถามด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า “น้องชายท่านนี้ แซ่อะไรหรือ?”

“แซ่จาง คุณล่ะ?!” จางซงหลิงวางชามข้าว ตอบกลับตามมารยาท

“คุณถามฉันหรือ ฉันแซ่เลี่ยว เป็นลูกชายคนโตในบ้าน คุณก็เรียกฉันว่าเลี่ยวเหล่าต้าเถอะ!” เลี่ยวเหล่าต้าเป็นคนคุยเก่ง ได้ยินจางซงหลิงยอมตอบตนเอง รีบแจ้งชื่อแซ่ของตนเองออกมาทันที

“พี่เลี่ยวต้องการแบ่งข้าวสักเล็กน้อยหรือไม่? ผมรับประทานได้น้อย ที่นี่ก็ให้ข้าวมากเกินไป รับประทานไม่หมด!” จางซงหลิงก็คิดตีสนิทเพื่อสอบถามสถานการณ์ด้านนอก จึงหยิลชามข้าวของตนเอง ถามไถ่ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

“ไม่ล่ะ ไม่ล่ะ ฉันอิ่มแล้ว!” เลี่ยวเหล่าต้ายิ้มแย้มพลางปฏิเสธ มือกลับถือชามข้าวยื่นมาข้างหน้า จางซงหลิงเข้าใจว่าอีกฝ่ายเก้อเขินเกรงใจ ยิ้มน้อยๆ พลางแบ่งข้าวของตนเองไปให้ครึ่งหนึ่ง “ท่านก็ถือว่าช่วยฉันหน่อย ผมรับประทานมากขนาดนี้ไม่ไหวจริงๆ กระเพาะผมเดิมทีก็เล็ก และเพิ่งตื่นนอนอีกต่างหาก!”

“พอแล้ว พอแล้ว!” เลี่ยวเหล่าต้าใช้ช้อนดันชามข้าวของจางซงหลิง หยุดไม่ให้เขาแบ่งข้าวให้ตนเองอีก “คุณก็ต้องฝืนรับประทานเข้าไปบ้าง ไม่อย่างนั้นบาดแผลจะไม่สมานง่าย”

“เมื่อครู่พยาบาลบอกว่า บาดแผลบนร่างผมไม่เป็นอะไรมาก!” จางซงหลิงดึงชามข้าวคืน ก้มหน้าสำรวจร่างกายตนเอง บริเวณอกซ้าย ท้องน้อยและขาพับซ้าย ล้วนพันผ้าพันแผลไว้หลายรอบ แต่เริ่มไม่รู้สึกเจ็บปวดแล้ว บนหลังยังมีอีกหนึ่งแผล คล้ายกับเจ็บเล็กน้อย แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคอะไร อย่างน้อยไม่คล้ายกับก่อนหน้านั้น ขยับตัวเล็กน้อยก็ราวกับโดนมีดทิ่มแท

 

“เธอล้วนปฏิบัติกับทุกคนแบบนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งให้พวกเรารีบไสหัวออกไปจากห้องผู้ป่วย!” เลี่ยวเหล่าต้าด้านหนึ่งรับประทานข้าว ด้านหนึ่งด่าทออย่างขุ่นเคือง “ราวกับโรงพยาบาลแห่งนี้เป็นของบ้านตัวเอง กริ่งเกรงสิ้นเปลืองเงินทองต่อพวกเรา!”

จางซงหลิงหัวเราะ ไม่เอ่ยปากอะไร การบริการของพยาบาลสาวใหญ่นับว่าไม่ประทับใจนัก แต่การดูแลรักษาร่างกายของพวกคนไข้ยังนับว่าดูแลอย่างสุดความสามารถ อย่างน้อย ผ้าพันแผลบนร่างกายตนเองก็พันอย่างละเอียดประณีต ทั้งร่างกายก็เช็ดล้างสะอาดสะอ้าน

นึกถึงช่วงที่ตนเองนอนหมดสติ ถูกพยาบาลสาวใหญ่เช็ดล้างร่างกายจนทั่วราวกับอาบน้ำสุกร จางซงหลิงก็รู้สึกหน้าร้อนผ่าว ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างกาย กล่าวว่า “ผมคิดว่าผมคงไม่เป็นอะไรแล้ว บาดแผลล้วนไม่รู้สึกเจ็บปวด อีกสักครู่เมื่อพยาบาลเข้ามา ผม…”

“คุณว่าอะไร?” เลี่ยวเหล่าต้ากล่าวแทรก หันศีรษะมองดูรอบๆ ว่ามีคนได้ยินคำพูดของจางซงหลิงหรือไม่ เค้นเสียงลงต่ำกล่าวตำหนิว่า “สถานที่นี้ ผู้อื่นคิดจะเข้ามายังเข้ามาไม่ได้! คุณจะรีบร้อนออกไปทำอะไร?! อย่าทำตัวโง่เขลา จำต้องรอให้บาดแผลหายดีแล้วค่อยออกไป ไม่อย่างนั้นหากบาดแผลติดเชื้อแล้ว คุณคงได้นอนรักษาอีกนาน!”

“อ้อ!” จางซงหลิงไม่ค่อยเข้าใจผลลัพธ์ของบาดแผลติดเชื้อ ตอบรับเสียงเบาด้วยท่าทีนิ่งเฉย เลี่ยวเหล่าต้าเห็นอีกฝ่ายคล้ายกับไม่ค่อยใส่ใจต่อคำเตือนของตนเอง ชำเลืองมองเขาแวบหนึ่ง ก้มหน้ารับประทานอาหารต่อไป เมื่อจัดการข้าวครึ่งชามที่จางซงหลิงแบ่งให้หมดเกลี้ยงแล้ว จึงวางชามข้าวลง บิดขี้เกียจอย่างพึงพอใจ “ขอบใจ น้องชายเสี่ยวจาง คุณสังกัดหน่วยไหน? เข้ามาที่นี่ครั้งแรกหรือ?”

“ผมสังกัด…” จางซงหลิงชะงักไป ค่อยนึกขึ้นได้ว่า ก่อนที่จะสลบหมดสติ ตนเองลืมถามชื่อสังกัดของจี้ถวนจ่าง “เมื่อก่อนผมเป็นคนของสมาคมโลหิตกล้า เพิ่งเข้าร่วมกองทัพ ยังไม่ทราบว่าต้องไปรายงานตัวที่ไหน คุณสังกัดหน่วยไหน?!”

“กองกำลังชาวบ้านหรือ!” เลี่ยวเหล่าต้าขมวดคิ้ว ใบหน้าปรากฏแววดูแคลนอยู่บ้าง “ฉันสังกัดกรมอิสระแห่งกองพลที่สามสิบเอ็ด ตำแหน่งฟู่เหลียนจ่างของกองร้อยที่สามกองพันที่สองของกรมอิสระ ยศร้อยโท”

คำพูดในช่วงท้าย เขาเน้นย้ำเสียงดังเป็นพิเศษ หมายให้เพื่อนผู้ป่วยที่เหลือต่างหันหน้ามามอง ผู้ป่วยคนอื่นเพียงยิ้มแย้ม กล่าวหยอกล้อว่า “เหล่าเลี่ยว คุณเลื่อนตำแหน่งให้ตนเองอีกแล้ว? ครั้งนี้กรมอิสระของพวกคุณสู้รบอย่างยากลำบาก คาดว่าเมื่อออกไปแล้ว อย่างน้อยก็ต้องเลื่อนขั้นให้คุณเป็นอิ๋งจ่างกระมัง?”

“ฉัน เดิมทีฉันก็เตรียมเลื่อนขั้นเป็นฟู่เหลียนจ่างอยู่แล้ว?” คำโอ้อวดของเลี่ยวเหล่าต้าถูกเปิดโปง จึงโต้เถียงอย่างไม่ยอมแพ้

คาดว่าคงรู้สึกหมดสนุก หลังจากโต้เถียงกลับไปแล้ว เขาก็ทิ้งตัวลงนอน ดึงผ้าห่มคลุมโปง กลับไม่อาจทนต่ออากาศอันร้อนอบอ้าว ผ่านไปไม่กี่นาที เขาก็มุดศีรษะออกมาจากผ้าห่ม มองจางซงหลิงแวบหนึ่ง กล่าวเสียงเบาว่า “คุณอย่าไปฟังคำของพวกเขา พวกเขาหลายคนไม่ใช่คนดีอะไร คราวนี้หากฉันเลื่อนขั้นเป็นฟู่เหลียนจ่าง จะโยกย้ายคุณไปที่กองร้อยของเรา อย่างน้อย…”

ยังไม่ทันรอให้เขานึกคิดว่าตนเองจะแต่งตั้งตำแหน่งอะไรให้จางซงหลิง ด้านข้างก็มีคนหัวเราะกล่าวว่า “เหล่าเลี่ยว บอกว่าคุณไม่สามารถเลื่อนขั้นเป็นนายทหารใหญ่โต คุณยังไม่ยอม! ดูพี่น้องจางท่านนี้ ผิวพรรณอ่อนนุ่มสะอาดสะอ้าน ใบหูอวบใหญ่ มองดูก็รู้ว่าเป็นลักษณะของผู้มีบุญวาสนา คุณยังคิดจะฉุดดึงผู้อื่นมาเป็นลูกน้องให้คุณ? ลองเปลี่ยนสถานะกัน คุณเป็นลูกน้องให้ผู้อื่นยังไม่เลว!”

เลี่ยวเหล่าต้าถูกกลั่นแกล้งจนเสียหน้า โกรธจนแค่นเสียงออกมา แต่เมื่อมองดูผิวพรรณที่สะอาดสะอ้านของจางซงหลิงอย่างละเอียด จำต้องยอมรับว่า คำกล่าวเตือนของเพื่อนผู้ป่วยมีเหตุผล ทหารชาวบ้านผู้หนึ่ง กลับสามารถเข้ารักษาตัวที่ห้องผู้ป่วยที่ขึ้นตรงต่อกองทัพ และเป็นตำแหน่งดีที่ชิดติดกำแพง สามารถบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่ามีความเป็นมาอยู่บ้าง

นึกถึงเมื่อครู่ที่ตนเองชะล่าใจ อาจล่วงเกินบุคคลใหญ่โตที่เขาตอแยไม่ไหว เลี่ยวเหล่าต้ารู้สึกจิตใจกระสับกระส่าย กระโดดลงจากเตียง ฝืนยิ้มและหยิบมวนบุหรี่ที่หนีบไว้หลังหู ยื่นให้จางซงหลิงด้วยสองมือ “เอ่อ จางเซียนเซิง เชิญสูบบุหรี่ เชิญสูบบุหรี่!”

มวนบุหรี่มองไม่ออกว่าเป็นยี่ห้ออะไร และมองไม่ออกว่าถูกเขาหนีบไว้ที่หลังหูมานานเพียงใด ข้างบนติดคราบน้ำมันดำทึบชั้นหนึ่ง จางซงหลิงเห็นแล้วมีอาการสะอิดสะเอียน รีบใช้มือผลักให้ออกห่าง “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ผมสูบไม่เป็น พี่เลี่ยว ผมเก็บไว้สูบเองเถอะ!”

“สูบไม่เป็นจริงหรือ?!” เลี่ยวเหล่าต้าเก็บบุหรี่กลับคืน คิดส่งเข้าปากตนเอง กลับมีท่าทีอาลัยอาวรณ์ ลังเลครู่หนึ่ง ยังคงหนีบไว้ที่หลังหูอีกครั้ง “คุณเป็นคนมีบุญวาสนา คาดว่าคงไม่มองของชั้นต่ำแบบนี้ เมื่อสักครู่ฉันหูตาฝ้าฟาง มองฐานะของคุณไม่ชัดเจน สิ่งที่ล่วงเกิน หวังอย่าได้ถือสา…”

“พี่เลี่ยวพูดเรื่องอะไร?” จางซงหลิงถูกอีกฝ่ายกล่าวจนมึนงงสับสน ถลึงตาโตเค้นถาม “คุณล่วงเกินผมตรงไหนแล้ว เมื่อสักครู่พวกเรายังสนทนากันปกติดีไม่ใช่หรือ?”

“ใช่ ใช่ ปกติดี ปกติดี!” เลี่ยวเหล่าต้าฟังคำ รีบคล้อยตามทันที “จางเซียนเซิงเป็นคนระดับไหน ไหนจะสนใจเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ เป็นฉันเองที่กังวลมากไป กังวลมากไปแล้ว!!”

“ผมไม่รู้สึกว่าคุณล่วงเกินจริงๆ มิหนำซ้ำผมเป็นเพียง เป็นเพียงคนดูแลบัญชีของกองกำลังชาวบ้าน!” จางซงหลิงไม่อาจทนเห็นท่าทางขวัญผวาของอีกฝ่าย ยิ้มแย้มอธิบายอีกครั้ง

ในที่สุดเลี่ยวเหล่าต้าค่อยรู้สึกโล่งอกขึ้นมาบ้าง เดินกลับมานั่งบนเตียงตนเอง นั่งนิ่งเงียบครู่หนึ่ง ก็ยื่นศีรษะเข้ามาอีก สอบถามว่า “อย่างนั้น จางเซียนเซิงสังกัดนายพลท่านใดหรือ?”

“ไม่มี!” จางซงหลิงส่ายหน้าปฏิเสธ

เลี่ยวเหล่าต้าตะลึงงัน เป็นตายไม่ยอมเชื่อ แต่จางซงหลิงไม่พูด เขาก็ไม่กล้าสืบสาวราวเรื่องถึงที่สุด ถึงอย่างไรด้านหลังผู้นี้มีบุคคลใหญ่โตท่านใดหนุนหลัง ก็ไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวต่อไผจ่างอย่างเขา มิหนำซ้ำตำแหน่งไผจ่างของเขาจะดำรงได้อีกกี่วันยังไม่แน่ ในศึกเมื่อหลายวันก่อน กรมอิสระไม่เพียงไม่สามารถรักษาฐานที่มั่น ยังถูกตีแตกพ่ายโดยสิ้นเชิง กองกำลังที่เหลือจะถูกส่งไปรวมกับพี่น้องหน่วยอื่นหรือไม่นั้น ยังไม่ทราบได้

หากว่าถูกส่งไปรวมกับพี่น้องหน่วยอื่น คิดรักษาตำแหน่งหน้าที่เดิมของตนเองเอาไว้ คงเป็นเรื่องยากทวีคูณ นึกถึงอนาคตของตนเองมืดมนไร้แสงสว่าง เลี่ยวเหล่าต้ายิ่งรู้สึกคับแค้นใจ สุดท้ายฝืนระงับความรู้สึกอัปยศอดสู ถามจางซงหลิงว่า “จางเซียนเซิง ฉันขอหารือกับคุณสักเรื่องหนึ่ง จะได้หรือไม่?!”

น้ำเสียงและรอยยิ้มนั้น แทบจะคล้ายคลึงกับตอนที่ซือแหยเฒ่าร้องขอให้จางซงหลิงเรียกตนเองว่าท่านปู่ จางซงหลิงพอเห็น ก็รู้สึกเจ็บปวดใจ ขณะกำลังจะเอ่ยปาก กลับมองเห็นพยาบาลร่างใหญ่มือถือสมุดปกแข็ง เดินเข้ามาด้วยท่าทีดุดัน “เตียงที่ 312 เลี่ยวเหวินหั่ว เก็บของของคุณให้เรียบร้อย เตรียมตัวออกจากโรงพยาบาล!”

“บาดแผลของฉันยังไม่หายดีเลย!” เลี่ยวเหล่าต้าไม่มัวสมทนากับจางซงหลิงอีก ดีดตัวขึ้นมาราวกับถูกงูฉก เน้นย้ำอาการบาดเจ็บของตนเองเสียงดัง

หนังสือแนะนำ

Special Deal

Subscription Order ย้อนฯ 2 เล่ม 2-12

BERSERK เล่ม 38-39

Pre Order บันทึกปิ่น เล่ม 1