ตอนที่ 4 ผืนธงโบกสะพัด (ต่อหน้า 2)

ปืนพกเมาเซอร์สองกระบอก ปืนฮั่นหยางสามกระบอก กลับยิงออกไปราวกับมีทหารหนึ่งหมู่ จางซงหลิงไม่สนใจว่ายิงได้แม่นยำหรือไม่ ซ้ายขวาสลับกันยิง พวกจ้าวเอ้อจื่อก็ขยับร่างกายไปมา ใช้ปืนฮั่นหยางที่วางเตรียมไว้หลังกองหิน ลั่นไกปืนต่อเนื่อง

เหล่าทหารญี่ปุ่นถูกโจมตีโดยไม่ทันตั้งตัว ทิ้งศพทหารไว้สองศพ วิ่งล้มลุกคลุกคลานหาที่กำบัง ยังมีทหารญี่ปุ่นได้รับบาดเจ็บหนึ่งคน ด้านหนึ่งกลิ้งไปกับพื้น ด้านหนึ่งลั่นไกปืนโต้ตอบอย่างไร้เป้าหมาย ราวกับเพียงมีเช่นนี้ จึงสามารถพิสูจน์ถึงความกล้าหาญของเขา

“ฮ่าๆๆ…” ซือแหยเฒ่าหลังค่อมหัวเราะก้อง จากนั้นร้องบทงิ้วออกมาว่า “ข้าเพียงมีขิมกับเด็กติดตามสองคน ไร้กับดักและไร้ทหารกล้า เจ้าอย่าขลาดเขลาจนหวั่นไหว เข้ามาเถอะ เชิญขึ้นกำแพงเมืองมาฟังข้าบรรเลงขิม…”

ท่ามกลางเสียงปืนวุ่นวาย เพลงงิ้วบทหนึ่งเสียงพลันก้องกังวาน สิบโทนิชิมูระอับอายจนกลายเป็นโกรธแค้น วิ่งไปถึงข้างกายพลยิงปืนกลเบา ผลักทหารออก กราดยิงบนกองหินด้วยตนเอง ทหารญี่ปุ่นที่เหลือก็ทยอยหาตำแหน่งยิง ดึงคันรั้ง สาดกระสุนใส่กลุ่มคนของจางซงหลิง

เพราะการฝึกฝนอย่างเข้มงวด ทำให้เหล่าทหารญี่ปุ่นกอบกู้สถานการณ์กลับมาได้อย่างรวดเร็ว เพิ่งกราดยิงไปสองระลอก กลุ่มคนของจางซงหลิงก็ถูกตอบโต้จนโงหัวไม่ขึ้น ที่น่าแปลกใจคือ ตั้งแต่สิบโทนิชิมูระจนถึงพลทหารชั้นล่าง ทหารญี่ปุ่นทั้งหมด ล้วนจงใจไม่ยิงไปทางซือแหยเฒ่าหลังค่อม หรือพวกมันต้องการให้ตาเฒ่ามองเห็นกับตาตนเอง ว่าทหารจีนในสังกัดถูกนักรบจักรวรรดิญี่ปุ่นอันหาญกล้ากำจัดสิ้นซากอย่างไร หรือพวกมันต้องการสังหารผู้คนในหมู่บ้านทั้งหมดต่อหน้าตาเฒ่า เพื่อให้ตาเฒ่าถึงตายก็ต้องกลายเป็นวิญญาณคับแค้น เสียใจต่อการกระทำของเขาที่เลือกเป็นปรปักษ์กับจักรวรรดิญี่ปุ่น

“ซุทะนิคุง ตาคุณแสดงฝีมือแล้ว!” ยิงอยุ่ครู่หนึ่ง เห็นหลังกองหินไร้ความเคลื่อนไหว นิชิมูระ โคโกโร่หยุดยิงปืนกดดัน ถือปืนกลเบา วิ่งไปข้างหน้าหลายสิบก้าว มาถึงด้านหลังพลทหารผู้หนึ่งที่ชื่อซุทะนิ ผลักไหล่ของอีกฝ่ายเบาๆ

“รับทราบ!” พลทหารซุทะนิ จิโร่ขานรับ ในมือถือปืนไรเฟิลไทป์ 38 วิ่งฝ่าไปข้างหน้า “บุก…”

ชุยถู่เซิงยิงตอบโต้ออกไปอย่างรวดเร็ว กระสุนนัดหนึ่งยิงโดนที่หน้าอกของซุทะนิ จิโร่ผู้น่าสงสาร มันไม่ทันได้สั่งเสียทหารในสังกัด ก็หงายหลังล้มลงกับพื้น หยาดโลหิตท่วมหน้า ไหลลงบนพื้นดินอันอุดมสมบูรณ์ของประเทศจีน

“ยิงปืน กราดยิงเข้าไป!” สิบโทนิชิมูระแทบบ้าคลั่ง ลั่นไกปืนกลเบาอีกครั้ง กราดยิงไปมาบนกองหิน

ตั้งแต่ได้รับคำสั่งให้สืบหาเส้นทางและดำเนินการโจมตีหมู่บ้านต่างๆ ทหารญี่ปุ่นกลุ่มย่อยนี้ ก็เดินทางทะลุทะลวงมาตลอด ระหว่างทางไม่เคยได้รับการต่อต้านแต่อย่างใด ยามนี้ค่อยพบพานศัตรูตัวฉกาจ ยากกลืนกินลงคอเช่นที่ผ่านมา สร้างความโกรธแค้นจนเดือดดาล แต่ละคนราวกับบ้าคลั่งเสียสติ ต่างเล็งไปยังเป้าหมายต้องสงสัยที่หลังกองหิน ลั่นไกปืนต่อเนื่องไม่หยุด

จางซงหลิงกับพวกจ้าวเอ้อจื่อ ก็เสาะหาโอกาสยิงตอบโต้พวกทหารญี่ปุ่น แต่ถึงอย่างไรพวกเขาก็ไม่เคยผ่านการฝึกซ้อมอย่างเป็นทางการมาก่อน กระสุนยากที่จะยิงโดยเป้าหมาย

“ดูฉันให้ดี!” เมื่อมีประสบการณ์จากการสังหารศัตรูเมื่อสักครู่ ชุยถู่เซิงเปี่ยมด้วยความมั่นใจ กลิ้งตัวมาถึงหน้าปืนฮั่นหยางที่เตรียมไว้อีกกระบอกหนึ่ง ลั่นไกยิงออกไป

“เปรี้ยง!” เขายิงใส่สิบโทที่เป็นหัวหน้า กลับไม่สามารถยิงโดนเป้าหมายเฉกเช่นเมื่อสักครู่ ขณะกำลังเตรียมก้มศีรษะเข้าที่กำบัง พลันปรากฏกระสุนนัดหนึ่งพุ่งเข้ามาด้านข้าง พุ่งเจาะลำคอของเขาจนเลือดสาดกระเซ็น

“อ๊าก!” ชุยถู่เซิงวางปืนลง ยกมือกุมบาดแผล มีกระสุนอีกหลายลูกพุ่งเข้ามา ยิงเข้าที่ศีรษะของเขา

โลหิตกับมันสมองกระเซ็นกระจายไปทั่ว สาดเต็มมือเต็มหน้าจ้าวเอ้อจื่อ จ้าวเอ้อจื่อที่ถูกกระตุ้นจนเลือดขึ้นหน้า ผลักซากศพของชุยถู่เซิงออกไป คลานต่ำไปยังหลังกองหินอีกแห่ง คว้าปืนฮั่นหยาง ลั่นไกปืนอย่างบ้าคลั่ง

พลทหารคุวะฮาระโดนยิงที่หัวไหล่ ส่งเสียงร้องพลางล้มลง พลทหารชั้นล่างผู้หนึ่งรีบวิ่งเข้าไป ล้วงผ้าพันแผล ห้ามเลือดให้เขาทันที

ชุยเหล่าปาสบโอกาส ลั่นไกปืนฮั่นหยางออกไป ปลิดชีพพลทหารชั้นล่างในนัดเดียว แต่ก็ทำให้กระสุนปืนกลเบาระลอกหนึ่งกวาดผ่านตามเสียง ยิ่งร่างของเขาและกองก้อนหินที่อยู่เบื้องหน้าแหลกกระจาย

“ปาสู (อาที่แปด)!” เสี่ยวอู่จื่อที่วิ่งกลับมาจากหลังเขาส่งเสียงตะโกนทั้งน้ำตา คว้าปืนฮั่นหยาง ยิงใส่ทหารญี่ปุ่นในท่ายืน ปืนกลเบาของทหารญี่ปุ่นเปลี่ยนทิศทางปืนรวดเร็ว เปลวไฟวูบวาบ ร่างกายของเสี่ยวอู่จื่อกระตุกสองสามครา ปรากฏคราบโลหิตหลายจุด ค่อยๆ ล้มลงกับพื้น

“โจรญี่ปุ่น ฉันขอสู้ตายกับพวกแกแล้ว!” จ้าวเอ้อจื่อดวงตาแดงฉาน ใช้ปืนฮั่นหยางกระบอกแล้วกระบอกเล่า กราดยิงไปยังตำแหน่งปืนกลเบา จางซงหลิงก็ไม่มัวหลบซ่อนตัวอีก ปืนพกสองกระบอกยิงกระหน่ำอยู่หลังกองหิน

สิบโทนิชิมูระถูกยิงเข้าที่ต้นแขน กลิ้งตัวถอยออกจากตำแหน่งปืนกล พลยิงผู้หนึ่งเข้าแทนที่อย่างรวดเร็ว ยิงตอบโต้จนจ้าวเอ้อจื่อตัวลอย โลหิตกระเซ็นกระจาย

ในที่สุดปืนพกเมาเซอร์ของจางซงหลิงสร้างความดีความชอบอีกครั้ง ยิงกระสุนต่อเนื่องสองนัด ล้วนยิงถูกพลยิงปืนกล ส่งอีกฝ่ายไปพบยมบาล

บริเวณที่ไกลจากจุดปะทะ สิบตรีโอตะได้รับคำอนุญาตจากสิบโทนิชิมูระ ดึงสายชนวนของเครื่องยิงลูกระเบิด ลูกระเบิดพุ่งข้ามผ่านระยะร้อยกว่าเมตร ตกกระทบหน้ากองหินที่จางซงหลิงซ่อนตัวอยู่พอดี ตามมาด้วยเสียงระเบิดดังกึกก้อง ควันดำคละคลุ้งปะปนมาด้วยเศษหินและดินโคลน บดบังสายตาของเขา

‘ข้าเพียงมีขิมกับเด็กติดตามสองคน ไร้กับดักและไร้ทหารกล้า เจ้าอย่าขลาดเขลาจนหวั่นไหว เข้ามาเถอะ เชิญขึ้นกำแพงเมืองมาฟังข้าบรรเลงขิม…’

นี่คล้ายเป็นเสียงสุดท้ายที่ได้ยิน ก่อนที่ทุกอย่างจะดำมืดไป

 

 

“ไม่แน่ว่าเธออาจเป็นเด็กที่ถูกเก็บมา แม่เธอไม่เคยบอกหรือว่า เธอเป็นเด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยงหรือเปล่า?” ซือแหยเฒ่าหลังค่อมยื่นศีรษะเข้ามา ถามพลางหัวเราะเยาะหยัน

จางซงหลิงแต่แรกโกรธเคืองจนผลักอกเขา แต่กลับไม่ทราบเพราะเหตุใด ในใจกลับสะท้านไหว แขนที่ยื่นออกไป แปรเปลี่ยนเป็นโอบกอด ‘ซือแหย คุณอย่าตาย คุณจะให้ฉันเรียกว่าอะไรฉันก็จะเรียก’

รอยยิ้มของซือแหยเฒ่าแข็งค้างไปแล้ว ร่างกายคล้ายกับประกอบมาจากขี้เถ้า ปลิวกระจายไปกับสายลมทีละน้อย เริ่มจากที่ขา จากนั้นเป็นท่อนบน ลำคอและศีรษะ ‘ซือแหย ท่านปู่ ท่านปู่…’

จางซงหลิงตะโกนดังลั่น พยายามยื่นมือไขว่คว้า หมายฉุดรั้งชายชราเอาไว้ แต่แขนทั้งสองกลับโอบได้เพียงอากาศ ทั้งร่างกายเจ็บปวดอ่อนล้า

ทันใดนัน้นเขาพลันลืมตาขึ้นด้วยความแตกตื่น

สิ่งที่มองเห็นนั้นเป็นรอยยิ้มของคนแปลกหน้าหลายคน มีมืออวบใหญ่สวมแหวนทองข้างหนึ่งยื่นส่งผ้าเช็ดหน้าให้เขา “ลูกผู้ชายอกสามศอกร้องทำอะไร นี่แม้แต่ลูกผู้ชายอกสามศอก นอนฝันยังร้องไห้ออกมา!”

“พวกคุณเป็นใคร!” จางซงหลิงไม่รับผ้าเช็ดหน้าพลิกตัวด้วยความตื่นตัว ควานหาปืนพกเมาเซอร์ของตนเอง เพิ่งยื่นมือไป กล้ามเนื้อหลังกับหน้าอกประดุจถูกมีดทิ่มแทง เจ็บปวดถึงกระดูก

“อ๊าก…” เขาส่งเสียงร้องดังลั่น ด้านหนึ่งยังคงพยายามควานหาปืนพกเมาเซอร์ ด้านหนึ่งสำรวจมองสภาพแวดล้อมรอบข้าง บริเวณโดยรอบล้วนเป็นถุงกระสอบ ภายในอัดแน่นด้วยเสบียงอาหาร ด้านนอกของถุงกระสอบ คล้ายเป็นรถม้าขนาดใหญ่หนึ่งคัน เดินตามถนนลูกรังสายหนึ่ง

“พวกเราเป็นยมทูตยมบาล ได้รับบัญชาให้มาจับคุณไปลงกระทะ!” ผู้คนที่นั่งอยู่รอบข้างมองเขาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ทั้งไม่ห้ามปราม และไม่ช่วยเหลือ โลหะสีทองรูปสามเหลี่ยมบนบ่าถูกแสงดาวบนท้องฟ้าสะท้อนแสงระยิบระยับ

“พวกคุณเป็นคนจีน?!” อาการตื่นตระหนกของจางซงหลิงค่อยผ่อนคลายลง ไม่คิดหาปืนสู้ตายอีก

“เพ้อเจ้อ!” มืออวบใหญ่ที่สวมแหวนทองดึงผ้าเช็ดหน้ากลับไป หัวเราะพลางด่าทอว่า “หากว่าฉันไม่ใช่คนจีน คุณคงตายไปนานแล้ว ยังมีโอกาสคลำหาปืนต่อหน้าฉันหรือ?!”

จางซงหลิงดึงมือกลับช้าๆ ใช้แขนและศอกค้ำพยุง พยายามยันกายขึ้นมา หมายนั่งตัวตรงและกล่าวคำขอบคุณ ศีรษะเพิ่งห่างจากผ้ากระสอบ เบื้องหน้าก็ปรากฏหมู่ดาวรายระยิบ จำต้องทิ้งตัวลงนอนด้วยความจนใจ

“หากไม่อยากตายก็อย่าเคลื่อนไหว! คุณได้รับบาดเจ็บไม่น้อย!” คนสวมแหวนทองมองเขาแวบหนึ่ง กล่าวด้วยน้ำเสียงไม่ใยดีว่า “ฉันไม่อยากขุดหลุมฝังศพตอนกลางดึก คุณชื่ออะไร? เป็นอะไรกับคนสารเลวเซียวกั๋วเทาคนนั้น?!”

“ฉันชื่อจางซงหลิง ขอบคุณนายทหารที่ช่วยชีวิต! เซียวเอ้อตังเจียเป็นรองหัวหน้าสมาคมโลหิตกล้าของเรา ฉันเป็นคนดูแลบัญชีของสมาคม!” จางซงหลิงครุ่นคิดแล้ว ตอบกลับอย่างระมัดระวัง น้ำเสียงที่อีกฝ่ายเอ่ยถึงเซียวเอ้อตังเจียนับว่าไม่เป็นมิตร ขณะที่ยังไม่เข้าใจถึงบุญคุณความแค้นระหว่างคนผู้นี้กับเซียวเอ้อตังเจีย จางซงหลิงไม่กล้าบอกกล่าวฐานะของตนเองชัดเจนมากนัก

“ที่แท้เป็นคนดูแลบัญชี!” คนสวมแหวนทองยื่นมือขยับหมวกทหาร สีหน้าปรากฏแววผิดหวังอยู่บ้าง “คนสารเลวเซียวกั๋วเทาล่ะ? ตายไปแล้ว หรือว่าถูกคนญี่ปุ่นจับตัวไป!”

“ฉันไม่ทราบ” จางซงหลิงครุ่นคิด ในดวงตาปรากฏความโศกเศร้าระทมทุกข์ ยามที่ซือแหยเฒ่านำพวกเขาหลายคนสู้รบกับคนญี่ปุ่น เงาร่างของเอ้อตังเจียเซียวกั๋วเทาไม่เคยปรากฏตัวตั้งแต่แรกจนจบ คาดว่าหากไม่เพราะถูกคนญี่ปุ่นยิงเสียชีวิตระหว่างทาง ก็คงเห็นสถานการณ์ผิดท่า ตนเองวิ่งหนีไปแล้ว

“คนสารเลว! ตายเสียได้ยิ่งดี ไม่อย่างนั้นวันไหนถูกฉันพบตัว ต้องถลกหนังของมันทั้งเป็น!” คนสวมแหวนทองถ่มเสลดลงจากรถม้า สาปแช่งอย่างดุร้าย “คนที่เหลือของสมาคมโลหิตกล้าล่ะ? มีรองหัวหน้าสมาคม ย่อมต้องมีหัวหน้าสมาคมกระมัง?!”

“ต้าตังเจียแซ่เว่ย นำกองกำลังไปเจรจาที่หมู่บ้านเป้ยเล่อจวง โดนหลุมพรางของอีกฝ่าย ซานตังเจียถูกยิงเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ระหว่างทางถอยกลับ เจอคนญี่ปุ่นซุ่มโจมตีอีก เว่ยต้าตังเจียคล้ายกับเซียวเอ้อตังเจีย ไม่ทราบเป็นตายร้ายดีอย่างไร” จางซงหลิ

ครุ่นคิดครู่หนึ่ง ค่อยๆ นึกถึงเรื่องราวจำนวนหนึ่งที่ได้ยินก่อนที่ตนเองจะสลบหมดสติ “ยังมีซื่อตังเจียแซ่หยาง ได้ยินว่าคนญี่ปุ่นจะบุกมา พาคนปล้นชิงโกดัง วิ่งหนีไปแล้ว!”

“สารเลว!” คนสวมแหวนทองถ่มน้ำลายอีกครั้ง ใบหน้าทอแววเหยียดหยาม “พวกสารเลวที่เก่งแต่อวดดีในถิ่นตนเอง ดีที่ฉันนึกสนุก พาเหล่าพี่น้องเดินทางมาดูสถานการณ์ ไม่อย่างนั้น หากถูกคนญี่ปุ่นสืบเส้นทางสายนี้จนกระจ่าง เหล่าอิ๋งจ่างพวกเขาคงถูกผู้อื่นล้อมโจมตีแล้ว!”

จางซงหลิงส่ายศีรษะ บนหน้ารู้สึกร้อนผ่าวอยู่บ้าง สมาคมโลหิตกล้ามีสมาชิกนับพันคน กลับถูกทหารญี่ปุ่นสิบกว่าคนสยบ เรื่องนี้ไม่ว่าแต่งเติมอย่างไร ก็น่าอับอายยิ่ง คนสวมแหวนทองด่าทอสมาคมโลหิตกล้าเป็นพวกสารเลวที่เก่งแต่อวดดีในถิ่นตนเอง ถือว่าถนอมน้ำใจแล้ว ในมุมมองของเขา คนส่วนใหญ่ของสมาคมโลหิตกล้า นอกจากหลายคนที่สู้รบร่วมกับตนเองและเสียชีวิตที่หน้าหมู่บ้าน ที่เหลือยังย่ำแย่กว่าลูกเต่า อย่างน้อยยามลูกเต่าถูกคนรังแก ยังรู้จักอ้าปากแว้งกัด

“คนที่เหลือล่ะ?! หรือว่าพอได้ยินว่าคนญี่ปุ่นจะบุกมา ก็ล้วนแตกตื่นวิ่งหนีไปแล้ว?!” คนสวมแหวนทองช่างรู้จักถาม ดันทิ่มแทงไปที่จุดอ่อนของจางซงหลิง

“ไม่วิ่งหนีทั้งหมด พวกเรา พวกเรากับคนญี่ปุ่นยังคง ยังคงสู้รบกันไปยกหนึ่ง…” จางซงหลิงไม่กล้าสบตาฝ่ายตรงข้าม ได้แต่ตอบอย่างช้าๆ

“ปืนสองร้อยกว่ากระบอก กำลังพลห้าหกร้อยคน สุดท้ายคนที่ต้านอยู่บริเวณหน้าหมู่บ้าน กลับมีเพียงพวกคุณหกคน ในนั้นยังมีชายชราหนึ่งคน เด็กอีกคนหนึ่งคน!” ในลำคอของคนสวมแหวนทอง คล้ายกับมีเสลดให้ถ่มออกมาไม่จบสิ้น “ก่อนหน้านั้นเซียวเอ้อแหยของพวกคุณกลับไม่ได้บอกกับฉันแบบนี้! เขาบอกกับฉันว่า สมาชิกของสมาคมโลหิตกล้า แต่ละคนล้วนเป็นลูกผู้ชายที่ไม่กลัวตาย เพียงแต่ไร้ปืน หากว่ามีปืนแล้ว ยินดีสู้รบจนเหลือคนสุดท้าย ก็ไม่ปล่อยให้คนญี่ปุ่นข้ามผ่านชิงหลงหลิ่งเป็นอันขาด!”

คำพูดนี้เมื่อเข้าหูจางซงหลิง ยังเจ็บปวดทรมานยิ่งกว่าตบหน้าเขาอีก เขาไม่กล้าแก้ตัว และอับจนปัญญาจะอธิบาย จ้องมองปืนพกของตนเอง ปืนพกสองกระบอกล้วนไม่เสีบหาย ขอเพียงปืนยังอยู่ เขาก็มีโอกาสลบล้างความอัปยศ มีโอกาสทวงคืนจากคนญี่ปุ่นเป็นสิบเท่าร้อยเท่า

“แต่ถึงอย่างไรมีหกคน ยังดีกว่าไม่มีเลยสักคน!” คนสวมแหวนทองด่าพอแล้ว ก็ถอนหายใจ น้ำเสียงแปรเปลี่ยนเป็นอ่อนลง “โดยเฉพาะชายชราผู้นั้น จิตใจหาญกล้าหาญ คนเดียวก็สามารถฉุดดึงทหารญี่ปุ่นสองคนตายตามไปด้วย!”

“เว่ยแหยแหย่ เว่ยแหยแหย่ เขาไม่อยู่แล้ว?!”

แม้ในใจทราบว่านี่เป็นความจริง แต่จางซงหลิงยังหวังว่าคนสวมแหวนทองจะปฏิเสธ ช่วงเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ซือแหยเฒ่าเว่ยติงได้กลายเป็นคนในครอบครัวของเขาโดยไม่รู้ตัว ในความทรงจำของเขา ทุกการเคลื่อนไหวเหล่านั้น ล้วนแฝงด้วยความอบอุ่นและหวังดี

“สู้จนตัวตายไปแล้ว!” คนสวมแหวนทองพยักหน้า สีหน้าไม่ปรากฏแววดูแคลนอีก “เขาใช้ลูกระเบิดมือระเบิดตนเองตายแล้ว ตอนตายยังระเบิดทหารญี่ปุ่นตายไปสองคน ตอนฉันพาคนเร่งเดินทางไป คนญี่ปุ่นกำลังเหยียบย่ำซากศพของเขา…”

“ไอ้พวกโจรญี่ปุ่น!” จางซงหลิงกัดฟันเค้นเสียงต่ำ น้ำเสียงไม่ได้รุนแรง อารมณ์บนใบหน้าก็ไม่เดือดดาล ความแค้นบางอย่าง ไม่จำเป็นต้องขบเคี้ยวเขี้ยวฟัน หากแต่ยิ่งซุกซ่อนลึกในจิตใจ ยามแก้แค้นยิ่งดุดันอำมหิต

การกระทำเช่นนี้กลับทำให้คนสวมแหวนทองบังเกิดมุมมองใหม่ต่อจางซงหลิง ตามการคาดคะเนของคนผู้นี้ อีกฝ่ายหลังจากได้ยินข่าวการตายของชายชราหลังค่อม คุณชายของครอบครัวเศรษฐีที่อ้วนท้วนสมบูรณ์ผู้นี้ สมควรตะโกนโห่ร้อง ต้องการแก้แค้นให้ชายชราถึงจะถูก! อย่างน้อย เขาก็สมควรร่ำไห้เสียใจ ขอให้ตนเองพาเขากลับไปดูศพของชายชรา กลับคาดไม่ถึงว่า ชายหนุ่มเพียงเค้นเสียงต่ำ ยอมรับความจริง ราวกับเคยชินกับความเป็นความตาย

หากว่าเขารู้ว่า ภายในระยะเวลาอันสั้นเพียงสองเดือน จางซงหลิงพบพานอะไรมาบ้าง เขาก็ไม่รู้สึกประหลาดใจแล้ว คนที่ไปกลับด่านประตูผีติดต่อกันสองครั้ง ต่อให้ก่อนหน้านั้นจิตใจอ่อนแอเพียงใด ยามนี้ก็สมควรถูกฝึกฝนจนแข็งแกร่ง จางซงหลิงนอนอยู่บนถุงกระสอบที่กลิ่นหอมของข้าวสาลีฟุ้งกระจาย นึกคิดเรื่องในใจอยู่อึดใจหนึ่ง เขาพยายามเงยศีรษะขึ้น มองดูดวงตาของคนสวมแหวนทองกล่าวว่า “บุญคุณที่ช่วยชีวิต ไม่กล้าตอบแทนด้วยคำพูด! หากภายในสังกัดของจี้ถวนจ่าง ยังขาดแคลนทหาร ฉันยินดีเป็นทหารเพื่อรับใช้ท่าน!”

“เอ๊ะ! คุณรู้ได้อย่างไรว่าฉันแซ่จี้? คุณฟื้นได้สตินานแล้ว?!” คนสวมแหวนทองตื่นตะลึง คิ้วอันดกดำทั้งสองขมวดแน่น

“ฉันเคยได้ยินเซียวเอ้อตังเจียบอกเล่าให้ฟัง มีจี้ถวนจ่างท่านหนึ่งยื่นมือให้ความช่วยเหลือสมาคมโลหิตกล้า!” จางซงหลิงหัวเราะ อธิบายอย่างเรียบง่าย “ฉันเองเป็นคนดูแลห้องบัญชี ถุงกระสอบที่บรรจุเสบียงพวกนี้ แทบจะต้องตรวจนับวันละหนึ่งรอบ”

จากในคำพูดที่อีกฝ่ายต่อว่าต่อขานสมาคมโลหิตกล้า จางซงหลิงก็คาดเดาว่าคนผู้นี้ต้องเกี่ยวข้องกับปืนฮั่นหยางทั้งสองครั้งนั้น และถุงกระสอบที่เขานอนทับอยู่ในขณะนี้ ก็คล้ายกับสิ่งที่สมาคมโลหิตกล้าเก็บไว้ในโกดังลานบ้านส่วนหลังของศาลเจ้าโบราณ จากนั้นเชื่อมโยงไปยังสิ่งของที่สมาคมโลหิตใช้แลกกับปืนฮั่นหยางทั้งสองระลอก คำตอบก็ปรากฏขึ้น

ฟังคำกล่าวของจางซงหลิง ทันใดนั้นสีหน้าของจี้ถวนจ่างแปรเปลี่ยนเป็นกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ชำเลืองมองซ้ายขวาครู่หนึ่ง ค่อยหันศีรษะกลับมา อธิบายช้าๆ ว่า “ตอนที่ฉันพาพี่น้องเร่งเดินทางไปถึงหมู่บ้านเว่ยเจียจวง ภายในหมู่บ้านปราศจากคนจีนแล้ว ทหารญี่ปุ่นหลายคนนั้นโกรธแค้นที่เหล่าแหยจื่อหลังค่อมก่อนตายยังฉุดดึงพวกเขาตายไปด้วย กำลังใช้มีดปลายปืนทิ่มแทงลงบนร่างกายของเหล่าแหยจื่อ พวกพี่น้องบุกเข้าไปก่อน ใช้ดาบใหญ่ปลิดชีพพวกมัน แก้แค้นให้เหล่าแหยจื่อ จากนั้นก็ช่วยเหลือคุณออกมาจากใต้ซากกองหิน!”

จ้องมองดวงตาอันใสแวววาวของจางซงหลิง เขาหัวเราะแล้วกล่าวเสริมว่า “ฉันเห็นคุณยังมีลมหายใจ เดิมคิดตามหาในพื้นที่ ฝากคุณไว้กับพวกเขา สุดท้ายค้นทั่วทั้งหมู่บ้าน กลับไม่พบเจอแม้แต่คนเดียว! ทว่าในลานบ้านส่วนหลังของศาลเจ้าโบราณ พวกเราค้นพบเสบียงเหล่านี้ ฉันคิดว่า ถึงอย่างไรต่อให้ฉันไม่เอาเสบียงไปด้วย วันหน้าก็ต้องตกอยู่ในมือคนญี่ปุ่น จึงถือโอกาสใช้รถม้าหลายคันกับสัตว์สิบกว่าตัวที่ถูกทิ้งไว้ในหมู่บ้าน ขนเสบียงกลับมาทั้งหมด จริงสิ ยังมีกระสุนปืนพวกนั้น แม้แต่หีบไม้ยังไร้ร่องรอยการงัดแงะ โอ!”

“โอ!” จางซงหลิงก็ถอนใจตาม พยายามยกศีรษะตนเองให้สูงอีกเล็กน้อย มองลอดออกไปด้านหลัง จากช่องว่าง เพียงเห็นข้างนอกยังมีรถใหญ่สิบกว่าคันตามอยู่ด้านหลัง บ้างก็ถูกเทียมม้า บ้างก็ถูกคนใช้เชือกลาก เดินหน้าอย่างวุ่นวายอึกทึก บนรถแต่ละคันล้วนตั้งวางถุงกระสอบกับหีบไม้อย่างเป็นระเบียบ รอบตัวรถล้วนมีทหารจำนวนมากถือปืนเฝ้าระวัง พบเจอรถคันไหนความเร็วลดลง หรือว่าล้อรถติดก้อนหิน ก็มีนายทหารพาคนจำนวนหนึ่งวิ่งเข้าไป ช่วยกันเข็นรถบรรทุกสิ่งของ

เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว รถใหญ่ที่จางซงหลิงโดยสารอยู่คันนี้ กลับเป็นคันที่บรรทุกสิ่งของน้อยที่สุด บนรถเพียงบรรทุกถุงกระสอบครึ่งหนึ่ง ม้าที่ลากรถ ก็เทียมม้าถึงสามตัว ส่วนหลายคนที่นั่งบนรถม้า บนบ่าไม่ติดดาวทองก็ติดเส้นขีด เห็นได้ชัดว่าฐานะแตกต่างจากผู้อื่น

จางซงหลิงแม้ไม่เข้าใจความหมายแฝงของดาวทองกับเส้นขีดที่ติดอยู่บนบ่าพวกนั้น แต่ก็สามารถคาดเดาได้ว่ารถที่ตนเองโดยสารนั้นเป็นรถขอ

 

นายทหารระดับสูงโดยเฉพาะ รีบยันร่างขึ้นมา กล่าวขอบคุณเสียงดังว่า “รบกวน รบกวนพวกท่านแล้ว อีกสักครู่ อีกสักครู่ฉันจะลงไปเดินด้วยตนเอง!”

“นอนให้ดีเถอะ! คุณได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้กับคนญี่ปุ่น มีสิทธิ์นั่งรถคันนี้!” จี้ถวนจ่างยื่นมืออันอวบใหญ่ ฝืนกดให้จางซงหลิงนอนลง “ไม่ต้องเกรงใจ ชั่วชีวิตของฉัน นับถือคนที่มีความกล้าหาญ ศพของทหารญี่ปุ่นฉันตรวจสอบหมดแล้ว พวกคุณหกคน จัดการพวกมันไปหกคนครึ่ง หากว่ากองทัพจีนของเราล้วนสามารถรบได้แบบนี้ คงขับไล่กองทัพญี่ปุ่นกลับบ้านไปนานแล้ว!”

พอเอ่ยถึงผลการรบของเพื่อนร่วมอาชีพทหาร ใบหน้าของจี้ถวนจ่างยิ่งปรากฏแววละอายใจ ถอนใจแล้วกล่าวต่อ “คุณอยากเป็นทหารติดตามฉัน ฉันยินดีเสมอ แต่ว่าเราคงต้องเปิดใจสนทนากันให้ชัดเจน การใช้ชีวิตในกองทัพนั้น ขึ้นชื่อในเรื่องของความยากลำบาก! ถึงเวลา คุณอย่าเสียใจทีหลัง!”

“ฉันไม่กลัว เดิมทีฉันก็ตั้งใจไปสมัครเป็นทหาร!” จางซงหลิงหัวเราะ ไม่รู้สึกหวาดหวั่นต่อคำกล่าวเตือนของจี้ถวนจ่าง

จี้ถวนจ่างไม่ล่วงรู้ถึงเรื่องราวที่ผ่านมาของจางซงหลิง ดังนั้นจึงไม่รู้สึกอะไร ยังหลงคิดว่าเป็นเพราะคนวัยหนุ่มปากแข็งเลือดร้อน ส่ายศีรษะกล่าวยิ้มๆ ว่า “ยามไม่พบเจอความลำบาก ใครล้วนพูดเช่นนี้ เมื่อพบเจอความลำบากที่แท้จริง แต่ละคนล้วนร่ำไห้ร้องหาบิดามารดา แต่ว่าคุณเคยผ่านสมรภูมิรบมาแล้ว น่าจะแตกต่างจากพวกเขา!”

กล่าวจบ เขาหันศีรษะไปทางด้านซ้ายของจางซงหลิง สั่งเสียงดังว่า “เหล่าโก่ว (สุนัขเฒ่า) หนุ่มอ้วนผู้นี้ก็มอบให้คุณแล้ว คุณพึมพำมาตลอดว่าต้องการให้ฉันหาคนที่เขียนได้คำนวณเป็นมาช่วยงานคุณไม่ใช่หรือ?”

“อืม!” นายทหารผู้หนึ่งที่บนบ่าติดโลหะสามเหลี่ยมสามเม็ด ใต้โลหะยังมีเส้นขีดสีทองหนึ่งแถบ ยกมือทำความเคารพพลางเปล่งเสียงตอบรับ

“อีกสักครู่เมื่อถึงที่ประจำการ คุณพาเขาไปที่หน่วยแพทย์ทหารก่อน ตามหมอหลี่มาตรวจร่างกายให้ละเอียด อย่าปล่อยให้บาดแผลเรื้อรัง” จี้ถวนจ่างกำชับอย่างละเอียด

“ทราบแล้ว ท่านวางใจเถอะ! เขาต้องไม่ตายอย่างแน่นอน!” นายทหารที่ถูกเรียกว่าเหล่าโก่วรู้สึกรำคาญอยู่บ้าง จึงตอบกลับอย่างไร้มารยาท

จี้ถวนจ่างก็ไม่โกรธเคือง ยิ้มแย้มพลางหันมาmk’จางซงหลิง “ในครอบครัวยังมีญาติพี่น้องเหลืออยู่หรือไม่? ต้องการทิ้งจดหมายไว้ให้พวกเขาหรือเปล่า กองทัพห่างจากที่นี่ไม่ไกลนัก ต่อให้ต้องเคลื่อนย้ายฐานทัพ ก็ยังมีเวลาอีกหลายวัน คุณเขียนจดหมายเรียบร้อยแล้ว ฉันสั่งคนช่วยส่งไปถึงหมู่บ้านเว่ยเจียจวง คาดว่าถึงเวลานั้น พวกเขาก็น่าจะย้อนกลับมาจากในป่าเขาแล้ว”

หนังสือแนะนำ

Special Deal

Subscription Order ย้อนฯ 2 เล่ม 2-12

BERSERK เล่ม 38-39

Pre Order บันทึกปิ่น เล่ม 1