ตอนที่ 4 ผืนธงโบกสะพัด

จางซงหลิงไม่กล้าหันหน้ากลับไป เขากลัวว่าพอตนเองหันหน้ากลับไป ก็จะละทิ้งเจตนารมณ์ของตนเอง ผู้คนที่อยู่ด้านหลังไม่คู่ควรให้เขาไปตายเพื่อพวกมัน แต่หากตัวเขาเองก็หันหน้าเข้าร่วมกับกลุ่มคนลี้ภัย เขาก็ต้องกลายเป็นคนเฉกเช่นพวกมัน จากนี้ไปใช้ชีวิตอย่างอดสูอยู่ในโลกที่ไร้แสงตะวัน อยู่อย่างไร้ศักดิ์ศรี และตายอย่างไร้ศักดิ์ศรี

ดังนั้น เขาตัดสินใจเดินสวนกระแสคนอย่างมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว เดินไปยังสถานที่ที่มีกลุ่มควันลอยขึ้น ต่อให้ในใจทราบดีว่าลำพังตนเองเพียงคนเดียว ไม่อาจต้านทานทหารญี่ปุ่น ต่อให้ในใจทราบดีว่าตนเองกระทำเช่นนี้ เท่ากับเอาชีวิตไปทิ้งเปล่า ไร้ความหมายเช่นธุลีดิน

แต่ชีวิตของคนเรา ย่อมต้องมีหนึ่งหรือสองเรื่องที่สมควรปกป้องรักษาด้วยชีวิต ไม่อย่างนั้น เขาอยู่ต่อไปยังมีความหมายอะไร?!

จางซงหลิงทราบว่าเหล่าสหายจากชมรมเสี่ยฮวา กำลังมองดูเขาอยู่ด้านหลังเมฆบนท้องฟ้า เขาไม่กล้าทำให้ดวงวิญญาณอันหาญกล้าเหล่านั้นอับอายขายหน้า ดังนั้น ต่อให้ต้องตาย เขาก็ต้องล้มลงโดยหันหน้าเข้าหากระสุนปืน อย่างน้อยวันหน้ายามพบเจอเถียนพ่างจื่อสองคู่รัก เขาสามารถกล่าวต่อทั้งสองคนอย่างภาคภูมิว่า ‘พี่เถียน พี่หันชิว เป็นอย่างไร ฉันถือว่าตายอย่างสมศักดิ์ศรีแล้วกระมัง?!’

บนถนนที่ทะลุไปยังประตูตะวันออกของหมู่บ้าน ทุกแห่งหนล้วนเป็นกำลังพลของสมาคมโลหิตกล้าที่หนีกลับมา มองเห็นจางซงหลิงก้าวเดินมาทางตนเอง ชายฉกรรจ์เหล่านั้นเดิมคิดหลบหนี แต่เมื่อพบเห็นรองหัวหน้าจางเชิดหน้าเดินผ่านเบื้องหน้าตนเอง พริบตานั้น พวกมันก็รู้สึกละอายใจจนแทบแทรกแผ่นดินหนี

ทว่าลูกเมียของพวกมันล้วนอยู่ในหมู่บ้านเว่ยเจียจวง ไม่คล้ายจางซงหลิงที่ตัวคนเดียว! ดังนั้นอับอายส่วนอับอาย พวกมันกลับไม่กล้าตามไปเสี่ยงอันตรายกับจางซงหลิง บ้างก็ขยับปืนฮั่นหยางในมือ ใช้สายตามองส่งจางซงหลิง บางก็ถือโอกาสทิ้งปืนฮั่นหยางที่มีกระสุนปืนเต็มซองไว้ข้างทาง เพื่อลดเภทภัยที่อาจนำมาสู่ตนเองในวันหน้า

สำหรับทหารชาวบ้านที่หนีเอาชีวิตรอดพวกนี้ จางซงหลิงไม่ทำการขัดขวางแต่อย่างใด หากให้เขาถือปืนพกเมาเซอร์จี้ทหารชาวบ้านเหล่านี้ไปสู้รบกับคนญี่ปุ่น เกรงว่ากองกำลังกลุ่มนี้คงได้แต่ตายเปล่า ชายฉกรรจ์ขี้ขลาดกลุ่มหนึ่งที่แม้แต่มองจำนวนข้าศึกยังไม่ชัดเจน ก็วิ่งหนีแตกกระจาย ใช้ปืนบังคับแล้วจะมีประโยชน์อะไร?! อย่างมากเป็นการเพิ่มผลการรบแก่ฝ่ายศัตรู และได้รับคำชมจอมปลอมเท่านั้น

เดินไปเรื่อยๆ ทันใดนั้นมีคนดึงแขนของเขา จางซงหลิงชะงักเล็กน้อย หันหน้าไปอย่างรวดเร็ว กลับมองเห็นดวงตาแดงก่ำของจ้าวเอ้อจื่อ “ฉันขอไปกับคุณด้วย!” จ้าวเอ้อจื่อที่ปัดเช็ดคราบน้ำตาเรียบร้อยกล่าวเสียงดังว่า “สมาคมโลหิตกล้าของเรา ไม่มีทางรับประทานหมูอบวุ้นเส้นของผู้อื่นโดยเปล่าประโยชน์!”

“เช่นนั้นก็ไปด้วยกัน!” จางซงหลิงพยักหน้า บนหน้าเผยรอยยิ้มปลาบปลื้มใจ ในที่สุดเขาไม่โดดเดี่ยวเดียวดายแล้ว แม้ว่าความสามารถของทั้งสองคน จะเล็กน้อยกระไรปานนั้นก็ตาม

มีคนแรก ก็ต้องมีคนที่สอง ไม่นาน ก็มีกำลังพลของสมาคมโลหิตไล่ตามขึ้นมาอีกสองคน คนหนึ่งชื่อชุยถู่เซิง อีกคนชื่อชุยเหล่าปา บนบ่าของแต่ละคนล้วนแบกปืนฮั่นหยางมาสี่ห้ากระบอก ใบหน้าแม้ซีดเผือด แต่ก็ยังแย้มยิ้ม “รองหัวหน้าจางอย่ารีบเดินเร็วนัก พาพวกเราสองคนไปด้วย ถึงอย่างไรในครอบครัวพวกเรายังมีพี่ชายน้องชาย ไม่ขาดแคลนแรงงาน!”

พวกมันทราบว่าตนเองเดินทางไปครั้งนี้ ต้องตายอย่างแน่นอน ดังนั้นในน้ำเสียงของพวกเขา มีอาการสั่นเทาชัดเจน จางซงหลิงกลับไม่ดูแคลนพวกเขา ยื่นมือซ้ายออกไปรับปืนฮั่นหยางสองกระบอกจากอีกฝ่าย “ดี! ไปด้วยกัน ให้โจรญี่ปุ่นได้รับรู้ถึงความร้ายกาจของพวกเรา!”

คนสี่คน ปืนสิบกว่ากระบอก เพียงพอที่จะทำให้พวกญี่ปุ่นได้รับบทเรียนอยู่บ้าง เพียงแต่ตั้งรับที่จุดไหนจึงกุมความได้เปรียบมากที่สุด? จำต้องใช้เวลาครุ่นคิดครู่หนึ่ง ทางที่ดีเป็นสถานที่ที่ค่อนข้างคับแคบ ให้ศัตรูอยู่ที่แจ้งเราอยู่ที่ลับ มีแต่ต้องใช้กลวิธีนี้สร้างความปั่นป่วนให้คนญี่ปุ่น

จ้าวเอ้อจื่อคุ้นเคยต่อภูมิประเทศรอบหมู่บ้าน เห็นสายตาของจางซงหลิงมองไปรอบๆ ล่วงรู้ว่าเขากำลังค้นหาอะไร นึกคิดแล้วเสนอว่า “โรงสีข้าวที่อยู่ทางตะวันออกของหมู่บ้านมีกองหินหลายกอง เป็นซิ่วไฉแหยแหยสั่งคนไปกองไว้ที่นั่นโดยเฉพาะ ทหารญี่ปุ่นเดินทางเข้ามาจากทางตะวันออก จุดนั้นเป็นเส้นทางที่พวกมันต้องเดินผ่าน”

พอเขากล่าวจบ จางซงหลิงนึกคิดขึ้นมาทันที โรงโม่แป้งที่อยู่ทางตะวันออกของหมู่บ้าน ใกล้กับถนนใหญ่เข้าหมู่บ้าน เมื่อก่อนเดินผ่านที่นั่นทุกวัน จางซงหลิงมักรู้สึกว่าเศษหินหลายกองในละแวกนั้นแลดูขัดหูขัดตา ตอนนี้แลดูแล้ว ซือแหยเฒ่าเว่ยติงคงเตรียมพร้อมที่จะสู้กับทหารญี่ปุ่นให้ถึงที่สุดแต่แรก

“อย่างนั้นพวกเราไปที่โรงสีข้าว!” เขาพยักหน้า แสดงความชื่นชมต่อข้อเสนอของจ้าวเอ้อจื่อ

แม้ว่าคุณสมบัติกับหน้าที่รับผิดชอบของจ้าวเอ้อจื่อในสมาคมโลหิตกล้าล้วนมากกว่าจางซงหลิงหลายเท่า แต่ยังคงรู้สึกดีใจที่ข้อเสนอของตนเองได้รับความเห็นชอบจากอีกฝ่าย หัวเราะแล้วกล่าวต่อไปว่า “อีกสักครู่คุณคอยบัญชาการอยู่ในโรงสีข้าว พวกเราสามเป็นลูกน้องให้คุณ คุณว่ายิงทางไหน พวกเราสามคนก็ยิงทางนั้น!”

“อันนี้…” จางซงหลิงเดิมคิดปฏิเสธ คำพูดยังไม่ทันกล่าวออกมา ก็ได้ยินชุยถู่เซิงตะโกนด้วยเสียงแหบแห้งว่า “คนญี่ปุ่นมาแล้ว! ไม่ ไม่ใช่คนญี่ปุ่น เป็นซิ่วไฉกง เป็นซิ่วไฉกง!”

ผู้ที่คู่ควรถูกคนหมู่บ้านชุยเจียจวงยกย่องเป็นซิ่วไฉกง มีแต่ซือแหยเฒ่าหลังค่อม จางซงหลิงตื่นเต้นยินดี ไม่มัวถกเถียงกับจ้าวเอ้อจื่อเรื่องผู้บัญชาการอีก รีบถือปืนพกวิ่งออกไปต้อนรับ “ซือแหย ซือแหย รีบมาทางนี้ รีบมาทางนี้ พวกเราอยู่ตรงนี้…”

“มองเห็นแล้ว มองเห็นแล้ว!” ซือแหยเฒ่าหลังค่อมเอาแขนข้างหนึ่งพาดบนไหล่ของเสี่ยวอู่ ใบหน้าเปรอะเปื้อนดินโคลนกับคราบโลหิต “หยางเหล่าซื่อล่ะ เขาอยู่ที่ไหน?!”

จางซงหลิงลังเลใจเล็กน้อย ไม่ทราบควรอธิบายเรื่องที่หยางต้าซุ่นพาคนไปปล้นโกดังแล้วหนีไปต่อชายชราอย่างไร ระยะใกล้เช่นนี้ เขาสามารถมองเห็นชัดเจน บาดแผลบนร่างกายซือแหยเฒ่าสาหัสสาการ ขากางเกงข้างหนึ่งเปียกโชกด้วยโลหิต ผ้าพันแผลที่พันอยู่บนศีรษะ ยังมีโลหิตไหลซึมอย่างต่อเนื่อง

ซือแหยเฒ่าฉลาดล้ำลึกเพียงใด เพียงมองสีหน้าจางซงหลิง ก็คาดเดาได้ว่าในหมู่บ้านอาจมีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกินขึ้น โบกมือด้วยแขนอีกข้างหนึ่งกล่าวยิ้มๆ อย่างใจกว้างว่า “ช่างเถอะ ปล่อยเขาไปเถอะ คนเราต่างอุดมการณ์ ใครก็ฝืนบังคับใครไม่ได้ เธอพากำลังพลออกมาเท่าไร? กระสุนล่ะ พกพามาเพียงพอหรือไม่?”

นี่ก็เป็นคำถามที่อับจนปัญญาจะตอบกลับเช่นกัน จางซงหลิง จ้าวเอ้อจื่อ ชุยถู่เซิง ชุยเหล่าปาสี่คน มองดูชายชราด้วยท่าทางนิ่งอึ้ง ฝืนยิ้มด้วยความละอายใจ

“ช่างเถอะ สมาคมโลหิตกล้าของเรา อย่างน้อยยังมีลูกผู้ชายหลงเหลืออยู่หลายคน!” ซือแหยเฒ่าหลังค่อมขยับแขน ทำใจยอมรับสภาพ “สี่คนก็ไม่ถือว่าน้อยแล้ว บวกกับตาเฒ่าฉัน สามารถรวมตัวเป็นห้าทหารเสือ(เชิงอรรถ-*ห้าทหารเสือ หรือห้าขุนพลพยัคฆ์ หมายถึงขุนศึกแห่งจ๊กก๊ก ได้แก่ กวนอู เตียวหุย ม้าเฉียว จูล่งและฮองตง)!”

*ห้าทหารเสือ หรือห้าขุนพลพยัคฆ์ หมายถึงขุนศึกแห่งจ๊กก๊ก ได้แก่ กวนอู เตียวหุย ม้าเฉียว จูล่งและฮองตง

“ยังมีฉัน รวมเป็นหกคน!” ชุยเสี่ยวอู่เงยหน้าขึ้นจากใต้รักแร้ของซือแหยเฒ่า ส่

เสียงคัดค้าน

“หกคน เช่นนั้นพวกคุณห้าคนเป็นห้าทหารเสือ ฉันเป็นจูกัดเหลียง!” ซือแหยเฒ่าหัวเราะ ขยับร่างกายอ้อมผ่านกองเศษหิน นั่งลงบนโม่หินที่ถูกทิ้งร้าง “วันนี้พวกเราก็อยู่ตรงนี้ แสดงงิ้วเรื่อง ‘ติ้งจวินซาน’ (เชิงอรรถ-*ติ้งจวินซาน หรือ เขาเตงกุนสันเป็นภูเขาที่ตั้งอยู่ในเมืองฮันต๋งมณฑลส่านซีประเทศจีน เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่เกี่ยวเนื่องกับสามก๊ก เนื่องจากคราวที่จ๊กก๊กของเล่าปี่บุกเข้าตีเมืองฮันต๋งของวุยก๊กที่ดูแลโดยแฮหัวเอี๋ยน โดยทั้งสองฝ่ายได้ทำสงครามกันที่ภูเขาแห่งนี้และเป็นฝ่ายจ๊กก๊กที่ได้ชัยชนะ ฮองตงยอดขุนพลเสือเฒ่า หนึ่งในห้าทหารเสือของเล่าปี่รบจนได้ชัยและได้ตัดหัวแฮหัวเอี๋ยนมามอบให้กับเล่าปี่ ในเวลาต่อมากองทัพจ๊กก๊กค่อยบุกเข้ายึดเมืองฮันต๋งได้สำเร็จ เล่าปี่ก็ได้สถาปนาตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์ที่เมืองนี้ในที่สุด สุดท้ายเขาเตงกุนสันนี้ก็เป็นที่ฝังศพของจูกัดเหลียง (ขงเบ้ง) อีกด้วย) ให้คนญี่ปุ่นรับชม!”

*ติ้งจวินซาน หรือ เขาเตงกุนสันเป็นภูเขาที่ตั้งอยู่ในเมืองฮันต๋งมณฑลส่านซีประเทศจีน เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่เกี่ยวเนื่องกับสามก๊ก เนื่องจากคราวที่จ๊กก๊กของเล่าปี่บุกเข้าตีเมืองฮันต๋งของวุยก๊กที่ดูแลโดยแฮหัวเอี๋ยน โดยทั้งสองฝ่ายได้ทำสงครามกันที่ภูเขาแห่งนี้และเป็นฝ่ายจ๊กก๊กที่ได้ชัยชนะเนื่องจากฮองตงยอดขุนพลเสือเฒ่าและหนึ่งในห้าทหารเสือของเล่าปี่ได้ฆ่าและตัดหัวมามอบให้กับเล่าปี่และในเวลาต่อมากองทัพจ๊กก๊กได้บุกเข้ายึดเมืองฮันต๋งได้สำเร็จและเล่าปี่ก็ได้สถาปนาตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์ที่เมืองนี้ในที่สุด สุดท้ายเขาเตงกุนสันนี้ก็เป็นที่ฝังศพของจูกัดเหลียง (ขงเบ้ง)อีกด้วย

“ท่านเชิญรับสั่งมา บุกน้ำลุยไฟไม่พรั่น พวกเราพร้อมรับคำบัญชา!”จางซงหลิงกำลังกังวลว่าตนเองไม่สามารถบัญชาการ เห็นชายชรากล่าวอย่างห้าวหาญ จึงตอบกลับโดยเลียนแบบสำเนียงการร้องงิ้ว

“ดี!” ซือแหยเฒ่าหัวเราะเสียงดังก้อง “ทหาร ลั่นกลองศึก!”

“น้อมรับคำสั่ง!” ขณะนี้ทุกคนต่างทิ้งเรื่องเป็นตายไปแล้ว กุมมือสู้ไปด้วยกัน

ซือแหยเฒ่าตบจานโม่หิน นับว่ามีมาดของนักแสดงอยู่บ้าง “เสี่ยวอู่จื่อ ไปยังหอเตือนภัยที่หลังเขา จุดไฟให้ลุกโหมขึ้นมา!”

“น้อมรับคำสั่ง!” เพื่อให้ชายชราจากไปอย่างเบิกบานใจ เสี่ยวอู่ลากเสียงยาวตอบรับ เมื่อรับคำสั่งแล้ว กลับไม่รีบไปจุดไฟหอเตือนภัยทันที แต่ปั้นหน้ายิ้มแย้ม กล่าวเตือนเสียงเบาว่า “ซือแหย เว่ยแหยแหย่ ต่อให้จุดไฟแล้ว ก็ไร้ประโยชน์กระมัง?! คนในหมู่บ้านเราล้วนวิ่งหนีไปแล้ว ยิ่งไม่ต้องคาดหวังหมู่บ้านอื่นๆ!”

“สั่งแกไปจุดแกก็ไป ไม่อย่างนั้น ลงโทษตามวินัยทหาร!” ซือแหยเฒ่าหลังค่อมถลึงตาโต ท่าทางขุ่นเคือง “คิดว่าตาเฒ่าไม่ทราบว่าไร้กำลังเสริมหรือ? เราจุดไฟเพราะต้องการส่งสัญญาณให้หมู่บ้านในละแวกนี้ทราบว่า คนญี่ปุ่นมาแล้ว ให้พวกเขารีบหาทางหลบหนี!”

“ครับ!” เมื่อเข้าใจเจตนารมณ์ของชายชราแล้ว เสี่ยวอู่จื่อประสานมือให้ด้วยความนับถือเลื่อมใส เร่งฝีเท้าวิ่งไปหอส่งสัญญาณที่หลังเขา

มองดูเงาหลังของเด็กหนุ่ม ซือแหยเฒ่าถอนใจเบาๆ “เด็กคนนี้ หากว่าเฉลียวฉลาด ก็รู้ว่าไม่ต้องกลับมาแล้ว!”

ซือแหยเฒ่าส่ายหน้าด้วยความจนใจ จากนั้นเขาหันมองยังผู้คนที่เหลือ “เอ้อจื่อ ถู่เซิง พวกคุณสองคน นำปืนทั้งหมดมาพาดไว้หลังกองหิน ประเดี๋ยวคนญี่ปุ่นมาถึง พวกมันจะได้ไม่ทราบพวกเรามีกำลังพลเท่าใด!”

“อืม!” จ้าวเอ้อจื่อกับชุยถู่เซิงสองคนรับปาก วิ่งเหยาะไปจัดวางอาวุธปืน ชั่วครู่หนึ่ง ปืนฮั่นหยางสิบกว่ากระบอกยื่นออกมาจากด้านหลังของก้อนหินใหญ่บนกองหิน ปากกระบอกปืนเล็งไปที่ถนนใหญ่หน้าหมู่บ้าน หากมองโดยผิวเผิน ย่อมหลงคิดว่าภายในที่แห่งนี้ได้จัดวางแผนการรับมือไว้ก่อนแล้ว รอเพียงคนญี่ปุ่นวิ่งเข้ามาติดกับ

“อันนี้ ฉันขอมอบให้เธอ!” ซือแหยเฒ่าล้วงปืนพกนำเข้าของตนเองออกจากในอกเสื้อ รวมทั้งซองกระสุนสองซอง ส่งให้จางซงหลิง “เทียบกับกระบอกในมือเธอ มันยิงไกลกว่า และไม่ขัดลำกล้องโดยง่าย”

“แล้วคุณล่ะ?!” จางซงหลิงไม่ยื่นมือไปรับ กลับย้อนถามเสียงเบา

“เหลวไหล ตาเฒ่าย่อมต้องนั่งคุมเชิงอยู่ในค่ายทหาร! เธอเคยพบเห็นจูกัดเหลียงออกสู้รบด้วยตนเองหรือ!” ซือแหยเฒ่าหัวเราะ ยัดปืนพกใส่มือจางซงหลิง “เมื่อสักครู่ฉันลองแล้ว ฉันยิงไม่แม่น ดังนั้นจึงไม่อยากสิ้นเปลืองกระสุนแล้ว เธอถือมันเอาไว้ ยังสามารถยิงทหารญี่ปุ่นได้อีกหลายคน!”

ด้วยอาการบาดเจ็บของชายชราในตอนนี้ ก็นับว่าไม่เหมาะแก่การยิงปืนสังหารข้าศึกจริงๆ จางซงหลิงพยักหน้ารับ นำปืนพกมาเหน็บไว้ที่เอว จากนั้นยื่นมือสอดเข้าใต้รักแร้ของชายชรา “ฉันจะส่งคุณเข้าไปในโรงสีข้าว ที่นั่นถือเป็นค่ายทหารของเรา!”

“ตาเฒ่าไม่ไปไหนทั้งนั้น!” ซือแหยเฒ่าออกแรงทิ้งน้ำหนักที่สองเท้า ดุจลูกตุ้มพันชั่งนั่งนิ่งบนจานโม่หิน “ตาเฒ่าจะอยู่ตรงนี้มองดูพวกเราเข่นฆ่าทหารญี่ปุ่น ปลุกระดมขวัญกำลังใจให้พวกเธอ! เมื่อพวกเธอหลายคนจากไปแล้ว ตาเฒ่าก็จะ…” เขาแสยะยิ้มพลางเปิดเสื้อคลุมสีดำ เผยลูกระเบิดมือที่เอว สายชนวนระเบิดยาวสามนิ้วโผล่อยู่ข้างนอก ขาวแวววาวสะดุดตา

“ซือแหย!” จางซงหลิงรู้สึกมีไอร้อนกลุ่มหนึ่ง พุ่งจากทรวงอก ถอยห่างครึ่งก้าว โค้งคำนับชายชราจากใจจริง

“ขอปรึกษาเรื่องหนึ่งได้หรือไม่” ทันใดนั้นชายชราพลันกล่าวด้วยสีเคร่งขรึม

“เชิญคุณกล่าวมา!” จางซงหลิงสูดลมหายใจตอบกลับเสียงเบา

“เรียกฉันท่านปู่สักครั้งหนึ่ง!” ซือแหยเฒ่ากล่าวอย่างรวดเร็ว จากนั้นหันศีรษะ ไม่กล้ามองปฏิกิริยาของจางซงหลิง

“ท่านปู่!” จางซงหลิงประสานมือ

โค้งคำนับให้ชายชรา ขานเรียกคำนี้ออกมาจากใจ

“ประเสริฐ!” ชายชรายื่นมือไปลูบท้ายทอยจางซงหลิง บนใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอย เปี่ยมด้วยความสุขล้น

จากนั้น เขาหุบยิ้ม พยายามยืดอกหลังตรง “เหล่าทหาร กองทัพข้าศึกบุกมาแล้ว ตั้งค่ายรับศึก!”

“น้อมรับคำสั่ง!” พวกจางซงหลิงลากเสียงยาว ขานรับพร้อมกัน ปัดเช็ดคราบน้ำตา รีบซ่อนตัวอยู่หลังกองหิน

ทุกคนเพิ่งซ่อนตัวอยู่หลังกองหินเรียบร้อย มีทหารญี่ปุ่นกลุ่มหนึ่ง เริ่มเดินเท้าเข้ามาจากถนนนอกหมู่บ้าน จำนวนคนทั้งหมดสิบกว่าคน ปืนกลหนึ่งกระบอก

ทหารเพียงสิบกว่าคนนี้ กลับสามารถเข่นฆ่า ‘กลุ่มสมาคมกองกำลังชาวบ้านโลหิตกล้า ต่อต้านญี่ปุ่น ปกป้องชาติบ้านเมือง’ ที่มีโครงสร้างนับพันคนจนแตกพ่ายกระจัดกระจาย ไม่ทราบว่าเป็นเพราะพวกเขาแข็งแกร่งร้ายกาจ หรือว่าสมาคมโลหิตกล้าอ่อนแอไร้น้ำยา

เมื่อทราบจำนวนคนของข้าศึกชัดเจน พวกจ้าวเอ้อจื่อแต่ละคนอับอายคนใบหน้าเขียวคล้ำ แม้แต่ซือแหยเฒ่าที่เดิมทีมีสีหน้าเยือกเย็น ยามนี้กลับลอบสะท้อนใจ

ทหารญี่ปุ่นกลุ่มน้อยที่เดินเข้ามาตามถนนหมู่บ้าน ค่อยพบเห็นซือแหยเฒ่าหลังค่อมที่นั่งอยู่บนจานโม่หินที่หน้าหมู่บ้าน อดไม่ได้ที่จะชะงักไป พวกเขาจดจำชายชราหลังค่อมนี้ได้ บนเส้นทางภูเขาจากเป้ยเล่อจวงถึงเว่ยเจียจวงประมาณสี่สิบลี้ ชายชราผู้นี้เป็นหนึ่งเดียวที่นำพากองกำลังต่อต้านพวกตน และหลบหนีออกไปได้

มันหลบหนีมาถึงที่นี่ ทั้งยังไม่กลัวความตาย กล้าเผชิญหน้ากับกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นโดยตรง ในที่สุดพวกมันก็พบเจอคู่ต่อสู้ที่กล้ายิงปืนแล้ว ตลอดทางที่ผ่านศัตรูอ่อนแอจนน่าเบื่อหน่าย

แต่ว่าสีหน้าท่าทางอันนิ่งสงบของชายชรา กลับทำให้ทหารญี่ปุ่นบังเกิดความสงสัย ต่อให้เป็นนักรบหาญกล้าของจักรวรรดิญี่ปุ่น ก่อนกรีดท้องฆ่าตัวตาย ยังไม่อาจมีสีหน้าเยือกเย็นเช่นนี้

“หรือว่าเขามีกำลังเสริมหนุนหลัง?” สิบโทนิชิมูระ โคโกโร่ผู้นำทหารญี่ปุ่นกลุ่มนี้ขมวดคิ้ว หยุดขบวนอยู่ห่างจากปากหมู่บ้านสามร้อยเมตร กวักมือเรียกล่ามชั่วคราวที่นำทางให้พวกเขา ใช้ภาษาญี่ปุ่นถามว่า “จินเซียนเซิง นี่มันเกิดอะไรขึ้น? ชายชราที่อยู่ตรงนั้นทำอะไร”

ความเชี่ยวชาญในภาษาญี่ปุ่นของโจรขายชาติแซ่จินมีจำกัด เพียงสามารถรับรู้ความหมายโดยสังเขปจากนิชิมูระ โคโกโร่ มันพยักหน้าระรัว ตอบอย่างประจบประแจงว่า “เขา...เขาชื่อเว่ยติง เป็นบัณฑิตซิ่วไฉของราชวงศ์ก่อน ตามคำบอกเล่าของคนหมู่บ้านเป้ยเล่อจวง คนผู้นี้มีชื่อเสียงในละแวกนี้ ท่านย่อมทราบ ประเทศจีนของเรา มีปัญญาชนมากมาย นิสัยล้วนค่อนข้างแปลกประหลาด บางทีต่อให้ต้องตาย ก็ต้องทำท่าอาจหาญไร้ความกลัว”

“เป็นคนมีความรู้หรือ มิน่า!” สำหรับภาษาญี่ปุ่นอันอ่อนด้อยของโจรขายชาติแซ่จิน นิชิมูระ โคโกโร่ก็ฟังอย่างมึนงง แต่ว่าระดับยศของเขาในกองทัพต่ำต้อยเกินไป ไม่มีสิทธิ์ที่จะคัดเลือกคนที่เหมาะสมกว่านี้มานำทางให้ตนเอง ดังนั้นเพียงได้แต่ใช้คนประเภทนี้แก้ขัดไปก่อน “จักรวรรดิญี่ปุ่นของเรา ผู้คนที่มีความรู้ นิสัยก็แปลกประหลาดเช่นกัน แต่จักรวรรดิญี่ปุ่นของเรา ให้ความเคารพต่อผู้มีความรู้ คุณไปบอกกับเขา ให้เขาพาคนในหมู่บ้านมายอมจำนน ฉันจะจัดหาแพทย์ทหารรักษาอาการบาดเจ็บให้เขา และไม่…”

ราวกับกำลังต่อต้านกับสิ่งเย้ายวนอันใหญ่หลวง นิชิมูระ โคโกโร่กลืนน้ำลายลงคอ กล่าวเสริมว่า “และไม่คุกคามคนในหมู่บ้านของพวกเขาเป็นอันขาด สิ่งที่พวกเขาล่วงเกินต่อกองทัพญี่ปุ่นในก่อนหน้านี้ ก็สามารถลบล้างไปได้!”

“ครับ! ครับ!” ล่ามแซ่จินพยักหน้าติดต่อกัน ซาบซึ้งใจจนน้ำมูกไหลหยดย้อย “ท่านช่างมีจิตใจกว้างขวาง เป็นกองทัพเกรียงไกร เป็นกองทัพทรงคุณธรรม ผมจะไปเจรจาเดี๋ยวนี้ ท่านรอฟังข่าวดีเถอะ!”

กล่าวประจบประแจงเสร็จ เขาวิ่งเหยาะไปยังหน้าหมู่บ้าน “เหล่าแหยจื่อ เหล่าแหยจื่อ อย่ายิงปืน สั่งคนของท่านอย่ายิงปืน! ฉันเพียงแต่มาถ่ายทอดคำพูด ถ่ายทอดคำพูดเท่านั้น คนญี่ปุ่นบอกแล้ว พวกเขาให้เกียรติผู้มีความความรู้ความสามารถ ไม่ถือสาที่ท่านล่วงเกินเมื่อสักครู่ พวกเขายังรับปาก จะไม่คุกคามต่อผู้คนในหมู่บ้าน! พวกเขายัง...ยังรับปากจะหาแพทย์ที่ดีที่สุดมารักษาอาการบาดเจ็บให้ท่าน เหล่าแหยจื่อ แหล่าแหยจื่อ ท่านก็อย่าดื้อรั้นอีกต่อไปเลย กองทัพที่ยี่สิบเก้าล้วนจบสิ้นแล้ว ท่านมีฝีมือความสามารถเพียงใด ยังจะเหนือกว่าซ่งเจ๋อหยวนหรือ!”

“ทหาร เอาตัวทูตเจรจาออกไป ตัดหัวเสียบประจาน!” ซือแหยเฒ่าถลึงตากลมโต ร้องสั่งด้วยสำนวนราวเล่นงิ้ว

“น้อมรับคำสั่ง!” จางซงหลิงยื่นปืนออกจากหลังกองหิน ลั่นไกโดยเล็งไปที่ศีรษะของโจรขายชาติหนึ่งนัด กระสุนลั่นดัง ‘เปรี้ยง’ ไม่ทราบทิศทาง โจรขายชาติแซ่จินกลับแตกตื่นจนหน้าซีดขาว วิ่งล้มลุกคลุกคลานกลับไป กล่าวกับนิชิมูระ โคโกโร่ว่า “ขุนพล(เชิงอรรถ-*สำหรับ ชาวจีนที่เป็นกบฏหรือโจรขายชาตินิยมเรียกนายทหารญี่ปุ่นในสมัยนั้นว่านายพล) นิชิมูระ พวกมันโง่เขลาดื้อดึงไม่ยอมเปลี่ยน โง่เขลาดื้อดึงไม่ยอมเปลี่ยน”

*สำหรับนายทหารญี่ปุ่นในสมัยนั้น ชาวจีนที่เป็นกบฏหรือโจรขายชาตินิยมเรียกว่าขุนพล

ไม่ต้องถามไถ่ละเอียด นิชิมูระ โคโกโร่ก็ทราบว่าข้อเสนอของตนเองถูกอีกฝ่ายปฏิเสธกลับมาอย่างไม่ใยดี หัวเราะแล้วกล่าวอย่างเฉยเมยว่า “อย่าเรียกฉันว่านายพล ฉันเป็นสิบโท สิบโทนิชิมูระ พวกมัน ไม่ยอมรับข้อเสนอของฉัน ดีมาก จักรวรรดิญี่ปุ่นให้เกียรติผู้กล้าที่สุด ฉันจะให้โอกาสพวกมันตายอย่างภาคภูมิ!”

กล่าวจบ โบกปืนสั้นในมือ ตวาดเสียงดังว่า “กระจายกำลัง เตรียมพร้อมโจมตี!”

ทหารญี่ปุ่นสิบกว่าคนกระจายกำลังออกไปอย่างรวดเร็ว คุ้มกันให้กันและกัน ขยับขึ้นหน้าทีละน้อย พริบตาเดียว ก็กระชับพื้นที่จากสามร้อยเมตรเหลือสองร้อยเมตร พลยิงระเบิดเลือกหาตำแหน่งที่เหมาะสม ภายใต้การคุ้มกันของพวกพ้อง เริ่มลงมือเตรียมการยิงลูกระเบิด ปรับมุมยิงและระดับความสูงของเครื่องยิง นิชิมูระ โคโกโร่เห็นเหตุการณ์ ขมวดคิ้วทันที ตำหนิเสียงเบาว่า “สิบตรีโอตะ ไม่ต้องสิ้นเปลืองลูกระเบิด ใช้เครื่องยิงระเบิดเล่นงานตาเฒ่าที่ได้รับบาดเจ็บผู้หนึ่ง คุณไม่รู้สึกว่ามันสิ้นเปลืองหรือ? ตลอดทางที่ผ่านมา คุณใช้ลูกระเบิดไปสี่ลูกแล้ว! ต้องเข้าใจว่า ประชาชนของจักรวรรดิญี่ปุ่นต้องทำงานล่วงเวลา จึงสามารถจัดเตรียมกระสุนดินปืนให้พวกเราในจำนวนที่เพียงพอ!”

“ครับ!” มือยิงลูกระเบิดที่ถูกเรียกว่าโอตะใบหน้าแดงก่ำ ตอบกลับเสียงดัง ตำแหน่งยศของเขาคือสิบตรี ต่ำกว่าสิบโทนิชิมูระหนึ่งขั้น ดังนั้นต่อให้ในใจโกรธเคืองเดือดดาล ก็ไม่กล้าขัดคำสั่งของอีกฝ่าย

สำหรับปืนกลเบา ก็เข้าสู่ตำแหน่งการยิงที่เหมาะสม ได้ยินนิชิมูระ โคโกโร่ตำหนิสิบตรีโอตะ เหล่าพลยิงปืนกลกลัวถูกตำหนิสิ้นเปลืองกระสุน เพียงลั่นไกปืน ยิงไปยังบริเวณจานโม่หินหนึ่งนัดเพื่อตักเตือน จากนั้นก็หยุดโจมตี

กระสุนยิงลงบนก้อนหิน สะเก็ดไฟแลบกระจาย ซือแหยเฒ่าเว่ยติงหัวเราะ ไม่เคลื่อนไหวแม้แต่น้อย จางซงหลิงกับพวกจ้าวเอ้อจื่อแม้ในใจตื่นตระหนกแทบคลั่ง แต่ก็ทราบดีว่าภายในระยะที่ไกลขนาดนี้ ตนเองยิงปืนก็เท่ากับเสียเปล่า ดังนั้นจึงถือโอกาสซุ่มเงียบอยู่หลังกองหิน ไม่สนใจต่อเสียงเอะอะตะโกนของทหารญี่ปุ่น

“ผู้กล้า!” นิชิมูระโคโกโร่ได้รับการฝึกฝนในสำนักนักบู๊มาแต่ตั้งเล็ก นับถือเลื่อมใสในความเยือกเย็นของซือแหยเฒ่า ชูนิ้วโป้งให้ชายชรา สั่งการต่อไปว่า “เดินหน้า ใครก็ห้ามยิงปืนฆ่าเขา ฉันต้องการสังหารเขาด้วยมือฉันเอง นั่นเป็นเกียรติยศที่เขาสมควรได้รับ!”

“ครับ!” เหล่าทหารญี่ปุ่นถูกฝึกฝนจนราวกับหุ่นกระบอก ไม่เคยลังเลสงสัยต่อคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ถือปืนไรเฟิล (อาริซากะ ไทป์38) คุ้มกันให้กันและกัน เร่งเดินหน้าต่อเนื่อง พริบตาเดียว นอกจากกลุ่มปืนกลกับกลุ่มยิงลูกระเบิดแล้ว ทหารที่เหลือล้วนเข้าไปในขอบเขตที่ห่างจากกองหินหน้าหมู่บ้านประมาณแปดสิบเมตร ยังคงไม่ได้รับการสวนโจมตีแต่อย่างใด

พลทหารชั้นล่างอีกหลายคนอดรนทนไม่ไหวแล้ว ภายใต้การนำพาของพลทหารคุวะฮาระ มาซาโอะ ถือปืนไรเฟิลไทป์ 38 ย่อตัวเล็งไปยังตำแหน่งต้องสงสัย ดำเนินการยิงทดสอบ

“เปรี้ยง”“เปรี้ยง”!

กระสุนยิงลงบนกองหิน สะเก็ดแตกกระจาย จางซงหลิงกับพวกจ้าวเอ้อจื่อยังคงหมอบอยู่หลังกองหิน ร่างกายสั่นเทารุนแรง ฝ่ามือกลับกำด้ามปืนไว้แน่น ไม่สนใจใยดีต่อสถานการณ์ภายนอก

ยิงต่อเนื่องอีกสองสามระลอก ล้วนไร้การตอบโต้ พลทหารชั้นดีคุวะฮาระ มาซาโอะในใจบังเกิดความมึนงง ตามประสบการณ์ของเขา ต่อให้เป็นทหารจีนที่ผ่านการฝึกซ้อม ก็ใช่ว่าจะสามารถอดทนได้นานเช่นนี้ หรือว่าหน้าหมู่บ้านมีเพียงชายชราผู้หนึ่งนั่งถ่วงเวลา? หันมองไปทางนิชิมูระ โคโกโร่ เขาพบเห็นความงุนงงจากในดวงตาของผู้บังคับบัญชาเช่นกัน ขบกรามแน่น ถือปืนไรเฟิล ยันกายขึ้นยืนช้าๆ

“คุวะฮาระคุง เดินหน้าโจมตี เกียรติยศของการเข้าหมู่บ้านเป็นคนแรกขอมอบให้คุณแล้ว!” สิบโทนิชิมูระกับผู้ใต้บังคับบัญชาจิตใจเชื่อมถึงกัน โบกมือสั่งการทันที เมื่อได้รับอนุญาตจากเขา พลทหารชั้นดีคุวะฮาระ มาซาโอะเร่งฝีเท้า นำพาพลทหารชั้นล่างหลายคนที่อยู่ใกล้ตนเอง มุ่งหน้าไปยังหน้าหมู่บ้าน

“ทั้งหมดออกโจมตี!” ซือแหยเฒ่าหลังค่อมคว้าหินขนาดเท่ากำปั้นก้อนหนึ่ง กระแทกลงบนจานโม่หินเต็มแรง

ทันใดนั้นจางซงหลิงกับพวกจ้าวเอ้อจื่อ ก็โผล่ออกมาจากหลังกองหินอย่างรวดเร็ว สาดกระสุนใส่ทหารญี่ปุ่นที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม

หนังสือแนะนำ

Special Deal

Subscription Order ย้อนฯ 2 เล่ม 2-12

BERSERK เล่ม 38-39

Pre Order บันทึกปิ่น เล่ม 1